อุทาหรณ์เตือนใจนักปั่นมือใหม่
โพสต์: 28 พ.ค. 2013, 03:40
ผมกับภรรยาอายุ 40 ปั่นด้วยกันเป็นประจำ ร่างกายแข็งแรงพอสมควร เพราะออกกำลังกายกันมาตลอด 10 ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ
ผมใช้รถไฮบริด ภรรยาใช้ภูเขาทางเรียบ วันละ 30-40 กม. สัปดาห์ละ 4-6 วัน ความเร็วเฉลี่ยภรรยาได้ 25-26 กม./ชม. ปกติจะผลัดกันนำผลัดกันตามเพราะผมต้องรอไปพร้อมกันเสมอ
วันนี้ 17:30 ออกปั่นกันตามปกติ ขณะที่ทำความเร็วเดินทางประมาณ 25 กม/ชม. เจอชายวัยกลางคนร่างท้วมใช้เสือภูเขาปั่นเดี่ยวช้าๆ ไม่น่าจะเกิน 20 กม./ชม. พยายามขับรถปล่อยมือไปตลอดทาง และทำท่าบิดขี้เกียจบ้าง กางมือกางแขนบ้าง และขับเลื้อยไปเลื้อยมาดูไม่ปลอดภัยเลย ตัดสินใจแซงดีกว่า ผมกดกริ่งมาตั้งแต่ไกลก็แล้ว ดูเขายังรักษาอาการเหมือนเดิมคงที่ เราทั้งคู่ทักทายแล้วจึงขอแซงไป ผมและภรรยาส่งสัญญาณล่วงหน้าให้เขารับรู้ในระยะเหมาะสม พร้อมทักทาย "สวัสดีครับ/ค่ะ ขออนุญาตผ่านนะครับ/ค่ะ" ผมพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ท่านนักปั่นไม่พูดด้วยสักคำเดียว แถมมือก็ยังไม่จับแฮนด์เหมือนเดิม ปั่นไปซักพักจึงรู้ว่าเขาไล่ตามตูดรถภรรยาผมแบบติดๆ แซงก็ไม่แซง แถมไม่พูดไม่จาใดๆ ตามลูกเดียว ครู่หนึ่งถึงแยกไฟแดง เมื่อออกตัวผมก็ชะลอสุดๆ เหลือ 15-20 กม./ชม.ให้เขาแซงไป แต่เมื่อแซงไปแล้วเขาก็ชะลอตามอีก เรารู้สึกไม่ดีในเชิงมารยาทแต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ผมจึงหันไปถามภรรยาว่าไหวมั๊ย จะรัวยิงยาวเลย เพราะดูหน่วยก้านท่านผู้นั้นแล้วคงตามเราไม่ทัน แถมประเมินสมรภูมิที่ปั่นกันประจำ ด้านหน้ากำลังเข้าโซนขึ้นเนินย่อมๆ ยาวเป็นกิโล อีกทั้งภรรยาผมสูง 162 ซ.ม. น้ำหนักเพียง 48 ก.ก. คงได้เปรียบเพราะดูพิกัดน้ำหนักรวมรถแล้วเบากว่าท่านผู้นั้นมากกว่า 20 ก.ก. แหงๆ เธอเพิ่มเกียร์แทนคำตอบ ผมก็เพิ่มเกียร์ตามแล้วลงมือ
แรกๆ สังเกตได้ว่าท่านผู้นั้นพยายามกวดไล่ตามแต่ไม่เป็นผล เพราะเราทั้งคู่ฉีกออกมาได้เรื่อยๆ กว่า 500 เมตร เนินเขาชันๆลูกนี้ นี้ปกติภรรยาผมไต่ขึ้นด้วยความเร็วประมาณ 10-12 กม./ชม. แต่วันนี้คงเพราะเธอมีแรงส่ง อัดไป 15 กม./ชม. ลากยาวๆ ผมซึ่งปั่นนำหน้าอยู่เล็กน้อยหันกลับไปมองเป็นระยะๆ ได้จนเกือบถึงยอดเนิน เธอบอกหมดก๊อกแล้วขอพักดื่มน้ำหน่อย จึงขอจอดรถทันที (ปกติถ้าไม่หมดจริงๆ เรารู้ดีว่าจะไม่หยุดทันที จะต้อง recovery ลดไต่ระดับการเต้นหัวใจก่อนเสมอ) แล้วบอกว่าหน้ามืดอาการเหมือนจะเป็นลม จึงนั่งยองๆ เอาน้ำล้างหน้า สักพักรู้สึกดีขึ้นจึงลุกยืน จับรถเตรียมจะไปต่อ
เมื่อเธอลุกยืน เธอบอกไม่ไหวอ่ะ แล้วส่งรถมาให้ผม ผมก็บอกเธอไปทันทีว่าให้นั่งลงก่อน ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เธอหมดสติหงายหลังทิ้งตัวล้มทั้งยืนแบบต้นไม้ล้ม คือไม่มีอาการเข่าทรุด ท้ายทอยเธอฟาดลงบนพื้นถนนเต็มแรง ผมเองคร่อมอยู่บนรถอีกคันแต่ไม่อยู่ในระยะที่จะประคองได้ทัน สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มคือเธอยังลืมตาอยู่ตลอดเวลา
ผมรีบเข้าไปประคองศรีษะและเรียกปลุกเธอ เธอได้สติแทบจะทันที ผมรีบปลดหมวกกันน็อค คลายกระดุมเสื้อให้หลวม พัดลม และบีบนวด คำถามแรก หลุดออกจากปากเธอแบบงงๆ ว่าเกิดไรขึ้นเหรอ!!...............
ผมสำรวจอาการภายนอกและอาการทางสมองเบื้องต้นจากความรู้ที่พอได้ศึกษามาบ้าง ยังไม่พบความผิดปกติ มีเพียงอาการเมื่อยต้นคอเพียงเล็กน้อยอาจจะมาจากการกระแทก
พักสักครู่ เธอดีขึ้น จึงโทรเรียกรถมารับกลับบ้าน ถึงบ้านยังเฝ้าระวังสังเกตไม่พบอาการผิดปกติใดๆ สำรวจทางกายภาพโดยละเอียดไม่พบรอยฟกช้ำใดๆ วัดความดันและหัวใจเป็นปกติ แต่ก็ยังไม่นิ่งนอนใจรอดูอาการต่อไป
สรุปข้อเท็จจริงและอุทาหรณ์เตือนใจที่คิดได้จากเหตุการณ์นี้ ขอฝากไว้สำหรับนักปั่นมือใหม่ทุกท่าน
1. หมวกกันน็อคช่วยชีวิตภรรยาผมไว้ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมและภรรยาไม่เคยประมาทเลย ไม่ว่าจะปั่นเป็นระยะทางใกล้แค่ไหนก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ายังโชคดีที่ไม่ได้ถอดหมวกออกตั้งแต่ตอนแรกที่จอดพัก หากไม่มีหมวกคงทำให้ผมเสียใจอย่างที่สุด จึงอยากฝากวิงวอนกับนักปั่นทุกท่านว่าขอให้สวมใส่ไว้ตลอดเวลาที่ใช้จักรยาน
2. การออกกำลังกายทุกอย่าง โดยเฉพาะการปั่นจักรยานมีประโยชน์มาก แต่ต้องฝึกฝนให้ถูกต้องตามหลักวิชา เรื่องนี้ว่ากันยาวขอให้ศึกษาจากผู้รู้จริง หรือหาอ่านเอาในเว็บนี้ ผมเองก็ศึกษามาไม่น้อย แต่ครั้งนี้ยอมรับว่าประมาทจริงๆ ปล่อยภรรยาหักโหมจนเกินข้อจำกัดของร่างกาย บางครั้งแม้เราจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งก็ตาม แต่หากมันเลยขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับได้ก็ทำให้เกิดอันตรายบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิตได้อย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะหากอายุท่านเลยวัยรุ่นมาแล้ว บางครั้งใจเกินร้อยแต่ร่างกายมันไม่ไหว คงต้องมีเครื่องมือช่วยชี้วัด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมตัดสินใจเด็ดขาดที่จะหาซื้อ Heart Rate Monitor มาใช้ควบคุมการออกกำลังกายทั้งคู่ เพราะตระหนักแล้วว่า มันสำคัญสำหรับสุขภาพมากกว่าไมล์วัดความเร็วเสียอีก
3. การหยุดพักทันทีขณะออกกำลังกายอย่างหนักเป็นสิ่งต้องห้าม อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันลดต่ำฉับพลัน หรือเป็นลมหน้ามืด ต้องมีการ Cool Down ค่อยให้หัวใจลดระดับอัตราการเต้นลงมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
4. การพักผ่อนให้เพียงพอสำหรับการออกกำลังกายจำเป็นมาก เมื่อคืนที่ผ่านมาภรรยาผมบอกว่าเธอนอนดึกกว่าปกติมาก สิ่งนี้เป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งเสริมให้ความดันโลหิตต่ำ
5. ระวังอย่าให้ร่างกายขาดน้ำเด็ดขาด ปกติเราจะใช้วิธิดื่มน้ำขณะขับรถบ้าง และเมื่อติดไฟแดงตรงสี่แยกบ้าง วันนี้บังเอิญจริงๆที่ ผ่านมา 2 แยกแบบไม่ได้ติดไฟแดงเลย ทำให้จังหวะความถี่การดื่มน้ำขาดตอนไป วันนี้เราจึงดื่มน้ำกันน้อยครั้งกว่าปกติ
6. หากเจอปัญหา หรือสิ่งที่คิดเอาเองว่าอาจเป็นปัญหาใดๆ ก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้พยายามแก้ปัญหาโดยใช้สติและความรอบคอบ ไม่ใช่ใช้กำลัง โดยเฉพาะหากท่านมีอยู่อย่างจำกัด 555
ปล 1.ต้องขออภัยท่านนักปั่นที่ตามตูดภรรยาผม ไม่ว่าท่านจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม เพราะความคิดของผมได้ล่วงเกินและตัดสินท่านไปล่วงหน้าเสียแล้ว 555
ปล 2.ขอบคุณอะไรก็ได้ที่เหตุการณ์นี้ไม่เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจกู้กลับคืนได้
ปล 3. สุดท้ายจริงๆ ขอขอบคุณน้ำใจเพื่อนนักปั่นทุกท่าน ที่จำได้คือน้องเขม B2K จ.ตรัง และเพื่อนๆ ที่ผ่านทางมาและหยุดแวะให้ความช่วยเหลืออย่างดี
ผมใช้รถไฮบริด ภรรยาใช้ภูเขาทางเรียบ วันละ 30-40 กม. สัปดาห์ละ 4-6 วัน ความเร็วเฉลี่ยภรรยาได้ 25-26 กม./ชม. ปกติจะผลัดกันนำผลัดกันตามเพราะผมต้องรอไปพร้อมกันเสมอ
วันนี้ 17:30 ออกปั่นกันตามปกติ ขณะที่ทำความเร็วเดินทางประมาณ 25 กม/ชม. เจอชายวัยกลางคนร่างท้วมใช้เสือภูเขาปั่นเดี่ยวช้าๆ ไม่น่าจะเกิน 20 กม./ชม. พยายามขับรถปล่อยมือไปตลอดทาง และทำท่าบิดขี้เกียจบ้าง กางมือกางแขนบ้าง และขับเลื้อยไปเลื้อยมาดูไม่ปลอดภัยเลย ตัดสินใจแซงดีกว่า ผมกดกริ่งมาตั้งแต่ไกลก็แล้ว ดูเขายังรักษาอาการเหมือนเดิมคงที่ เราทั้งคู่ทักทายแล้วจึงขอแซงไป ผมและภรรยาส่งสัญญาณล่วงหน้าให้เขารับรู้ในระยะเหมาะสม พร้อมทักทาย "สวัสดีครับ/ค่ะ ขออนุญาตผ่านนะครับ/ค่ะ" ผมพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ท่านนักปั่นไม่พูดด้วยสักคำเดียว แถมมือก็ยังไม่จับแฮนด์เหมือนเดิม ปั่นไปซักพักจึงรู้ว่าเขาไล่ตามตูดรถภรรยาผมแบบติดๆ แซงก็ไม่แซง แถมไม่พูดไม่จาใดๆ ตามลูกเดียว ครู่หนึ่งถึงแยกไฟแดง เมื่อออกตัวผมก็ชะลอสุดๆ เหลือ 15-20 กม./ชม.ให้เขาแซงไป แต่เมื่อแซงไปแล้วเขาก็ชะลอตามอีก เรารู้สึกไม่ดีในเชิงมารยาทแต่ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ผมจึงหันไปถามภรรยาว่าไหวมั๊ย จะรัวยิงยาวเลย เพราะดูหน่วยก้านท่านผู้นั้นแล้วคงตามเราไม่ทัน แถมประเมินสมรภูมิที่ปั่นกันประจำ ด้านหน้ากำลังเข้าโซนขึ้นเนินย่อมๆ ยาวเป็นกิโล อีกทั้งภรรยาผมสูง 162 ซ.ม. น้ำหนักเพียง 48 ก.ก. คงได้เปรียบเพราะดูพิกัดน้ำหนักรวมรถแล้วเบากว่าท่านผู้นั้นมากกว่า 20 ก.ก. แหงๆ เธอเพิ่มเกียร์แทนคำตอบ ผมก็เพิ่มเกียร์ตามแล้วลงมือ
แรกๆ สังเกตได้ว่าท่านผู้นั้นพยายามกวดไล่ตามแต่ไม่เป็นผล เพราะเราทั้งคู่ฉีกออกมาได้เรื่อยๆ กว่า 500 เมตร เนินเขาชันๆลูกนี้ นี้ปกติภรรยาผมไต่ขึ้นด้วยความเร็วประมาณ 10-12 กม./ชม. แต่วันนี้คงเพราะเธอมีแรงส่ง อัดไป 15 กม./ชม. ลากยาวๆ ผมซึ่งปั่นนำหน้าอยู่เล็กน้อยหันกลับไปมองเป็นระยะๆ ได้จนเกือบถึงยอดเนิน เธอบอกหมดก๊อกแล้วขอพักดื่มน้ำหน่อย จึงขอจอดรถทันที (ปกติถ้าไม่หมดจริงๆ เรารู้ดีว่าจะไม่หยุดทันที จะต้อง recovery ลดไต่ระดับการเต้นหัวใจก่อนเสมอ) แล้วบอกว่าหน้ามืดอาการเหมือนจะเป็นลม จึงนั่งยองๆ เอาน้ำล้างหน้า สักพักรู้สึกดีขึ้นจึงลุกยืน จับรถเตรียมจะไปต่อ
เมื่อเธอลุกยืน เธอบอกไม่ไหวอ่ะ แล้วส่งรถมาให้ผม ผมก็บอกเธอไปทันทีว่าให้นั่งลงก่อน ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เธอหมดสติหงายหลังทิ้งตัวล้มทั้งยืนแบบต้นไม้ล้ม คือไม่มีอาการเข่าทรุด ท้ายทอยเธอฟาดลงบนพื้นถนนเต็มแรง ผมเองคร่อมอยู่บนรถอีกคันแต่ไม่อยู่ในระยะที่จะประคองได้ทัน สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มคือเธอยังลืมตาอยู่ตลอดเวลา
ผมรีบเข้าไปประคองศรีษะและเรียกปลุกเธอ เธอได้สติแทบจะทันที ผมรีบปลดหมวกกันน็อค คลายกระดุมเสื้อให้หลวม พัดลม และบีบนวด คำถามแรก หลุดออกจากปากเธอแบบงงๆ ว่าเกิดไรขึ้นเหรอ!!...............
ผมสำรวจอาการภายนอกและอาการทางสมองเบื้องต้นจากความรู้ที่พอได้ศึกษามาบ้าง ยังไม่พบความผิดปกติ มีเพียงอาการเมื่อยต้นคอเพียงเล็กน้อยอาจจะมาจากการกระแทก
พักสักครู่ เธอดีขึ้น จึงโทรเรียกรถมารับกลับบ้าน ถึงบ้านยังเฝ้าระวังสังเกตไม่พบอาการผิดปกติใดๆ สำรวจทางกายภาพโดยละเอียดไม่พบรอยฟกช้ำใดๆ วัดความดันและหัวใจเป็นปกติ แต่ก็ยังไม่นิ่งนอนใจรอดูอาการต่อไป
สรุปข้อเท็จจริงและอุทาหรณ์เตือนใจที่คิดได้จากเหตุการณ์นี้ ขอฝากไว้สำหรับนักปั่นมือใหม่ทุกท่าน
1. หมวกกันน็อคช่วยชีวิตภรรยาผมไว้ ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมและภรรยาไม่เคยประมาทเลย ไม่ว่าจะปั่นเป็นระยะทางใกล้แค่ไหนก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่ายังโชคดีที่ไม่ได้ถอดหมวกออกตั้งแต่ตอนแรกที่จอดพัก หากไม่มีหมวกคงทำให้ผมเสียใจอย่างที่สุด จึงอยากฝากวิงวอนกับนักปั่นทุกท่านว่าขอให้สวมใส่ไว้ตลอดเวลาที่ใช้จักรยาน
2. การออกกำลังกายทุกอย่าง โดยเฉพาะการปั่นจักรยานมีประโยชน์มาก แต่ต้องฝึกฝนให้ถูกต้องตามหลักวิชา เรื่องนี้ว่ากันยาวขอให้ศึกษาจากผู้รู้จริง หรือหาอ่านเอาในเว็บนี้ ผมเองก็ศึกษามาไม่น้อย แต่ครั้งนี้ยอมรับว่าประมาทจริงๆ ปล่อยภรรยาหักโหมจนเกินข้อจำกัดของร่างกาย บางครั้งแม้เราจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งก็ตาม แต่หากมันเลยขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับได้ก็ทำให้เกิดอันตรายบาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ชีวิตได้อย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะหากอายุท่านเลยวัยรุ่นมาแล้ว บางครั้งใจเกินร้อยแต่ร่างกายมันไม่ไหว คงต้องมีเครื่องมือช่วยชี้วัด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมตัดสินใจเด็ดขาดที่จะหาซื้อ Heart Rate Monitor มาใช้ควบคุมการออกกำลังกายทั้งคู่ เพราะตระหนักแล้วว่า มันสำคัญสำหรับสุขภาพมากกว่าไมล์วัดความเร็วเสียอีก
3. การหยุดพักทันทีขณะออกกำลังกายอย่างหนักเป็นสิ่งต้องห้าม อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันลดต่ำฉับพลัน หรือเป็นลมหน้ามืด ต้องมีการ Cool Down ค่อยให้หัวใจลดระดับอัตราการเต้นลงมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
4. การพักผ่อนให้เพียงพอสำหรับการออกกำลังกายจำเป็นมาก เมื่อคืนที่ผ่านมาภรรยาผมบอกว่าเธอนอนดึกกว่าปกติมาก สิ่งนี้เป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งเสริมให้ความดันโลหิตต่ำ
5. ระวังอย่าให้ร่างกายขาดน้ำเด็ดขาด ปกติเราจะใช้วิธิดื่มน้ำขณะขับรถบ้าง และเมื่อติดไฟแดงตรงสี่แยกบ้าง วันนี้บังเอิญจริงๆที่ ผ่านมา 2 แยกแบบไม่ได้ติดไฟแดงเลย ทำให้จังหวะความถี่การดื่มน้ำขาดตอนไป วันนี้เราจึงดื่มน้ำกันน้อยครั้งกว่าปกติ
6. หากเจอปัญหา หรือสิ่งที่คิดเอาเองว่าอาจเป็นปัญหาใดๆ ก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้พยายามแก้ปัญหาโดยใช้สติและความรอบคอบ ไม่ใช่ใช้กำลัง โดยเฉพาะหากท่านมีอยู่อย่างจำกัด 555
ปล 1.ต้องขออภัยท่านนักปั่นที่ตามตูดภรรยาผม ไม่ว่าท่านจะมีเจตนาอย่างไรก็ตาม เพราะความคิดของผมได้ล่วงเกินและตัดสินท่านไปล่วงหน้าเสียแล้ว 555
ปล 2.ขอบคุณอะไรก็ได้ที่เหตุการณ์นี้ไม่เกิดความสูญเสียที่ไม่อาจกู้กลับคืนได้
ปล 3. สุดท้ายจริงๆ ขอขอบคุณน้ำใจเพื่อนนักปั่นทุกท่าน ที่จำได้คือน้องเขม B2K จ.ตรัง และเพื่อนๆ ที่ผ่านทางมาและหยุดแวะให้ความช่วยเหลืออย่างดี