ทำไมถึงเป็นแชมป์ 3
โพสต์: 17 ส.ค. 2010, 21:43
มาเจอกันอีกครั้งแล้วนะคะ ครั้งนี้มาช้าไปหน่อย พอดีคอมพ์พังค่ะ คราวนี้จะมาแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการขี่ขึ้นเขาค่ะ ว่าควรจะขี่อย่างไร และซ้อมอย่างไรค่ะ
โอเล่สังเกตด้วยตัวเองว่าเวลาที่ขี่ซ้อมทางเรียบ เราจะขี่จี้ผู้ชายได้ ยกเว้่นตรงที่เรามักจะหลุดเสมอก็คือ ช่วงขึ้นเขา ขนาดเขาบอกให้เราขี่จี้มา เรายังไม่มีปัญญา มันเลยทำให้เราตระหนักขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราจะขี่ให้ชนะคนอื่น ช่วงขึ้นเขานี่เองที่จะทำให้เราชนะได้
โอเล่เลยจะเน้นการขี่ขึ้นเขาเป็นพิเศษแต่ก็ซ้อมอย่างอื่นร่วมด้วย แต่เราจะพยายามหาว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะขี่ขึ้นเขาได้ดีขึ้นกว่าคนอื่น วิธีการก็คือเราจะเปลี่ยนวิธีขี่บ่อย ๆ ไม่ขี่เหมือนเดิม เช่น ในเส้นทางขึ้นเขาเส้นเดียวกัน เราจะขี่หลายๆแบบ ในแต่ละรอบ เช่นวันนี้ซ้อมขึ้นเขา 10 รอบ
รอบแรกก็จะลองใช้เกียร์ใบหน้าสอง หลังอาจจะใช้สักเจ็ด (แล้วแต่ความลาดชันของเนิน) ลองขี่ขึ้นดูจนถึงยอดเขา แล้วก็ประเมินอาการว่าเราขี่แล้วรู้สึกอย่างไร เหนื่อยตรงไหนมาก ตรงไหนน้อย ความเร็วเท่าไร ตรงไหนรอบขาจัด ตรงไหนรอบขาหนืด
รอบสองใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม แต่ใช้ใบหลังเบากว่าเดิม ขี่ซอยรอบขาให้จัดขึ้น เพื่อจะดูว่าถ้าซอยความเร็วดีกว่าหรือแย่กว่าแบบแรกและเรารู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าหรือมากกว่า
รอบสามก็ใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม พอขี่ขึ้นเนินได้ซักครึ่งหนึ่งก็ลองเปลี่ยนใบจานหลังกลางเนิน เพื่อดูว่าความเร็วตกหรือเพิ่ม เหนื่อยน้อยหรือเหนื่อยมาก
รอบสี่ใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม นั่งปั่นไปได้ซักครึ่งหนึ่งของเนิน ก็เปลี่ยนมายืนโยกดูว่าต่างจากการนั่งปั่นตลอดเนินอย่างไร
รอบห้าใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม แต่ใช้ยืนโยกตั้งแต่ตีนเนินจนถึงยอดเนิน
รอบหกเปลี่ยนมาใช้ใบจานหน้าสาม แล้วก็ไล่ทำแบบรอบแรกจนถึงรอบที่ห้า เพียงแต่เปลี่ยนใบจานหน้ามาใช้ใบสามเท่านั้น หลังจากขี่เสร็จ ก็จะทำการบันทึกความรู้สึกของตัวเองว่า การขี่ในแต่ละรอบเป็นอย่างไร ขี่แบบไหน แล้วความเร็วดีเหนื่อยน้อย สบายขา แล้วคราวหน้าเวลามาซ้อมในเส้นทางนี้ก็จะลองทำแบบเดิมอีกเพื่อที่จะดูว่าแตกต่างกันไหม เพราะบางครั้งร่างกายวันนี้กับวันนั้นอาจจะฟิตไม่เหมือนกัน ก็ต้องลองหลายๆครั้ง
บางครั้งยืนโยกก็ลองยืนดูว่าถ้าโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเป็นอย่างไร สบายขาขึ้นไหม หรือยืนแบบเหยียดแขนตรงกับงอแขน หรือหันฝ่ามือเข้าหรือหันฝ่ามือออก แบบไหนเมื่อยน้อยกว่า บางครั้ง ขี่มากำลังจะขึ้นยอดสูงสุดของเนินก็จะลองเปลี่ยนใหม่ลองใส่เกียร์หนักกว่าเดิมอีกหนึ่งเกียร์ เพื่อที่จะดูว่า ความเร็วจะเพิ่มขึ้นไหม ถึงความเร็วไม่เพิ่มแต่เหนื่อยน้อยกว่าหรือเปล่า
คือจะลองทุกแบบแล้วก็จับจุดเองว่า การขี่แบบไหนดีที่สุด และก็จะดูด้วยว่าการขี่แบบนี้ ควรใช้กับการขึ้่นเขาแบบไหน เพราะเนินเขาแต่ละลูกไม่เหมือนกัน บางเส้นจะยาวทบไปทบมา บางเส้นจะสั้นแต่ชัน ต้องรู้จักสังเกตด้วยตัวเอง ว่าการขี่ในลักษณะใด จึงเหมาะสมกับเส้นทางนั้น การหมั่นฝึกซ้อมจะทำให้เราค้นพบ และเข้าใจว่าเราควรจะเลือกขี่แบบใด ในเส้นทางที่เราเห็น ไม่ใช่ขี่ตามคนอื่น ถ้าเราขี่ขึ้นเขาเป็น เราจะเข้าใจว่้า แม้จะขี่ขึ้นเขาอยู่ก็สามารถพักเหนื่อยได้
โอเล่สังเกตด้วยตัวเองว่าเวลาที่ขี่ซ้อมทางเรียบ เราจะขี่จี้ผู้ชายได้ ยกเว้่นตรงที่เรามักจะหลุดเสมอก็คือ ช่วงขึ้นเขา ขนาดเขาบอกให้เราขี่จี้มา เรายังไม่มีปัญญา มันเลยทำให้เราตระหนักขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราจะขี่ให้ชนะคนอื่น ช่วงขึ้นเขานี่เองที่จะทำให้เราชนะได้
โอเล่เลยจะเน้นการขี่ขึ้นเขาเป็นพิเศษแต่ก็ซ้อมอย่างอื่นร่วมด้วย แต่เราจะพยายามหาว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะขี่ขึ้นเขาได้ดีขึ้นกว่าคนอื่น วิธีการก็คือเราจะเปลี่ยนวิธีขี่บ่อย ๆ ไม่ขี่เหมือนเดิม เช่น ในเส้นทางขึ้นเขาเส้นเดียวกัน เราจะขี่หลายๆแบบ ในแต่ละรอบ เช่นวันนี้ซ้อมขึ้นเขา 10 รอบ
รอบแรกก็จะลองใช้เกียร์ใบหน้าสอง หลังอาจจะใช้สักเจ็ด (แล้วแต่ความลาดชันของเนิน) ลองขี่ขึ้นดูจนถึงยอดเขา แล้วก็ประเมินอาการว่าเราขี่แล้วรู้สึกอย่างไร เหนื่อยตรงไหนมาก ตรงไหนน้อย ความเร็วเท่าไร ตรงไหนรอบขาจัด ตรงไหนรอบขาหนืด
รอบสองใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม แต่ใช้ใบหลังเบากว่าเดิม ขี่ซอยรอบขาให้จัดขึ้น เพื่อจะดูว่าถ้าซอยความเร็วดีกว่าหรือแย่กว่าแบบแรกและเรารู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าหรือมากกว่า
รอบสามก็ใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม พอขี่ขึ้นเนินได้ซักครึ่งหนึ่งก็ลองเปลี่ยนใบจานหลังกลางเนิน เพื่อดูว่าความเร็วตกหรือเพิ่ม เหนื่อยน้อยหรือเหนื่อยมาก
รอบสี่ใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม นั่งปั่นไปได้ซักครึ่งหนึ่งของเนิน ก็เปลี่ยนมายืนโยกดูว่าต่างจากการนั่งปั่นตลอดเนินอย่างไร
รอบห้าใช้ใบจานหน้าสองเหมือนเดิม แต่ใช้ยืนโยกตั้งแต่ตีนเนินจนถึงยอดเนิน
รอบหกเปลี่ยนมาใช้ใบจานหน้าสาม แล้วก็ไล่ทำแบบรอบแรกจนถึงรอบที่ห้า เพียงแต่เปลี่ยนใบจานหน้ามาใช้ใบสามเท่านั้น หลังจากขี่เสร็จ ก็จะทำการบันทึกความรู้สึกของตัวเองว่า การขี่ในแต่ละรอบเป็นอย่างไร ขี่แบบไหน แล้วความเร็วดีเหนื่อยน้อย สบายขา แล้วคราวหน้าเวลามาซ้อมในเส้นทางนี้ก็จะลองทำแบบเดิมอีกเพื่อที่จะดูว่าแตกต่างกันไหม เพราะบางครั้งร่างกายวันนี้กับวันนั้นอาจจะฟิตไม่เหมือนกัน ก็ต้องลองหลายๆครั้ง
บางครั้งยืนโยกก็ลองยืนดูว่าถ้าโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วเป็นอย่างไร สบายขาขึ้นไหม หรือยืนแบบเหยียดแขนตรงกับงอแขน หรือหันฝ่ามือเข้าหรือหันฝ่ามือออก แบบไหนเมื่อยน้อยกว่า บางครั้ง ขี่มากำลังจะขึ้นยอดสูงสุดของเนินก็จะลองเปลี่ยนใหม่ลองใส่เกียร์หนักกว่าเดิมอีกหนึ่งเกียร์ เพื่อที่จะดูว่า ความเร็วจะเพิ่มขึ้นไหม ถึงความเร็วไม่เพิ่มแต่เหนื่อยน้อยกว่าหรือเปล่า
คือจะลองทุกแบบแล้วก็จับจุดเองว่า การขี่แบบไหนดีที่สุด และก็จะดูด้วยว่าการขี่แบบนี้ ควรใช้กับการขึ้่นเขาแบบไหน เพราะเนินเขาแต่ละลูกไม่เหมือนกัน บางเส้นจะยาวทบไปทบมา บางเส้นจะสั้นแต่ชัน ต้องรู้จักสังเกตด้วยตัวเอง ว่าการขี่ในลักษณะใด จึงเหมาะสมกับเส้นทางนั้น การหมั่นฝึกซ้อมจะทำให้เราค้นพบ และเข้าใจว่าเราควรจะเลือกขี่แบบใด ในเส้นทางที่เราเห็น ไม่ใช่ขี่ตามคนอื่น ถ้าเราขี่ขึ้นเขาเป็น เราจะเข้าใจว่้า แม้จะขี่ขึ้นเขาอยู่ก็สามารถพักเหนื่อยได้