เจาะลึกที่มา Cervelo และจับตามอง Cervelo R3 Disc
โพสต์: 16 พ.ย. 2015, 16:09
CERVELO
เซอร์เวโล จักรยานแบรนด์ดังสัญชาติแคนาดาที่เป็นที่หมายปองของนักปั่นหลายๆคน มาพร้อมด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความล้ำสมัย ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน มักจะกระชากความสนใจด้วยการออกแบบพัฒนาจักรยานแบบพลิกแนวคิด รื้อกันตั้งแต่ต้นกำเนิดของข้อบังคับการออกแบบเพื่อให้ได้จักรยานที่ดีที่สุดโดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับเก่าๆ และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆที่ปฏิบัติกันมา
ด้วยเหตุนี้ แบรนด์น้องใหม่อายุน้อยจึงได้ก้าวกระโดดเข้าสู่แส้นทางของการแข่งขันจักรยาน และแข่งขันกันสร้างจักรยานที่ดีที่สุด เหมาะสมกับนักปั่นต่างๆที่สุดเทียบเคียงกับแบรนด์อื่นๆที่อยู่มาก่อนได้อย่างรวดเร็ว
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เซอร์เวโล มีความโดดเด่นเช่นนี้?
ต้องย้อนกลับไปดูกันตั้งแต่ต้นกำเนิดของ เซอร์เวโล กัน
ในปี ค.ศ.1995 ชายสองคนที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงนักปั่นสมัครเล่นและยังเรียนอยู่ในสาขาวิชาเกี่ยวกับวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ เกิดแนวคิดต้องการสร้างจักรยานที่ดีที่สุดให้ได้ เพราะมั่นใจมนศักยภาพของตนทั้งคู่ แค่จุดเริ่มแบบนี้ก็แปลกแตกต่างแล้ว เพราะในยุคนั้น เป็นยุคที่โลกของจักรยานยังคงอยู่ในยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ(มีเพียงอเมริกาแะแคนาดา ที่อยู่ในวงการจักรยาน) ยังไม่เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแผนที่โลกของจักรยานเลยด้วยซ้ำ แน่นอนครับว่าก่อนหน้านั้น โลกได้รู็จัก "เกร็ก เลอมองด์" และโลกได้มีนักปั่นอาชีพจากสองประเทศนี้ไปแข่งในยุโรปมากมายแล้วก็จริง แต่สำหรับการออกแบบจักรยาน ทุกอย่างยังคงอยู๋ในมือของการออกแบบและผลิตในลักษณะของอนุรักษ์นิยมตามไสตล์ อิตาลี, ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งได้สร้างจักรยานแบรนด์ตำนานต่างๆมากมายในยุคนั้น เจอรานด์ ฟรูเม็น และ ฟิล ไวท์ ทั้งสองได้ล้มลุกคลุกคลานสร้างจักรยานต้นแบบของตนเองมาด้วยความฝันวัยหนุ่ม ทดลองทำตัวอย่างด้วยเครื่องมือภายในบ้าน ภายในใต้ถุนอพาร์ทเม็นท์ของทั้งสอง ใช้เวลาขลุกอยู่กับการสร้างจนกว่าจะได้ต้นแบบที่พึงพอใจ กิน นอนอยู๋ในห้องปฏิบัติการเล็กๆของทั้งคู่ ก่อนจะส่งเอาจักรยานที่สำเร็จ 3 คันแรกออกมาสู่ตลาดและส่งมอบให้นักแข่งอาชีพทดสอบใช้งาน และความสำเร็จแรกของ เซอร์เวโล ก็มาจากจักรยาน 3 คันแรกนี้เอง เมื่อ เซอร์เวโล ได้ชัยชนะทั้งรายการชิงแชมป์แห่งชาติแคนาดา และคว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาได้จากนักปั่นเยอรมันในคราวนั้นนั่นเอง นี่คือจุดกำเนิดแรกของ เซอร์เวโล ที่ส่งให้ทั้งสองพยายามเดินหน้าต่อไป เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างจักรยานที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา แต่ต้องเป็นจักรยานที่ออกแบบมาให้ขี่ได้ดีจริงในตลาดนักปั่นทั่วไปอีกด้วย เพราะในยุคนั้นนักปั่นอาชีพหลายๆคนใช้จักรยานสั่งทำพิเศษในการแข่งกัน แต่ เซอร์เวโล ต้องการทำจักรยานขายจริง ดีจริง ขี่ได้จริงสำหรับทุกคน นั่นเองที่เป็นเส้นทางการออกแบบเพื่อมุ่งไปหาการสร้างฐานการตลาดที่แข็งแรงขายได้จริงในอนาคต หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่เป็นการล้มอย่างมีแผนวางเอาไว้ ไม่ต่างจากเด็กทารกน้อยๆที่ค่อยๆหัดเดินไปอย่างช้าๆ ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปีกว่าที่ เซอร์เวโล จะเริ่มตั้งหลักยืนได้อย่างมั่นคง และจากรากฐานที่แข็งแกร่งนี้เอง เมื่อยืนได้ไม่นาน เซอร์เวโล ก็สามารถเดินและวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับแบรนด์จักรยานอื่นๆที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วได้อย่างสมภาคภูมิ จากเมืองเล็กๆของแคนาดา กระจายสู่ระดับประเทศ จากความนิยมของทวีปอเมริกาเหนือ สู่การแตกตัวไปยังยุโรป และจุดนี้เองที่โลกไม่สามารถหยุดการเติบโตของเด็กน้อยจากเมืองใบเมเปิ้ลได้แล้ว คุณรู้หรือไม่?
ชื่อ เซอร์เวโล นั้นหมายถึงอะไร... ความหมายมาจากการเล่นคำพ้องของคำว่า Cervello ในภาษาอิตาเลี่ยนที่มีความหมายว่า "สมอง" นำมาพ้องเล่นคำกับคำว่า vélo ในภาษาฝรั่งเศส ร่วมกันออกมาเป็น Cervélo ที่มีความหมายแฝงว่า "จักรยานจากมันสมอง" นั่นเอง จุดผันอันยิ่งใหญ่ เมื่อเข้าสู่โปรทัวร์
เมื่อตลาดจักรยาน เซอร์เวโล ขยายออกสู่โลกกว้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดยุโรปอย่างเต็มตัว ทำให้ เซอร์เวโล เร่ิมนโยบายการสนับสนุนร่วมกันสร้างทีมจักรยานที่ดีที่สุด รากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง อาศัยจุดแข็งของการออกแบบ ไม่ใช่ลวดลาย สีสันหรืองานฝีมือคลาสสิค ทำให้ เซอร์เวโล เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้สร้างทีมจักรยานหลายๆคน และได้จับมือกับตำนานนักปั่น บิยาน รีส นั่นเอง
บิยาน รีส (Bjarne Riis)
นักปั่นเสือหมอบจากเดนมาร์คที่โลดแล่นแข่งขันอยู๋ในยุค 80s-90s สังกัดทีม "ทีมเทเลคอม" ในช่วงบั้นปลายอายุการเป็นนักแข่ง ระหว่างปี 1996-1999 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ เซอร์เวโล เริ่มตั้งไข่และเล็งเห็นถึงการพัฒนาของจักรยานจากแดนไกลนี้มาตลอด โดยเฉฑาะในปี 1996 ที่ บียาน รีส ชนะรายการ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ก็เป็นช่วงเวลาที่ เซอร์เวโล เริ่มออกรถทดสอบต้นแบบทั้งหลายสู่นักแข่งอาชีพนั่นเอง บิยาน รีส ถูกชะตากับ เซอร์เวโล ด้วยรูปทรงที่นักปั่นอชีพในยุคนั้นมองว่าอัปลักษณ์เป็นที่สุด ด้วยค่านิยมท่อโลหะทรงกระบอก หน้าตัดกลมเป็นแนวคิดหลัก แต่ เซอร์เวโล กลับนำเสนอทรงท่อแปลกๆ เพื่อให้ได้เรปียบทางด้านอากาศพลศาสตร์ เมื่อ บิยาน รีส ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีม และต้องการทำทีมจักรยานใหญ่ เริ่มต้นวางวรากฐานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90s และก้าวขึ้นมาสู่ระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว จนปี ค.ศ.2003 เซอร์เวโล ก็"ด้ร่วมมือกับทีมทำหน้าที่ผลิตจักรยานให้กับ Team CSC ในเวลานั้นใช้แข่งในรายการโปรทัวร์ระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะต่างๆมากมาย จากการร่วมมือนี้เอง ที่ บิยาน รีส ขอให้ เซอร์เวโล ผลิตเสือหมอบน้ำหนักเบาสำหรับขี่ได้ดีทั้งขึ้นเขาและรองรับแรงของนักปั่นอาชีพได้ จนเกิดเป็น เซอร์เวโล ในซีรีส์ R ขึ้นมา R2.5 มาอย่างไร
R2.5 เป็นรหัสรถเสือหมอบแท้ๆตัวแรกของ เซอร์เวโล ที่ได้รับโจทย์พัฒนามาจาก บิยาน รีส ดังนั้น เมื่อนำคำว่า "รีส" หรือ Riis มาเรียงต่อกันใหม่ ตัวอักษร "i" สองตัว เท่ากับเลขโรมัน 2 และ ตัวอักษร "s" ก็คล้ายเลข 5 ดังนั้น RIIS ก็คือ R2.5 นั่นเอง R3 คือตำนานของจักรยาน
หลังจากจุดกำเนิดความร่วมมืออันยาวนานของ Team CSC กับ เซอร์เวโล มีการพัฒนาจักรยานต่างๆมากมายทั้งในซีรีส์ S หรือรถเสือหมอบแอโร่ฯ ที่พัฒนาจาก "Soloist" หรือจักรยานสำหรับนักฝไซโล่เดี่ยว เน้นความได้เปรียบด้านอากาศเป็นหลัก สู๋สายการพัฒนาสู่ S3 เสือหมอบแอโร่ฯที่เป็นมาตรฐานของโลกก่อนเข้าสู่ยุคกระแสแอโร่ในปี 2012
หรือรหัส R อันเป็นการพัฒนาเสือหมอบเพื่อการแข่งขันเส้นทางทั่วไป น้ำหนักเบา สติฟรองรับแรงได้ดี และขี่สบาย และต่อมาโลกก็ได้พบกับทายาทในตระกูล เซอร์เวโล R ได้แก่ R3 อันเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก R2.5 ที่ขี่สบาย น้ำหนักเบามาก กลายเป็นอีกมาตรฐานใหม่ของจักรยานในยุคนั้น ตลอดระยะเวลาที่ R3 ในรหัสต่างๆประจำการ สามารถกวาดรางวัลมาได้มากมาย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ นั่นเอง
สำหรับ เซอร์เวโล R3 ถือเป็นจักรยานสัญลักษณ์อันน่าจดจำของบริษัทเลยก็ว่าได้
ย้อนกลับไปสักนิดจะเข้าใจครับว่าทำไม R3 จึงโดดเด่นมากเช่นนั้น
ย้อนกลับไปช่วงก่อน ค.ศ.2000 จักรยาน เซอร์เวโล เน้นการออกแบบด้านแอโร่ไดนามิคส์เป็นหลัก มีรูปทรงท่อแปลกแหวกแนว โดนต่อต้านจากนักจักรยานทั่วไปเพราะหน้าตาอัปลักษณ์ของมัน แต่ด้วยความได้เปรียบนี้ ไปโดนใจกับนักไตรกีฬาที่ไม่ได้อณุรักษ์นิยมเท่ากับนักจักรยานแท้ๆ มองหาความลงตัวของจักรยานสักคันที่สามารถแหวกลมพาไปได้เร็วที่สุดโดยใช้แรงเท่าเดิม และด้วยเหตุนี้ เซอร์เวโล จึงกลายเป็นแบรนด์จักรยานเพื่อไตรกีฬาไปโดยปริยาย แต่เมื่อได้มาร่วมมือกับการทำทีมอาชีพ ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายใหม่ที่ เซอร์เวโล ต้องพิสูจน์ให้นักปั่นแท้ๆเห็นว่าเค้าก็สามารถสร้างจักรยานที่ดียอดเยี่ยมสำหรับนักจักรยานได้เช่นกัน และได้พิสูจน์ด้วยตระกูล R โดยเฉพาะซีรีส์ R3 นี่เอง
R3 DISC
สำหรับปี 2016 เซอร์เวโล ได้เปิดตัว R3 Disc หรือ R3 ที่มากับระบบดิสค์เบรคออกสู่ตลาด รองรับความต้องการในยุคที่สมาพันู์จักรยานนานาชาติได้เปิดกว้างให้เสือหมอบสามารถใช้ดิสค์เบรคแข่งขันได้ ซึ่งถือเป็นการวิจัยพัฒนาหาความลงตัวที่กล้าหาญอีกก้าวหนึ่งของ เซอร์เวโล ก็ว่าได้ และผลลัพธ์ที่ได้ คือจักรยาน เซอร์เวโล R3 ในรูปแบบใหม่ที่สุด แหวกกรอบของควมเป็น R3 ออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวได้ว่ามันไม่ใช่ R3 อีกต่อไป แต่เป็น เซอร์เวโล สายพันธุ์ใหม่ที่อยู่บนรหัส R3 นั่นเอง ทำไมต้องดิสค์เบรค? คำถามนี้คาใจนักปั่นต่างๆมากมาย แต่จุดสำคัญที่เสือหมอบแข่งขันหันไปพัฒนาระบบดิสค์เบรคหลักๆมาจากข้อจำกัดของระบบเบรคเดิมได้แก่
เบรคเดิมกับล้อคาร์บอนไม่สามารถทำงานได้ดีเมื่อเปียก ในเมื่อล้อจักรยานแข่งทั้งหมดเป็นล้อคาร์บอน เพื่อให้ได้ความแอโร่ฯและมีน้ำหนักเบา มีรูปทรงที่ได้เปรียบทางด้านอากาศ แต่ระบบเบรคแบบเดิมทำงานกับผิวสัมผัสคาร์บอนได้แย่ และกลายเป็นแย่มากเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ไม่ดี รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเบรคที่ทำให้ขอบล้อเสียหาย ทั้งหมดนี้สรุปลงตัวว่าหากยังคองมองไปที่การใช้ล้อคาร์บอน เบรคแบบเดิมก็ะไม่สามารถทำงานได้ดีพอนั่นเอง ดังนั้นการออกแบบจึงมุ่งไปหาตำแหน่งการเบรคใหม่ที่ได้ผลมากกว่า โดยเฉพาะความสามารถที่เชื่อมั่นได้ในทุกสภาพอากาศ ซึ่งก็คือดิสค์เบรค ทว่าการจะนำดิสค์เบรคที่เป็นระบบเบรคปกติของเสือภูเขาและไซโคลครอสมาใส่กับเสือหมอบนั้น ยังมีปัจจัยบังคับหลายๆอย่างที่ต้องคำนึงถึง แบรนด์ต่างๆก็พากันพัฒนาและพยายามหาความลงตัวนี้กันทั้งสิ้น แต่ เซอร์เวโล ใช้เวลาในการรื้อการออกแบบเฟรมใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ได้จักรยานดิสค์เบรคที่สมบูรณ์ที่สุดแทนที่จะเป็นเพียงแนวคิดการเอาดิสค์เบรคมาแปะกับเสือหมอบเฉยๆอย่างที่หลายๆคนคิดกัน ซึ่งการออกแบบเช่นนี้เองที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น R3 สายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม และการศึกษาพัฒนา R3 DISC นี้ ก็สามารถเปิดเสรีทางการออกแบบของ เซอร์เวโล ได้ในอนาคต ด้วยการแหวกวงล้อมทางความคิด และนำเอา ดิสค์เบรคมาเป็นจุดได้เปรียบทางการออกแบบแทนนั่นเอง จุดหลักที่ R3 Disc ทำก็คือการออกแบบโครงสร้างเพื่อรองรับระบบดิสค์เบรคและแรงที่เกิดจากการห้ามล้อใหม่ทั้งหมด ทั้งที่ตะเกียบหน้าและบริเวณตะเกียบโซ่ด้านหลัง สำหรับตำเกียบหน้า เซอร์เวโล ออกแบบให้ขาตะเกียบทั้งสองข้างแข็งแรงไม่เท่ากัน ในด้านที่มีระบบเบรคอยู่จะแข็งแรงมากกว่าเพื่อรองรับแรงเบรคที่เกิดขึ้น ส่วนอีกด้านสามารถลดน้ำหนักลงมาได้อีก และตะเกียบโซ่ที่ด้านหลังได้รับการออกแบบให้สามารถรับแรงเบรคห้ามล้อได้ดี มีการขึ้นรูปสามเหลี่ยมหลังเป็นชิ้นเดียวกันเพื่อกระจายแรงเครียดที่เกิดจากการเบรคห้ามล้อ ซึ่งผลพวงที่ได้มาก็ทำให้สามเหลี่ยมหลังและบริเวณกระโหลกสติฟขึ้น ส่งแรงได้ดีขึ้น รวมถึงการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนที่ช่วยลดแรงสะเทือนของหางหลังได้ เนื่องจากไม่ต้องติดตั้งก้ามเบรคด้านบนอีกต่อไป ทำให้ลดแรงสะเทือนแนวตั้งมายังผู้ขี่ลงได้อีก
และเหตุนี้ ทางด้านการออกแบบ R3 DISC จึงเป็นการเลือกใช้ดิสค์เบรค เพื่อให้ได้จักรยานที่ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆด้านนั่นเอง ก่อนจบบทความนี้ Thaimtb ได้รับเกียรติใด้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ มิสเตอร์ ฟิล ไวท์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เซอร์เวโล และ มิสเตอร์ฟิล เสปียร์แมน ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นผู้คุมชะตาการพัฒนาจักรยาน เซอร์เวโล ทั้งหมดก็ว่าได้ ด้วยคำถามที่หลายๆคนคงอยากทราบคำถอบ
"ทำไมเป็น R3 ? ทำไมไม่ใช้ R5 หรือ S5 มาเป็นดิสค์เบรค ในเมื่อณ เวลานี้เรือธงสำคัญของ เซอร์เวโล คือซีรีส์รหัส 5 ทั้งสองต่างหาก"
"ดิสค์เบรคกับแนวโน้มการพัฒนาจักรยานในอนาคต ที่จะตามมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร มันคือกระแสตลาดหรือทางเดินสู่การออกแบบใหม่เพื่อให้ได้จักรยานที่ดีกว่าเดิม"
"มุมมองของตลาดสังคมจักรยานไทยในสายตาของแบรนด์ระดับโลก เมื่อฟิล ไวท์ มองสังคมจักรยานไทยกับการเติบโตของจักรยานที่เป็นอยู่ในสายตาเขา มีความน่าสนใจอย่างไร"
"มาร์ค คาเวนดิช ย้ายมาขี่ เซอร์เวโล จะเป็นอย่างไร? เมื่อตำนานสุดยอดสปรินท์เตอร์ย้ายสังกัดมาสู่ทีมใหม่ที่ทาง เซอร์เวโล สนับสนุนอยู่ พวกเค้าคิดเห็นเช่นไร"
เชิญชมได้ในคลิปสัมภาษณ์พิเศษได้เลยครับ
[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 437053.jpg[/homeimg]
ด้วยเหตุนี้ แบรนด์น้องใหม่อายุน้อยจึงได้ก้าวกระโดดเข้าสู่แส้นทางของการแข่งขันจักรยาน และแข่งขันกันสร้างจักรยานที่ดีที่สุด เหมาะสมกับนักปั่นต่างๆที่สุดเทียบเคียงกับแบรนด์อื่นๆที่อยู่มาก่อนได้อย่างรวดเร็ว
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เซอร์เวโล มีความโดดเด่นเช่นนี้?
ต้องย้อนกลับไปดูกันตั้งแต่ต้นกำเนิดของ เซอร์เวโล กัน
ในปี ค.ศ.1995 ชายสองคนที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงนักปั่นสมัครเล่นและยังเรียนอยู่ในสาขาวิชาเกี่ยวกับวิศวกรรมและวัสดุศาสตร์ เกิดแนวคิดต้องการสร้างจักรยานที่ดีที่สุดให้ได้ เพราะมั่นใจมนศักยภาพของตนทั้งคู่ แค่จุดเริ่มแบบนี้ก็แปลกแตกต่างแล้ว เพราะในยุคนั้น เป็นยุคที่โลกของจักรยานยังคงอยู่ในยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ(มีเพียงอเมริกาแะแคนาดา ที่อยู่ในวงการจักรยาน) ยังไม่เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแผนที่โลกของจักรยานเลยด้วยซ้ำ แน่นอนครับว่าก่อนหน้านั้น โลกได้รู็จัก "เกร็ก เลอมองด์" และโลกได้มีนักปั่นอาชีพจากสองประเทศนี้ไปแข่งในยุโรปมากมายแล้วก็จริง แต่สำหรับการออกแบบจักรยาน ทุกอย่างยังคงอยู๋ในมือของการออกแบบและผลิตในลักษณะของอนุรักษ์นิยมตามไสตล์ อิตาลี, ฝรั่งเศส และเยอรมัน ซึ่งได้สร้างจักรยานแบรนด์ตำนานต่างๆมากมายในยุคนั้น เจอรานด์ ฟรูเม็น และ ฟิล ไวท์ ทั้งสองได้ล้มลุกคลุกคลานสร้างจักรยานต้นแบบของตนเองมาด้วยความฝันวัยหนุ่ม ทดลองทำตัวอย่างด้วยเครื่องมือภายในบ้าน ภายในใต้ถุนอพาร์ทเม็นท์ของทั้งสอง ใช้เวลาขลุกอยู่กับการสร้างจนกว่าจะได้ต้นแบบที่พึงพอใจ กิน นอนอยู๋ในห้องปฏิบัติการเล็กๆของทั้งคู่ ก่อนจะส่งเอาจักรยานที่สำเร็จ 3 คันแรกออกมาสู่ตลาดและส่งมอบให้นักแข่งอาชีพทดสอบใช้งาน และความสำเร็จแรกของ เซอร์เวโล ก็มาจากจักรยาน 3 คันแรกนี้เอง เมื่อ เซอร์เวโล ได้ชัยชนะทั้งรายการชิงแชมป์แห่งชาติแคนาดา และคว้าเหรียญทองโอลิมปิคมาได้จากนักปั่นเยอรมันในคราวนั้นนั่นเอง นี่คือจุดกำเนิดแรกของ เซอร์เวโล ที่ส่งให้ทั้งสองพยายามเดินหน้าต่อไป เป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้างจักรยานที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา แต่ต้องเป็นจักรยานที่ออกแบบมาให้ขี่ได้ดีจริงในตลาดนักปั่นทั่วไปอีกด้วย เพราะในยุคนั้นนักปั่นอาชีพหลายๆคนใช้จักรยานสั่งทำพิเศษในการแข่งกัน แต่ เซอร์เวโล ต้องการทำจักรยานขายจริง ดีจริง ขี่ได้จริงสำหรับทุกคน นั่นเองที่เป็นเส้นทางการออกแบบเพื่อมุ่งไปหาการสร้างฐานการตลาดที่แข็งแรงขายได้จริงในอนาคต หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่เป็นการล้มอย่างมีแผนวางเอาไว้ ไม่ต่างจากเด็กทารกน้อยๆที่ค่อยๆหัดเดินไปอย่างช้าๆ ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปีกว่าที่ เซอร์เวโล จะเริ่มตั้งหลักยืนได้อย่างมั่นคง และจากรากฐานที่แข็งแกร่งนี้เอง เมื่อยืนได้ไม่นาน เซอร์เวโล ก็สามารถเดินและวิ่งเคียงบ่าเคียงไหล่กับแบรนด์จักรยานอื่นๆที่อยู่ในตลาดอยู่แล้วได้อย่างสมภาคภูมิ จากเมืองเล็กๆของแคนาดา กระจายสู่ระดับประเทศ จากความนิยมของทวีปอเมริกาเหนือ สู่การแตกตัวไปยังยุโรป และจุดนี้เองที่โลกไม่สามารถหยุดการเติบโตของเด็กน้อยจากเมืองใบเมเปิ้ลได้แล้ว คุณรู้หรือไม่?
ชื่อ เซอร์เวโล นั้นหมายถึงอะไร... ความหมายมาจากการเล่นคำพ้องของคำว่า Cervello ในภาษาอิตาเลี่ยนที่มีความหมายว่า "สมอง" นำมาพ้องเล่นคำกับคำว่า vélo ในภาษาฝรั่งเศส ร่วมกันออกมาเป็น Cervélo ที่มีความหมายแฝงว่า "จักรยานจากมันสมอง" นั่นเอง จุดผันอันยิ่งใหญ่ เมื่อเข้าสู่โปรทัวร์
เมื่อตลาดจักรยาน เซอร์เวโล ขยายออกสู่โลกกว้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดยุโรปอย่างเต็มตัว ทำให้ เซอร์เวโล เร่ิมนโยบายการสนับสนุนร่วมกันสร้างทีมจักรยานที่ดีที่สุด รากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง อาศัยจุดแข็งของการออกแบบ ไม่ใช่ลวดลาย สีสันหรืองานฝีมือคลาสสิค ทำให้ เซอร์เวโล เป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้สร้างทีมจักรยานหลายๆคน และได้จับมือกับตำนานนักปั่น บิยาน รีส นั่นเอง
บิยาน รีส (Bjarne Riis)
นักปั่นเสือหมอบจากเดนมาร์คที่โลดแล่นแข่งขันอยู๋ในยุค 80s-90s สังกัดทีม "ทีมเทเลคอม" ในช่วงบั้นปลายอายุการเป็นนักแข่ง ระหว่างปี 1996-1999 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ เซอร์เวโล เริ่มตั้งไข่และเล็งเห็นถึงการพัฒนาของจักรยานจากแดนไกลนี้มาตลอด โดยเฉฑาะในปี 1996 ที่ บียาน รีส ชนะรายการ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ก็เป็นช่วงเวลาที่ เซอร์เวโล เริ่มออกรถทดสอบต้นแบบทั้งหลายสู่นักแข่งอาชีพนั่นเอง บิยาน รีส ถูกชะตากับ เซอร์เวโล ด้วยรูปทรงที่นักปั่นอชีพในยุคนั้นมองว่าอัปลักษณ์เป็นที่สุด ด้วยค่านิยมท่อโลหะทรงกระบอก หน้าตัดกลมเป็นแนวคิดหลัก แต่ เซอร์เวโล กลับนำเสนอทรงท่อแปลกๆ เพื่อให้ได้เรปียบทางด้านอากาศพลศาสตร์ เมื่อ บิยาน รีส ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีม และต้องการทำทีมจักรยานใหญ่ เริ่มต้นวางวรากฐานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90s และก้าวขึ้นมาสู่ระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว จนปี ค.ศ.2003 เซอร์เวโล ก็"ด้ร่วมมือกับทีมทำหน้าที่ผลิตจักรยานให้กับ Team CSC ในเวลานั้นใช้แข่งในรายการโปรทัวร์ระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะต่างๆมากมาย จากการร่วมมือนี้เอง ที่ บิยาน รีส ขอให้ เซอร์เวโล ผลิตเสือหมอบน้ำหนักเบาสำหรับขี่ได้ดีทั้งขึ้นเขาและรองรับแรงของนักปั่นอาชีพได้ จนเกิดเป็น เซอร์เวโล ในซีรีส์ R ขึ้นมา R2.5 มาอย่างไร
R2.5 เป็นรหัสรถเสือหมอบแท้ๆตัวแรกของ เซอร์เวโล ที่ได้รับโจทย์พัฒนามาจาก บิยาน รีส ดังนั้น เมื่อนำคำว่า "รีส" หรือ Riis มาเรียงต่อกันใหม่ ตัวอักษร "i" สองตัว เท่ากับเลขโรมัน 2 และ ตัวอักษร "s" ก็คล้ายเลข 5 ดังนั้น RIIS ก็คือ R2.5 นั่นเอง R3 คือตำนานของจักรยาน
หลังจากจุดกำเนิดความร่วมมืออันยาวนานของ Team CSC กับ เซอร์เวโล มีการพัฒนาจักรยานต่างๆมากมายทั้งในซีรีส์ S หรือรถเสือหมอบแอโร่ฯ ที่พัฒนาจาก "Soloist" หรือจักรยานสำหรับนักฝไซโล่เดี่ยว เน้นความได้เปรียบด้านอากาศเป็นหลัก สู๋สายการพัฒนาสู่ S3 เสือหมอบแอโร่ฯที่เป็นมาตรฐานของโลกก่อนเข้าสู่ยุคกระแสแอโร่ในปี 2012
หรือรหัส R อันเป็นการพัฒนาเสือหมอบเพื่อการแข่งขันเส้นทางทั่วไป น้ำหนักเบา สติฟรองรับแรงได้ดี และขี่สบาย และต่อมาโลกก็ได้พบกับทายาทในตระกูล เซอร์เวโล R ได้แก่ R3 อันเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก R2.5 ที่ขี่สบาย น้ำหนักเบามาก กลายเป็นอีกมาตรฐานใหม่ของจักรยานในยุคนั้น ตลอดระยะเวลาที่ R3 ในรหัสต่างๆประจำการ สามารถกวาดรางวัลมาได้มากมาย โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ นั่นเอง
สำหรับ เซอร์เวโล R3 ถือเป็นจักรยานสัญลักษณ์อันน่าจดจำของบริษัทเลยก็ว่าได้
ย้อนกลับไปสักนิดจะเข้าใจครับว่าทำไม R3 จึงโดดเด่นมากเช่นนั้น
ย้อนกลับไปช่วงก่อน ค.ศ.2000 จักรยาน เซอร์เวโล เน้นการออกแบบด้านแอโร่ไดนามิคส์เป็นหลัก มีรูปทรงท่อแปลกแหวกแนว โดนต่อต้านจากนักจักรยานทั่วไปเพราะหน้าตาอัปลักษณ์ของมัน แต่ด้วยความได้เปรียบนี้ ไปโดนใจกับนักไตรกีฬาที่ไม่ได้อณุรักษ์นิยมเท่ากับนักจักรยานแท้ๆ มองหาความลงตัวของจักรยานสักคันที่สามารถแหวกลมพาไปได้เร็วที่สุดโดยใช้แรงเท่าเดิม และด้วยเหตุนี้ เซอร์เวโล จึงกลายเป็นแบรนด์จักรยานเพื่อไตรกีฬาไปโดยปริยาย แต่เมื่อได้มาร่วมมือกับการทำทีมอาชีพ ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายใหม่ที่ เซอร์เวโล ต้องพิสูจน์ให้นักปั่นแท้ๆเห็นว่าเค้าก็สามารถสร้างจักรยานที่ดียอดเยี่ยมสำหรับนักจักรยานได้เช่นกัน และได้พิสูจน์ด้วยตระกูล R โดยเฉพาะซีรีส์ R3 นี่เอง
R3 DISC
สำหรับปี 2016 เซอร์เวโล ได้เปิดตัว R3 Disc หรือ R3 ที่มากับระบบดิสค์เบรคออกสู่ตลาด รองรับความต้องการในยุคที่สมาพันู์จักรยานนานาชาติได้เปิดกว้างให้เสือหมอบสามารถใช้ดิสค์เบรคแข่งขันได้ ซึ่งถือเป็นการวิจัยพัฒนาหาความลงตัวที่กล้าหาญอีกก้าวหนึ่งของ เซอร์เวโล ก็ว่าได้ และผลลัพธ์ที่ได้ คือจักรยาน เซอร์เวโล R3 ในรูปแบบใหม่ที่สุด แหวกกรอบของควมเป็น R3 ออกไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวได้ว่ามันไม่ใช่ R3 อีกต่อไป แต่เป็น เซอร์เวโล สายพันธุ์ใหม่ที่อยู่บนรหัส R3 นั่นเอง ทำไมต้องดิสค์เบรค? คำถามนี้คาใจนักปั่นต่างๆมากมาย แต่จุดสำคัญที่เสือหมอบแข่งขันหันไปพัฒนาระบบดิสค์เบรคหลักๆมาจากข้อจำกัดของระบบเบรคเดิมได้แก่
เบรคเดิมกับล้อคาร์บอนไม่สามารถทำงานได้ดีเมื่อเปียก ในเมื่อล้อจักรยานแข่งทั้งหมดเป็นล้อคาร์บอน เพื่อให้ได้ความแอโร่ฯและมีน้ำหนักเบา มีรูปทรงที่ได้เปรียบทางด้านอากาศ แต่ระบบเบรคแบบเดิมทำงานกับผิวสัมผัสคาร์บอนได้แย่ และกลายเป็นแย่มากเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ไม่ดี รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเบรคที่ทำให้ขอบล้อเสียหาย ทั้งหมดนี้สรุปลงตัวว่าหากยังคองมองไปที่การใช้ล้อคาร์บอน เบรคแบบเดิมก็ะไม่สามารถทำงานได้ดีพอนั่นเอง ดังนั้นการออกแบบจึงมุ่งไปหาตำแหน่งการเบรคใหม่ที่ได้ผลมากกว่า โดยเฉพาะความสามารถที่เชื่อมั่นได้ในทุกสภาพอากาศ ซึ่งก็คือดิสค์เบรค ทว่าการจะนำดิสค์เบรคที่เป็นระบบเบรคปกติของเสือภูเขาและไซโคลครอสมาใส่กับเสือหมอบนั้น ยังมีปัจจัยบังคับหลายๆอย่างที่ต้องคำนึงถึง แบรนด์ต่างๆก็พากันพัฒนาและพยายามหาความลงตัวนี้กันทั้งสิ้น แต่ เซอร์เวโล ใช้เวลาในการรื้อการออกแบบเฟรมใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ได้จักรยานดิสค์เบรคที่สมบูรณ์ที่สุดแทนที่จะเป็นเพียงแนวคิดการเอาดิสค์เบรคมาแปะกับเสือหมอบเฉยๆอย่างที่หลายๆคนคิดกัน ซึ่งการออกแบบเช่นนี้เองที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น R3 สายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม และการศึกษาพัฒนา R3 DISC นี้ ก็สามารถเปิดเสรีทางการออกแบบของ เซอร์เวโล ได้ในอนาคต ด้วยการแหวกวงล้อมทางความคิด และนำเอา ดิสค์เบรคมาเป็นจุดได้เปรียบทางการออกแบบแทนนั่นเอง จุดหลักที่ R3 Disc ทำก็คือการออกแบบโครงสร้างเพื่อรองรับระบบดิสค์เบรคและแรงที่เกิดจากการห้ามล้อใหม่ทั้งหมด ทั้งที่ตะเกียบหน้าและบริเวณตะเกียบโซ่ด้านหลัง สำหรับตำเกียบหน้า เซอร์เวโล ออกแบบให้ขาตะเกียบทั้งสองข้างแข็งแรงไม่เท่ากัน ในด้านที่มีระบบเบรคอยู่จะแข็งแรงมากกว่าเพื่อรองรับแรงเบรคที่เกิดขึ้น ส่วนอีกด้านสามารถลดน้ำหนักลงมาได้อีก และตะเกียบโซ่ที่ด้านหลังได้รับการออกแบบให้สามารถรับแรงเบรคห้ามล้อได้ดี มีการขึ้นรูปสามเหลี่ยมหลังเป็นชิ้นเดียวกันเพื่อกระจายแรงเครียดที่เกิดจากการเบรคห้ามล้อ ซึ่งผลพวงที่ได้มาก็ทำให้สามเหลี่ยมหลังและบริเวณกระโหลกสติฟขึ้น ส่งแรงได้ดีขึ้น รวมถึงการเลือกใช้วัสดุคาร์บอนที่ช่วยลดแรงสะเทือนของหางหลังได้ เนื่องจากไม่ต้องติดตั้งก้ามเบรคด้านบนอีกต่อไป ทำให้ลดแรงสะเทือนแนวตั้งมายังผู้ขี่ลงได้อีก
และเหตุนี้ ทางด้านการออกแบบ R3 DISC จึงเป็นการเลือกใช้ดิสค์เบรค เพื่อให้ได้จักรยานที่ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆด้านนั่นเอง ก่อนจบบทความนี้ Thaimtb ได้รับเกียรติใด้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ มิสเตอร์ ฟิล ไวท์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง เซอร์เวโล และ มิสเตอร์ฟิล เสปียร์แมน ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นผู้คุมชะตาการพัฒนาจักรยาน เซอร์เวโล ทั้งหมดก็ว่าได้ ด้วยคำถามที่หลายๆคนคงอยากทราบคำถอบ
"ทำไมเป็น R3 ? ทำไมไม่ใช้ R5 หรือ S5 มาเป็นดิสค์เบรค ในเมื่อณ เวลานี้เรือธงสำคัญของ เซอร์เวโล คือซีรีส์รหัส 5 ทั้งสองต่างหาก"
"ดิสค์เบรคกับแนวโน้มการพัฒนาจักรยานในอนาคต ที่จะตามมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร มันคือกระแสตลาดหรือทางเดินสู่การออกแบบใหม่เพื่อให้ได้จักรยานที่ดีกว่าเดิม"
"มุมมองของตลาดสังคมจักรยานไทยในสายตาของแบรนด์ระดับโลก เมื่อฟิล ไวท์ มองสังคมจักรยานไทยกับการเติบโตของจักรยานที่เป็นอยู่ในสายตาเขา มีความน่าสนใจอย่างไร"
"มาร์ค คาเวนดิช ย้ายมาขี่ เซอร์เวโล จะเป็นอย่างไร? เมื่อตำนานสุดยอดสปรินท์เตอร์ย้ายสังกัดมาสู่ทีมใหม่ที่ทาง เซอร์เวโล สนับสนุนอยู่ พวกเค้าคิดเห็นเช่นไร"
เชิญชมได้ในคลิปสัมภาษณ์พิเศษได้เลยครับ
[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 437053.jpg[/homeimg]