กลับเข้าเรื่อง รีวิวนี้อย่างหัวข้อที่ขึ้นไว้ครับ สัญญาไว้จากกระทู้โน้นว่าจะรีวิวรถจะมีใครอยากอ่านรึเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ บอกอะไรใครไว้แล้วไม่ทำรู้สึกไม่ดีครับ แต่คงจะไม่ได้รีวิวรถแล้วเพราะจะเอารถอย่างเดียวก็กระไรอยู่รถราคาประมาณนี้ไม่ว่ารถแบบไหนยี่ห้อไหนคุณภาพก็ไม่ได้หนีกันหรอก
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็เอาอุปกรณ์เสริมมาด้วยซะเลยเผื่อสำหรับมือใหม่งบน้อยที่ต้องซื้อใหม่หมด รถราคาห้าพันบวกลบอย่างนี้ดีไหม ตอบได้เลยว่าไม่ดีถ้าเทียบกับรถราคาหมื่น รถราคาเฉียดหมื่นเองยังมีน้อยรุ่นที่สามารถขึ้นไปทาบรัศมีกับรถราคาหมื่นอัพได้ แต่รถราคานี้ก็มีรถใหม่ (จะไม่พูดถึงมือสองนะครับ) ให้ท่านเลือกได้ทั้งเสือภูเขา เสือหมอบ ไฮบริด รถพับ ทัวริ่ง ถามอากู๋ดูครับเยะแยะ สำหรับคนที่งบน้อยอยากได้จักรยานที่ไม่ใช่จักรยานจ่ายกับข้าว (คงนึกออกนะ) ไว้ขี่ออกกำลังกาย ใช้ขี่ไปทำงานละก็ถือว่าดีพอสำหรับความต้องการครับ
จะว่าไปแล้วผู้ซื้อสมัยนี้มีตัวเลือกเยอะกว่าสมัยก่อนมาก ยุคก่อนนั้นรถต่ำกว่าหมื่นหายากครับยิ่งจะใส่อะไหล่ค่อนข้างดีมาให้ด้วยนี่เหมือนงมเข็มในบ่อจระเข้ ฉะนี้แล้ว ถ้าเป็นรถในแบบที่ท่านต้องการรูปทรงสีสันถูกใจขนาดพอเหมาะคร่อมได้พอดีก็ซื้อเลยครับอย่าคิดมาก ซื้อก่อนได้ขี่ก่อนสุขภาพดีก่อนถ้าจะขี่ไปทำงานเพื่อประหยัดก็ได้ประหยัดก่อน ส่วนที่ว่าอยากได้ดีๆ เอาไว้ตามกลุ่มภูเขา 30++ หรือตามหมอบ 50++ ที่ลากกันทีครึ่งค่อนชั่วโมงอันนี้ต่อให้รถมหาแพงถ้าไม่เคยขี่เป็นเรื่องเป็นราวมาก่อนอาจต้องอาศัยลูกบ้าบ้างละครับ เพราะต่อให้หมกไปการควงขาให้ติดกลุ่มไปด้วยความเร็วขนาดนั้นตลอดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
แล้วบางทีการเริ่มที่รถราคาถูก หากท่านสามารถปั่นเดี่ยวด้วยความเร็วขนาดนั้นและยืนระยะได้ การอัพรถเข้าร่วมกับพวกขาแรงอาจจะใช้เงินน้อยกว่าที่ท่านคิดด้วยซ้ำ ไม่ต้องกลัวเรื่องใครเขาจะดูถูกหรอกครับ เพราะคนที่พร้อมจะดูถูกคนอื่นมันก็มีจริงและเขาก็พร้อมสำหรับการทำพฤติกรรมอย่างนั้นไปได้ทุกเรื่องละครับไม่เฉพาะแต่เรื่องจักรยาน ความจริงแล้วต่อให้รถราคาเท่ากันเขาก็หาเรื่องไปดูอุปกรณ์หรือเครื่องแต่งกายมาดูถูกกันได้อีก ก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะเป็นความสุขทางใจเขาเราก็เฉยๆ ซะ แต่ที่เห็นในนี้มีถามกันแต่เรื่องของแพงๆ สาเหตุก็อยู่ในตัวแล้วว่า ก็ของมันแพงจะซื้อทั้งทีก็ต้องถามกันเพื่อความมั่นใจสักหน่อย แล้วก็ด้วยความเคารพครับ จากประสบการณ์ของผมเองในชีวิตยังไม่เคยเจอคนที่รวยจริงมีจริงดูถูกคนที่ด้อยกว่ามีแต่คนที่พอจะมีกับคนที่รวยไม่จริงจนจริงนี่แหละที่ชอบดูถูกกันเองแปลกดีเหมือนกัน
อารัภบทซะยืดยาว เริ่มที่ที่มาที่ไปของรถคันนี้ก่อน รถที่ผมขี่อยู่ปกตินั้นเป็นเสือภูเขานะครับ ล้อ 26-2.10 เคยใช้ 26-1.95 หน้าเรียบเพราะคิดว่าเราขี่ทางราบแล้วก็เป็นทางเรียบซะมากกว่าครึ่งแต่ไม่ชอบครับ ขี่จนหมดสภาพแล้วก็เปลี่ยนมาใช้ 2.10 ด้วยความคุ้นเคยเหมือนเดิม ทีนี้สองสามปีมานี้เห็นรถ 700c ที่ไม่ใช่หมอบพันธุ์แท้ออกมาโฉบเฉี่ยวบนถนนมากขึ้นก็เริ่มเกิดกิเลสเล็กๆ ในใจ ปกติผมไม่งอกหรืออัพรถ จะได้อัพก็ตอนที่มันพัง พอเอารถไปทำก็มักจะได้รับคำแนะนำให้ใส่ของที่ดีกว่าเดิมอาจจะตกรุ่นหรือมือสองซึ่งถ้าราคามันไม่เกินที่ประมาณไว้นักก็ว่ากันไป
ทีนี้มาถึงเจ้า 700c หรือเจาะจงว่าไฮบริด 700c พอกิเลสเริ่มครอบงำด้วยความที่ไม่มีความรู้ก็เริ่มค้นข้อมูลดู อืม ไฮบริดบานตะไท winn traveller ก็สวย ถูกด้วย WCI อืมม Coyote อืมม fuji JAVA PEERLESS อืมม Giant อืมม แต่มันไม่มีโช๊ค คืออันนี้ไม่ได้สนใจความแตกต่างระหว่างตะเกียบดีๆ กับโช๊คห่วยๆ นะครับสนใจแค่ว่ามีหรือไม่มีแค่นั้น Bianchi แรงไปหน่อย winn sider ก็โอเค ถูก มีโช๊คด้วย เห็นในนี้แนะนำ Merrida Crossway 100 กันเยอะหมื่นกลางๆ รวมอุปกรณ์เสริม (ขี้เกียจย้ายครับ) ก็น่าจะร่วมสองหมื่น จะซื้อของอะไรที่ราคามันเป็นเลขห้าหลักนี่ยังไงก็ต้องปรึกษาแม่บ้านก่อน หาเหตุผลชักแม่น้ำทั้งห้ามาคุยคงไม่พออาจต้องชักแม่น้ำทั้งทวีปมาคุย
ระหว่างคิดหาแม่น้ำ เอ้ย เหตุผลมาอธิบายว่าจะซื้อไปทำไมจนแม่บ้านเริ่มระแวงอยู่นั้นฟ้าก็ส่ง GT มาโปรดด้วย transeo 4.0 หมื่นสอง!! Size 16 ด้วย ไม่รอช้าทำเรื่องของบทันที แม่บ้านทำหน้าแบบ...ตรูสงสัยอยู่แล้วววว พร้อมกับเสียงแข็งว่า “หมื่นสองนะ” ก็เลยอ้อมแอ้มไปว่ารวมๆ แล้วก็ประมาณหมื่นหกหมื่นเจ็ดคร้าบ แม่บ้านฟันธงทันทีหมื่นห้าขาดตัวห้ามต่อรองห้ามหือห้ามอือแล้วก็บ่นกะปอดกะแปดประมาณว่า ต-รูดก็มีอยู่ต-รูดเดียวรถสองสามคันเวลาขี่ก็ไม่เคยเห็นเอาไปขี่พร้อมกันสองคันซะที ใครเขาจะบ้าขี่จักรยานทีเดียวสองคันละแม่คู้นนนน อันนี้เถียงในใจ ผมถือหลักพูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียได้จักรยาน พูดไปอาจจะอดทั้งเบี้ยทั้งจักรยานแถมต้องกินข้าวเปล่าอีกต่างหาก งบอนุมัติแล้วก็ใจเย็นครับ
ทีนี้ก็มาดูราคาอุปกรณ์เสริม ด้วยความที่ไม่ได้ซื้ออะไรมานานมากแล้วก็เลยหนุกหนานกับการดูของใหม่ๆ ดูราคาไปเรื่อยเปื่อย ดูอะไรมันก็น่าใช้ไปหมด ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็สวย ดีนะที่ดูจากอากู๋ถ้าไปเดินดูในร้านนี่คงเสียอีกหลายตังค์ ขนาดนั้นยังเผลอสั่งผ่านเน็ตไปสองสามอย่าง ดูของหลักๆ ก่อน ตาแมวโกคิทที่รวมไมล์ ไฟหน้าไฟหลังพร้อม แสงทอง ลงไว้ในเว็บพันสอง ลองไปดูที่ร้านแถวบ้าน อินเตอร์ไบค์ สูงขึ้นไปอีก เอิ่ม ถอยกลับมาตั้งหลักก่อน
พูดถึงร้านค้านี่ ที่จริงผมชอบสไตล์การขายแบบสองร้านนี้นะ คืออยากดูอะไรก็เชิญไม่เซ้าซี้ สงสัยก็ถาม เวลาตอบถ้ามีเวลาก็อธิบายละเอียดถ้ายุ่งก็ห้วนๆ สั้นๆ ไปบ้างไม่ว่ากัน นานมากแล้วเคยพาน้องคนนึงไปหาซื้อเฟรม Intense เพราะอยากได้มากกก ถึงขั้นพร่ำเพ้อว่าสวยยังงั้นยังงี้ถ้าเจอเท่าไหร่ก็ทุ่ม นี่ถ้าเอามาประกอบเป็นคันใส่ไอ้นั่นไอ้โน่นคงจะประมาณเทพจำแลงอะไรประมาณนั้น ไอ้เราก็ไม่ได้รู้จักของหรือร้านค้าอะไรมากมายแต่ทนฟังไอ้น้องรำพึงรำพันทุกครั้งที่เจอกันไม่ไหว วันนึงก็เลยพาไปที่แสงทองไอ้น้องก็ไปชวนเจ้าของร้านผู้ชายคุยอยู่เป็นนานสองนานจนผมเกรงใจแต่ผมก็เดินดูของเรื่อยเปื่อยไปของไม่มีหรอกครับได้บันไดมาคู่นึงออกจากแสงทองก็ไปที่อินเตอร์ไบค์ตอนนั้นยังอยู่ตรงปากทางหมู่บ้านนิชดาธานีไม่ใช่ปากซอยสามัคคี 23 อย่างปัจจุบัน ก็ไม่มี แต่ไอ้น้องก็ไปซักไปถามกับเจ้าของร้านผู้ชายเป็นชั่วโมงอีกผมก็เดินดูของเรื่อยเปื่อยไปเหมือนเดิมที่นี่รู้สึกว่าจะได้กระเป๋าติดหลังเบาะ ไอ้น้องยังไม่หยุด ผมก็พาไปโปรไบค์ต่อก็ไม่มีอีกแต่เนื้อเรื่องเหมือนเดิมแบบฉายหนังซ้ำที่นี่ไม่ได้ซื้ออะไรเพราะน้องเป็นคนจะซื้อแต่พี่ได้ของมาสองชิ้นแล้วว่ะ ก็กลับบ้านจังหวะพอดีต่างคนต่างแยกย้ายกันไปไกลไม่ได้ติดต่อกันอีกไม่รู้น้องหาซื้อเฟรม Intense ตัวนั้นมาประกอบร่างเป็นเทพจำแลงอะไรของน้องนั่นได้รึเปล่า เตือนไว้เลยสำหรับมือใหม่ใจไม่แข็งพอห้ามคิดจะไปเดินดูอะไรเล่นๆ ในร้านจักรยานเด็ดขาดเพราะดูเล่นๆ ทีไรเป็นได้ซื้อจริงๆ ทุกที ต่อให้มือเก่ามือเก๋าที่ใช้รถระดับที่ทุกชิ้นสุดยอดดด อุปกรณ์ไฟ ไมล์ไม่มีดีกว่าที่ใช้อยู่แล้วก็เหอะ ทำเป็นไปเดินเล่นๆ เดี๋ยวก็โดนเสื้อกางเกงยี่ห้อรถ กระเป๋าสีรถ ขากระติกสีเจ็บ โดนจนได้แหละ
เอ..ไหนๆ ก็นอกเรื่องมาไกลแล้วขออนุญาตพูดเป็นการส่วนตัวเรื่องร้านแสงทองนิดนึง ก่อนที่ผมจะรู้จักร้านค้าจักรยานนั้น ที่ผมคิดก็แค่จะขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกายแทนการวิ่งด้วยความคิดที่ว่าใช้เวลาเท่ากันเหนื่อยเท่ากันขี่จักรยานไปได้ทั่วโลกทั่วแดนมากกว่าวิ่งแค่นั้นเอง จักรยานคันแรกก็ซื้อจากร้านขายจักรยานทั่วไป น่าจะเป็นเสือภูเขาเฟสสัน สีแดง เป็นจักรยานคันเดียวในร้านที่มีโช๊คหน้า จานหน้าเป็นชั้นๆ เฟืองอีกเพียบเจ้าของร้านบอก 21 เกียร์ โฮ้..ไม่ใช่ห้าไม่ใช่เจ็ดแต่เกียร์เยอะแยะตั้ง 21 เกียร์ เกียร์เยอะดีไหม ตอนนั้นไม่รู้ครับ ถามผมตอนนี้ผมก็ตอบอีกว่าไม่รู้ครับ ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้รถแบบไหน ขี่ยังไง หมู่นี้ที่มีการยำรถตามใจฉันกันเป็นเรื่องปกติผมเคยเห็นหมอบเฟรมแพงมีจานหน้าหนึ่งกับเฟืองสักแปดเก้าชั้นเองมั้ง ในขณะที่เสือภูเขาตอนนี้มี 33 เกียร์แล้ว ต่อไปอาจจะมีจานสี่ชั้นเป็น 44 เกียร์
เรื่องจำนวนเกียร์นี่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ผมเป็นพวกขี่กินลมชมวิวนะครับความเร็วตั้งแต่หนุ่มตอนโน้นจนแก่บัดนี้ก็ 25-30 ที่จริงแค่ 20 ก็บ่อยไป ตอนที่ผมใช้เฟืองแปดชั้นแล้วก็ขี่แต่ทางราบๆ เรียบๆ แทร็คก็เป็นแทร็คทางราบอยู่นั้นได้ใช้เกียร์อยู่แค่สี่ห้าเกียร์จนคิดว่าแค่จานหน้าหนึ่งใบกับเฟืองแปดชั้นก็น่าจะพอ ช่วงหนึ่งไปทำงานที่ลำปางได้ยินว่าอุทยานแจ้ซ้อนสวยมากมีน้ำพุร้อนให้อาบด้วย ก็ไปเลยครับไม่ปรึกษาใครทั้งนั้นจากอำเภอเมืองไปแจ้ซ้อนใครอยู่ลำปางคงนึกออกเส้นทางแบบทางเหนือแหละขึ้นเขาลงเขา ปัญหาว่าลงไม่ค่อยมีครับ มีก็เป็นทางลงแบบสั้นๆ ชันๆ แต่เวลาขึ้นนี่ขึ้นแบบซึมๆ ยาวๆ ก่อนนั้นผมขี่แถวนนทบุรีเส้นที่ขี่มีเนินสูงให้ขึ้นอยู่ลูกเดียวคือสะพานพระนั่งเกล้าซึ่งก็ไม่ค่อยได้ขึ้นอีกดันใช้เป็นจุดพักซะ เสือภูเขาแต่ขี่ทางราบหน่อมแน้มแบบผมไปเจอทางขึ้นๆ ลงๆ แบบนั้นไปไม่รอดครับใช้ยันจานเล็กเฟืองใหญ่สุดแล้วไปตายอยู่ยอดเนินลูกนึงนี่ถ้ามีจานสักห้าใบเฟืองสิบห้าชั้นผมก็คงใช้จนหมดแหละ ย้อนกลับมาที่นนทบุรีแยกบางพลูถนนรัตนาธิเบศร์ แน่นอนครับ ตอนที่ยังไม่มีทั้งสะพานข้ามแยกทั้งถนนราชพฤกษ์ ฮี่ฮี่
เรื่องที่อาจจะมีแทรกมาเป็นระยะๆ นี่ส่วนใหญ่จะเป็นสมัยสิบปีหรือมากกว่านั้นสลับกันไปนะครับ เพราะหลังจากช่วงนั้นมาแล้วผมก็ไม่ได้ไปมีวีรเวรวีรกรรมกับใครที่ไหนอีก ขี่ก็ขี่คนเดียว บางทีขี่เช้ามืด บางทีเย็น บางช่วงก็ใช้ขี่ไปทำงานด้วย เคยไม่ได้ขี่เลยนานสุดเกือบสามปีแน่ะ กลับไปที่แยกบางพลูครับ ผมมาจากทางวัดสวนแก้วเลี้ยวขวาเข้าถนนรัตนาฯ ตรงไปสะพานพระนั่งเกล้า ปกติจะผ่านประมาณสามทุ่มก็ไม่มีอะไร ช่วงนึงเวลาเปลี่ยนครับมาผ่านประมาณสองทุ่มแทน สองวันแรกไม่มีอะไร วันที่สามพอเข้าถนนรัตนาฯ ผมก็สังเกตเห็นเงาจักรยานขับขี่ด้วยบุคคลชุดดำๆ ตะคุ่มๆ ที่กระจกหลัง เป็นรถไม่มีไฟหน้า ดูเล็กๆ อยู่ แต่เห็นไม่ชัดเพราะถนนมืด ตอนนั้นผมอยู่ที่ 25 ครับ ก็เร่งขึ้นอีกจนมาอยู่ที่ 28 จักรยานคันนั้นก็ยังเกาะติดหลังอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้เพิ่มความเร็วขึ้นอีกคงขี่ตามกันมาอย่างนั้นเกือบสามกิโลเมตรจนก่อนถึงแยกไทรม้ารถคันนั้นก็เลี้ยวลงข้างทางไปเจออย่างนี้สองสามครั้ง ดูแล้วจักรยานคันนั้นน่าจะออกมาจากบางบัวทองเพราะจู่ๆ ก็มาเกาะท้ายได้เลย และแล้ววันนึง จักรยานลึกลับคันนั้นก็เผยโฉม ด้วยการแซงผมที่กำลังปั่นด้วยความเร็ว 28 ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เป็นจักรยานเสือแม่บ้านทรงผู้หญิงสีเขียว 24 นิ้วไม่มีเกียร์!! ขับขี่โดย รปภ. ในชุดและหมวกแก๊ปสีน้ำเงิน ท่าน รปภ. ปั่นแซงผมพร้อมกับเร่งความเร็วขึ้นไปที่ 30+ โดยดูดผมไปด้วยเป็นระยะทางเกือบสามกิโลเมตรก่อนจะเลี้ยวลงข้างทางไปเป็นอย่างนั้นเกือบทุกวันแต่ก็ไม่ได้หยุดพูดคุยอะไรกันมีเพียงโบกไม้โบกมือตอนแยกกันเท่านั้นจนผมกลับมาผ่านตอนสามทุ่มอย่างเดิมจึงไม่ได้พบท่านอีก
สิ่งที่ได้จากทั้งสองเรื่องก็คือถ้าอยากจะเทพ แรงมาก่อนครับรถมาทีหลัง ถ้ามีเงินซื้ออยู่แล้วจะคันละห้าพันเจ็ดเกียร์หรือคันละห้าหมื่น 30 เกียร์ก็เอาเท่าที่ไม่เดือดร้อนนะแหละ สำคัญว่าซื้อมาแล้วได้ขี่ครับได้ใช้แรงได้ออกกำลังกายแล้วก็อย่างที่ว่าถ้าอยากเทพก็ต้องขยันซ้อมครับเสือหลายท่านในนี้ก็บอกอยู่บ่อยๆ ว่า รถแพงแรงไม่มีก็งั้นๆ รถไม่ดีแต่มีแรงนี่น่ากลัวกว่า
ถึงไหนแล้วนี่ อ้อ...ว่าจะพูดถึงร้านแสงทองนิดนึง จักรยานคันแรกของผมก็ซื้อจากร้านขายจักรยานทั่วไป เป็นเสือภูเขาเฟสสัน สีแดง เป็นจักรยานคันเดียวในร้านที่มีโช๊คหน้า จานหน้าสามชั้น เฟืองอีกเพียบที่เปลี่ยนเกียร์เป็นชุดสวยงามไม่ใช่แบบคันโยกอันเดียวติดอยู่บนแฮนด์ รถถูกแขวนอยู่บนหลังคาร้านเด่นเป็นสง่าในขณะที่รถคันอื่นๆ ตั้งอยู่บนพื้นเห็นปุ๊ปก็ซื้อปั๊ป ทั้งๆ ที่เป็นเฟรมเหล็กไฮ-เท็น ไซส์แค่ 14 แต่ตอนนั้นไม่รู้นี่ครับ ขี่มันก็ขัดๆ ฝืนๆ ก็ปรับเบาะปรับแฮนด์เอาก็ขี่ได้อยู่ คือ ก็ขี่ไปแบบชาวบ้านร้านค้าเขาขี่จักรยานกันนะแหละ ที่นี้ด้วยความอยู่ไม่สุขเนื่องด้วยเวลาเปลี่ยนเกียร์บางครั้งต้องกดแบบสองลบหนึ่งเพื่อจะให้ได้เกียร์ที่ต้องการก็มานั่งมองดูเห็นมีน็อตตัวเล็กๆ เขียนว่า LO กับ HI อยู่ (ยังไม่รู้จักตีนผีครับ) ก็จัดการเลยเอาไขควงไขตัวนั้นทีตัวนี้ทีไขไปไขมาจบที่เปลี่ยนเกียร์ยังไงก็ไม่ตรง ตัวเลขเป็นสามแต่ที่เฟืองเป็นสี่บ้างเป็นสองบ้างเอาไขควงไขใหม่ไขไปไขมาที่นี้เปลี่ยนเกียร์ไม่ได้เลยกดยังไงก็ไม่ไป เอาละสิตรู.. ทำไงดีฟ่ะ นั่งตั้งสติก่อนนึกขึ้นได้ตอนที่ขี่ไปทางท่าน้ำนนท์ (นนทบุรี) สมัยนั้นถนนตรงร้านยังไม่เป็นสี่แยก (ฟังดูเหมือนคนแก่เล่าความหลังนิ) เห็นมีร้านชื่อแสงทองอะไรสักอย่างน่าจะเป็นร้านจักรยานอยู่ (ขี่ผ่านเช้ามืดร้านยังไม่เปิด) ก็รอตอนเช้าแล้วก็ขี่ด้วยเกียร์เดียวนี่แหละขี่แกร็กแกร็กไปตลอดทางไปที่ร้าน ร้านน่าจะเพิ่งเปิดเพราะเห็นเจ้าของร้านผู้ชายยังจัดของอยู่ ก็เอารถเข้าไปในร้านบอกอาการไป เฮียมองหน้าผมแล้วก็มองจักรยาน แล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงเอาจักรยานผมไปขึ้นขาตั้งจัดการตัดโซ่รูดโคร๊งแคร็งงงงงงออกมาโยนไปทางนึง เอาปะแจไขไขแล้วก็รูดสายเกียร์สายเบรคถอดออกหมดเล่นเอาผมตาค้าง เฮ้ย ผมมาให้ตั้งเกียร์เฉยๆ รื้อรถผมทำไมเนี่ย แล้วเฮียก็ลุกไปค้นอะไรก็อกแก็กอยู่ ผมเลยทำใจเป็นไงเป็นกันว่ะ เดินไปดูรถในร้านที่เรียงรายอยู่ เอ้อเฮอ.....ตะละคัน หมื่นอัพไปจนหลายๆ หมื่นโน่น และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรถดีๆ ใกล้ๆ รู้สึกได้ด้วยสายตาเลยว่าทั้งตัวรถและอะไหล่ต่างๆ มันสวยเนียนน่าใช้มากมากเล่นเอาเฟสสันตัวเก่งหมองไปเลย หุหุ แอบยกดู โห ทำไมมันเบายังงี้หว่า กำลังดูไปลูบลูบคลำคลำไปเพลินๆ เสียงเฮียบอกว่าเสร็จแล้วครับ สรุปว่าเปลี่ยนโซ่ถอดสายเอาน้ำมันชโลมสายเกียร์สายเบรคตั้งเกียร์ตั้งเบรคให้ด้วยเฮียบอกว่า ร้อยนึงครับ ผมเข็นรถออกจากร้านมาแบบงงงง เออ แบบนี้ก็มีด้วยเว้ยเล่นเอาซะตรูใจหายเลย แต่ตอนที่ยกเฟสสันให้คนอื่นไปแล้วซื้อคันใหม่ผมไม่ได้ไปซื้อที่แสงทองหรอกนะครับทั้งที่ตั้งใจจะไปซื้อ พอดีตอนนั้นเริ่มรู้จักใครต่อใครบ้างแล้วก็เลยมีคนสงสารแบ่งรถมาให้ใช้ในราคาถูกๆ
ออกนอกเรื่องมาซะไกลกลับไม่ถูก นี่ก็ยาวแล้ว เอาไว้เข้าเรื่องตอนใหม่ละกันครับ