หลวงพ่อโสธร ด่วน! กับบางกะปิพาตะลุย 6-9-52 นี้
โพสต์: 20 ส.ค. 2009, 09:26
ยิ่งใหญ่....อลังการ... งานสร้าง...สุดยอดทริป... ไหว้พระหลวงพ่อโสธร.. เยือนเมือง "สตรึงเตรง"
สำรวจเส้นทาง คลิกที่นี่ครับ
สตรึงเตรง หรือแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา เป็นเมืองที่เก่าแก่มีความร่มเย็นภายใต้พุทธบารมีของหลวงพ่อพุทธโสธรอันศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ในอดีตเคยเป็นเมืองเมืองหนึ่งในมณฑลปราจีนบุรี ได้รับการสถาปนาเป็นจังหวัดในปี พ.ศ. 2459 ในปี พ.ศ. 2459
ฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว เป็นจังหวัดในภาคกลางมีประวัติปรากฏ มาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง และลำคลองทั่วไป โดยมี " หลวงพ่อพุทธโสธร " เป็นศูนย์รวมศรัทธา ของชาวแปดริ้ว
ประวัติความเป็นมาเมืองแปดริ้ว
ในอดีตฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวาอยู่ในสังกัดกระทรวง กลาโหม ต่อมาได้ขึ้นอยู่ในสังกัด
กรมมหาดไทย และคงอยู่ เช่นนี้เรื่อยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งรัชกาลที่ 5
เมื่อทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง แผ่นดินใหม่ เมืองฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองหนึ่งในมณฑล
ปราจีนบุรี และในปี พ.ศ. 2459 จึงได้เปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัด เรียกว่า"จังหวัดฉะเชิงเทรา"
อนึ่ง ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” มีต้นเค้ามาจากหนังสือประชุมพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1
ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความอ้างถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้
เป็นชื่อไทยบ้าง เขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้างอย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร
เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านมีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “สตรึงเตรง” หรือ "ฉ, ทรึงเทรา” ซึ่งแปลว่า “คลองลึก”
ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำ
บางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า “คลองลึก” หรือ “คลองใหญ่” ตามลักษณะที่มองเห็น และด้วยอิทธิพลเขมรจึงได้เรียกชื่อแม่น้ำเป็นภาษาเขมรว่า “สตรึงเตรง”หรือ “ฉ, ทรึงเทรา” ครั้นเรียกกันไปนาน ๆ เสียงก็เพี้ยนกลายเป็น “ฉะเชิงเทรา” เมืองที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำก็พลอยได้ชื่อว่า “ฉะเชิงเทรา” ไปด้วย
ส่วนความเป็นมาของชื่อ “แปดริ้ว” นั้น เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาช่อนซึ่งเป็นปลาน้ำจืดรสดีมีชุกชุมและมีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนในท้องถิ่นอื่น ๆจนเมื่อนำมาแล่เนื้อเพื่อตากทำปลาแห้งจะแล่เพียงสี่ริ้ว หรือห้าริ้วตามปกติไม่ได้ต้องแล่ออกถึง “แปดริ้ว” เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว” ตามขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ชื่อ “แปดริ้ว” ยังได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้าน คนในท้องถิ่น
พนมสารคามเล่าถึงเรื่อง “พระรถ – เมรี”ซึ่งเป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดกว่า ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากศพไปยังท่าน้ำในบริเวณที่เป็นคลอง “ท่าลาด”แล้วชำแหละศพออกเป็นริ้ว ๆ รวมแปดริ้วแล้วทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด ริ้วเนื้อริ้วหนังของนางสิบสองลอยมาออกยังแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงฉะเชิงเทรา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว”
ขอบคุณที่มา : http://www.panyathai.or.th
สำหรับทริปนี้ เราจะใช้ระยะทางทั้งสิ้น 101.8 กิโลเมตร (ไป-กลับสำหรับจักรยานทางไกล)และ 51.4 กิโลเมตร (ไป-กลับสำหรับปั่นไปกลับรถไฟ)
จุดเริ่มต้น
จัสโก ศรีนครินทร์ (จุดนัดพบที่ 1) -
ไปตามถนนพัฒนาการ -
เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอ่อนนุช -
ต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 3256 ลาดกระบัง (สุวรรณภูมิ จุดนัดพบที่ 2 ตัดกับถนนกิ่งแก้ว ระยะทาง 12 กิโลเมตร) -
ใช้ทางหลวงหมายเลข 3001 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทศบาลเทพราช 5(โรงเรียนวัดเทพราษฎร์ วัดปวรา ระยะทาง 29 กิโลเมตร) -
เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางถนน สว่างสุข (วัดบางปรง โชติการาม ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร) -
วิ่งไปออกทางหลวง 314 (ฉะเชิงเทรา - บางปะกง)เลี้ยวซ้ายตรงโรงเรียนวัดโพธาราม โรงเรียนเทศบาล 2 ระยะทาง 2.3 กิโลเมตร-
และเลี้ยวขวาเข้าถนนเทพคุณากร ระยะทาง 100 เมตร -
สิ้นสุดที่วัดโสธรฯ ระยะทาง 2 กิโลเมตร
วัดโสธรวรารามวรวิหาร (อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา)
วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง
อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ห่างจากศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพื้นที่วัดประมาณ 200 ไร่เศษ เป็นวัดมงคลคู่เมืองแปดริ้ว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในบริเวณที่เรียกว่า "คุ้งมังกร" ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เดิมชื่อ "วัดหงส์" ต่อมาเมื่ออัญเชิญพระพุทธโสธรมาประดิษฐานภายในวัด จึงมีเหตุการณ์ดลบันดาลให้เกิดพายุพัดเอาหงส์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเสาหงส์ลงมา ชาวบ้านจึงแก้ไขเป็นเสาธง แล้วเปลี่ยนชื่อจากวัดหงส์เป็น "วัดเสาธง" ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักอีก ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อจากวัดเสาธงมาเป็น "วัดเสาธงทอน" ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าชื่อนี้ไม่ไพราะ จึงได้ขนานนามใหม่ว่า "วัดศรีโสทร" หรือวัดโสทร" ซึ่งหมายถึงวัดพระ 3 องค์พี่น้องร่วมอุทรเดียวกันตามชื่อพระพุทธรูป ต่อมาเนื่องจากอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏ อีกทั้งพุทธศิลป์อันงดงามของหลวงพ่อ ทำให้ชื่อวัดและพระพุทธรูปที่ประดิษฐฐานอยู่ภายในเปลี่ยนเป็น "โสธร" ซึ่งหมายความว่า บริสุทธิ์หรือศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
วัดโสธรเดิมเป็นวัดราษฎร์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2501 ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีนามว่า "วัดโสธรวรารามวรวิหาร" ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีพระอุโบสถหลังใหม่ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ด้วยศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ หลังคาจตุรมุขแบบปราสาทไทย ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑปเป็นยอดฉัตรทองคำแท้ 5 ชั้น น้ำหนัก 77 กิโลกรัม พระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่และงดงามที่สุดในโลก ที่สำคัญสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังเป็นวัดที่สำคัญในรัชกาลปัจจุบัน
สำรวจเส้นทาง คลิกที่นี่ครับ
สตรึงเตรง หรือแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา เป็นเมืองที่เก่าแก่มีความร่มเย็นภายใต้พุทธบารมีของหลวงพ่อพุทธโสธรอันศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ในอดีตเคยเป็นเมืองเมืองหนึ่งในมณฑลปราจีนบุรี ได้รับการสถาปนาเป็นจังหวัดในปี พ.ศ. 2459 ในปี พ.ศ. 2459
ฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว เป็นจังหวัดในภาคกลางมีประวัติปรากฏ มาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง และลำคลองทั่วไป โดยมี " หลวงพ่อพุทธโสธร " เป็นศูนย์รวมศรัทธา ของชาวแปดริ้ว
ประวัติความเป็นมาเมืองแปดริ้ว
ในอดีตฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวาอยู่ในสังกัดกระทรวง กลาโหม ต่อมาได้ขึ้นอยู่ในสังกัด
กรมมหาดไทย และคงอยู่ เช่นนี้เรื่อยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งรัชกาลที่ 5
เมื่อทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง แผ่นดินใหม่ เมืองฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองหนึ่งในมณฑล
ปราจีนบุรี และในปี พ.ศ. 2459 จึงได้เปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัด เรียกว่า"จังหวัดฉะเชิงเทรา"
อนึ่ง ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” มีต้นเค้ามาจากหนังสือประชุมพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1
ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความอ้างถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้
เป็นชื่อไทยบ้าง เขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้างอย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร
เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านมีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “สตรึงเตรง” หรือ "ฉ, ทรึงเทรา” ซึ่งแปลว่า “คลองลึก”
ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำ
บางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า “คลองลึก” หรือ “คลองใหญ่” ตามลักษณะที่มองเห็น และด้วยอิทธิพลเขมรจึงได้เรียกชื่อแม่น้ำเป็นภาษาเขมรว่า “สตรึงเตรง”หรือ “ฉ, ทรึงเทรา” ครั้นเรียกกันไปนาน ๆ เสียงก็เพี้ยนกลายเป็น “ฉะเชิงเทรา” เมืองที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำก็พลอยได้ชื่อว่า “ฉะเชิงเทรา” ไปด้วย
ส่วนความเป็นมาของชื่อ “แปดริ้ว” นั้น เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาช่อนซึ่งเป็นปลาน้ำจืดรสดีมีชุกชุมและมีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนในท้องถิ่นอื่น ๆจนเมื่อนำมาแล่เนื้อเพื่อตากทำปลาแห้งจะแล่เพียงสี่ริ้ว หรือห้าริ้วตามปกติไม่ได้ต้องแล่ออกถึง “แปดริ้ว” เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว” ตามขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ชื่อ “แปดริ้ว” ยังได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้าน คนในท้องถิ่น
พนมสารคามเล่าถึงเรื่อง “พระรถ – เมรี”ซึ่งเป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดกว่า ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากศพไปยังท่าน้ำในบริเวณที่เป็นคลอง “ท่าลาด”แล้วชำแหละศพออกเป็นริ้ว ๆ รวมแปดริ้วแล้วทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด ริ้วเนื้อริ้วหนังของนางสิบสองลอยมาออกยังแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงฉะเชิงเทรา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว”
ขอบคุณที่มา : http://www.panyathai.or.th
สำหรับทริปนี้ เราจะใช้ระยะทางทั้งสิ้น 101.8 กิโลเมตร (ไป-กลับสำหรับจักรยานทางไกล)และ 51.4 กิโลเมตร (ไป-กลับสำหรับปั่นไปกลับรถไฟ)
จุดเริ่มต้น
จัสโก ศรีนครินทร์ (จุดนัดพบที่ 1) -
ไปตามถนนพัฒนาการ -
เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอ่อนนุช -
ต่อไปยังทางหลวงหมายเลข 3256 ลาดกระบัง (สุวรรณภูมิ จุดนัดพบที่ 2 ตัดกับถนนกิ่งแก้ว ระยะทาง 12 กิโลเมตร) -
ใช้ทางหลวงหมายเลข 3001 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทศบาลเทพราช 5(โรงเรียนวัดเทพราษฎร์ วัดปวรา ระยะทาง 29 กิโลเมตร) -
เลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางถนน สว่างสุข (วัดบางปรง โชติการาม ระยะทาง 5.4 กิโลเมตร) -
วิ่งไปออกทางหลวง 314 (ฉะเชิงเทรา - บางปะกง)เลี้ยวซ้ายตรงโรงเรียนวัดโพธาราม โรงเรียนเทศบาล 2 ระยะทาง 2.3 กิโลเมตร-
และเลี้ยวขวาเข้าถนนเทพคุณากร ระยะทาง 100 เมตร -
สิ้นสุดที่วัดโสธรฯ ระยะทาง 2 กิโลเมตร
วัดโสธรวรารามวรวิหาร (อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา)
วัดโสธรวรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง
อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ห่างจากศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทราไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 2 กิโลเมตร มีพื้นที่วัดประมาณ 200 ไร่เศษ เป็นวัดมงคลคู่เมืองแปดริ้ว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในบริเวณที่เรียกว่า "คุ้งมังกร" ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เดิมชื่อ "วัดหงส์" ต่อมาเมื่ออัญเชิญพระพุทธโสธรมาประดิษฐานภายในวัด จึงมีเหตุการณ์ดลบันดาลให้เกิดพายุพัดเอาหงส์ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเสาหงส์ลงมา ชาวบ้านจึงแก้ไขเป็นเสาธง แล้วเปลี่ยนชื่อจากวัดหงส์เป็น "วัดเสาธง" ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักอีก ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อจากวัดเสาธงมาเป็น "วัดเสาธงทอน" ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าชื่อนี้ไม่ไพราะ จึงได้ขนานนามใหม่ว่า "วัดศรีโสทร" หรือวัดโสทร" ซึ่งหมายถึงวัดพระ 3 องค์พี่น้องร่วมอุทรเดียวกันตามชื่อพระพุทธรูป ต่อมาเนื่องจากอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏ อีกทั้งพุทธศิลป์อันงดงามของหลวงพ่อ ทำให้ชื่อวัดและพระพุทธรูปที่ประดิษฐฐานอยู่ภายในเปลี่ยนเป็น "โสธร" ซึ่งหมายความว่า บริสุทธิ์หรือศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
วัดโสธรเดิมเป็นวัดราษฎร์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2501 ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีนามว่า "วัดโสธรวรารามวรวิหาร" ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีพระอุโบสถหลังใหม่ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ด้วยศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ หลังคาจตุรมุขแบบปราสาทไทย ส่วนกลางพระอุโบสถมียอดมณฑปเป็นยอดฉัตรทองคำแท้ 5 ชั้น น้ำหนัก 77 กิโลกรัม พระอุโบสถปูด้วยหินอ่อนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระอุโบสถที่มีขนาดใหญ่และงดงามที่สุดในโลก ที่สำคัญสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ยังเป็นวัดที่สำคัญในรัชกาลปัจจุบัน