หน้า 1 จากทั้งหมด 3
*.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 19 ก.ย. 2008, 13:19
โดย ลุงเนตร
*..เมื่อวานนี้ ๐๙.๐๙ น. ผมปั่นจักรยานออกจากซอยบ้าน ชื่อ "ชุมชนร่มประดู่" เข้าสู่ปลายซอย "จ่าโสด" เลี้ยวขวาไปถึงถนนทางรถไฟเก่า เลี้ยวซ้ายไปผ่านโรงเรียนสรรพาวุธ ทหารเรือ..
..ผ่านปั้มเชลที่มีรถเข้ามาเติมน้ำมันอยู่บางตา คงเป็นเพราะสายเข้าทำงานกันหมดแล้ว..
..ผ่านโรงเรียนอนุบาลมิตรอุดมที่หลานสาวสี่ขวบกว่าเรียนอยู่ หันซ้ายไปมองไม่เห็นมีเด็กสักคน คงเป็นเช่นเดียวกันที่สายแล้ว..
..ผ่านด้านหลังโรงพยาบาลสำโรง โรงพยาบาลของเอกชนที่รับรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วไปที่ปลายเหตุ คือ เป็นโรคอะไรมา ก็ให้ยา ด้วยวิธีการกิน หรือฉีดผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยทางกล้ามเนื้อหรือเส้นเลือด ตามแต่หมอเฉพาะโรคนั้น ๆ จะสั่ง คนที่ได้รับการรักษาแล้วหายก็กลับบ้านไปดำเนินชีวิตตามปกติของตนเองต่อไป คนที่ยังไม่หายก็ต้องนอนรักษาตัวต่อไปจนกว่าจะหาย หรือกว่าจะตาย ญาติต้องจ่ายค่ารักษาประดามีทั้งหมดก่อน แล้วจึงรับศพไปฝังหรือเผาต่อไป ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมีรัฐบาลไหน คิดได้ว่าควรให้การดูแลประชาชนคนไทยในด้านการเจ็บป่วยใหม่ จากการรักษาที่ปลายเหตุในอดีตจนปัจจุบัน เป็นรักษาที่ต้นเหตุด้วยการ "ป้องกัน" ไม่ใช่ "รักษา" เสียที ทั้ง ๆ ที่การป้องกันนั้น ใช้ความรู้ของคนเรียนจบ ม.๖ ก็คิดได้ว่าต้องใช้งบประมาณน้อยกว่าการรักษาที่ปลายเหตุมากมายหลายเท่า..เพราะการรักษาที่ต้นเหตุ อันเป็นการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยนั้น เพียงรณรงค์ให้ประชาชนออกกำลังกายกันเป็นประจำสักวันละ ๓๐ - ๖๐ นาที ทางสื่อต่าง ๆ ประดามีที่รัฐบาลมีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เมื่อคิดได้เพียงออกคำสั่งเท่านั้น พนักงานของสื่อนั้น ๆ ก็ดำเนินการได้แล้ว และพร้อมกันนั้น ก็สั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างสนามกีฬา เช่น สนามวิ่งจ๊อกกิ้ง, สนามเต้นแอร์โรบิค, สนามตะกร้อ, สนามบาสเก็ตบอล, สนามฟุตบอลพร้อมลู่วิ่งแข่ง, สนามแบดมินตั้น, สนามเทนนิส, สนามกีฬายูโด, สนามกีฬาเทกอนโด้ (เขียนไงหว่า), ค่ายม่วย, สระว่ายน้ำ, สนามวอลเล่ย์บอล, สนามเปตอง, ฯ ให้มากที่สุด ไว้ตามโรงเรียน, วัด, สวนสาธารณะ, ภายในกรมทหารทั้ง ๓ เหล่าทัพ และตำรวจ และบริเวณใกล้กับชุมชนต่าง ๆ ทุกชุมชนทั่วประเทศด้วย แล้วสนับสนุนให้ประชาชนทั่วประเทศไปใช้สนามออกกำลังกายกันทุกคน ด้วยการให้ใช้สนามกีฬาทุกสนามทั่วประเทศฟรี ไม่มีการเก็บเงินใด ๆ ทั้งสิ้น (ถือเป็นสวัสดิการที่รัฐฯมอบให้) มีสิ่งจำเป็นของนักกีฬาทุกประเภทกีฬาทุกสนามไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ, มีรถรับไปและส่งกลับจากชุมชนไปสนามกีฬา มีการจัดการแข่งขันเพื่อหาคนเก่งในแต่ละประเภทกีฬามาให้รางวัลและเชิญเป็นนักกีฬาทีมชาติ, มีการตรวจสอบเกณฑ์การออกกำลังกายของประชาชนทุกคนว่า คนใดออกกำลังกายต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด ต้องเสียภาษีรายได้ตามที่รัฐบาลกำหนด สำหรับคนที่ออกกำลังกายอยู่ในเกณฑ์กำหนดจะได้รับการลดหย่อนภาษีรายได้ นักเรียนนักศึกษาก็เช่นเดียวกันคนที่ออกกำลังกายอยู่ในเกณฑ์ก็จะได้คะแนนพิเศษ และควรมีสิ่งจูงใจอื่น ๆ ประดามีที่รัฐฯจะคิดหาให้อีกด้วย ต่อเมื่อประชาชนทั่วประเทศต่างออกกำลังกายกันเป็นประจำดังได้กล่าวมาแล้ว ย่อมมีร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี มีภูมิต้านทานโรค มีการเจ็บป่วยน้อยลง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลในรายที่ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาลาลเอกชน รัฐก็จะทุ่นเงินงบประมาณในด้านนโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกโรค, การสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม, การสร้างแพทย์และพยาบาลเพิ่ม แพทย์และพยาบาลที่มีอยู่เดิมไม่มีงานทำก็ไปทำงานในต่างประเทศกันได้มากขึ้น, ทุ่นเงินงบประมาณในการซื้อเภสัชและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกมากมายมหาศาล นอกจากการทุ่นเงินงบประมาณเหล่านั้นแล้ว คงยังมีอื่น ๆ อีกที่ผมยังคิดไม่ถึง เท่านี้ก็มองเห็นและคิดได้แล้วใช่ไหมครับว่า "การแก้ที่ต้นเหตุนั้น ดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุ" มากมายมหาศาล
..เลยไปขึ้นสะพานข้ามคลองสำโรง ด้านขวามือตรงคอสะพานกำลังสร้างศาลเจ้าใหญ่โต สวยงาม คงจะเป็นอุปกรณ์ดูดเงินจากคนจนอีกแห่งหนึ่งในอนาคต เพราะคนจนนั้น ไม่ทราบว่าจะไปพึ่งใคร นอกจากตัวเองแล้ว ก็คงต้องพึ่งพระ พึ่งจ้าว ไปตามเรื่องที่แต่ละคนจะคิดเอามาเป็นที่พึ่งเพื่อเอาตัวและครอบครัวอยู่รอดไปวัน ๆ..
..พอข้ามพ้นสะพานปั๊บ..ผมเลี้ยวซ้ายแฟบ..ขวาฟั๊บ (แปลว่าพอเลี้ยวซ้ายไปได้ ๓ เมตร ก็เลี้ยวขวาเลย) เข้าซอยไปทะลุออกถนนสุขุมวิทตรงคอสะพานข้ามคลองสำโรงเดียวกัน ผมปั่นเลี้ยวซ้ายตรงไปหน่อยแล้ววนขวาลอดสะพานตรงไปเข้าสู่ถนนสุขุมวิท ผ่านหัวถนนเทพารักษ์ซ้ายมือ เลยไปนิดขวามือเป็นหัวถนนปู่เจ้าสมิงพรายที่ไปท่าน้ำพระประแดง ซ้ายมือเป็นที่ตั้งสาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มีนะโยบายหลักในการออกเงินกู้ให้ประชาชนที่ต้องการต่อเติมหรือปลูกบ้าน แล้วนอนกินดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด ผมเองก็กู้อยู่ด้วยเหมือนกัน..
..ผ่านศูนย์การค้าใหญ่ของนายทุนเมืองนอก ที่ทำให้ร้านชำชาวบ้านตามตรอกซอกซอยหรือหน้าวัดต่าง ๆ ต้องเลิกกิจการมาแล้วมากมาย เพราะคนชอบในบรรยากาศและวิธีการขายของห้างสรรพสินค้าเหล่านั้น จนทำให้อาชีพของคนไทยจะต้องศูนย์ไปอีกอาชีพหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี่เป็นแน่แท้..
..ผ่านโรงงานผลิตนมตรามะลิ ที่ผลิตขายมานานแสนนาน ทำให้คิดอยากเห็นระบบการผลิต แบบรายการ "กระจกหกด้าน" บ้างว่า ตั้งแต่นำน้ำนมอะไร มาผสมกับอะไร ปริมาณส่วนผสมเท่าไร ลงบรรจุในกระป๋อง ปิดตรา ใส่กล่อง ส่งออกไปขายตามร้านค้า มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง ไม่ทราบว่าเมื่อไร จะมีชมรมจักรยานหนึ่งใด จัดทริปปั่นจักรยานในรูปแบบทัศนศึกษาในแนวของรายการ "กระจกหกด้าน" บ้าง จะได้ขออนุญาตตามไปดูด้วยสักคน..
...ขอพักเพียงนี้ก่อนนะครับ เมื่อเช้าไปออกกำลังกายด้วยการจ๊อกกิ้งมา
๙ ก.ม.ชักเพลียและง่วงด้วย ขอนอนพักก่อนสัก ๒ ช.ม.นะครับ..ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และจะคอยติดตาม สวัสดี.
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 19 ก.ย. 2008, 22:36
โดย ลุงเนตร
*..กลับมาเล่าต่อครับ..
..ตื่นนอนตั้งแต่บ่ายสาม เข้ากระทู้นี้อีกทีเพื่อตรวจสอบแก้คำผิดและเติมคำที่เห็นว่าดีเพิ่มเข้าไปอีก กว่าจะเสร็จสมบูรณ์เป็นที่พอใจปาเข้าไป ๒ ชั่วโมง
..จะโพสท์ต่อก็ไม่มีเวลาแล้ว นัดหลานไว้ ๑๗.๐๐ น.จะพานั่งซ้อนท้ายจักรยานไปท่าน้ำหน้าวัดบานานอก ซื้ออาหารปลาที่วัดจัดไว้ให้
..ปิดคอมฯ จัดแจงผูกเก้าอี้พลาสติคเข้ากับตะแกรงท้าย แล้วอุ้มเขาขึ้นนั่ง ปั่นไปวัดบางนานอก ระยะทางกิโลเมตรกว่า ไปถึงวัด ส่งแบ๊งค์ ๒๐ บาท ให้พระ บอกว่าซื้ออาหารปลา ท่านพาไปที่เครื่องอัตโนมัติ โดยหยอดเหรียญ ๑๐ บาท แล้วอาหารปลาจะหล่นออกจากตู้ลงสู่กระถังพลาสติคสูงประมาณคืบ นัยว่าราคา ๓ หมื่นกว่าบาท เพิ่งซื้อมาใช้งานเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง เพื่อกันคนโกงที่เมื่อก่อนให้หยอดเงินใส่ตู้แล้วหยิบอาหารปลาที่ใส่ถุงไว้ให้เอง เมื่อได้อาหารปลามาคนละ ๑ ถัง แล้วก็พากันออกไปชายน้ำ ให้อาหารปลาที่มีอยู่มากมายจนหมด แล้วไปเดินเล่นที่สนามจ๊อกกิ้ง ในกรมสรรพาวุธ ทหารเรือ ใกล้ ๆ บ้าน จนมืด
..อาบน้ำ ทานอาหารเย็น กว่าจะได้เข้ามาอีกก็นี่แหละ ถึงไหนแล้วล่ะ..*
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 19 ก.ย. 2008, 23:26
โดย ลุงเนตร
*..อ้อ..ผ่านบริษัทผู้ผลิตนมตรามะลิ..ไปแล้ว
..ผ่านที่ทำการไปรษณีย์สมุทรปราการ เยื้อง ๆ กับโรงเรียนนายเรือ ของกองทัพเรือ ที่ทำการไปรษณีย์นี้ เพื่อนร่วมรุ่น ม.๖ ของผมผู้หนึ่ง เคยดำรงค์ตำแหน่งเป็นหัวหน้าที่ทำการ ผมเคยไปหาเขาสมัยที่เขาทำงานอยู่ ขณะนี้เกษียณหลายปีแล้ว
..ปัจจุบันเป็น "บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีองค์กรในสังกัดมากมาย เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลการดำเนินงานปี ๒๕๕๐ มีรายได้รวมทั้งสิ้น ๑๖,๖๒๘.๘๓ ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น ๑๓,๘๑๗.๑๔ ล้านบาท หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ๑,๐๒๕.๘๑ ล้านบาท มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น ๑,๗๘๕.๘๘ ล้านบาท มีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออนไลน์ครบทุกที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน ๑,๑๗๘ แห่ง ทั่วประเทศ
..โอ แม่จ้าว นับว่าเป็นองค์กรที่ไม่ใช่เล็กเลยนะครับ..*
*..เงยหน้าดูนาฬิกาที่แขวนอยู่ข้างฝา เห็นบอกเวลา ๒๓.๓๐ น. คงต้องขอตัวไปนอนหละครับ..นี่ก็ดึกแล้วหนา ขอลาไปนอน
จำใจจากจรเพราะง่วง
นอนนนนนนนนนนนนนแล้วครับ..ราตรีสวัสดิ์..*
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 20 ก.ย. 2008, 10:22
โดย ลุงเนตร
*..สวัสดีครับ..ชาวจักรยานทุกท่าน
..ก่อนอื่นต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ลืม "พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร" หรือ "พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ" เสียสนิท เพิ่งคิดได้ ที่จริงแล้วพอเลยโรงงานผลิตนมตรามะลิไปไม่ไกล ก็จะผ่าน "พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร" ก่อนที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าวข้างต้น จึงขออนุญาตนำมาบอกไว้ตรงนี้ด้วยว่า มีความเป็นมาอย่างไร และมีอะไรที่ควรไปชมบ้างสักครั้ง..
*..

ดำเนินการโดย คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์
English
ปราสาทสัจธรรม
อ่านคำเล่าลือเกี่ยวกับช้างเอราวัณ
ข่าวเรื่องช้างเอราวัณจากไทยโพสต์ สิ้นแล้ว'เสี่ยเล็ก'เมืองโบราณ ข่าวเสี่ยเล็กเพิ่มเติม
บทความเรื่อง ช้างทองแดง จากหนังสือพลอยแกมเพชร ฉบับที่ 136 ปักษ์หลัง เดือน กันยายน 97
จากแยกบางนาเข้ามาตามถนนสุขุมวิทสายเก่า เลยแยกบางพลี พระประแดงมาไม่ไกล ด้านซ้ายมือ พอพ้นโค้งถนนมาจะเห็นเครื่องหมายเบนซ์ ของบริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ บนพื้นที่ด้านหน้าของบริษัท กำลังมีการก่อสร้างบางอย่างที่สูงมาก ความสูงนั้นไม่สะดุดตาเท่ารูปทรงแปลกตา
ใครสร้าง สร้างเพื่ออะไร
เจ้าของความคิดที่ทำให้เกิดตึกสูงเป็นรูปทรงช้างเอราวัณนี้คือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ หรือ เสี่ยเล็ก ผู้สร้างเมืองโบราณที่ปากน้ำ และ ปราสาทไม้ที่พัทยา (กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง)
คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ ผู้รับผิดชอบโครงการฯเล่าว่า เสี่ยเล็กมีความคิดที่อยากจะสร้างงานประติมากรรม เป็นช้างเอราวัณมานานแล้ว จึงได้จัดทำโมเดลหรือแบบ จำลองที่ทำจากขี้ผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เป็นต้นแบบขึ้นมา แต่กว่าจะลงมือสร้างเป็นรูปทรงขึ้นมาได้ ก็ต้องผ่านการศึกษากันหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ หรือแบบสุดท้ายที่จะทำออก มาจริงจุดประสงค์ของการสร้างช้างเชือกใหญ่นี้มิใช่เป็นเพียงให้เป็นประติมากรรมอวดโครงสร้างภายนอกเท่านั้น แต่ภายในเจ้าของได้คิดไว้แล้วว่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาศิลปะวัตถุโบราณวัตถุของไทยที่เก็บสะสมมานาน และเปิดให้เข้าชม
ช้างเชือกนี้สูงเท่ากับตึกสูงประมาน 17 ชั้นความสูงจากพื้นดินถึงยอด 50 เมตร ตัวช้างไม่ได้ตั้งอยู่บนพี้น แต่มีฐานที่สร้างเป็นตัวอาคารรองรับอีกชั้นหนึ่ง ตัวอาคารข้างล่างมีระเบียงรอบเป็นวงกลม เข้ามาในอาคารได้ หลายประตู เมื่อเดินเข้ามาจะเป็นเหมือนห้องโถง ตรงกลางโถงเป็นซุ้ม โอบรอบด้วยบันไดวน 2 ข้าง ที่ขึ้นมา บรรจบกันตรงชั้น 1 ความวิจิตรบรรจงเริ่มตั้งแต่ตรงนี้
การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยควบคู่ไปกับความสวยงามทางศิลปะ ทุกขั้นตอนการ ทำงาน เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเขียนแบบสำเร็จไว้ก่อน แต่ละส่วนของงานใช้การประกวดแบบเพื่อหา ผู้ที่ทำออกมาได้ดีที่สุดมารับผิดชอบ ถ้าทำแล้ว ไม่ดีไม่สวยก็รื้อออกทำใหม่จนกว่าจะเป็นที่พอใจ
ลักษณะเด่นอีกอย่างของช้างสามเศียรเชือกนี้อยู่ที่วัสดุที่นำมาทำผิวช้าง เพระทำจากทองแดง ผู้รับผิดชอบโครงการฯบอกว่า ก่อนจะมาจบลงที่ทองแดงบริสุทธ์มีการเสนอวัสดุหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์กลาส เหล็ก ดีบุก ฯลฯ
แรกที่เดียวชี่งใจกันระหว่างดีบุกกับทองแดง แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเลือกทองแดงบริสุทธิ์ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปจะมีสนิมสีเขียวจับ ทำให้ผิวข้างมีลวดลายขึ้นมา ที่สำคัญคือเป็นวัสดุที่คงทนอยู่ได้นาน การก่อสร้างใช้วิธีทำโครงสร้างช้างขึ้นมาก่อน แล้วจึงปิดหุ้มด้วยแผ่นทองแดงที่จะเชื่อมให้เหลื่อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารั่วซึม การทำผิวช้าง ช่างจะต้องดูในเรื่องความโค้งนูนของพื้นผิวแต่ละช่วง ดูความสวยงานลงตัวสมส่วนของ งวง งา และเครื่องทรงของช้างที่ใช้วัสดุชนิดเดียวกัน
เมื่อช้างสามเศียรเชือกนี้สร้างเสร็จ บริเวณรอบๆ อีกหลายสิบไร่จะกลายเป็นอุทยานขนาดใหญ่ มีทั้งต้นไม้ น้ำตก ลำคลอง เปิดให้ผู้ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ได้เข้ามาผักผ่อนหย่อนใจกันด้วย วันนี้ชมโครงสร้างและงานในขี้นตอนกันก่อน อีกไม่นานเมื่อช้างเชือกนี้เผยโฉมที่สมบูรณ์ทั้งภายนอกและภายในทางโครงการฯ ยินดีเผยแพร่ให้รับทราบอีกแน่นอน
เพราะ นี่คืองานศิลปะที่ยิ่งใหญ่…………ฝีมือคนไทย
บทความเรื่อง พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร จากหนังสือ อาษา ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2542
ในอดีตช้างได้รับเกียรติให้เป็นราชพาหนะและเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ เชื่อกันว่าถ้าในรัชกาลใด มีช้างเผือกมาสู่พระบารมี บ้านเมืองจะรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุข ความสำคัญของช้างยังปรากฏในตราแผ่นดินในธงชาติสยาม ได้รับการกล่าวถึงในสุภาษิตคำพังเพย หลายความหมาย มีการสร้างรูปช้างไว้ในวัตถุสำคัญต่างๆ ช้างที่คนไทยมักจะ ได้ยินชื่อกันบ่อย และให้ความสำคัญคือ ช้างเอราวัณ
ช้างเอราวัณ เป็นช้างพาหนะของพระอินทร์เมื่ออยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามปกติจะเป็นเทวดา มีนามว่า เอราวัณเทพบุตร เมื่อพระอินทร์จะเสด็จไปที่ใดก็จะทรงระลึกถึงเอราวัณเทพบุตรก็จะมาปรากฏกาย เฉพาะพระพักตร์ แล้วแปลงร่างเป็นช้างเผือก มีกายสีขาวสุง 150 โยชน์ ตามตำราฝ่ายฮินดูว่ามี 3 เศียร แต่ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาว่ามี 33 เศียร เศียรที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่ เป็นที่ประทับของพระอินทร์หรือท้าวสักกะ และเทพบุตรผู้เป็น สหายเหนือ เศียรช้างเศียรนี้ขึ้นไป มีแท่นแก้วใหญ่ และมีปราสาทกั้นอยู่ตรงกลาง มีธงแก้วเรียงรายอยู่รอบ เมื่อแกว่งไปมาจะมีเสียง ไพเราะ ส่วนเศียรช้างอีก 2 เศียร จะมีเทพบุตรซึ่งเป็นบริวารอีก 32 องค์ ประทับอยู่
ลักษณะของเศียรช้าง 33 เศียร แต่ละเศียรมี 7 งา และแต่ละงามี 7 สระ แต่ละสระมีกอบัว 7 กอ แต่ละกอบัว มีบัว 7 ดอก แต่ละดอกมี 7 กลีบ แต่ละกลีบมี เทพธิดา 7 องค์ และแต่ละองค์ มีบริวารอีก 7 นาง
ตามปกติแล้วในงานศิลปะของไทย โดยทั่วไปมักลดรูปช้างเอราวัณลงเหลือเพียง 3 เ ศียร ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะการแสดงเศียรทั้ง 33 นั้น เป็นเรื่องที่ทำให้สวยงามได้ยาก แต่ก็มีตัวอย่างที่แสดงไว้เป็นช้าง 33 เศียรบ้างเหมือนกัน โดยจะทำเป็นเศียรขนาดเล็กๆ รวมกันเป็นหมู่
สำหรับตึกสูงรูปทรงช้างเอราวัณแห่งนี้ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2537 ผู้คิดก่อสร้างงานศิลปะนี้ คือ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ โดยจัดทำเป็นโมเดล หรือแบบจำลองที่ทำมาจากขี้ผึ้งในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 เป็นต้นแบบขึ้นมา
จุดประสงค์ในการสร้างเพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาศิลปวัตถุ โบราณวุตถุที่เก็บสะสมมานานและ พื้นที่บริเวณ โดยรอบอีกหลายสิบไร่จะจัดให้เป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีทั้ง ต้นไม้ น้ำตก ลำคลอง เพื่อให้ผู้เข้าชม พิพิธภัณฑ์ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ
อาคารนี้ มีความสูงเท่ากับตึกสูงประมาณ 17 ชั้น ความสูงจากพื้นดินถึงยอด 50 เมตร ตัวอาคารด้านล่าง มีระเบียงรอบเป็นวงกลม มีทางเข้าภายในอาคารได้หลายทาง การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงประโยชน์ ใช้สอยควบคู่กันไปกับความสวยงามทางศิลปะ ทุกขั้นตอนการทำงานได้มีการศึกษาทั้งในเรื่องโครงสร้าง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอย่างอะเอียดถี่ถ้วน การทำงานจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
ลัษณะอาคารมี 5 ชั้น
1. ห้องนิทรรศการ 2. ห้องโถง มีประตูซุ้มใหญ่ 8 ซุ้ม
3. ชั้นพักบันได และเข้าลิฟท์ 4. ชั้นลอย มีห้องพักรอก่อนขึ้นชั้นบน
5. ห้องท้องช้าง เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ
เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคาร จะเป็นเหมือนห้องโถง ตรงกลางโถงเป็นซุ้มโอบรอบด้วยบันไดวน 2 ข้าง ที่ขึ้นมาบรรจบกัน ในส่วนนี้ช่างปูนปั้นฝีมือดีจากเพชรบุรีเป็นผู้ออกแบบและดูแลการทำงาน ซึ่งต้องใช้คน ไม่น้อยกว่า 30 คน ปูนปั้นที่ใช้ในงานนี้เป็นปูนปั้นที่ทำมาจากหินฟูลออลไรท์ จึงมีสีขาวต่างจากปูนซีเมนต์ ช่างจะปั้นเป็นดอกเป็นลายที่ละดอก ไม่ได้ทำเป็นแบบหล่อขึ้นมา แต่ละส่วนจึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน
จากชั้นหนึ่งขึ้นบันไดเวียนไปถึงบริเวณห้องท้องช้าง ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของอาคารเป็นห้องแสดงศิลปวัตถุใน ส่วนนี้จะมีเหล็กที่ก่อสร้างขึ้นมาเป็นคาน เพื่อแบกรับน้ำหนักของโครงสร้างส่วนบนทั้งหมดพาดไปมา คานส่วนนี้ทำขึ้นเพื่อรับน้ำหนักส่วนที่เป็นหัวช้างทั้ง 3 หัว ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน
ส่วนของเพดานนั้นใช้กระจกสีออกแบบเป็นรูปแผนที่โลก ช่างชาวเยอรมันกำลังทำงานส่วนนี้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจะเหมือนหลังคาโลก ส่วนวัสดุที่นำมาทำผิวช้าง ผู้รับผิดชอบโครงการเลือกใช้ทองแดงบริสุทธิ์ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีสนิมสีเขียวจับ ทำให้ผิวช้างมีลวดลายและเป็นว้สดุที่คงทนอยู่ได้นาน
วิธีเคาะขึ้นรูปนี้ ตุณรักชาติ ศรีจันทร์เคน ได้คิดค้นวิธีทำขึ้นมาเอง เป็นรูปปฏิมากรรมลอยตัว วิธีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงกล่าวได้ว่า เป็นงานปฏิมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะด้วยมือเป็นแห่งแรก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 20 ก.ย. 2008, 10:28
โดย ลุงเนตร
*..อีกรายละเอียดหนึ่งเกี่ยวกับ "พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร" เป็นข้อมูลจากโบวชัวร์ที่เขาแจกให้นักท่องเที่ยว..
..พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร: คุณเคยไปแล้วหรือยัง?
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีโอกาสดีได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร ที่ จ.สมุทรปราการ มาจ้ะ เลยถือโอกาสเก็บภาพมาฝากกัน
ก่อนอื่น...บางคนอาจจะสงกะสัยว่า "ช้างสามเศียร" คือช้างอะไรกันเหยอ..ไฉนจึงมีสามเศียร....
.......ช้างสามเศียร ที่ว่านี้ คือ ช้างเอราวัณ พาหนะของพระอินทร์นั่นเองจ้า........
จริงๆ แล้วช้างเอราวัณ มี 33 เศียร จ้ะ แต่ครั้นจะปั้นออกมาตามนั้นก็เห็นทีจะไม่ไหว เก๊าะเลยย่อย่นเหลือแค่ 3 เศียร พอให้เป็นสัญลักษณ์น่ะจ้ะ
ก่อนจะเข้าเรื่องเที่ยว... ขอยกบทพากย์โขน ตอน เอราวัณ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 มาแนะนำตัว "ช้างสามเศียร" เรียกน้ำย่อยกันก่อนน้า.......
บทพากย์ตอนนี้เป็นตอนที่ อินทรชิต ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณพ่อทศกัณฐ์ แปลงร่างเป็นพระอินทร์หล่อเหลาเอาการขี่ช้างเอราวัณมาเตรียมจะออกรบกับพระราม ....อ่านดูแล้ว ช้างเอราวัณเนี่ยมหัศจรรย์ซะไม่มี ...เก๊าะเล่นมีตั้ง 33 เศียร, เศียรนึงมี 7 งา. งานึงมีสระ 7 สระ, สระนึงมีบัว 7 กอ, กอนึงมีบัว 7 ดอก, ดอกนึงมี 7 กลีบ, กลีบนึงมีนางเทพธิดา 1 นาง, เทพธิดานางนึงมีบริวาร 7 คน โอยยย...จินตนาการล้ำเลิศมากๆ...
อินทรชิตบิดเบือนกายิน เหมือนองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ
ช้างนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน เผือกผ่องผิวพรรณ
สีสังข์สะอาดโอฬาร์
สามสิบสามเศียรโสภา เศียรหนึ่งเจ็ดงา
ดั่งเพชรรัตน์รูจี
งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี สระหนึ่งย่อมมี
เจ็ดกออุบลบันดาล
กอหนึ่งเจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนึ่งแบ่งบาน
มีกลีบได้เจ็ดกลีบผกา
กลีบหนึ่งมีเทพธิดา เจ็ดองค์โสภา
แน่งน้อยลำเพานงพาล
นางหนึ่งย่อมมีบริวาร อีกเจ็ดเยาวมาลย์
ล้วนรูปนิรมิตมายา
และนี่ก็คือ อนุสาวรีย์ช้างสามเศียร จ้า....ใหญ่โตมโหฬารมากๆ
ฐานของอนุสาวรีย์ก็คือ พิพิธภัณฑ์นั่นเองจ้ะ หน้าตาเป็นหยั่งงี้
ด้านในงดงามอลังการมากๆ
ชั้นใต้ดิน เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงพวกของเก่าของสะสมของท่านเจ้าของ (รู้สึกว่าจะเป็นของตระกูล วิริยพันธุ์ เจ้าของเมืองโบราณจ้ะ)
ชั้นบนดิน (ชั้น1) ก็ไม่มีไรมาก เน้นโชว์ความงามการสลักเสลาของบันได เสา ฯลฯ เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองข้างบน ก็จะเจอหลังคาทำเป็นรูปจักรราศี จ้ะ
ตรงหัวบันได ก็ยังคงคอนเซปต์ "ช้างสามเศียร"
ตรงนี้มีท่าน "คนธรรพ์" เล่นดนตรีอยู่ด้วย
ขึ้นมาถึงชั้น 2 ก็จะมีลิฟท์ให้เราขึ้นไปยังชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นสุงสุดจ้ะ มองจากชั้น 2 ลงไป เห็นบันไดวนคดเคี้ยวววว
จากชั้น 2 เก๊าะขึ้นลิฟท์มาถึงชั้นบนสุดจ้ะ นัยว่าอยู่ใต้ท้องช้างล่ะ .....ชั้นสุงสุดนี้ ถูกสมมติว่าเป็น "สวรรค์" จ้ะ
ขอชมว่าจัดบรรยากาศได้สงบ และขรึมขลังดีทีเดียว ขอปิดท้ายด้วยรูป "สวรรค์" ละกันน้า
ออกมาด้านนอก ก็จะมีพวงมาลัยให้เรานำไปกราบศาลช้างสามเศียรซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าตรงประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์จ้ะ
เสร็จแล้วก็จะมีแจกดอกบัวใส่ในถ้วย (มีแต่ตัวดอก ไม่มีก้านจ้า) ให้คนละถ้วย เพื่อไปลอยในสระน้ำเล็กๆ ซึ่งสร้างโอบล้อมรอบพิพิธภัณฑ์ฯ .... เชื่อว่าลอยดอกบัวไปเพื่อนมัสการพระเจดีย์จุฬามณี ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จ้ะ (ชั้นเดียวกับที่พระอินทร์และช้างเอราวัณอยู่นั่นล่ะจ้ะ)
เป็นอันเสร็จสิ้นการเที่ยวชมช้างสามเศียรแต่เพียงเท่านี้
สำหรับผู้ที่สนใจจะไป
- พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งกะ 8 โมง ถึง 5 โมงเย็นจ้ะ มีเจ้าหน้าที่คอยอธิบายและนำชมด้วยน้า
- ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 เด็ก 50 จ้ะ (ราคาสูงซักหน่อย แต่ของเค้าน่าดูจริงๆ) อ้อ ราคานี้รวมพวงมาลัยและดอกบัวแล้วจ้า
- ถ้าใครอยากดูรูปและรายละเอียดเพิ่มเติม เก๊าะเข้าไปดูได้ที่เว็บ http://www.erawan-museum.com นะ
(ข้อมูลทั้งหมด เอามาจากโบรชัวร์ที่เค้าแจกจ้า)
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 21 ก.ย. 2008, 19:33
โดย Viroj
สวัสดีครับลุงเนตร เจ้าของสโลแกน ยิ่งปั่น ยิ่งแข็ง.... แรงยิ่งดี เข้ามาอ่านเพลินเลยครับ ได้ความรู้เกี่ยวกับช้างสามเศรียรมากเลย ผมเองยังไม่ได้เคยไปปั่นแถบนั่นเลย มีโอกาศคงต้องไปสักครั้ง ขอบคุณมาก ๆ สำหรับเรื่องปั่นเดี่ยว .. เที่ยว..ออกกำลัง ผมเองตั้งแต่ใช้ชีวิตออกจากงานก่อนเกษียณ ก็เหมือนกับลุงเนครละครับ ภาระเรื่องการงานไม่มี ปัจจุบันทำหน้าที่ ผอรสภ. (ผู้อำนวยการรับส่งภรรยา) เช้า-เย็น เท่านั้นเอง ก็รอวันให้อาจารย์ ปดเกษียณเมื่อไร ชีวิตคงไม่ต้องทำหน้าที่ ผอรสภ. ถ้ามีโอกาสแต่ละวันก็ ปั่นเดี่ยว..เที่ยว.. ออกกำลัง เหมือนกันครับ แต่จะเป็นทางด้านสวนตลิ่งชันหรือ นนทบุรี ซะมากกว่า ชีวติทุกวันนี้บอกได้ว่า ปั่นเมื่อไร สุขเมื่อนั้น ผมเป็นประเภท ปั่นไปกินไป พอใจกับชีวิตที่มีจักรยานเป็นเพื่อนครับ คุยซะยาวเลย ขอบคุณมาก ๆ ครับลุงเนตร
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 22 ก.ย. 2008, 07:37
โดย เสือซุ่ม
รอลุงเนตรมาเฉลย เรื่อง"สุสานจักรยาน"อยู่ครับ
ตอนนี้อารมณ์ประมาณ บอกรักสาวไปแล้้ว รอเค้าบอกรักกลับมาอยู่ครับ มันทั้งอึดอัด ทั้งลุ้น อยากรู้สุดๆ
จะมาติดตามตอนเฉลยเรื่อยๆครับ แต่โปรดอย่านานนะครับ เดี๋ยวจะเหี่ยวไปซะก่อน

Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 22 ก.ย. 2008, 08:30
โดย somkate
สวัสดีลุงเนตรผมเสือใจดีพีดาราเห็นสุสานจักรยานแล้วลุงเนตรติดต่อให้เขาบริจาคให้กับเด็กนักเรืยนชานกรุงจะได้บุญกุสลมาก ๆ ครับ
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 22 ก.ย. 2008, 09:21
โดย GUD NJ

ที่บอกว่าสุสานจักรยาน ผมดูแล้วเหมือนจักรยานให้เช่าเที่ยวเมืองโบราณเลยครับ ผมเคยไปเช่าขี่มา พังๆทั้งนั้น แต่ก็ดีกว่าขับรถเที่ยวครับเพราะประหยัดน้ำมันและจอดง่ายกว่า เห็นเยอะๆอย่างนี้ วันหยุดเทศการแย่งกันเช่าจนรถไม่พอเลยครับ ถ้าทายผิดขอโทษด้วยนะครับ

Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 10:57
โดย sompong39
โทรถามแล้ว รอไม่ไหว ลุงเนตรบอกว่าเป็นจักรยานให้เช่าที่เมืองโบราณ ครับผม!
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 21:04
โดย GUD NJ
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 22:37
โดย ลุงเนตร
*..ขออภัยครับ..ที่ปล่อยให้คอยนาน..มัวไปปั่นกระทู้ Carfreeday อยู่จนเสร็จแล้วครับ
..มาว่ากันต่อที่กระทู้นี้นะครับ..
- สวัสดีครับ..คุณวิโรจน์ ฯ
..ขอบคุณมากครับ..ที่เข้ามาคุยกัน..ดีใจครับที่เราต่างได้รับความสุขจากจักรยานเหมือนกันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
- ขออภัยท่าน "เสือซุ่ม" ที่รอคำเฉลยภาพจักรยานมากมายเหล่านั้นว่าเป็นจักรยานอยู่ที่ไหน มีไว้ทำอะไร ณ เวลานี้มีผู้รอไม่ไหว โทร.ถามและโพสต์ตอบให้ทราบแล้วครับ
- สวัสดีครับ..คุณสมเกียรติ..(เสือใจดีพี่ดารา)..
..จักรยานที่เห็นมากมายนั้น ไม่ใช่อยู่ในสุสาน (แต่ก็เหมือนอยู่ในสุสานจังเลย) นะครับ เขามีไว้ให้เช่าขี่เข้าไปชมสถานที่จำลองในเมืองโบราณ อ.บางปู จ.สมุทรปราการ
..ที่ความเห็นก่อนหน้านี้ คุณ GUD NJ บอกว่า วันหยุดเทศกาล ไม่พอให้เช่า เป็นไปได้เพราะนักเรียนนักศึกษาไปทัศนศึกษา พร้อม ๆ กันหมดทั้งโรงเรียนย่อมถึงพันคนแน่นอน
- สวัสดี..คุณ sompong 39 ..
..ขออภัยที่ปล่อยให้คอย และขอบคุณที่โทร.ถาม กับโพสต์ตอบให้ทุกท่านทราบแล้ว
- คุณ GUD NJ .. ทายถูกไม่มีรางวัล ... ได้รับคำชมเชยว่า "เก่งมาก" ครับ.
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 22:52
โดย ลุงเนตร
*..ฮาฮ้า..เมื่อมาถึงทางเข้า "เมืองโบราณ" ไม่แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนสักหน่อยก็กะไรอยู่ และเช่นเดียวกันถ้าไม่กล่าวถึงสักหน่อยก็กะไรนัก..*
--ผมไปชมมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่จำได้ปั่นจักรยานไปถึงห้องขายตั๋วแล้ว ถามว่า "ปั่นจักรยานเข้าไปเที่ยวชมได้หรือเปล่า?" เจ้าหน้าที่ตอบว่า "ไม่ได้ครับ" ผมก็ไม่เข้า ปั่นไปเที่ยวที่อื่น พร้อมกับคิดในใจว่า ท่านผุ้จัดการบริษัท เมืองโบราณ จำกัด นี่ช่างวิสัยทัศน์ใกล้จริง ๆ รถที่ใช้เครื่องยนต์ มีควันจากท่อไอเสีย ทำลายมลภาวะ คันใหญ่กินเนื้อที่จอดมาก ผู้เข้าชมมากหากไปเฉี่ยวชนคนเข้ายิ่งหนักหนาสาหัสให้ขับเข้าไปเที่ยวชม แต่จักรยานที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ ไม่มีควันพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คันเล็ก กินเนื้อที่จอดเพียงนิดเดียว เฉี่ยวชนคนก็ไม่เจ็บมาก เพียงถลอกปอกเปิกเท่านั้นไม่ให้เข้า
..จนครั้งแรกที่ได้เข้าไปเที่ยว ลูกชายขับรถยนต์พาไปทั้งครอบครัว และยังมีครั้งต่อ ๆ มาอีกเมื่อเขาอนุญาตให้ปั่นจักรยานเข้าไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ได้แล้ว ครั้งสุดท้ายเมื่อปีกลาย ได้เข้าไปกับโครงการจักรยานเสือภูเขา ๕ แผ่นดินลุ่มน้ำโขงเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีผู้ติดต่อกับผู้จัดการอนุญาตให้เข้าชมฟรีด้วย ผมปั่นเข้าไปผ่านด้านในไม่ได้ลงดูสถานที่ใดเลยแล้วกลับออกมา เพราะเคยดูแล้วนั่นเอง
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 23:05
โดย ลุงเนตร
*..ที่ผมว่า "จะไม่พูดถึงก็กะไรนักนั้น..
..เมื่อเข้าไปดูในเวบไซต์ของเมืองโบราณแล้ว ไม่ทราบว่าจะหยิบยกตรงไหน อะไร มาให้ได้ทราบกันดี
..อย่ากระนั้นเลย นำมาให้ทั้งเวบไซต์เลยแล้วกัน ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://www.ancientcity.com/vdo/hpage/Ar ... ews-update
Re: *.."..ปั่นเดี่ยว..เที่ยว..ออกกำลัง.."..*
โพสต์: 23 ก.ย. 2008, 23:23
โดย ลุงเนตร
*..นับว่าเสร็จภาระกิจกับ "เมืองโบราณ" แล้วนะครับ
..ผมปั่นต่อไปอีกไม่ไกลนักก็ถึงสถานตากอากาศบางปู เป็นสถานพักฟื้นทหาร ของกองทัพบก จะไม่แวะเข้าไปดูลม ชมวิวชายทะเล ทั้ง ๆ ที่เคยไปชมอยู่บ่อย ๆ ก็กะไรอยู่
..ดูวิวโดยรอบและอื่น ๆ ตามภาพที่จะมีให้ชมในโอกาสต่อไป
..เลยเที่ยงแล้ว รู้สึกหิว แวะเข้าไปทานข้าวผัด ๑ จาน กับน้ำส้ม ๑ ขวดพลาสติค แม่ค้าคิดค่าเสียหายไป ๕๐.- บาท (ค่อนข้างแพง) ที่ร้านตรงทางเข้าบังกาโลที่พัก
..(ตอนหัวค่ำผมทานข้าวแล้ว ลูกชายเขาเข้าเนท ผมเลยเข้าห้องเปิดแอร์เย็น ๆ นอนหลับไป ตืนขึ้นมา ๓ ทุ่ม เข้าเนทจนถึงขณะนี้ เริ่มง่วงอีกแล้ว ขอตัวไปนอนต่อก่อนนะครับ..โปรดคอยติดตามตอนต่อ ๆ ไป ขอบคุณมากครับ.)