joypop เขียน:เห็นบางท่านใช้ Power meter เป็นอุปกรณ์ในการซ้อมปั่นและมีหลากหลายความเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน ส่วนใหญ่ท่าที่ใช้ก็อธิบายมาแล้วว่าให้ผลการซ้อมได้อย่างดี มีแนวทางและจุดมุ่งในการปั่น อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกท่านมีมีเจ้า Power meter นี้เพราะราคาที่สูง (สำหรับผมนะ

) ก็เลยอยากทราบว่าท่านอื่นๆที่ไม่ใช้ Power meter และ จาน Rotor ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดนะครับแต่ละท่านมีวิธีการหรือแนวทางในการซ้อมปั่นเพื่อให้การปั่นของท่านพัฒนาขึ้นโดยวิธีการใดบ้างครับ ผมเองมีความคิดว่าการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยย่อมเกิดผลดีมากกว่าเสียแน่นอน Power meter ก็หนึ่งในนั้นแต่ทีนี้ปั่นจักรยานก็น่าจะเหมือนกีฬาประเภทอื่นๆที่บางครั้งผู้เล่นก็สามารถค้นพบวิธีการที่เพิ่มหรือยกระดับความสามารถของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรให้มากมายนัก ยกตัวอย่างคนรู้จักผมท่านนึงแกเป็นแชมป์เพาะกายอาวุโส(58ปี)ร่างกายฟิต กล้ามเนื้อชัดเจนได้รูป หนุ่มๆอาย ถามแกแกบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาหรือเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลยกระทั่ง Whey Protien ก็ไม่เคยดื่ม กินข้าวกับข้าวปกติ ทำงานเย็มมาซ้อมปกติ แต่แกบอกว่าแกรู้และเข้าใจด้วยตัวเองว่าต้องเล่นท่าไหน เท่าไร เวลาไหนต้องพัก ก็แค่นั้นแต่ผลที่ได้สุดยอดมากจนนักกีฬาคู่แข่งที่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และองค์ความรู้ยังสู้แกไม่ได้ ต้องมาถามแนวทางการฝึกจากแกประจำ ที่เล่ามาก็เพียงยกตัวอย่างเปรียบเทียบนะครับ ผมม่มีอคติอะไรกับท่านที่ใช้อยู่นะครับเพียงแต่อยากทราบความเห็นในอีกมุมหนึ่งเท่านั้นครับ ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดมุมมองอีกด้าน
จะเอากีฬาเพาะกายมาเปรียบเทียบนั้น มันก็คงจะไม่ถูกเรื่องซะทีเดียวครับ กีฬาเพาะกายวัดกันด้วยความพึงใจของกรรมการ ภายใต้กฎเกณฑ์ก็จริง แต่ความพึงพอใจมีผลมากกว่า ข้อสำคัญ กีฬาเพาะกายเป็นเรื่องของสรีรและกายวิภาคของแต่ละคน ( ร่างกายไม่ได้สัดส่วน เพาะยังไงๆมันก็ออกมาไม่สวย ) แล้วสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ระยะเวลาที่สะสมมา เพาะกายมา 2 ปี ยังไงๆก็ไม่มีทางจะไปเทียบเคียงกับคนที่เล่นมาเป็น 10ปีแน่ๆ ( ใช้ Anabolic Steroid ก็อาจจะอีกเรื่องหนึ่งนะ ) และที่สำคัญคือ วิทยาศาสตร์การกีฬาเกี่ยวกับกีฬาเพาะกายเองนั้น หลายๆอย่างก็ยังเป็นสิ่งยังไม่ถึงกับตกผลึกเป็นสูตรสำเร็จซะทีเดียว อาหารเสริมต่างๆเองก็ยังไม่ได้แปลว่าจะได้ผลสมราคา กินโปรตีนเข้าไปเยอะนึกว่ามันจะเข้าไปแล้วสร้างเป็นกล้ามเนื้อได้ทั้งหมด ก็ไม่ใช่ มากเกินไปก็convertเป็นไขมันสะสมไว้แทน อ้าว เสียของใช่ป่าว และที่สำคัญที่สุดก็คือ
คนที่รู้จริงๆ หายากนะครับที่จะมาเผยแพร่ความรู้ให้ใครแบบฟรีๆหรอกครับ และที่สำคัญ ของพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องติดตามการวิจัย การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์การกีฬาพอสมควร ( น้อยคนนักจะทำได้ ) วิทยาทานฟรีๆนั้น ผมว่าในวงการนี้หาไม่ง่ายนะครับ และที่สำคัญคนบางคนภูมิรู้เยอะ แต่เวลามีคนไปถาม ก็อาจจะบอกว่ากินอาหารปกติ เล่นปกติ ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนประเภทนี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Whey , L-Carnitine , Creatine ฯลฯ ซึ่งก็มักจะมีผลงานวิจัยสนับสนุนประมาณ 1-2 งานวิจัย แล้วถ้าไปอ่านกันลึกๆก็จะรู้ว่ามันเป็นงานวิจัยที่เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านั้นเป็นผู้ให้การสนับสนุน เหล่านักกีฬาคือลูกค้าคนสำคัญของเจ้าของธุรกิจพวกนี้ครับ ปีๆหนี่งทำกำไรกันมหาศาลเลยนะครับ และที่สำคัญคือ ในอเมริกา ผลิตภัณฑ์พวกนี้ไม่ได้ถูก FDA ควบคุม แบบอย.ในบ้านเราหรอกนะครับ เขาถือว่า มันไม่ใช่"ยา" แต่เป็นแค่ "supplementary" ไม่ใช่ Food ด้วยซ้ำไป กินแทนอาหารมื้อหลักไม่ได้
อาร์โนลด์ ชวาชเนคเกอร์ อดีต ผู้ว่าการรัฐ , อดีตพระเอกชื่อดัง และ ที่สำคัญคือ อดีตมิสเตอร์โอลิมเปีย 6หรือ7 สมัยนี่ ผมจำไม่ได้แล้ว เดิมทีก็เป็นหนุ่มออสเตรียอพยพ จะบอกว่าไม่ค่อยมีสตังค์เลยก็ยังได้ คุณน้าแกเล่นเวทโดยใช้ฟรีเวท ได้แก่ ดัมเบลล์และ บาร์เบล จนแกได้ตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย ถ้าจำไม่ผิดก็เหมือนกับว่าแกจะเคยเขียนหนังสือเอาไว้ด้วย อาร์โนลด์อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีในอดีตของยุคที่ไม่มีเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาแบบadvanced เหมือนในปัจจุบัน แต่เชื่อเถอะครับ ถ้าอาร์โนลด์ มาเริ่มต้นในยุคนี้ มีคู่แข่งที่มีรูปร่าง สัดส่วน โครงสร้างใกล้เคียงกันกับแก เริ่มต้นพร้อมๆกัน โดยอาร์โนลด์ยังเล่นแต่ฟรีเวทในองค์ความรู้แบบเดิมที่แกได้มา กับ อีกคนที่ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาในยุคนี้ ผมว่าคงจะไม่ต้องคิดมาหรอกครับว่า ภายในระยะเวลาเท่าๆกัน ใครจะไปได้ไกลกว่ากัน
ผมวกกลับเข้ามาที่เรื่องของจักรยานดีกว่าครับ กีฬาจักรยานเป็นสิ่งที่สามารถวัดกันได้ด้วยตัวเลขหรือสถิติ ไม่ได้ใช้อารมณ์หรือความรู้สึกภายใต้กฎเกณฑ์ของกรรมการมาตัดสินกันแบบกีฬาเพาะกาย
กีฬาจักรยานเป็นสิ่งที่ผนวกรวมเรื่องของ function ทุกๆอย่างของร่างกายออกมาเป็น performance ของนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรง ความทนทานของกล้ามเนื้อ , ความสามารถในการส่งเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งก็หมายถึงความสามารถในการส่งผ่านออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อ , ความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและขับคาร์บอนไดออกไซด์ของปอด , ความสามารถในการดูดซึมน้ำ เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต ของระบบทางเดินอาหาร , ความสามารถของตับในการเมตาบอไลท์สารอาหารต่างๆ สร้าง แปรรูป สลายมาเป็นพลังงาน หรือ ทำลายของเสียที่คั่งค้างไปให้ออกจากร่างกาย
กีฬาจักรยานไม่มีทางลัดในการฝึกนะครับ ( power meter ก็ไม่ใช่ทางลัด ) มีแต่ทางที่ตรงที่สุด ทางที่อ้อมบ้าง ทางที่อ้อมไปไกล แต่ก็ใช่ว่าเดินตรงที่สุดแล้วจะไปได้เร็วกว่าเสมอไปหรอกนะ เพราะมันก็ยังขึ้นกับสรีระและกายวิภาคของแต่ละคน พรสวรรค์ก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นทุนเดิมของแต่ละคนที่ทำให้ไปได้เร็วช้า ใกล้ไกล ได้ง่ายกว่ากัน แต่ที่แน่ๆคือ พรแสวงนั้นสามารถไปได้ไกลกว่าพรสวรรค์มากมาย ขอเพียงให้แค่"แสวง"ให้ถูกทางเท่านั้น แต่ถ้า"แสวง"ได้ถูกทาง เวลาผ่านไปได้ถึงจุดของมัน พรแสวงก็จะสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้เห็นกัน
ชนิดของกล้ามเนื้อที่เป็นกลุ่มก้ำกึ่งกล้ามเนื้อแดง-ขาว พรแสวงก็ยังสามารถเปลี่ยนให้มันกลายเป็นกล้ามเนื้อแดง หรือ กล้ามเนื้อขาวได้เช่นกัน เพียงแต่มันเป็นเรื่องของเวลา และความอดทน
เดินตรง เดินอ้อม ไม่รู้ แต่บางคนก็อาจจะบอกว่า ฝึกแบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องใช้ตรรกะอะไรมากมาย เห็นเขาอัด ก็อัดแข่งกับเขาทุกๆวัน ก็เห็นแรงขึ้นไม่ใช่หรือ ? ก็อย่างที่ผมบอกว่า บางทีเดินทางด้วยทางที่อ้อมที่สุด อาศัยพรสวรรค์ดั้งเดิม ก็อาจจะไปได้เร็วมากอยู่บ้างครับ แต่อาจจะลืมคิดไปว่า "ทิศทาง สำคัญกว่า ความเร็ว" เผลอออกนอกลู่นอกทางมาก็เยอะแยะไป
ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะเชียร์ให้ใครต่อใครมาใช้ power meter กันหรอกนะครับ ผมทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถซื้อมาใช้ได้ และไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อมาแล้วจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้จริงๆ เพราะบางคนก็ซื้อเอามาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับรถให้หนักเล่น หรือให้ใครต่อใครมาร้องอู้ฮู เวลาที่มาดูรถ
เพียงแต่เรื่องจริงๆในปัจจุบัน ที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาในแขนงนี้ มุ่งมาที่การใช้ power meter เป็นเครื่องมือในการกำหนดเกณฑ์การฝึก ครับ มันเป็นการฝึกที่เดินได้ตรงที่สุดกว่าทุกๆเครื่องมือที่ผ่านมาในอดีตจริง ในอดีตผมเคยปั่นจักรยานมานานพอสมควร หลังจากนั้นก็หยุดไปแบบไม่ปั่นเลยซะ 3-4 ปี ( แปลว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่ 0 ) พอกลับมาเริ่มใหม่ ผมก็พบความจริงว่าเพียงแค่ 2 ปี หลังจากเริ่มคบหากับpower meter และขนขวายหาวิธีในการฝึก ลงทุนกับคอร์สบางคอร์ส ผมยังรู้สึกเลยว่า 2ปีที่ผ่านมา ผมพัฒนาไปได้มาก มากเกือบจะเท่าสมัยที่ยังฟิตๆเมื่อหลายปีก่อนที่ปั่นจักรยานเป็นเรื่องเป็นราว และในบางจุดเช่น recovery ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ aerobic ผมว่าผมยังทำได้ดีกว่าสมัยที่คิดว่าตัวเองฟิตที่สุดด้วยซ้ำไป
ครับ ถ้าเอาคน 2 คน อายุเท่าๆกัน ระดับความแข็งแรงพื้นฐาน สัดส่วน น้ำหนักร่างกาย ใกล้เคียงกัน มาเริ่มต้นปั่นจักรยานพร้อมๆกัน คนหนึ่งเริ่มต้นฝึกด้วย power meter ฝึกตามเกณฑ์ เป็นขั้นตอน ส่วนอีกคนฝึกแบบเอามันส์ กลุ่มไหนแรง ก็ไปเข้ากลุ่มไส้แตกกับเขา
เวลาผ่านไปสัก 2 เดือน คนที่สองอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง แรงกว่า จัดหนักได้ดีกว่า แต่หลังจากผ่านไปสัก 1 ปี คนแรกจะกลับมาแรงกว่า และแรงแบบยั่งยืน แช่ได้ไม่ร่วง พักแล้วขึ้นไปแช่ได้อีก
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬาจริงๆ
ในบรรดาโคชทั้งหลาย หรือ ผู้ฝึกซ้อมทั้งหลาย ทั้งที่ตั้งตนเป็นสำนักก็ดี หรือ มีผลงานที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มก็ตามที ก็จะสรรหาวิธีการฝึกโดยการใช้เครื่องมืออยู่ 2 ตัวก็ คือ
1. Power Meter
2. Heart Rate Monitor ( HRM )
แต่ก็ใช่ว่าจะมีเฉพาะคอร์สการฝึกที่จำเป็นต้องใช้แต่ Power Meter เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะต่างก็เข้าใจดีในเรื่องข้อจำกัดและทุนทรัพย์ของแต่ละคน และจุดมุ่งหมายของผู้ปั่นจักรยานแต่ละคนที่แตกต่างกัน
เกณฑ์การฝึกด้วย HRM ก็ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถใช้อ้างอิงเกณฑ์การฝึกได้ เพียงแค่ว่ามันเป็นการเดินที่อาจจะต้องอ้อมอยู่บ้าง แต่ก็ไปได้ไกลมากเช่นกัน
รูปแบบการฝึกด้วย HRM นั้น ในยุคแรกๆพูดกันถึงเรื่อง % MaxHR ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นและอาจจะไม่ได้เน้นมากมายนัก , ต่อมาก็เริ่มพูดถึง %HRR ที่ค่อนข้างจะตรงทางมากขึ้น ไม่อ้อมมากนักแบบการใช้ %MaxHR , ในปัจจุบัน หลายค่ายๆเริ่มพูดกันถึงเรื่อง LTHR ( Lactate Threshold Heart Rate ) ซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงทางขึ้นกว่า %HRR อีก แต่ก็ยังเป็นเรื่องยุ่งยากมากพอสมควร
ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆครับ อยากปั่นจักรยานก็ต้องซื้อจักรยาน , อยากจะปั่นแบบมีรูปแบบดีขึ้น ก็ต้องลงทุนซื้อไมล์ วัดรอบขา , อยากจะพัฒนาperformance ขั้นต่ำที่สุดก็ต้องลงทุนซื้อ HRM มาใช้
มัชฌิมานุปทา หรือ เดินสายกลาง ย่อมดีที่สุด มีความสามารถจับจ่ายใช้สอย เจือจุนได้แค่ไหน ก็ลงทุนแค่นั้น , ดูความมุ่งหมายของตัวเองว่าต้องการไปไกลแค่ไหนในเวลามากน้อยเท่าไหร่ ก็ทำตามจุดมุ่งหมายของตัวเอง
แต่มัชฌิมานุปทาของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่าคิดแบบเราแล้วไปตัดสินคนอื่น
