ขอเชิญชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ Hachiko A Dog's Strory
โพสต์: 22 ส.ค. 2013, 00:08
เรื่องจริงตามประวัติศาสตร์
ในปี 1924 ฮาชิโกะ ถูกพามาโตเกียวกับเจ้าของของมัน ศาสตราจารย์ ฮิเดซามุโระ อูเอโนะ แห่งภาควิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยโตเกียว ตลอดชีวิตของศาสตราจารย์ ฮาชิโกะ ส่งเขาออกจากบ้านตอนเช้า และรอรับเขาหลังเลิกงานจากที่สถานีรถไฟชิบูย่า เดินกลับบ้าน ทั้งคู่ดำเนินชีวิตประจำวันเช่นนี้มาตลอด จนกระทั่งเดือน พฤษภาคมปี 1925 อุเอโนะ ก็ไม่ได้กลับมากับรถไฟเที่ยวเย็นเหมือนเคย ท่านศาสตราจารย์หัวใจวายที่มหาวิทยาลัยในวันนั้น และเสียชีวิตจากไปโดยไม่ได้กลับมาที่สถานีรถไฟที่ซึ่งเพื่อนของเขายังรอคอยอยู่
ฮาชิโกะ หนีออกจากบ้านไป หลังการเสียชีวิตของเจ้าของ แต่ก็ยังวนเวียนกลับมาที่บ้านเก่าครั้งแล้วครั้งเล่า จนฮาชิรับรู้แล้วว่า ศาสตราจารย์ไม่ได้อยู่ที่บ้านนั้นอีกแล้ว ดังนั้น ฮาชิโกะจึงไปตามหาเจ้าของที่สถานีรถไฟที่ซึ่งฮาชิเคยได้พบเขาบ่อยๆ แต่ละวันผ่านไป ฮาชิโกะก็ยังเฝ้ารอการกลับมาของอูเอโนะ และแต่ละวัน ก็ไม่เคยได้เห็นเจ้านายเดินออกมาท่ามกลางผู้คนมากมายที่ผ่านไปมาในสถานี
การปรากฏตัวอย่างแน่นอนของฮาชิที่หน้าสถานีรถไฟ กลายเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของผู้คน มีคนจำนวนมากที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่หน้าสถานีชิบูย่า และเคยเห็นฮาชิ กับ ศาสตราจารย์อูเอโนะด้วยกัน วันเวลาที่ผ่านไปพวกเขาจึงได้รู้ว่า ฮาชิโกะเฝ้ารอเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้ว พฤติกรรมนี้กลายเป็นความประทับใจ และ คนเหล่านี้ที่เลี้ยงดูให้อาหาร ดูแลฮาชิโกะตลอดช่วงเวลาแห่งการรอคอย
เหตุการณ์นี้ดำเนินไปนานถึง 10 ปี ที่ฮาชิโกะจะมาปรากฏตัวเวลาเย็น ที่รถไฟเข้าสู่สถานีสม่ำเสมอ ในปีที่ 10 นั้น อดีตลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ (ผู้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญสุนัขพันธ์อากิตะ) ได้เห็นฮาชิโกะที่สถานีรถ และติดตามไปจนถึงบ้านที่โคบายาชิที่ซึ่งเขาได้รู้เรื่องประวัติชีวิตของฮาชิโกะ เพียงไม่นานจากนั้น อดีตนักศึกษาคนนั้นก็ได้ตีพิมพ์สารคดีเกี่ยวกับสุนัขพันธ์อากิตะในญี่ปุ่น และทำการค้นคว้าพบว่า มีเพียง 30 สายพันธ์แท้ของอากิตะที่ยังคงอยู่ รวมทั้ง ฮาชิโกะ ที่สถานีรถไฟชิบูย่า ตัวนี้ด้วย
อดีตลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ อูเอโนะ ผู้นั้น ยังกลับไปเยี่ยมฮาชิโกะบ่อยๆ ตลอดเวลาหลายปีเขาตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ ฮาชิโกะ เป็นที่จดจำในเรื่องความจงรักภักดี ในปี 1932 หนึ่งในบทความนั้นได้ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของโตเกียว ส่งให้สุนัขตัวนี้มีชื่อเสียงไประดับนานาชาติ ฮาชิโกะกลายเป็นสิ่งดึงดูดระดับประเทศ ความศรัทธาซื่อสัตย์ต่อเจ้าของสร้างความสะเทือนใจประชาชนญี่ปุ่น เปรียบเป็นจิตวิญญาณของความจงรักภักดีที่ทุกครอบครัวควรบรรลุถึง ครูและผู้ปกครองใช้การรอคอยของฮาชิโกะ เป็นตัวอย่างสอนเด็กๆ และศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่นได้ปั้นรูปปั้นของสุนัขพันธ์นี้ รวมทั้งทั่วประเทศญี่ปุ่นก็มีการเพาะพันธ์อากิตะอย่างแพร่หลายมากขึ้น
เมษายน ปี 1934 รูปปั้นบรอนซ์ รูปร่างเหมือนฮาชิโกะ ถูกตั้งวางหน้าสถานีรถไฟชิบูย่า และตัวฮาชิโกะเองเป็นผู้เปิดผ้าคลุม (ฮาชิโกะตายในปีถัดมา วันที่ 8 มีนาคม 1935) แต่ภายหลัง รูปปั้นถูกนำไปรีไซเคิล เพื่อสงครามอันเป็นผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่หลังสงครามโลกจบลง ฮาชิโกะก็ไม่ได้ถูกหลงลืม ปี 1948 ทาเคชิ เอนโดะ ลูกชายของศิลปินที่ปั้นรูปปั้นอันแรก ได้สร้างรูปปั้นอันที่สอง ซึ่งมาตั้ง เดือนสิงหาคม 1948 และยังคงยืนเด่นเป็นจุดนัดพบยอดนิยม ในบรรดา 5 ประตูทางออกของสถานีรถไฟชิบูย่า ด้านใกล้รูปปั้นฮาชิโกะนี้ เรียกกันในชื่อ ประตูฮาชิ
ยังมีรูปปั้นเหมือนฮาชิโกะอีกตัว ตั้งอยู่ที่บ้านเกิดของฮาชิโกะ ที่สถานีรถไฟ โอดาเตะ และในปี 2004 รูปปั้นอันใหม่ของฮาชิโกะ เพิ่งถูกจัดตั้งวางบนฐานหินเดิมจากชิบูย่า นำไปวางตั้งไว้ด้านหน้าปากทางเข้าพิพิธภัณฑ์สุนัขพันธ์อากิตะที่เมืองโอดาเตะด้วย
ปี 1987 ภาพยนตร์ญี่ปุ่น Hachik Monogatari ถ่ายทอดเรื่องราวของฮาชิโกะตั้งแต่เกิดจนตาย และจบหนังด้วยภาพจิตนาการ ฮาชิโกะได้พบกับเจ้าของที่ฮาชิโกะรอคอย ภาพยนตร์เรื่องนั้น กลายเป็นภาพยนตร์ ประสบความสำเร็จสูง และยังคงติดอันดับเป็นประสบความสำเร็จสูงสุดของสตฺดิโอ Shochiku Kinema Kenky-jo จวบจนปัจจุบัน
