ใช้ HEART-RATE ได้อะไรมากว่าที่คิด จากเมื่อก่อน สู่เมื่อแก่
โพสต์: 15 ส.ค. 2013, 11:11
บอกก่อนนะครับว่า ไม่ได้มารีวิว อะไรนะครับแต่ว่า มาแชร์กันเฉยๆ
ปูพื้นก่อนนะครับ
สมัยเด็กๆผมเป็นนักกีฬาครับ เล่นบาสนักกีฬา รร. ม.ปลาย 3ปี ขี่จักรยาน(ก็จริงจังนะก่อนที่จะต้องเตรียม ent)
ป.ตรีผมเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาครับ ตรงสาย วัดค่าและออกแบบโปรแกรมการฝึกเพื่อสุขภาพ โดยใช้ HR บ่อยๆ แต่เลิกเล่นกีฬาหนักๆเพราะว่า หมอนรองกระดูกสันหลังฉีกตอนช่วงปลาย ปี1 เลยมาเน้นเรื่องการเป็นโค้ชชิ่งมากกว่า(ไม่ได้ลงสนามจักรยานใดๆอีกเลย)
ผ่าตัดหลังตอนอายุ 25 ครับ ตอนนี้ 31 ล่ะ
6เดือนแรก นังไม่ได้ นอนกับยืน
ปีแรกเดินไม่ตรงจะล้มตลอด ต้องใส่ที่ดามหลัง
กลับมาเอาจักรยานมาขี่ MTBได้เมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว ขี่ไป 7-11 อะไรแบบนั้นกินขนมกินข้าว เริ่มกลับมาลองขี่ไกลๆ 100 กม.ดูว่ามันปวดหรือว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ก็ต้องทำงานตลอด(ทำพวกรับเหมาออกแบบน่ะครับคุมไซท์) ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนกับเขาหรอก
ล่าสุดเห็นว่า โฮเคล่ะ ก็ไปถอย La หมอบมาลองจับท่าดูก่อนว่า มันไหวไหม(เมื่อก่อนมี lamond คันนึงแต่ว่าอยู่ที่พี่ไปล่ะ) ก็เริ่มซื้ออุปกรณ์จำเป็นในการซ้อมกลับมา ไมค์วัดรอบขา และ HR แบบนาฬิกา (ผมไปได้ sigma PC15 มาราคาไม่ถึง 2,000 เองถูกดี)
ก็เริ่มขี่ใกล้บ้างไกลบ้างเมื่อมีเวลาครับ ขึ้นเขาบ้างขี่ในห้องบ้าง ตามแต่สะดวก มีวิ่งบ้าง ก็ใช้ HR คุมไปเรื่อยๆไม่เคยเจอปัญหาอะไร แต่ก็ตามสภาพที่รู้อยู่ว่า ถ้าระบบการหายใจแบบใช้O2 ไม่มีประสิทธิภาพ ผมขี่คนเดียว ประมาณ 10 กว่าโล แช่แถวๆ 30-32 HR ผมก็อยู่โซน 4-5 แล้ว ขามันก็ไปไหวเรื่อยๆนะครับ หัวใจก็ไม่ได้เต้นแรงอะไร ไม่หอบด้วย
จนล่าสุดผมขี่ขึ้นที่พักริมทางดอยสุเทพ กับน้องๆ (ตอนแรกว่าจะขี่คลองชลกัน 3 คนสลับๆกันไป เพราะว่า ไม่ได้ขี่มาเป็นอาทิตย์ล่ะ) แต่วันนั้นผมทั้งวัน กิน ขนมปัง 7-11 ไปก้้อนเดียว กับแย่งของทอดๆเด็กๆกันไปหน่อยนึง 2-3คำ
ตอนช่วงแรกๆก็ขี่ไปได้เรื่อยๆครับ ความเร็วประมาณ 10 ก็มอง HR วิ่งแถวๆ 180 โอเคไม่เป็นไร ไม่เหนื่อยมากคุยไปตลอดทาง สักพัก เริ่มไม่ไหว (ก่อนถึงวังบัวบานเกือบๆโล) น้องๆก็ไปกันเรื่อยๆครับ แต่ผมบอกว่าไปก่อนเลย มาดู HR มันเตือน 198 (220-31 มันแค่189เองน่ะครับ +- ได้นิดหน่อย) ไม่รู้รวนหรือเปล่า แต่ว่ามันไม่ดีแน่ๆ เลยลดความเร็วลงมาเรื่อยๆ จน ลงมาวิ่งที่แถวๆ 175 โดยประมาณ (ความเร็ว 7 เองอ่ะ) อาการดีขึ้น ก็ค่อยๆขี่ไป จนถึง ตะคิวเกือบกินพอดี
แต่เรียบร้อยไปแล้ว กล้ามเนื้อต้นขาขวากับน่อง 2 ข้างอักเสพเบาๆครับ ตอนนี้ก็ยังเดินกระเพลกๆอยู่ เพราะว่าผมไม่ได้กินข้าวนั้นแหละ วั้นนั้นก่อนออกไปปั่น ก็ปีนขึ้นลง นั่งร้าน/บันไดทั้งวัน TT^TT
ไม่รู้ว่าใครสนใจเรื่องการใช้ HR เพื่อป้องกันอุบัติเหตุแบบผมหรือเปล่านะครับ กล้ามเนื้อร่างกายมันไหวน่ะครับช่วงแรกๆ ได้ขี่กับน้องๆเพื่อนๆมันก็สนุก ก็เอามันส์ว่าอลย แต่ระบบหายใจมันไม่ได้ฝึกเป็นประจำ ยิ่งผมเองยอมรับว่าชอบคิดในใจตลอดว่า เมื่อก่อนก็ไปได้นินา ขี่กันจากตีนดอยไปถึงยอดดอยปุยแล้วขี่ลงมาห้วยตึงเฒ่า บ่อยๆ HR อะไรแบบนี้ไม่เคยใช้ใส่ขี่หรอกไม่จำเป็น
ใครที่รู้สึกว่า มันน่าจะจำเป็นกับชีวิตก็ซื้อมาใช้ก็ดีนะครับ จะได้มีเครื่องเตือนเวลาที่ ใช้งานร่างกายมากไป ก็ลองซื้อมาใส่หน่อยนะครับ หัวใจเรามีดวงเดียวนา ทำงานไม่หยุดด้วย รักษามันนิดนึงครับเดี๋ยวมันน้อยใจ
เดี๋ยวนี้ตัวต่ำๆ ไม่กี่บาท สมัยเมื่อก่อน ราคาเกือบ 10,000 แน่ะ ไม่แพงเมื่อเทียบกับ ประโยชน์ด้านการควบคุมการฝึกซ้อมและการเตือนครับ
ขอให้ปั่นจักรยานให้สนุกนะครับ ^_^
ปูพื้นก่อนนะครับ
สมัยเด็กๆผมเป็นนักกีฬาครับ เล่นบาสนักกีฬา รร. ม.ปลาย 3ปี ขี่จักรยาน(ก็จริงจังนะก่อนที่จะต้องเตรียม ent)
ป.ตรีผมเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาครับ ตรงสาย วัดค่าและออกแบบโปรแกรมการฝึกเพื่อสุขภาพ โดยใช้ HR บ่อยๆ แต่เลิกเล่นกีฬาหนักๆเพราะว่า หมอนรองกระดูกสันหลังฉีกตอนช่วงปลาย ปี1 เลยมาเน้นเรื่องการเป็นโค้ชชิ่งมากกว่า(ไม่ได้ลงสนามจักรยานใดๆอีกเลย)
ผ่าตัดหลังตอนอายุ 25 ครับ ตอนนี้ 31 ล่ะ
6เดือนแรก นังไม่ได้ นอนกับยืน
ปีแรกเดินไม่ตรงจะล้มตลอด ต้องใส่ที่ดามหลัง
กลับมาเอาจักรยานมาขี่ MTBได้เมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว ขี่ไป 7-11 อะไรแบบนั้นกินขนมกินข้าว เริ่มกลับมาลองขี่ไกลๆ 100 กม.ดูว่ามันปวดหรือว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ก็ต้องทำงานตลอด(ทำพวกรับเหมาออกแบบน่ะครับคุมไซท์) ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนกับเขาหรอก
ล่าสุดเห็นว่า โฮเคล่ะ ก็ไปถอย La หมอบมาลองจับท่าดูก่อนว่า มันไหวไหม(เมื่อก่อนมี lamond คันนึงแต่ว่าอยู่ที่พี่ไปล่ะ) ก็เริ่มซื้ออุปกรณ์จำเป็นในการซ้อมกลับมา ไมค์วัดรอบขา และ HR แบบนาฬิกา (ผมไปได้ sigma PC15 มาราคาไม่ถึง 2,000 เองถูกดี)
ก็เริ่มขี่ใกล้บ้างไกลบ้างเมื่อมีเวลาครับ ขึ้นเขาบ้างขี่ในห้องบ้าง ตามแต่สะดวก มีวิ่งบ้าง ก็ใช้ HR คุมไปเรื่อยๆไม่เคยเจอปัญหาอะไร แต่ก็ตามสภาพที่รู้อยู่ว่า ถ้าระบบการหายใจแบบใช้O2 ไม่มีประสิทธิภาพ ผมขี่คนเดียว ประมาณ 10 กว่าโล แช่แถวๆ 30-32 HR ผมก็อยู่โซน 4-5 แล้ว ขามันก็ไปไหวเรื่อยๆนะครับ หัวใจก็ไม่ได้เต้นแรงอะไร ไม่หอบด้วย
จนล่าสุดผมขี่ขึ้นที่พักริมทางดอยสุเทพ กับน้องๆ (ตอนแรกว่าจะขี่คลองชลกัน 3 คนสลับๆกันไป เพราะว่า ไม่ได้ขี่มาเป็นอาทิตย์ล่ะ) แต่วันนั้นผมทั้งวัน กิน ขนมปัง 7-11 ไปก้้อนเดียว กับแย่งของทอดๆเด็กๆกันไปหน่อยนึง 2-3คำ
ตอนช่วงแรกๆก็ขี่ไปได้เรื่อยๆครับ ความเร็วประมาณ 10 ก็มอง HR วิ่งแถวๆ 180 โอเคไม่เป็นไร ไม่เหนื่อยมากคุยไปตลอดทาง สักพัก เริ่มไม่ไหว (ก่อนถึงวังบัวบานเกือบๆโล) น้องๆก็ไปกันเรื่อยๆครับ แต่ผมบอกว่าไปก่อนเลย มาดู HR มันเตือน 198 (220-31 มันแค่189เองน่ะครับ +- ได้นิดหน่อย) ไม่รู้รวนหรือเปล่า แต่ว่ามันไม่ดีแน่ๆ เลยลดความเร็วลงมาเรื่อยๆ จน ลงมาวิ่งที่แถวๆ 175 โดยประมาณ (ความเร็ว 7 เองอ่ะ) อาการดีขึ้น ก็ค่อยๆขี่ไป จนถึง ตะคิวเกือบกินพอดี
แต่เรียบร้อยไปแล้ว กล้ามเนื้อต้นขาขวากับน่อง 2 ข้างอักเสพเบาๆครับ ตอนนี้ก็ยังเดินกระเพลกๆอยู่ เพราะว่าผมไม่ได้กินข้าวนั้นแหละ วั้นนั้นก่อนออกไปปั่น ก็ปีนขึ้นลง นั่งร้าน/บันไดทั้งวัน TT^TT
ไม่รู้ว่าใครสนใจเรื่องการใช้ HR เพื่อป้องกันอุบัติเหตุแบบผมหรือเปล่านะครับ กล้ามเนื้อร่างกายมันไหวน่ะครับช่วงแรกๆ ได้ขี่กับน้องๆเพื่อนๆมันก็สนุก ก็เอามันส์ว่าอลย แต่ระบบหายใจมันไม่ได้ฝึกเป็นประจำ ยิ่งผมเองยอมรับว่าชอบคิดในใจตลอดว่า เมื่อก่อนก็ไปได้นินา ขี่กันจากตีนดอยไปถึงยอดดอยปุยแล้วขี่ลงมาห้วยตึงเฒ่า บ่อยๆ HR อะไรแบบนี้ไม่เคยใช้ใส่ขี่หรอกไม่จำเป็น
ใครที่รู้สึกว่า มันน่าจะจำเป็นกับชีวิตก็ซื้อมาใช้ก็ดีนะครับ จะได้มีเครื่องเตือนเวลาที่ ใช้งานร่างกายมากไป ก็ลองซื้อมาใส่หน่อยนะครับ หัวใจเรามีดวงเดียวนา ทำงานไม่หยุดด้วย รักษามันนิดนึงครับเดี๋ยวมันน้อยใจ
เดี๋ยวนี้ตัวต่ำๆ ไม่กี่บาท สมัยเมื่อก่อน ราคาเกือบ 10,000 แน่ะ ไม่แพงเมื่อเทียบกับ ประโยชน์ด้านการควบคุมการฝึกซ้อมและการเตือนครับ
ขอให้ปั่นจักรยานให้สนุกนะครับ ^_^
