ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

สอบถามเทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร เชิญห้องนี้เลย
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือไมค์หนองพอก
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 190
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 มิ.ย. 2009, 07:11
Tel: 0631630346
team: MM1cycling // TSB สมุทรสาคร
Bike: Elves vanyar// Elves Falath EXP
ตำแหน่ง: สมุทรสาคร
ติดต่อ:

ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย เสือไมค์หนองพอก »

ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี บอกน่อยจะได้เอาไปทำ
คุณไม้ เสือไมค์หนองพอก
1.ชื่อบัญชี ณัฐพล จันทร์ทอง
407-838120-6 ธ.ไทยพาณิชย์ scb สาขาเทสโก้โลตัส สมุทรสาคร

จำหน่ายอุปกรจักรยานมือ 2
เบอร์ติดต่อ ผมนะครับ 063-1630346 ID LINE 1129900311709
bongza
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1259
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ม.ค. 2009, 14:00
Tel: 0867470266
Bike: ขอแค่มีล้อ
ตำแหน่ง: 60/2 ม.1 ซ.สุขนิรันดร์ ถ.เจ้าฟ้า ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย bongza »

กล้วย
amaroqe
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1201
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ม.ค. 2009, 23:26
Bike: GARRY FISHER wahoo n_n

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย amaroqe »

กล้วยหอม หรือ กล้วยตากแช่น้ำผึ้งละครับ
แบบว่ากล้วยตากมันเก็บรักษาง่ายกว่า
กล้วยหอมต้องใช้"กล่องเก็บกล้วย"
ผมชื่อพลครับ

ผมเป็นแค่ Novice
รูปประจำตัวสมาชิก
เต
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4766
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 02:17
Bike: ไม่ยึดติด
ตำแหน่ง: ดินแดง กรุงเทพฯ
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย เต »

ประสบการณ์แข่งยังไม่มาก แต่เท่าที่ลองมาแล้วเวิร์คคือ...
กล้วยครับ ให้ วิตามินมากมาย คาร์โบไฮเดรต ย่อยง่ายไม่หนักท้อง
กาแฟแก้วโตๆ ครับ เพิ่มคาเฟอีน โด้บเล็กๆ


ถ้าแข่งยาวๆ เกิน ชม.ก็พกกล้วยไปกินอีกซักลูกสองลูก
แต่ผมว่าปั่นๆ ไปด้วยมันปลอกยาก
พกกล้วยตากดีกว่า แบ่งใส่ห่อเล็กๆ ไป
mr. d_ood
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 11
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ค. 2009, 16:17
Bike: mirinda

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย mr. d_ood »

1. ตอนซ้อมกินแบบไหนแล้วรู้สึกว่าปั่นได้ดีขึ้น ตอนแข่งให้กินแบบนั้น ป้องกันท้องเสียก่อนแข่ง :D
แก้ไขล่าสุดโดย mr. d_ood เมื่อ 17 ก.ย. 2009, 19:20, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย giro »

เสือหมอบนะครับ ปั่นนานแข่งนานหน่อย
คาร์โบไฮเดรท ปริมาณ มหาศาลตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแข่งเลยครับ กินมันเข้าไป หลังปั่นก็ซัดให้เต็มที่ เพื่อเก็บเป็นพลังงานสะสมมากที่สุด ก่อนแข่งก็กินๆไปจน 15-20 นาทีหยุดกินพวกที่ต้องย่อย ถ้ามีเจล กินตอนนี้เลย 1 หลอดแบบมีคาเฟอีนยิ่งดี ถ้าไม่มี แนะนำกระทิงแดงครับ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือไขมัน โดยเฉพาะ 12 ชั่วโมงก่อนแข่ง เลี่ยงได้ก็อย่ากินเลยครับ มันย่อยยาก ลองสังเกตุดูเวลากินพวกนี้ ตื่นเช้ามายังเรอออกมาเป็นกลิ่นมันเลย พอแข่งจะหาว่าไม่เตือน :mrgreen: ไขมันพวกนี้นรกดีๆนี่เอง ผมเคยกินครัวซองท์ตอนเช้าๆ กะว่าก็แป้ง ผลสรุป ลืมไปว่าผิวครัวซองท์มันเคลือบชีส วันนั้น แทบอ้วกครับ ไม่ใช่เหนื่อยนะครับ แต่ ชีสไม่ย่อย แทบอ้วกจริงๆ

ระหว่างแข่ง เตรียมพลังงานเติมเรื่อยๆ พวกเจลได้ก็ดีง่ายและรวดเร็ว ขนมปังบ้างก็ไม่เลวแม้ว่าพลังงานได้ช้ากว่าแต่ได้ความอยู่ท้อง ผสมพลังงานในน้ำจะเอาแบบของแท้ๆหรือของเทียมๆหรือจะดัดแปลงเอาน้ำผึ้งผสมมะนาวเจือจางใส่น้ำก็ยังได้ พลังงานพวกนี้กินเรื่อยๆตลอดเวลาครับอย่ารอโหย ถ้าโปรผมเห็นมันกินเจลกันทุก 20 นาที ถ้าระดับบ้านๆก็ 40-50 นาทีต่อหลอด ตัวผสมน้ำก็จิบเรื่อยๆสลับน้ำเปล่า

น้ำเปล่าต้องมีใว้บ้างแต่ส่วนมากขอมาร์แชลได้ ดังนั้น อีกขวดจะเป็นน้ำผสมเกลือแร่ก็ไม่เลวครับ ถ้าสูตรผมผสมเกลือแร่ลงไปในขวดเดียวกับพลังงานเลย ตัวที่ชอบที่สุดคือ Pocari ครับ อัตราส่วน 1:1 กับน้ำเจือจางซะ

ผ่านชั่วโมงแรก เริ่มกินพลังงานเสริที่อยู่ท้องอย่างขนมปังหรือกล้วยหอม ผ่าน 120-150 นาที ร่างกายที่อ่อนล้าจากเกมส์เสือหมอบจะโหยหามาก วินาทีนี้ เติมเกลือแร่และน้ำมีพลังงานสดชื่นๆลงไป อย่าง Gaterade หรือ Pocari เอาแบบเพียวๆไม่ต้องเจือจาง พอเลย 3 ชั่วโมงไปแล้ว ส่วนมากต้องเตรียมรับมือเกมส์ที่ร้อนแรงท้ายๆการแข่ง จัดเครือ่งดื่มเรียกวิญญาณ กระทิงแดง+โค้ก+เกลือแร่ ผสมกัน 1:1:1 เคยอ่านเจอว่าผสมตัวที่ตระกูล recovery เข้าไปนิดหน่อยก็ดี หลังจากนั้นถ้าไม่ต้องการอะไรพิเศษก็ตามบุญตามกรรมของนักกีฬาแล้วครับว่าจะรอดหรือร่วง :mrgreen:
จะทำแบบนี้ได้ต้องมี"บาร์น้ำส่วนตัว" อยู่บนรถเซอร์วิสครับ :lol: แต่การเซอร์วิสที่ถึง ส่งเกินดีกว่าขาด ส่งไปแล้วกินไม่หมดโยนทิ้ง ยังดีกว่าไม่มีกิน

และ ความลับ ที่ไม่สอดคล้องกับวิชาการ สิ่งที ....นำมาซึ่งชัยชนะ...... ระดับแชมป์เสตจ..........จ้าวความเร็วสปรินท์เตอร์........... มันคือ............ฟังแล้วอย่าตกใจครับ ...........หักปากกานักวิชาการ

ส้มตำปู มะม่วงดอง คืนก่อนแข่ง ระหว่างแข่งพก ซาละเปา :mrgreen: :mrgreen: ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับ ของเค้าดีจริง :lol:

ปล.รายการหลังนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัว จะเลียนแบบต้องคิดหนักๆครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
paul999
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 283
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
Tel: 0871862306
team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย paul999 »

ก่อนแข่งงดกินอาหารหนัก 3 -4 ชม . งดกินคาร์เฟอีนเพราะส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น (เสี่ยงต่อหัวใจวาย) แต่ถ้าอยากวัดอนาคต ก็ลองดู กระทิงแดง ลิโพ ไม่ต้องไปกิน กินไปก็เท่านั้นไลฟ์บอย กินเยอะเกินปริมาณที่กำหนดโดนจับตรวจโด๊ปไม่ผ่าน

งดการกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนออกกำลังกายหรือแข่งขัน เช่น น้ำหวานทั้งหลายแหลก ช็อคโกแล็ต กูลโคสผง กระดกเข้าไปก่อนออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มปริมาณอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด พอออกกำลังกายน้ำตาลลดลงจากอินซูลิน น้ำตาลลดลงจากการใช้ในการออกกำลังกาย ก็หมดพลังงานซิครับ ไม่เหลือ ดังนั้น การดื่มเครื่องที่ให้พลังงานหรือขนมปังกรอบ กล้วย จะให้ระหว่างการแข่งขันในเกมส์ยาว แต่ถ้าออกกำลังกายไม่ถึง 1 ชม ดื่มน้ำเปล่าเพียงพอแล้ว

เรื่องพลังงาน ไม่ต้องไปเคร่งเครียดมาก กินอาหารตามปกติ นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการแข่งขันดีที่สุดครับ กินอาหารมาก ๆ ก่อนแข่ง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถึงวันแข่งกากอาหารเยอะ เข้าห้องน้ำเอาออกไม่หมด ไปออกกลางทาง วุ่นเลย เรื่องคาร์โบไฮเดรตโหลดดิ้ง ไม่ค่อยนิยมทำ มันต้องอดอาหาร ให้ร่างกายเกิดภาวะกกตนคาร์โบไฮเดรต แล้วจึงเร่งการให้อาหารประเภทแป้ง สรูป นักกีฬาหิว นอนไม่หลับ กระสับ กระสาย เครียด วิธีนี้โบราณเลิกทำกันแล้ว เหลือแต่ในหนังสือเรียน

ก่อนแข่ง 2-3 ชม กินน้ำให้ได้ปริมาณ 1 ลิตร จะปัสสาวะสีใส ถ้าปัสสาวะข้นแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ ยิ่งไปกินพวกเกลือแร่อะไรก่อนออกกำลังกาย ไตทำงานหนัก น้ำตาลในเลือดสูง อินซูลินเพิ่ม ร่างกายไม่สมดุล ระบบทำงานเพี้ยนไปหมด กินเกลือแร่โดยไม่จำเป็นบ่อย ๆ ไตวาย ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดเป็นประจำ ดีที่สุด

เรื่องปริมาณน้ำที่กิน ค่อยจิบกินน้ำนะครับ อย่ากินทีละมากเกิน จะทำให้ปริมาณน้ำเลือดเพิ่มสูง หัวใจทำงานหนัก หัวใจวายตายได้ครับ จิบน้ำทุก ๆ 15-20 นาทีในขณะออกกำลังกาย แม้ว่าจะไม่รู้สึกหิวน้ำเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทาง เหงื่อ การหายใจ การพูด แต่ถ้ารู้สึกหิวน้ำแสดงว่าร่างกายขาดน้ำแล้ว

:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย giro »

ขอบคุณครับ
ขออธิบายข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนนะครับ

๐น้ำตาลที่ได้จากการกินคาร์โบฯก่อน เป็นน้ำตาลหลายโมเลกุล ซึ่งใช้เวลา 15-20 นาทีจึงกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสำหรับนำไปใช้งานได้ ซึ่งนั่นคือ เวลาที่เร่ิมแข่งพอดี นี่คือสาเหตุที่ทำไมนักวิชาการต่างประเทศจึงแนะนำให้กินก่อน 15 นาทีครับ ในขั้นนี้แม้แต่พาวเวอร์เจล ก็ไม่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวครับ

๐คาเฟอีนเพิ่มชีพจร และ เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนโลหิต ขยายทางเดินเลือดด้วย ดังนั้นผลที่ได้คือ ออกซิเจน พลังงาน และการกำจัดกรดที่ดีขึ้นครับ

๐การอดอาหารและโหลดคาร์โบฯ เป็นความเข้าใจผิดของนักกีฬายุคเก่าเองครับ นั่นไม่ใช่การทำคาร์โบโหลดครับ การทำคาร์โบโหลดคือการอัดคาร์โบเข้าไประยะเวลาหนึ่งก่อนวันแข่งขัน โดยจะเน้นอัดในช่วงที่ร่างกายเปิดหน้าต่างสะสมซึ่งก็คือช่วงเวลา 30-120 นาทีหลังการออกกำลักาย ซ฿่งจะสะสมได้มากกว่าปกติครับ แนะนำให้ไปลองหาตารางอาหารของโปร หาอ่านได้จากนิตยสารจักรยานครับหาไม่ยากเลย

๐สุดท้ายท้ายสุด คาเฟอีนไม่ใช่สารต้องห้ามครับ คำว่าสารต้องห้ามของจักรยานทั้ง UCI และสมาคมฯ ไม่ได้มีคาเฟอีนรวมด้วยครับ ในอดีต UCI เคยห้ามแต่ยกเลิกไปนานแล้วครับ ปัจจุบันนักแข่งระดับอาชีพสมัยใหม่ใช้คาเฟอีนเพื่อประสิทธิภาพกันทั้งนั้นครับ กีฬาอื่นๆ ผมไม่ทราบครับ แต่จักรยาน ได้แน่นอน
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
paul999
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 283
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
Tel: 0871862306
team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย paul999 »

อธิบายเยอะมันยาวเอาสั้น ๆ มองเป็นเรื่องวิชาการไป หลาย ๆ มุมมอง ผู้อ่านก็ตัดสินใจเลือกเอา

*** คาเฟอีน มันไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดสูบฉีดเร็วขึ้น แต่เวลาร่างกายออกกำลังกาย หัวใจเต้นเร็วและทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่ม ยิ่งไปเพิ่ม หัวใจจะเต้นเร็วกว่าเดิม เสี่ยงต่อหัวใจวายตายได้ คิดง่าย ๆ คนที่ฟิต ชีพจรจะต่ำเพราะหัวใจบีบตัวหนึ่งครั้งสูบฉีดเลือดได้มาก แต่คนที่กินคาเฟอีนหัวใจจะเต้นเร็วเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดได้มาก เหมือนกับใช้เครื่องสูบน้ำเข้าบ่อน้ำ โดยใช้เครื่องปั๊มน้ำเครื่องใหญ่ กับเครื่องปั๊มน้ำเครื่องเล็กติดเทอร์โบ อะไรพังไว้กว่ากันในรอบสูง ๆ จัด ๆ แป๊ก มาเยอะแล้ว .... ถ้าคิดว่าหัวใจเต้นเร็วแล้วจะเพิ่มออกซิเจนมาช่วยไล่กรดแลกติค คิดผิด การเพิ่มปริมาณออกซิเจนมันต้องสัมพันธ์กับปริมาตรความจุดปอดด้วยครับ หัวใจเต้นเร็วแต่ปริมาณความจุปอดมีน้อย ก็ต้องหายใจถี่ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน ก็คืออาการหอบ หายใจไม่ทัน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กล้ามเนื้อติดหนี้ออกซิเจนเหมือนเดิม กรดแลกติค มีแต่เพิ่มมากขึ้น เรื่องหลอดเลือดขยายตัวในขณะออกกำลังกายหลอดเลือดมันขยายตัวได้อยู่แล้วตามอัตราการเต้นของหัวใจยิ่งถ้าออกกำลังกายเป็นประจำความทนทานความยืดหยุ่นในการขยายหลอดเลือดมีเยอะ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไขมันอุดตันในเส้นเลือดยิ่งไปอัดคาเฟอีน ยิ่งเพิ่มความดันเส้นเลือด แตกโป๊ะ ให้นึกเสมอว่าการกินหรือรับประทานอะไร มีผลต่อร่างกายอย่างไร กินคาเฟอีนจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร้าจัดเป็นสารกระตุ้นชนิด Stimulant ครับ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มาก จะเกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง พวกที่เป็นโรคหัวใจยิ่งกินยิ่งตายไว้ พึ่งสังวรไว้ ไม่ใช่กินซี้ซั่ว ส่งเดชแล้วมันเจ๋ง
สรุป การโด๊ปโดยใช้คาเฟอีน มันมีโทษต่อร่างกายมีผลข้างเคียง ก็ลองเลือกเอาว่าหัวใจคุณรองรับได้แค่ไหน รองรับไม่ได้ก็แป๊ก หัวใจวายตายแค่นั้น ไม่ใช่ว่ากินแล้วมันวิเศษเลิศขนาดกินแล้วปั่นเป็นพระเจ้า คิดเอาว่าคุ้มไหม ? ที่พูดมาต้องการสื่อสารให้ทราบว่ากินไปมีทั้งประโยชน์และโทษ พิจารณาให้ดีก่อนรับประทาน อย่าไปเชื่อฉลากข้างกระป๋องให้มาก ใครๆ ก็เรียนมา คาเฟอีนจัดเป็นสารเสพติด

*** เรื่องการรับประทานน้ำตาลหรือขนมหวานก่อนการแข่งขัน เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้ว ทุกคนมักมีความเชื่อว่ากินเข้าไปแล้วมันจะกักตุนไว้เยอะ ๆ ยิ่งเยอะ ยิ่งดี ก็อธิบายไปแล้ว ว่ากินเข้าไปมันไปเพิ่มระดับปริมาณน้ำตาลในเลือด ทำให้โฮโมนอินซูลินเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นน้ำตาลหลายโมเลกุลหรือโพลีเซ็กคาไล กินเข้าไปแล้วกว่ามันจะย่อยต้องใช้เวลา 15-20 นาทีก่อนแข่ง พอเริ่มแข่งก็ย่อยพอดี ก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย ร่างกายยังไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเลยแค่เพิ่งปั่นจักรยานออกจากเส้นสตารท์ น้ำตาลในเลือดก็เพิ่มสูงขึ้นจากการย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลกลายเป็นโมเลกุลเดียวพอดีเป๊ะ ตับอ่อนหลั่งโฮโมนอินซูลินออกมาแล้วทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงลดฮวบ ๆ สุดท้ายก็ไม่เหลือพลังงานเลย ระดับน้ำตาลในเลือดหายไปจากการออกกำลังกาย หายไปจากอินซูลิน สุดท้ายก็โหย หมดแรง ก่อนเวลาอันควร หรือถ้าจะบอกว่ากินเผื่อเวลาให้ย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลให้พอดีกับตอนร่างกายก็ขาดพลังงานเป็นจังหวะที่พอดีเป๊ะเลย จะได้ไม่ขาดความต่อเนื่อง งั้นผมถามหน่อย ปริมาณที่กิน ของหวาน กินช็อคโกแลต หรืออะไรก็แล้วก่อนออกกำลังกาย รู้ได้ไงว่า กินพอดีกับที่ร่างกายขาดแคลนจะไม่กินเยอะเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ? เพราะแต่ละคนใช้พลังงานไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปกินเผื่อล่วงหน้า ไกลโคเจนแต่ละคนยังสะสมได้ไม่เท่ากันเลยครับ .... ดังนั้นถ้ากินก่อนการแข่งขันแล้วมันย่อยกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเรียบร้อยแล้วแต่พลังงานหรือน้ำตาลในร่างกายยังมีพอเหลือเฟือจะกลายเป็นเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดมากเกินความจำเป็น?? ให้ดีที่สุดงดการกินอาหารที่มี่ค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนการออกกำลังกายหรือแข่งขันครับ ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างพอเพียงตามที่แนะนำไว้ รับประทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูงระหว่างการแข่งขันเพียงเล็กน้อย เช่น ขนมปังกรอบ กล้วยครึ่งลูก แต่ถ้ากลัวกินแล้วย่อยช้า อาหารเสริมจะเข้ามาช่วยได้ตรงนี้ เพราะกินแล้วไม่ต้องย่อยดูดซึมได้ทันที แต่ถ้ากินมากเกินก่อให้เกิดผลเสีย จุก เสียดแน่นท้อง ดังนั้นก่อนแข่งขันหรือออกำลังกาย อย่างน้อย ๆๆๆๆๆ 2 ชม ขึ้นไป งดกินอาหารหนักหรืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ครับ ถ้าก่อนแข่ง 15-20 นาที ยังมัวแต่กินโน้นกินนี่ จุก ครับ สำหรับนักกีฬาอาชีพการกินหรืออะไรใช้อะไรก็แล้วแต่ล้วนเป็นการโฆษณาทางอ้อม อาจไม่มีผลอะไรมากนักกินแล้วมันอร่อยดี เห็นโปรกินโปรใช้แล้วเจ๋ง เอาบ้าง ถามว่าจำเป็นไหม ???

*** คาร์โบไฮเดตรโหลดดิ้งไม่มีอะไรโบราณเลิกทำแล้ว เหลือไว้แต่ในตำรากับโปรบางคนที่เชื่อว่ามันยังเจ๋งอยู่
อาหารก่อนและหลังออกกำลังกายตามห้างมีหนังสือขายทั่วไปเยอะแยะ ลองไปหาซื้อมาอ่านดูเป็นวิชาการ ถ้าหาไม่ได้ซื้อหนังสือโภชนาการกีฬามาอ่านเป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า จะได้เข้าใจระบบกลไกการทำงานของร่ายกายควบคู่กันไปด้วย จะได้รู้ว่าการรับประทานอะไรมีผลต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอย่างไรบ้าง ไม่อยากให้กินตามโปรหรือฟังคนโน้นมา คนนี่ที่ความเชื่อแบบนั้น โปรกินแบบนี้ มันเจ๋ง เราต้องเอาตาม แต่ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าผลดีผลเสียแต่ละอย่างเป็นอย่างไร ... ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ อยากให้ไปหาหนังสือมาอ่านเอามาศึกษาดูโดยใช้ความเข้าใจ

*** ท้ายสุดผมบอกแล้วว่าถ้ากินคาเฟอีนมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่านเพราะถ้าโด๊ปโดยใช้คาเฟอีนจะเข้าข่ายสารกระตุ้นหรือไม่ ขึ้นกับความเข้มข้นของสารตัวนี้ในปัสสาวะ (ตามกฎ ICO โอลิมปิคสากล ไม่ควรเกิน 12 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร อ้างอิงตามนี้
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/feb18/medici.htm) ดังนั้นปริมาณที่ใช้ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดครับ ถ้าคุณบอกว่า UCI และสมาคม ไม่กำหนดขนาดการใช้คาเฟอีนได้ ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ช่วยเอาเอกสารมาอ้างอิง จะได้ชี้ชัดว่า จักรยานอาชีพ จักรยานสมัครเล่น สามารถโด๊ปคาเฟอีนได้ทุกรูปแบบเต็มสูบ สมาคมไม่สนมาตราฐานโอลิมปิค ไม่สน กกท เปิดช่องให้นักกีฬาเป็นหนูลองยาหวดได้เต็มที่เลย
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย giro »

ขอขอบคุณสำหรับการพยายามอธิบายนะครับ แต่ผม"ขี้เกียจ"เถียงกับใครบนเวปนี้แล้วครับ เบื่อๆเพราะเจอหลายๆคนที่พยายามอธิบายเนื้อหาโดยที่ไม่ตรงซักเท่าใหร่
เรื่องน้ำตาล เรื่องนีี้คุยยาวมากครับเพราะต้องอธิบายกันตั้งแต่น้ำตาลโมเลกุลต่างๆ การย่อย การนำไปใข้งาน เอน"ซม์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ระยะเวลาการสังเคราะห์

แต่เรื่องที่อธิบายได้ง่ายๆคือเรื่องคาเฟอีนครับมีสองกรณีที่ขอละใว้แต่เพียงสั้นๆฏ็คือ
๐กติการ UCI และสมาคมฯสามารถหาอ่านได้ครับ หากไม่แข็งแรงภาษาอังกฤษ ก็อ่านของสมาคมจักรยานอย่างเดียวก็ได้ครับแล้วคุณจะเห็นกับตาว่าไม่มีคาเฟอีนอยู่ในลิสท์ของสารกระตุ้นครับ ส่วนจะโวยวายว่าขัดกับ ICO มั้ยนั้น ไปโวยกับ กกท. เอาเองครับ
๐กรณีนี้สำคัญมากๆครับ ผมอยากให้ท่านได้ไปหาโปร หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับโปรจักรยานแท้ๆ แล้วไปคุยดูครับว่าคาเฟอีนมีผลดีอย่างไร มีการใช้กันอย่างแพร่หลายหรือไม่ หมายถึงเพื่อน พี่ ป้า น้า อา น้อง นักปั่นทุกท่านด้วยครับ ในเวปนี้ มีโปรของแท้ที่เก่งกว่าผมอีกเยอะมากครับ บางคนทำงานเกี่ยงข้องกับนักจักรยานอาชีพของแท้ บางคนได้เข้าไปแข่งจักรยานอาชีพของแท้ น่าจะให้มุมมองที่ดีกว่าผมซึ่งเป็นแค่คนช่างอ่าน ช่างหาข้อมูล

ผมอยากให้ความเห็นเหล่านี้ จุดประกายไปให้ผู้อ่านอีกหลายต่อหลายท่าน ได้นำไปศึกษาค้นคว้าหาคำตอบและความรู้ที่ทันสมัยด้วยตัวเองต่อครับ ยิ่งถ้าคนที่อ่านเป็นเด็กๆมหาวิทยาลัยหรือมัธยม ยิ่งอยากให้ไปนั่งแกะคำภาษาอังกฤษเลยครับ เพราะคนที่อ่อนภาษาเหล่านี้นี่แหละ ที่จะไม่สามารถไปอ่านเนื้อหาสมัยใหม่ๆที่มีมาเรื่อยๆได้ ต้องรออ่านเนื้อหาเก่าๆที่มีคนแปลสรุปมาให้แล้วครับ

ยังไงซะทั้งคุณและผมก็หวังดีกันทั้งนั้นครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
nut_cm
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 287
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.พ. 2009, 22:58
ตำแหน่ง: 1/1 หมู่ 5 อ ดอยสะเก็ด จ เชียงใหม่
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย nut_cm »

ครับจะเอาไปใช้ คิคิ
รูปประจำตัวสมาชิก
paul999
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 283
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
Tel: 0871862306
team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย paul999 »

ผมก็อธิบายตามวิชาที่เรียนมานะครับ ทั้งสรีระวิทยาการกออกกำลังกายหรือโภชนาการทางการกีฬา ซึ่งผมอธิบายชี้ให้เห็นถึงโทษของการรับประทานเคเฟอีนว่าส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกาย แม้อาจารย์ผมไม่ใช่โปรจักรยานโดยตรงแต่เป็นบุคลกรทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นที่ยอมรับของวงการและเป็นแพทย์อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นมุมมองของผมจึงพยายามอธิบายกลไก ว่าการรับประทานสารเสพติดประเภทคาเฟอีน มันมีผลกระทบอะไรต่อระบบการทำงานบ้าง... ไม่ใช่รับประทานเพื่อความสะใจ ตามโปรหรือตามเมืองนอก อยากให้มองหลายมุมครับ ผมเองก็ขี้เกียจจะเถียงเหมือนกันเพราะหลายตำรา หลายวิชาการ หลายสถาบัน ที่ผมนำเสนอเพื่อต้องการให้ทราบถึงโทษของคาเฟอีนด้วย

ส่วนโปรทั้งหลายหรือโค้ชทั้งหลาย ต้องมีใบอนุญาต หรือ Licence ครับ ก่อนการเป็นโค้ชคุณต้องอบรมพื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาก่อน ปรับความเชื่อ ความเข้าใจบางอย่างที่ผิด ไม่งั้นคุณเองก็ฝึกนักกีฬาอย่างผิด ๆ ความก้าวหน้ามันไม่มี มีแต่เพียงความสะใจ หนักเข้าว่า เยอะเข้าไว้ ...

ส่วนเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาผมอธิบายไปแล้ว ทำLink อ้างอิงให้อ่านแล้ว มันโด๊ปได้แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด

IOC เป็นองค์กรโอลิมปิคสากลมีหน้าที่ดูแลกฎ กติการแข่งขัน การใช้สารต้องห้าม จะ FIFA AIBA FINA FIVB UCI .... สมาพันธ์กีฬาต่าง ๆ ที่แข่งในโอลิมปิค ใช้มาตราฐานเดียวกัน แต่ถ้าบอกไม่สน เปิดหาใน UCI หรือสมาคม ไม่มีเขียนไว้หวดได้เลย งั้นก็ไม่ต้องไปคัดภาค คัดเขต คัดตัวจังหวัด ไม่ต้องไปแข่งกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งขาติ ไม่ต้องไปโอลิมปิค เพราะถ้าไม่ยึดตาม IOC ก็หมดสิทธิ์เข้าร่วมครับ ดังนั้น กกท ระเบียบ ข้อบังคับ จึงต้องสัมพันธ์กับ IOC สมาคมจักรยานก็เป็นส่วนหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของ กกท ครับ คุณต้องไปหาอ่านเอาในระเบียบว่าด้วยเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาด้วยครับ เพราะยึด IOC มันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ผมบอกว่าถ้าใช้ในปริมาณมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่าน ให้เข้าใจตามนี้นะครับ ไม่มีใครปล่อยให้ใช้สารกระตุ้นได้ไม่จำกัดปริมาณเพราะมันอันตรายต่อร่างกายครับ >>>> ส่วนจะเลือกกินไม่กินผมอธิบายแล้วนะครับ ว่ากินแล้วส่งผลอะไรแต่ร่างกาย สมควรกินหรือไม่ ??

เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมนำเสนออยากให้มองหลายมุมครับ อย่าไม่ยึดตามความเชื่อของบุคคล ไปฟังคนอื่นพูดมา อ่านเจอมา เค้าเล่ามา ในอินเตอร์เน็ตเค้าบอกว่า ... เพราะมันมีหลายวิชาการ อยากให้พิจารณาหลายมุม ใครจะโด๊ปอะไรก็ศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนหละกันนะครับ อ่านคุณประโยชน์แล้วอย่าลืมอ่านโทษด้วย
หวังดีกับทุกคน
ขอบคุณครับ

;) ;) ;)
bongza
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1259
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ม.ค. 2009, 14:00
Tel: 0867470266
Bike: ขอแค่มีล้อ
ตำแหน่ง: 60/2 ม.1 ซ.สุขนิรันดร์ ถ.เจ้าฟ้า ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย bongza »

หญ้าครับ ตอนแข่งก็ขย้นออกมาเคี้ยวเรื่อยๆ เพลินเชียว

(ผมล้อเล่นน่ะ อย่าเครียดๆ)
giro
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3090
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
Tel: 0865040751
team: Team Bike And Body Cycoling
Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
ติดต่อ:

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย giro »

ตอนแรกผมจะแปลเนื้อหาของคาเฟอีนกับกีฬาจักรยานที่เพิ่งนำเสนอโดยหน่วยงานวิทยาศาสตร์การกีฬาของ UCLA ที่เคยอ่านเจอให้อ่าน แต่พอดี ผมไปค้นเจอเนื้อหาที่สำคัญและคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านั้นครับ

อันแรกต้องอธิบายก่อนว่าคาเฟอีน ไม่มีในบัญชี"สารกระตุ้น"ของ UCI ครับ แต่อยู่ในบัญชี"ยาต้องควบคุม" เช่นเดียวกับยาลดไข้ครับ ซึ่งทาง UCI เพิ่งจะเอากฏข้อนี้มาจาก IOC (อย่างที่คุณพอลบอก)เมื่อปี 1999 ครับ ก่อนหน้านั้นเคยบรรจุเจ้าคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นต้องห้ามแต่ปลดออกไปปีใหน หาไม่เจอเสียแล้ว.... และโดนทาง IOC บีบให้นำเอาการควบคุมปริมาณคาเฟอีนเข้ามาบังคับครับ ทว่าในประวัติศาสตร์ของ UCI ยังไม่เคยจับนักกีฬาคนใหนเรื่องคาเฟอีนครับ เคยมีแค่การส่งจดหมายเตือนผลเลือดย้อนหลัง และสามารถยื่นขอตรวจซ้ำได้ต่างจาก"ยาต้องห้าม" อย่างยาเสพย์ติด หรือ"สารกระตุ้น" แถมโทษก็เบาหวิว

ประการต่อมาที่สำคัญมากๆที่ผมเปลี่ยนใจก็คือ สมาพันธุ์เสือภูเขาระดับมัธยมศึกษาของสหรัฐอเมริกา กำหนดกติกาใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว(2008)นี้เองว่า "คาเฟอีนเป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬาเสือภูเขาระดับมัธยามศึกษา" เนื่องจากพบว่านักกีฬาเยาวชนเหล่านี้เพิ่มปริมาณการใช้คาเฟอีนมากเสียจนไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับพวกพลังงานสำเร็จรูปต่างผสมคาเฟอีนมากขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณเหล่านี้ส่งผลเสียให้กับนักกีฬาระดับเยาวชนที่ร่างกายยังต้องเติบโตและพัฒนาขึ้นอีก รวมถึงในระดับนี้ทางสมาพันธ์ต้องการให้นักกีฬาพัฒนาด้านทักษะและกายภาพมากกว่า จึงกำหนดว่านักกีฬาระดับมัธยมศึกษาที่จะเก็บคะแนนเสือภูเขาชิงแชมป์สหรัฐฯ ต้องไม่มีคาเฟอีนในเลือด แม้ว่า UCF หรือสมาพันธ์จักรยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกายังไม่มีการกำหนดเรื่องคาเฟอีนแต่อย่างใด(ยึดตาม UCI)

เป็นที่น่าสังเกตุอีกอย่างครับว่า การเตือนเรื่อง"ยาต้องควบคุม"ที่ UCI เคร่งครัดจะใช้ในการแข่งโอลิมปิค หรือการแข่งอื่นๆเป็นหลักแต่ในการแข่งอย่างเก็บแคะแนนชิงแชมป์โลก หรือ โปรทัวร์ แทบจะไม่สนใจเรื่องนี้เลยครับ มุ่งไปที่"ยาต้องห้าม"และ"สารกระตุ้น" เท่านั้น ยังไงซะก็ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งล่ะว่า จักรยานจัดเป้นกีฬาที่มีการ"โด๊ป"กันแทบจะมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งสารกระตุ้นและ EPO

ดเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเปลี่ยนใจจะไม่แปลเรื่องผลดีของคาเฟอีนแล้วครับเดี๋ยวจะไปซัดคาเฟอีนกัน เอาเป็นว่ามันมีประโยชน์และโทษไปพร้อมๆกัน ทางโลกของจักรยานยังไม่มีการเคร่งครัดดูแลกันนักแต่ในโลกของ"กีฬา" เค้ามองว่ามันผิดและไม่ควร เพียงแต่สำหรับคนที่สนใจแต่จักรยานอย่างเดียว(แบบผม) ไม่ค่อยได้มองลึกในกีฬาอื่นๆ มองมันเป็นเรื่องปกติ(ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพิ่งไปเจอว่าทางอเมริกาวิจัยเรื่องคาเฟอีนกับกีฬาแบบความทนทานชนิดอื่นๆปี 2007 นี้เอง ทั้งๆที่นักปั่นใช้กันมาเป็นทศวรรษแล้ว)

เนื้อหาเพิ่มเติมเชิงลึกลงไปอีกนะครับ แต่เดิมแล้วทาง UCI ไม่ได้นำเอาลิสท์ของรายชื่อสารต้องห้ามและยาต่างๆจาก IOC มาใช้เลยครับ ใช้ลิสท์ของ WADA หรือสถาบันควบคุมสารกระตุ้นมาใช้เท่านั้น แต่นักกีฬาและการแข่งใดๆที่ทาง UCI เข้าไปเป็น"ส่วนหนึ่ง"ร่วมกับ IOC จะยึดตามรายชื่อของ IOC เป็นหลัก อธิบายง่ายๆครับ การแข่งฟุตบอลใช้ FIFA เป็นเกณฑ์แต่ก็ยังมีกฏเพิ่มในแต่ละทัวร์นาเมนท์ต่างๆเข้ามาอีกเช่นมีการจำกัดอายุนักแข่งในซีเกมส์ ดังนั้นสำหรับการแข่งที่ UCI เป็นผู้ดูแลหลักจึงไม่ได้นำเอารายชื่อของ IOC เข้ามาใช้ ทีนี้ทำไมคาเฟอีนจึงกลายเป็นที่นิยม?? ก็เพราะว่าอยู่ดีๆทาง WADA ยกเลิกมันออกไปจากลิสท์นั่นเองครับ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและคัดค้านตามมามากมาย สำหรับนักกีฬาอาชีพและสมัครเล่นทั่วไปนั้นคงไม่หนักหนาเท่ากับในระดับเยาวชน(ทางสหรัฐเค้าจึงกำหนดกฏนี้มาหมาดๆเลย) ทำให้สุดท้าย UCI ต้องหันไปเอารายชื่อสารและยาต่างๆจาก IOC มาใช้ในการแข่งจักรยานอาชีพ แต่อย่างที่บอกครับว่าก็เป็นแค่"ยาต้องควบคุม"ผิดกับที่ WADA เคยขึ้นบัญชี"ยาต้องห้าม" ทำให้นักกีฬาลุกฮือมาใช้กันเพียบทั้งอาชีพและสมัครเล่น โดยมากก็อิงตามกำหนัดของ IOC แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่ใช้เกินหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะจะได้ผลตรวขก็ต่อมเมื่อตรวจย้อนหลังแล้วเท่านั้น (อย่างที่บอกแถมสามารถขอพิสูจน์ซ้ำได้อีก) คาเฟอีนเองก็ยากจะตรวจได้ระหว่างทัวร์เพราะจะถูกกำจัดไปรวดเร็วมากๆระหว่างแข่ง ดังนั้นจึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมคาเฟอีนจึงเป็นเรื่องธรรมดาๆของนักจักรยานสมัยใหม่ๆไปเสียแล้ว การจะตรวจว่าเกินเกณฑ์ของ IOC หรือไม่นั้น คงยากว่าจะตรวจตอนใหน อย่างไร ถ้าหลังแข่ง หมดสิทธิครับ ปริมาณที่กินกันเข้าไประหว่างแข่งใช้งานกันตอนนั้น แป้บๆหายหมดเพราะอาศัยแค่ effect ในการกระตุ้นด้วยปริมาณน้อยๆเท่านั้น

เสริมเพิ่มอีกอย่างเรื่องคาเฟอีน โปรทั้งหลายแม้จะไม่มีการควบคุมด้วยกฏใดแต่ส่วนมากจะคุมปริมาณคาเฟอีนในวันปกติกันเองครับ เพราะอย่างที่รู็กันว่าคาเฟอีนนั้นร่างกายสามารถ"ดื้อ"กับมันได้ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเค้าจะไม่นิยมซัดพร่ำเพรื่อ ไม่กินกันระหว่างซ้อม เก็บตัว ไม่ใช้จนกลายเป็น"ของปกติ"เพราะในนักกีฬาสมัครเล่นที่รู้เท่าไม่ถึงการ จะเน้นทั้งกาแฟ เรดบุล หรือพวกเจลบวกคาเฟอีนกันแทบจะตลอด ซ้อมก็กิน แข่งก็กิน สรุปก็คือ สุดท้ายปริมาณมันไม่พอ ส่งผลเสียกว่าเสียอีกเพราะร่างกายจะไม่ตื่นตัวเต็มที่เอาแทน ด้วยเหตุนี้เมื่อผมได้อ่านเนื้อหาอีกครั้งจึงได้คิดว่า เห็นด้วยที่จะพูดถึงผลข้างเคียงมากกว่าบอกข้อดี หากจะบริโภค(ไม่อยากใช้คำว่าโด๊ปนะครับ เพราะมันไม่ใช่โด๊ป) ก็ต้องบริโภคให้เป็น และถ้าอยากได้ผลจริงๆ คงต้องทำกลับกันก็คือแทบไม่กินเลยไปกินเอาตอนเวลาแข่งที่ต้องการจริงๆเท่านั้นแทนเพราะจะไม่ต้องใช้ปริมาณเยอะมากก็ส่งผลได้เต็มที่แล้ว

ยังมีการทดลองของศูนย์วิจัยวิทยาสาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลียได้ทำการศึกษาได้ผลออกมาเป็นที่น่าสนใจครับ การวิจัยเค้าศึกษาว่าการลดปริมาณการใช้คาเฟอีนในนักจักรยานจะส่สงผลมากน้อยอย่างไร หลังจากที่คำนวนค่าคาเฟอีนที่เหมาะสมสำหรับนักกีฬาตัวอย่างแล้ว ก็ให้กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสามกลุ่มย่อย กลุ่มแรกได้รับคาเฟอีนตามจำนวนที่คำนวนจริงทั้งก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มที่สองได้รับคาเฟอีนในอัตราส่วนแค่ครึ่งเดียวของที่คำนวนจริงก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มสุดท้ายเป็นของปลอมครับไม่มีคาเฟอีนแม้แต่น้อยในเครื่องดื่มที่ให้ก่อนและหลังการทดสอบ ลองเดากันดูว่าผลเป็นอย่างไร?? ........................................... กลุ่มแรกได้สมรรถภาพเทียบกับเมื่อไม่ใช้คาเฟอีนแตกต่างอ่ยางเห็นได้ชัดคาเฟอีนช่วยได้ในหลายระบบการทำงาน กลุ่มสุดท้ายที่ได้ของปลอมได้ผลต่างนิดหน่อยซึ่งสรุปว่าเป็นผลทางใจครับแต่ไม่ได้มากมายเป็นสาระสำคัญนักยิ่งจำนวนครั้งที่ทดสอบมากเท่าใหร่ค่าเฉลี่ยสมรรถนะก็ยิ่งแทบไม่กระดิกสรุปว่าคาเฟอีนช่วยได้จริงๆ ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่สองครับ ทั้งๆที่ได้รับคาเฟอีนแค่ครึ่งเดียวของค่าที่คำนวนเฉพาะคนที่น่าจะส่งผลดีที่สุดแต่สมรรถนะที่ได้กลับใกล้เคียงกันกับกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนเต็มที่มาก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลจากคาเฟอีนเป็นกราฟรูปตัว S กล่าวคือเมื่อบริโภคจะส่งผลอย่างพรวดพราดและลด effect ลงเมื่อเข้าใกล้ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายต้องการ เมื่อนำปัสสาวะมาตรวจหลังจากการทดสอบพบว่ากลุ่มแรกมีคาเฟอีนหลงเหลือปริมาณหนึ่ง กลุ่มที่สามไม่มีคาเฟอีน(แหงล่ะ) กลุ่มที่สองมีคาเฟอีนเหลือน้อยมากๆแทบๆม่มีเหลือ ยิ่งทำให้เป็นที่น่าศึกษาว่า ปริมาณคาเฟอีนเท่าใหร่กันแน่ที่จะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพ"คุ้มค่า"ที่สุด

กติกาของ UCF, UCI และ USOC(สหพันธ์โอลิมปิคสหรัฐฯ) กำหนดว่านักจักรยานจะมีปริมาณคาเฟอีนในปัสสาวะได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเทียบได้กับการสวาปามกาแฟเข้มๆมากกว่า 6+ แก้วในเวลาไล่ๆกัน (ยกเว้นสตาร์บัคส์ เพราะมีคาเฟอีนเยอะกว่าชาวบ้าน อันนี้อ่านเจอมานะครับว่าแกเน้นเข้มกว่าเค้าเกือบสองเท่าไม่รู้บ้านเราเป็นมั้ยผมไม่ใช่คอกาแฟ) ซึ่งก็แน่นอนว่าปริมาณคาเฟอีนที่ได้ผลดีที่สุดนั้นน้อยกว่าค่านั้นเยอะมากๆครับ

ส่วนประโยชน์และปริมาณที่มีการวิจัยว่ามันเวิร์คเต็มที่นั้น พี่ๆน้าๆเพื่อนๆ มาคุยกันเป็นการส่วนตัวดีกว่าครับ เอามาลงกันบนเวปเดี๋ยวจะกลายเป็นส่งเสริมกันเกินไป :mrgreen:

อย่างไรซะก็ขอขอบคุณที่ทำให้ผมได้ค้นคว้าเพิ่มอีกด้วยครับ
ปล. นิดนึงนะครับ เนื้อหาที่ผมอ่าน ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมเลือกเอาจากเฉพาะเนื้อหาเชิงวิชาการจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้เป็นหลักครับ ถ้าพวกรีวิวหรือข้อมูลเบื้องต้นค่อยหาจากพวกเวปทั่วไป อินเตอร์เน็ทสามารถเข้าถึงห้องสมุดประชาชนสหรัฐฯและอ่านหนังสือที่เค้าจัดทำเอาใว้ได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าขยันหน่อย หาอ่านได้จาก text เลย :D
แก้ไขล่าสุดโดย giro เมื่อ 29 มิ.ย. 2009, 16:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
รูปประจำตัวสมาชิก
ดาร์กี้ ผีทะเลทราย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 623
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 13:00
Tel: 08663959--
team: ชมรมจักรนครศรีฯ
Bike: ORBEA
ตำแหน่ง: หัวอิฐ

Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี

โพสต์ โดย ดาร์กี้ ผีทะเลทราย »

ดีครับ...ผมว่าแบบที่พี่ทั้งสองให้เหตุผลมันดีนะครับ :D
แต่ของให้พี่น้องเสือ เอาไปปรับใช้กับตัวเองก็แล้วกัน :P
อยากให้มีกระทู้แบบนี้มากๆๆๆ
ไฟล์แนบ
Dupouey[1].jpg
Dupouey[1].jpg (50.69 KiB) เข้าดูแล้ว 7561 ครั้ง
ปั่นไปด้วยใจ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เทคนิคการฝึกซ้อม/สุขภาพ/อาหาร”