ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
- เสือไมค์หนองพอก
- ขาประจำ
- โพสต์: 190
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 มิ.ย. 2009, 07:11
- Tel: 0631630346
- team: MM1cycling // TSB สมุทรสาคร
- Bike: Elves vanyar// Elves Falath EXP
- ตำแหน่ง: สมุทรสาคร
- ติดต่อ:
ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี บอกน่อยจะได้เอาไปทำ
คุณไม้ เสือไมค์หนองพอก
1.ชื่อบัญชี ณัฐพล จันทร์ทอง
407-838120-6 ธ.ไทยพาณิชย์ scb สาขาเทสโก้โลตัส สมุทรสาคร
จำหน่ายอุปกรจักรยานมือ 2
เบอร์ติดต่อ ผมนะครับ 063-1630346 ID LINE 1129900311709
1.ชื่อบัญชี ณัฐพล จันทร์ทอง
407-838120-6 ธ.ไทยพาณิชย์ scb สาขาเทสโก้โลตัส สมุทรสาคร
จำหน่ายอุปกรจักรยานมือ 2
เบอร์ติดต่อ ผมนะครับ 063-1630346 ID LINE 1129900311709
-
bongza
- ขาประจำ
- โพสต์: 1259
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ม.ค. 2009, 14:00
- Tel: 0867470266
- Bike: ขอแค่มีล้อ
- ตำแหน่ง: 60/2 ม.1 ซ.สุขนิรันดร์ ถ.เจ้าฟ้า ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต
- ติดต่อ:
-
amaroqe
- ขาประจำ
- โพสต์: 1201
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ม.ค. 2009, 23:26
- Bike: GARRY FISHER wahoo n_n
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
กล้วยหอม หรือ กล้วยตากแช่น้ำผึ้งละครับ
แบบว่ากล้วยตากมันเก็บรักษาง่ายกว่า
กล้วยหอมต้องใช้"กล่องเก็บกล้วย"
แบบว่ากล้วยตากมันเก็บรักษาง่ายกว่า
กล้วยหอมต้องใช้"กล่องเก็บกล้วย"
ผมชื่อพลครับ
ผมเป็นแค่ Novice
ผมเป็นแค่ Novice
- เต
- ขาประจำ
- โพสต์: 4766
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 02:17
- Bike: ไม่ยึดติด
- ตำแหน่ง: ดินแดง กรุงเทพฯ
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ประสบการณ์แข่งยังไม่มาก แต่เท่าที่ลองมาแล้วเวิร์คคือ...
กล้วยครับ ให้ วิตามินมากมาย คาร์โบไฮเดรต ย่อยง่ายไม่หนักท้อง
กาแฟแก้วโตๆ ครับ เพิ่มคาเฟอีน โด้บเล็กๆ
ถ้าแข่งยาวๆ เกิน ชม.ก็พกกล้วยไปกินอีกซักลูกสองลูก
แต่ผมว่าปั่นๆ ไปด้วยมันปลอกยาก
พกกล้วยตากดีกว่า แบ่งใส่ห่อเล็กๆ ไป
กล้วยครับ ให้ วิตามินมากมาย คาร์โบไฮเดรต ย่อยง่ายไม่หนักท้อง
กาแฟแก้วโตๆ ครับ เพิ่มคาเฟอีน โด้บเล็กๆ
ถ้าแข่งยาวๆ เกิน ชม.ก็พกกล้วยไปกินอีกซักลูกสองลูก
แต่ผมว่าปั่นๆ ไปด้วยมันปลอกยาก
พกกล้วยตากดีกว่า แบ่งใส่ห่อเล็กๆ ไป
-
mr. d_ood
- สมาชิก
- โพสต์: 11
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ค. 2009, 16:17
- Bike: mirinda
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
1. ตอนซ้อมกินแบบไหนแล้วรู้สึกว่าปั่นได้ดีขึ้น ตอนแข่งให้กินแบบนั้น ป้องกันท้องเสียก่อนแข่ง 
แก้ไขล่าสุดโดย mr. d_ood เมื่อ 17 ก.ย. 2009, 19:20, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
เสือหมอบนะครับ ปั่นนานแข่งนานหน่อย
คาร์โบไฮเดรท ปริมาณ มหาศาลตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแข่งเลยครับ กินมันเข้าไป หลังปั่นก็ซัดให้เต็มที่ เพื่อเก็บเป็นพลังงานสะสมมากที่สุด ก่อนแข่งก็กินๆไปจน 15-20 นาทีหยุดกินพวกที่ต้องย่อย ถ้ามีเจล กินตอนนี้เลย 1 หลอดแบบมีคาเฟอีนยิ่งดี ถ้าไม่มี แนะนำกระทิงแดงครับ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือไขมัน โดยเฉพาะ 12 ชั่วโมงก่อนแข่ง เลี่ยงได้ก็อย่ากินเลยครับ มันย่อยยาก ลองสังเกตุดูเวลากินพวกนี้ ตื่นเช้ามายังเรอออกมาเป็นกลิ่นมันเลย พอแข่งจะหาว่าไม่เตือน
ไขมันพวกนี้นรกดีๆนี่เอง ผมเคยกินครัวซองท์ตอนเช้าๆ กะว่าก็แป้ง ผลสรุป ลืมไปว่าผิวครัวซองท์มันเคลือบชีส วันนั้น แทบอ้วกครับ ไม่ใช่เหนื่อยนะครับ แต่ ชีสไม่ย่อย แทบอ้วกจริงๆ
ระหว่างแข่ง เตรียมพลังงานเติมเรื่อยๆ พวกเจลได้ก็ดีง่ายและรวดเร็ว ขนมปังบ้างก็ไม่เลวแม้ว่าพลังงานได้ช้ากว่าแต่ได้ความอยู่ท้อง ผสมพลังงานในน้ำจะเอาแบบของแท้ๆหรือของเทียมๆหรือจะดัดแปลงเอาน้ำผึ้งผสมมะนาวเจือจางใส่น้ำก็ยังได้ พลังงานพวกนี้กินเรื่อยๆตลอดเวลาครับอย่ารอโหย ถ้าโปรผมเห็นมันกินเจลกันทุก 20 นาที ถ้าระดับบ้านๆก็ 40-50 นาทีต่อหลอด ตัวผสมน้ำก็จิบเรื่อยๆสลับน้ำเปล่า
น้ำเปล่าต้องมีใว้บ้างแต่ส่วนมากขอมาร์แชลได้ ดังนั้น อีกขวดจะเป็นน้ำผสมเกลือแร่ก็ไม่เลวครับ ถ้าสูตรผมผสมเกลือแร่ลงไปในขวดเดียวกับพลังงานเลย ตัวที่ชอบที่สุดคือ Pocari ครับ อัตราส่วน 1:1 กับน้ำเจือจางซะ
ผ่านชั่วโมงแรก เริ่มกินพลังงานเสริที่อยู่ท้องอย่างขนมปังหรือกล้วยหอม ผ่าน 120-150 นาที ร่างกายที่อ่อนล้าจากเกมส์เสือหมอบจะโหยหามาก วินาทีนี้ เติมเกลือแร่และน้ำมีพลังงานสดชื่นๆลงไป อย่าง Gaterade หรือ Pocari เอาแบบเพียวๆไม่ต้องเจือจาง พอเลย 3 ชั่วโมงไปแล้ว ส่วนมากต้องเตรียมรับมือเกมส์ที่ร้อนแรงท้ายๆการแข่ง จัดเครือ่งดื่มเรียกวิญญาณ กระทิงแดง+โค้ก+เกลือแร่ ผสมกัน 1:1:1 เคยอ่านเจอว่าผสมตัวที่ตระกูล recovery เข้าไปนิดหน่อยก็ดี หลังจากนั้นถ้าไม่ต้องการอะไรพิเศษก็ตามบุญตามกรรมของนักกีฬาแล้วครับว่าจะรอดหรือร่วง
จะทำแบบนี้ได้ต้องมี"บาร์น้ำส่วนตัว" อยู่บนรถเซอร์วิสครับ
แต่การเซอร์วิสที่ถึง ส่งเกินดีกว่าขาด ส่งไปแล้วกินไม่หมดโยนทิ้ง ยังดีกว่าไม่มีกิน
และ ความลับ ที่ไม่สอดคล้องกับวิชาการ สิ่งที ....นำมาซึ่งชัยชนะ...... ระดับแชมป์เสตจ..........จ้าวความเร็วสปรินท์เตอร์........... มันคือ............ฟังแล้วอย่าตกใจครับ ...........หักปากกานักวิชาการ
ส้มตำปู มะม่วงดอง คืนก่อนแข่ง ระหว่างแข่งพก ซาละเปา
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ครับ ของเค้าดีจริง
ปล.รายการหลังนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัว จะเลียนแบบต้องคิดหนักๆครับ
คาร์โบไฮเดรท ปริมาณ มหาศาลตั้งแต่ 2-3 วันก่อนแข่งเลยครับ กินมันเข้าไป หลังปั่นก็ซัดให้เต็มที่ เพื่อเก็บเป็นพลังงานสะสมมากที่สุด ก่อนแข่งก็กินๆไปจน 15-20 นาทีหยุดกินพวกที่ต้องย่อย ถ้ามีเจล กินตอนนี้เลย 1 หลอดแบบมีคาเฟอีนยิ่งดี ถ้าไม่มี แนะนำกระทิงแดงครับ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือไขมัน โดยเฉพาะ 12 ชั่วโมงก่อนแข่ง เลี่ยงได้ก็อย่ากินเลยครับ มันย่อยยาก ลองสังเกตุดูเวลากินพวกนี้ ตื่นเช้ามายังเรอออกมาเป็นกลิ่นมันเลย พอแข่งจะหาว่าไม่เตือน
ระหว่างแข่ง เตรียมพลังงานเติมเรื่อยๆ พวกเจลได้ก็ดีง่ายและรวดเร็ว ขนมปังบ้างก็ไม่เลวแม้ว่าพลังงานได้ช้ากว่าแต่ได้ความอยู่ท้อง ผสมพลังงานในน้ำจะเอาแบบของแท้ๆหรือของเทียมๆหรือจะดัดแปลงเอาน้ำผึ้งผสมมะนาวเจือจางใส่น้ำก็ยังได้ พลังงานพวกนี้กินเรื่อยๆตลอดเวลาครับอย่ารอโหย ถ้าโปรผมเห็นมันกินเจลกันทุก 20 นาที ถ้าระดับบ้านๆก็ 40-50 นาทีต่อหลอด ตัวผสมน้ำก็จิบเรื่อยๆสลับน้ำเปล่า
น้ำเปล่าต้องมีใว้บ้างแต่ส่วนมากขอมาร์แชลได้ ดังนั้น อีกขวดจะเป็นน้ำผสมเกลือแร่ก็ไม่เลวครับ ถ้าสูตรผมผสมเกลือแร่ลงไปในขวดเดียวกับพลังงานเลย ตัวที่ชอบที่สุดคือ Pocari ครับ อัตราส่วน 1:1 กับน้ำเจือจางซะ
ผ่านชั่วโมงแรก เริ่มกินพลังงานเสริที่อยู่ท้องอย่างขนมปังหรือกล้วยหอม ผ่าน 120-150 นาที ร่างกายที่อ่อนล้าจากเกมส์เสือหมอบจะโหยหามาก วินาทีนี้ เติมเกลือแร่และน้ำมีพลังงานสดชื่นๆลงไป อย่าง Gaterade หรือ Pocari เอาแบบเพียวๆไม่ต้องเจือจาง พอเลย 3 ชั่วโมงไปแล้ว ส่วนมากต้องเตรียมรับมือเกมส์ที่ร้อนแรงท้ายๆการแข่ง จัดเครือ่งดื่มเรียกวิญญาณ กระทิงแดง+โค้ก+เกลือแร่ ผสมกัน 1:1:1 เคยอ่านเจอว่าผสมตัวที่ตระกูล recovery เข้าไปนิดหน่อยก็ดี หลังจากนั้นถ้าไม่ต้องการอะไรพิเศษก็ตามบุญตามกรรมของนักกีฬาแล้วครับว่าจะรอดหรือร่วง
จะทำแบบนี้ได้ต้องมี"บาร์น้ำส่วนตัว" อยู่บนรถเซอร์วิสครับ
และ ความลับ ที่ไม่สอดคล้องกับวิชาการ สิ่งที ....นำมาซึ่งชัยชนะ...... ระดับแชมป์เสตจ..........จ้าวความเร็วสปรินท์เตอร์........... มันคือ............ฟังแล้วอย่าตกใจครับ ...........หักปากกานักวิชาการ
ส้มตำปู มะม่วงดอง คืนก่อนแข่ง ระหว่างแข่งพก ซาละเปา
ปล.รายการหลังนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัว จะเลียนแบบต้องคิดหนักๆครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- paul999
- ขาประจำ
- โพสต์: 283
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
- Tel: 0871862306
- team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
- Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ก่อนแข่งงดกินอาหารหนัก 3 -4 ชม . งดกินคาร์เฟอีนเพราะส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น (เสี่ยงต่อหัวใจวาย) แต่ถ้าอยากวัดอนาคต ก็ลองดู กระทิงแดง ลิโพ ไม่ต้องไปกิน กินไปก็เท่านั้นไลฟ์บอย กินเยอะเกินปริมาณที่กำหนดโดนจับตรวจโด๊ปไม่ผ่าน
งดการกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนออกกำลังกายหรือแข่งขัน เช่น น้ำหวานทั้งหลายแหลก ช็อคโกแล็ต กูลโคสผง กระดกเข้าไปก่อนออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มปริมาณอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด พอออกกำลังกายน้ำตาลลดลงจากอินซูลิน น้ำตาลลดลงจากการใช้ในการออกกำลังกาย ก็หมดพลังงานซิครับ ไม่เหลือ ดังนั้น การดื่มเครื่องที่ให้พลังงานหรือขนมปังกรอบ กล้วย จะให้ระหว่างการแข่งขันในเกมส์ยาว แต่ถ้าออกกำลังกายไม่ถึง 1 ชม ดื่มน้ำเปล่าเพียงพอแล้ว
เรื่องพลังงาน ไม่ต้องไปเคร่งเครียดมาก กินอาหารตามปกติ นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการแข่งขันดีที่สุดครับ กินอาหารมาก ๆ ก่อนแข่ง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถึงวันแข่งกากอาหารเยอะ เข้าห้องน้ำเอาออกไม่หมด ไปออกกลางทาง วุ่นเลย เรื่องคาร์โบไฮเดรตโหลดดิ้ง ไม่ค่อยนิยมทำ มันต้องอดอาหาร ให้ร่างกายเกิดภาวะกกตนคาร์โบไฮเดรต แล้วจึงเร่งการให้อาหารประเภทแป้ง สรูป นักกีฬาหิว นอนไม่หลับ กระสับ กระสาย เครียด วิธีนี้โบราณเลิกทำกันแล้ว เหลือแต่ในหนังสือเรียน
ก่อนแข่ง 2-3 ชม กินน้ำให้ได้ปริมาณ 1 ลิตร จะปัสสาวะสีใส ถ้าปัสสาวะข้นแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ ยิ่งไปกินพวกเกลือแร่อะไรก่อนออกกำลังกาย ไตทำงานหนัก น้ำตาลในเลือดสูง อินซูลินเพิ่ม ร่างกายไม่สมดุล ระบบทำงานเพี้ยนไปหมด กินเกลือแร่โดยไม่จำเป็นบ่อย ๆ ไตวาย ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดเป็นประจำ ดีที่สุด
เรื่องปริมาณน้ำที่กิน ค่อยจิบกินน้ำนะครับ อย่ากินทีละมากเกิน จะทำให้ปริมาณน้ำเลือดเพิ่มสูง หัวใจทำงานหนัก หัวใจวายตายได้ครับ จิบน้ำทุก ๆ 15-20 นาทีในขณะออกกำลังกาย แม้ว่าจะไม่รู้สึกหิวน้ำเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทาง เหงื่อ การหายใจ การพูด แต่ถ้ารู้สึกหิวน้ำแสดงว่าร่างกายขาดน้ำแล้ว

งดการกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนออกกำลังกายหรือแข่งขัน เช่น น้ำหวานทั้งหลายแหลก ช็อคโกแล็ต กูลโคสผง กระดกเข้าไปก่อนออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มปริมาณอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด พอออกกำลังกายน้ำตาลลดลงจากอินซูลิน น้ำตาลลดลงจากการใช้ในการออกกำลังกาย ก็หมดพลังงานซิครับ ไม่เหลือ ดังนั้น การดื่มเครื่องที่ให้พลังงานหรือขนมปังกรอบ กล้วย จะให้ระหว่างการแข่งขันในเกมส์ยาว แต่ถ้าออกกำลังกายไม่ถึง 1 ชม ดื่มน้ำเปล่าเพียงพอแล้ว
เรื่องพลังงาน ไม่ต้องไปเคร่งเครียดมาก กินอาหารตามปกติ นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการแข่งขันดีที่สุดครับ กินอาหารมาก ๆ ก่อนแข่ง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ถึงวันแข่งกากอาหารเยอะ เข้าห้องน้ำเอาออกไม่หมด ไปออกกลางทาง วุ่นเลย เรื่องคาร์โบไฮเดรตโหลดดิ้ง ไม่ค่อยนิยมทำ มันต้องอดอาหาร ให้ร่างกายเกิดภาวะกกตนคาร์โบไฮเดรต แล้วจึงเร่งการให้อาหารประเภทแป้ง สรูป นักกีฬาหิว นอนไม่หลับ กระสับ กระสาย เครียด วิธีนี้โบราณเลิกทำกันแล้ว เหลือแต่ในหนังสือเรียน
ก่อนแข่ง 2-3 ชม กินน้ำให้ได้ปริมาณ 1 ลิตร จะปัสสาวะสีใส ถ้าปัสสาวะข้นแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ ยิ่งไปกินพวกเกลือแร่อะไรก่อนออกกำลังกาย ไตทำงานหนัก น้ำตาลในเลือดสูง อินซูลินเพิ่ม ร่างกายไม่สมดุล ระบบทำงานเพี้ยนไปหมด กินเกลือแร่โดยไม่จำเป็นบ่อย ๆ ไตวาย ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดเป็นประจำ ดีที่สุด
เรื่องปริมาณน้ำที่กิน ค่อยจิบกินน้ำนะครับ อย่ากินทีละมากเกิน จะทำให้ปริมาณน้ำเลือดเพิ่มสูง หัวใจทำงานหนัก หัวใจวายตายได้ครับ จิบน้ำทุก ๆ 15-20 นาทีในขณะออกกำลังกาย แม้ว่าจะไม่รู้สึกหิวน้ำเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทาง เหงื่อ การหายใจ การพูด แต่ถ้ารู้สึกหิวน้ำแสดงว่าร่างกายขาดน้ำแล้ว
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ขอบคุณครับ
ขออธิบายข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนนะครับ
๐น้ำตาลที่ได้จากการกินคาร์โบฯก่อน เป็นน้ำตาลหลายโมเลกุล ซึ่งใช้เวลา 15-20 นาทีจึงกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสำหรับนำไปใช้งานได้ ซึ่งนั่นคือ เวลาที่เร่ิมแข่งพอดี นี่คือสาเหตุที่ทำไมนักวิชาการต่างประเทศจึงแนะนำให้กินก่อน 15 นาทีครับ ในขั้นนี้แม้แต่พาวเวอร์เจล ก็ไม่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวครับ
๐คาเฟอีนเพิ่มชีพจร และ เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนโลหิต ขยายทางเดินเลือดด้วย ดังนั้นผลที่ได้คือ ออกซิเจน พลังงาน และการกำจัดกรดที่ดีขึ้นครับ
๐การอดอาหารและโหลดคาร์โบฯ เป็นความเข้าใจผิดของนักกีฬายุคเก่าเองครับ นั่นไม่ใช่การทำคาร์โบโหลดครับ การทำคาร์โบโหลดคือการอัดคาร์โบเข้าไประยะเวลาหนึ่งก่อนวันแข่งขัน โดยจะเน้นอัดในช่วงที่ร่างกายเปิดหน้าต่างสะสมซึ่งก็คือช่วงเวลา 30-120 นาทีหลังการออกกำลักาย ซ฿่งจะสะสมได้มากกว่าปกติครับ แนะนำให้ไปลองหาตารางอาหารของโปร หาอ่านได้จากนิตยสารจักรยานครับหาไม่ยากเลย
๐สุดท้ายท้ายสุด คาเฟอีนไม่ใช่สารต้องห้ามครับ คำว่าสารต้องห้ามของจักรยานทั้ง UCI และสมาคมฯ ไม่ได้มีคาเฟอีนรวมด้วยครับ ในอดีต UCI เคยห้ามแต่ยกเลิกไปนานแล้วครับ ปัจจุบันนักแข่งระดับอาชีพสมัยใหม่ใช้คาเฟอีนเพื่อประสิทธิภาพกันทั้งนั้นครับ กีฬาอื่นๆ ผมไม่ทราบครับ แต่จักรยาน ได้แน่นอน
ขออธิบายข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อนนะครับ
๐น้ำตาลที่ได้จากการกินคาร์โบฯก่อน เป็นน้ำตาลหลายโมเลกุล ซึ่งใช้เวลา 15-20 นาทีจึงกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวสำหรับนำไปใช้งานได้ ซึ่งนั่นคือ เวลาที่เร่ิมแข่งพอดี นี่คือสาเหตุที่ทำไมนักวิชาการต่างประเทศจึงแนะนำให้กินก่อน 15 นาทีครับ ในขั้นนี้แม้แต่พาวเวอร์เจล ก็ไม่เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวครับ
๐คาเฟอีนเพิ่มชีพจร และ เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนโลหิต ขยายทางเดินเลือดด้วย ดังนั้นผลที่ได้คือ ออกซิเจน พลังงาน และการกำจัดกรดที่ดีขึ้นครับ
๐การอดอาหารและโหลดคาร์โบฯ เป็นความเข้าใจผิดของนักกีฬายุคเก่าเองครับ นั่นไม่ใช่การทำคาร์โบโหลดครับ การทำคาร์โบโหลดคือการอัดคาร์โบเข้าไประยะเวลาหนึ่งก่อนวันแข่งขัน โดยจะเน้นอัดในช่วงที่ร่างกายเปิดหน้าต่างสะสมซึ่งก็คือช่วงเวลา 30-120 นาทีหลังการออกกำลักาย ซ฿่งจะสะสมได้มากกว่าปกติครับ แนะนำให้ไปลองหาตารางอาหารของโปร หาอ่านได้จากนิตยสารจักรยานครับหาไม่ยากเลย
๐สุดท้ายท้ายสุด คาเฟอีนไม่ใช่สารต้องห้ามครับ คำว่าสารต้องห้ามของจักรยานทั้ง UCI และสมาคมฯ ไม่ได้มีคาเฟอีนรวมด้วยครับ ในอดีต UCI เคยห้ามแต่ยกเลิกไปนานแล้วครับ ปัจจุบันนักแข่งระดับอาชีพสมัยใหม่ใช้คาเฟอีนเพื่อประสิทธิภาพกันทั้งนั้นครับ กีฬาอื่นๆ ผมไม่ทราบครับ แต่จักรยาน ได้แน่นอน
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- paul999
- ขาประจำ
- โพสต์: 283
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
- Tel: 0871862306
- team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
- Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
อธิบายเยอะมันยาวเอาสั้น ๆ มองเป็นเรื่องวิชาการไป หลาย ๆ มุมมอง ผู้อ่านก็ตัดสินใจเลือกเอา
*** คาเฟอีน มันไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดสูบฉีดเร็วขึ้น แต่เวลาร่างกายออกกำลังกาย หัวใจเต้นเร็วและทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่ม ยิ่งไปเพิ่ม หัวใจจะเต้นเร็วกว่าเดิม เสี่ยงต่อหัวใจวายตายได้ คิดง่าย ๆ คนที่ฟิต ชีพจรจะต่ำเพราะหัวใจบีบตัวหนึ่งครั้งสูบฉีดเลือดได้มาก แต่คนที่กินคาเฟอีนหัวใจจะเต้นเร็วเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดได้มาก เหมือนกับใช้เครื่องสูบน้ำเข้าบ่อน้ำ โดยใช้เครื่องปั๊มน้ำเครื่องใหญ่ กับเครื่องปั๊มน้ำเครื่องเล็กติดเทอร์โบ อะไรพังไว้กว่ากันในรอบสูง ๆ จัด ๆ แป๊ก มาเยอะแล้ว .... ถ้าคิดว่าหัวใจเต้นเร็วแล้วจะเพิ่มออกซิเจนมาช่วยไล่กรดแลกติค คิดผิด การเพิ่มปริมาณออกซิเจนมันต้องสัมพันธ์กับปริมาตรความจุดปอดด้วยครับ หัวใจเต้นเร็วแต่ปริมาณความจุปอดมีน้อย ก็ต้องหายใจถี่ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน ก็คืออาการหอบ หายใจไม่ทัน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กล้ามเนื้อติดหนี้ออกซิเจนเหมือนเดิม กรดแลกติค มีแต่เพิ่มมากขึ้น เรื่องหลอดเลือดขยายตัวในขณะออกกำลังกายหลอดเลือดมันขยายตัวได้อยู่แล้วตามอัตราการเต้นของหัวใจยิ่งถ้าออกกำลังกายเป็นประจำความทนทานความยืดหยุ่นในการขยายหลอดเลือดมีเยอะ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไขมันอุดตันในเส้นเลือดยิ่งไปอัดคาเฟอีน ยิ่งเพิ่มความดันเส้นเลือด แตกโป๊ะ ให้นึกเสมอว่าการกินหรือรับประทานอะไร มีผลต่อร่างกายอย่างไร กินคาเฟอีนจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร้าจัดเป็นสารกระตุ้นชนิด Stimulant ครับ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มาก จะเกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง พวกที่เป็นโรคหัวใจยิ่งกินยิ่งตายไว้ พึ่งสังวรไว้ ไม่ใช่กินซี้ซั่ว ส่งเดชแล้วมันเจ๋ง
สรุป การโด๊ปโดยใช้คาเฟอีน มันมีโทษต่อร่างกายมีผลข้างเคียง ก็ลองเลือกเอาว่าหัวใจคุณรองรับได้แค่ไหน รองรับไม่ได้ก็แป๊ก หัวใจวายตายแค่นั้น ไม่ใช่ว่ากินแล้วมันวิเศษเลิศขนาดกินแล้วปั่นเป็นพระเจ้า คิดเอาว่าคุ้มไหม ? ที่พูดมาต้องการสื่อสารให้ทราบว่ากินไปมีทั้งประโยชน์และโทษ พิจารณาให้ดีก่อนรับประทาน อย่าไปเชื่อฉลากข้างกระป๋องให้มาก ใครๆ ก็เรียนมา คาเฟอีนจัดเป็นสารเสพติด
*** เรื่องการรับประทานน้ำตาลหรือขนมหวานก่อนการแข่งขัน เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้ว ทุกคนมักมีความเชื่อว่ากินเข้าไปแล้วมันจะกักตุนไว้เยอะ ๆ ยิ่งเยอะ ยิ่งดี ก็อธิบายไปแล้ว ว่ากินเข้าไปมันไปเพิ่มระดับปริมาณน้ำตาลในเลือด ทำให้โฮโมนอินซูลินเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นน้ำตาลหลายโมเลกุลหรือโพลีเซ็กคาไล กินเข้าไปแล้วกว่ามันจะย่อยต้องใช้เวลา 15-20 นาทีก่อนแข่ง พอเริ่มแข่งก็ย่อยพอดี ก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย ร่างกายยังไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเลยแค่เพิ่งปั่นจักรยานออกจากเส้นสตารท์ น้ำตาลในเลือดก็เพิ่มสูงขึ้นจากการย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลกลายเป็นโมเลกุลเดียวพอดีเป๊ะ ตับอ่อนหลั่งโฮโมนอินซูลินออกมาแล้วทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงลดฮวบ ๆ สุดท้ายก็ไม่เหลือพลังงานเลย ระดับน้ำตาลในเลือดหายไปจากการออกกำลังกาย หายไปจากอินซูลิน สุดท้ายก็โหย หมดแรง ก่อนเวลาอันควร หรือถ้าจะบอกว่ากินเผื่อเวลาให้ย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลให้พอดีกับตอนร่างกายก็ขาดพลังงานเป็นจังหวะที่พอดีเป๊ะเลย จะได้ไม่ขาดความต่อเนื่อง งั้นผมถามหน่อย ปริมาณที่กิน ของหวาน กินช็อคโกแลต หรืออะไรก็แล้วก่อนออกกำลังกาย รู้ได้ไงว่า กินพอดีกับที่ร่างกายขาดแคลนจะไม่กินเยอะเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ? เพราะแต่ละคนใช้พลังงานไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปกินเผื่อล่วงหน้า ไกลโคเจนแต่ละคนยังสะสมได้ไม่เท่ากันเลยครับ .... ดังนั้นถ้ากินก่อนการแข่งขันแล้วมันย่อยกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเรียบร้อยแล้วแต่พลังงานหรือน้ำตาลในร่างกายยังมีพอเหลือเฟือจะกลายเป็นเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดมากเกินความจำเป็น?? ให้ดีที่สุดงดการกินอาหารที่มี่ค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนการออกกำลังกายหรือแข่งขันครับ ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างพอเพียงตามที่แนะนำไว้ รับประทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูงระหว่างการแข่งขันเพียงเล็กน้อย เช่น ขนมปังกรอบ กล้วยครึ่งลูก แต่ถ้ากลัวกินแล้วย่อยช้า อาหารเสริมจะเข้ามาช่วยได้ตรงนี้ เพราะกินแล้วไม่ต้องย่อยดูดซึมได้ทันที แต่ถ้ากินมากเกินก่อให้เกิดผลเสีย จุก เสียดแน่นท้อง ดังนั้นก่อนแข่งขันหรือออกำลังกาย อย่างน้อย ๆๆๆๆๆ 2 ชม ขึ้นไป งดกินอาหารหนักหรืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ครับ ถ้าก่อนแข่ง 15-20 นาที ยังมัวแต่กินโน้นกินนี่ จุก ครับ สำหรับนักกีฬาอาชีพการกินหรืออะไรใช้อะไรก็แล้วแต่ล้วนเป็นการโฆษณาทางอ้อม อาจไม่มีผลอะไรมากนักกินแล้วมันอร่อยดี เห็นโปรกินโปรใช้แล้วเจ๋ง เอาบ้าง ถามว่าจำเป็นไหม ???
*** คาร์โบไฮเดตรโหลดดิ้งไม่มีอะไรโบราณเลิกทำแล้ว เหลือไว้แต่ในตำรากับโปรบางคนที่เชื่อว่ามันยังเจ๋งอยู่
อาหารก่อนและหลังออกกำลังกายตามห้างมีหนังสือขายทั่วไปเยอะแยะ ลองไปหาซื้อมาอ่านดูเป็นวิชาการ ถ้าหาไม่ได้ซื้อหนังสือโภชนาการกีฬามาอ่านเป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า จะได้เข้าใจระบบกลไกการทำงานของร่ายกายควบคู่กันไปด้วย จะได้รู้ว่าการรับประทานอะไรมีผลต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอย่างไรบ้าง ไม่อยากให้กินตามโปรหรือฟังคนโน้นมา คนนี่ที่ความเชื่อแบบนั้น โปรกินแบบนี้ มันเจ๋ง เราต้องเอาตาม แต่ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าผลดีผลเสียแต่ละอย่างเป็นอย่างไร ... ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ อยากให้ไปหาหนังสือมาอ่านเอามาศึกษาดูโดยใช้ความเข้าใจ
*** ท้ายสุดผมบอกแล้วว่าถ้ากินคาเฟอีนมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่านเพราะถ้าโด๊ปโดยใช้คาเฟอีนจะเข้าข่ายสารกระตุ้นหรือไม่ ขึ้นกับความเข้มข้นของสารตัวนี้ในปัสสาวะ (ตามกฎ ICO โอลิมปิคสากล ไม่ควรเกิน 12 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร อ้างอิงตามนี้
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/feb18/medici.htm) ดังนั้นปริมาณที่ใช้ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดครับ ถ้าคุณบอกว่า UCI และสมาคม ไม่กำหนดขนาดการใช้คาเฟอีนได้ ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ช่วยเอาเอกสารมาอ้างอิง จะได้ชี้ชัดว่า จักรยานอาชีพ จักรยานสมัครเล่น สามารถโด๊ปคาเฟอีนได้ทุกรูปแบบเต็มสูบ สมาคมไม่สนมาตราฐานโอลิมปิค ไม่สน กกท เปิดช่องให้นักกีฬาเป็นหนูลองยาหวดได้เต็มที่เลย
*** คาเฟอีน มันไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดสูบฉีดเร็วขึ้น แต่เวลาร่างกายออกกำลังกาย หัวใจเต้นเร็วและทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเพิ่ม ยิ่งไปเพิ่ม หัวใจจะเต้นเร็วกว่าเดิม เสี่ยงต่อหัวใจวายตายได้ คิดง่าย ๆ คนที่ฟิต ชีพจรจะต่ำเพราะหัวใจบีบตัวหนึ่งครั้งสูบฉีดเลือดได้มาก แต่คนที่กินคาเฟอีนหัวใจจะเต้นเร็วเพื่อที่จะสูบฉีดเลือดได้มาก เหมือนกับใช้เครื่องสูบน้ำเข้าบ่อน้ำ โดยใช้เครื่องปั๊มน้ำเครื่องใหญ่ กับเครื่องปั๊มน้ำเครื่องเล็กติดเทอร์โบ อะไรพังไว้กว่ากันในรอบสูง ๆ จัด ๆ แป๊ก มาเยอะแล้ว .... ถ้าคิดว่าหัวใจเต้นเร็วแล้วจะเพิ่มออกซิเจนมาช่วยไล่กรดแลกติค คิดผิด การเพิ่มปริมาณออกซิเจนมันต้องสัมพันธ์กับปริมาตรความจุดปอดด้วยครับ หัวใจเต้นเร็วแต่ปริมาณความจุปอดมีน้อย ก็ต้องหายใจถี่ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน ก็คืออาการหอบ หายใจไม่ทัน ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กล้ามเนื้อติดหนี้ออกซิเจนเหมือนเดิม กรดแลกติค มีแต่เพิ่มมากขึ้น เรื่องหลอดเลือดขยายตัวในขณะออกกำลังกายหลอดเลือดมันขยายตัวได้อยู่แล้วตามอัตราการเต้นของหัวใจยิ่งถ้าออกกำลังกายเป็นประจำความทนทานความยืดหยุ่นในการขยายหลอดเลือดมีเยอะ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไขมันอุดตันในเส้นเลือดยิ่งไปอัดคาเฟอีน ยิ่งเพิ่มความดันเส้นเลือด แตกโป๊ะ ให้นึกเสมอว่าการกินหรือรับประทานอะไร มีผลต่อร่างกายอย่างไร กินคาเฟอีนจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร้าจัดเป็นสารกระตุ้นชนิด Stimulant ครับ ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มาก จะเกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง พวกที่เป็นโรคหัวใจยิ่งกินยิ่งตายไว้ พึ่งสังวรไว้ ไม่ใช่กินซี้ซั่ว ส่งเดชแล้วมันเจ๋ง
สรุป การโด๊ปโดยใช้คาเฟอีน มันมีโทษต่อร่างกายมีผลข้างเคียง ก็ลองเลือกเอาว่าหัวใจคุณรองรับได้แค่ไหน รองรับไม่ได้ก็แป๊ก หัวใจวายตายแค่นั้น ไม่ใช่ว่ากินแล้วมันวิเศษเลิศขนาดกินแล้วปั่นเป็นพระเจ้า คิดเอาว่าคุ้มไหม ? ที่พูดมาต้องการสื่อสารให้ทราบว่ากินไปมีทั้งประโยชน์และโทษ พิจารณาให้ดีก่อนรับประทาน อย่าไปเชื่อฉลากข้างกระป๋องให้มาก ใครๆ ก็เรียนมา คาเฟอีนจัดเป็นสารเสพติด
*** เรื่องการรับประทานน้ำตาลหรือขนมหวานก่อนการแข่งขัน เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้ว ทุกคนมักมีความเชื่อว่ากินเข้าไปแล้วมันจะกักตุนไว้เยอะ ๆ ยิ่งเยอะ ยิ่งดี ก็อธิบายไปแล้ว ว่ากินเข้าไปมันไปเพิ่มระดับปริมาณน้ำตาลในเลือด ทำให้โฮโมนอินซูลินเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าจะบอกว่ามันเป็นน้ำตาลหลายโมเลกุลหรือโพลีเซ็กคาไล กินเข้าไปแล้วกว่ามันจะย่อยต้องใช้เวลา 15-20 นาทีก่อนแข่ง พอเริ่มแข่งก็ย่อยพอดี ก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย ร่างกายยังไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเลยแค่เพิ่งปั่นจักรยานออกจากเส้นสตารท์ น้ำตาลในเลือดก็เพิ่มสูงขึ้นจากการย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลกลายเป็นโมเลกุลเดียวพอดีเป๊ะ ตับอ่อนหลั่งโฮโมนอินซูลินออกมาแล้วทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงลดฮวบ ๆ สุดท้ายก็ไม่เหลือพลังงานเลย ระดับน้ำตาลในเลือดหายไปจากการออกกำลังกาย หายไปจากอินซูลิน สุดท้ายก็โหย หมดแรง ก่อนเวลาอันควร หรือถ้าจะบอกว่ากินเผื่อเวลาให้ย่อยน้ำตาลหลายโมเลกุลให้พอดีกับตอนร่างกายก็ขาดพลังงานเป็นจังหวะที่พอดีเป๊ะเลย จะได้ไม่ขาดความต่อเนื่อง งั้นผมถามหน่อย ปริมาณที่กิน ของหวาน กินช็อคโกแลต หรืออะไรก็แล้วก่อนออกกำลังกาย รู้ได้ไงว่า กินพอดีกับที่ร่างกายขาดแคลนจะไม่กินเยอะเกินไปจนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ? เพราะแต่ละคนใช้พลังงานไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปกินเผื่อล่วงหน้า ไกลโคเจนแต่ละคนยังสะสมได้ไม่เท่ากันเลยครับ .... ดังนั้นถ้ากินก่อนการแข่งขันแล้วมันย่อยกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเรียบร้อยแล้วแต่พลังงานหรือน้ำตาลในร่างกายยังมีพอเหลือเฟือจะกลายเป็นเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดมากเกินความจำเป็น?? ให้ดีที่สุดงดการกินอาหารที่มี่ค่าดัชนีน้ำตาลสูงก่อนการออกกำลังกายหรือแข่งขันครับ ดื่มน้ำเปล่าสะอาดอย่างพอเพียงตามที่แนะนำไว้ รับประทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูงระหว่างการแข่งขันเพียงเล็กน้อย เช่น ขนมปังกรอบ กล้วยครึ่งลูก แต่ถ้ากลัวกินแล้วย่อยช้า อาหารเสริมจะเข้ามาช่วยได้ตรงนี้ เพราะกินแล้วไม่ต้องย่อยดูดซึมได้ทันที แต่ถ้ากินมากเกินก่อให้เกิดผลเสีย จุก เสียดแน่นท้อง ดังนั้นก่อนแข่งขันหรือออกำลังกาย อย่างน้อย ๆๆๆๆๆ 2 ชม ขึ้นไป งดกินอาหารหนักหรืออาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ครับ ถ้าก่อนแข่ง 15-20 นาที ยังมัวแต่กินโน้นกินนี่ จุก ครับ สำหรับนักกีฬาอาชีพการกินหรืออะไรใช้อะไรก็แล้วแต่ล้วนเป็นการโฆษณาทางอ้อม อาจไม่มีผลอะไรมากนักกินแล้วมันอร่อยดี เห็นโปรกินโปรใช้แล้วเจ๋ง เอาบ้าง ถามว่าจำเป็นไหม ???
*** คาร์โบไฮเดตรโหลดดิ้งไม่มีอะไรโบราณเลิกทำแล้ว เหลือไว้แต่ในตำรากับโปรบางคนที่เชื่อว่ามันยังเจ๋งอยู่
อาหารก่อนและหลังออกกำลังกายตามห้างมีหนังสือขายทั่วไปเยอะแยะ ลองไปหาซื้อมาอ่านดูเป็นวิชาการ ถ้าหาไม่ได้ซื้อหนังสือโภชนาการกีฬามาอ่านเป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า จะได้เข้าใจระบบกลไกการทำงานของร่ายกายควบคู่กันไปด้วย จะได้รู้ว่าการรับประทานอะไรมีผลต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอย่างไรบ้าง ไม่อยากให้กินตามโปรหรือฟังคนโน้นมา คนนี่ที่ความเชื่อแบบนั้น โปรกินแบบนี้ มันเจ๋ง เราต้องเอาตาม แต่ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าผลดีผลเสียแต่ละอย่างเป็นอย่างไร ... ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ อยากให้ไปหาหนังสือมาอ่านเอามาศึกษาดูโดยใช้ความเข้าใจ
*** ท้ายสุดผมบอกแล้วว่าถ้ากินคาเฟอีนมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่านเพราะถ้าโด๊ปโดยใช้คาเฟอีนจะเข้าข่ายสารกระตุ้นหรือไม่ ขึ้นกับความเข้มข้นของสารตัวนี้ในปัสสาวะ (ตามกฎ ICO โอลิมปิคสากล ไม่ควรเกิน 12 ไมโครกรัม ต่อมิลลิลิตร อ้างอิงตามนี้
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/feb18/medici.htm) ดังนั้นปริมาณที่ใช้ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดครับ ถ้าคุณบอกว่า UCI และสมาคม ไม่กำหนดขนาดการใช้คาเฟอีนได้ ใช้เท่าไหร่ก็ได้ ช่วยเอาเอกสารมาอ้างอิง จะได้ชี้ชัดว่า จักรยานอาชีพ จักรยานสมัครเล่น สามารถโด๊ปคาเฟอีนได้ทุกรูปแบบเต็มสูบ สมาคมไม่สนมาตราฐานโอลิมปิค ไม่สน กกท เปิดช่องให้นักกีฬาเป็นหนูลองยาหวดได้เต็มที่เลย
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ขอขอบคุณสำหรับการพยายามอธิบายนะครับ แต่ผม"ขี้เกียจ"เถียงกับใครบนเวปนี้แล้วครับ เบื่อๆเพราะเจอหลายๆคนที่พยายามอธิบายเนื้อหาโดยที่ไม่ตรงซักเท่าใหร่
เรื่องน้ำตาล เรื่องนีี้คุยยาวมากครับเพราะต้องอธิบายกันตั้งแต่น้ำตาลโมเลกุลต่างๆ การย่อย การนำไปใข้งาน เอน"ซม์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ระยะเวลาการสังเคราะห์
แต่เรื่องที่อธิบายได้ง่ายๆคือเรื่องคาเฟอีนครับมีสองกรณีที่ขอละใว้แต่เพียงสั้นๆฏ็คือ
๐กติการ UCI และสมาคมฯสามารถหาอ่านได้ครับ หากไม่แข็งแรงภาษาอังกฤษ ก็อ่านของสมาคมจักรยานอย่างเดียวก็ได้ครับแล้วคุณจะเห็นกับตาว่าไม่มีคาเฟอีนอยู่ในลิสท์ของสารกระตุ้นครับ ส่วนจะโวยวายว่าขัดกับ ICO มั้ยนั้น ไปโวยกับ กกท. เอาเองครับ
๐กรณีนี้สำคัญมากๆครับ ผมอยากให้ท่านได้ไปหาโปร หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับโปรจักรยานแท้ๆ แล้วไปคุยดูครับว่าคาเฟอีนมีผลดีอย่างไร มีการใช้กันอย่างแพร่หลายหรือไม่ หมายถึงเพื่อน พี่ ป้า น้า อา น้อง นักปั่นทุกท่านด้วยครับ ในเวปนี้ มีโปรของแท้ที่เก่งกว่าผมอีกเยอะมากครับ บางคนทำงานเกี่ยงข้องกับนักจักรยานอาชีพของแท้ บางคนได้เข้าไปแข่งจักรยานอาชีพของแท้ น่าจะให้มุมมองที่ดีกว่าผมซึ่งเป็นแค่คนช่างอ่าน ช่างหาข้อมูล
ผมอยากให้ความเห็นเหล่านี้ จุดประกายไปให้ผู้อ่านอีกหลายต่อหลายท่าน ได้นำไปศึกษาค้นคว้าหาคำตอบและความรู้ที่ทันสมัยด้วยตัวเองต่อครับ ยิ่งถ้าคนที่อ่านเป็นเด็กๆมหาวิทยาลัยหรือมัธยม ยิ่งอยากให้ไปนั่งแกะคำภาษาอังกฤษเลยครับ เพราะคนที่อ่อนภาษาเหล่านี้นี่แหละ ที่จะไม่สามารถไปอ่านเนื้อหาสมัยใหม่ๆที่มีมาเรื่อยๆได้ ต้องรออ่านเนื้อหาเก่าๆที่มีคนแปลสรุปมาให้แล้วครับ
ยังไงซะทั้งคุณและผมก็หวังดีกันทั้งนั้นครับ
เรื่องน้ำตาล เรื่องนีี้คุยยาวมากครับเพราะต้องอธิบายกันตั้งแต่น้ำตาลโมเลกุลต่างๆ การย่อย การนำไปใข้งาน เอน"ซม์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ระยะเวลาการสังเคราะห์
แต่เรื่องที่อธิบายได้ง่ายๆคือเรื่องคาเฟอีนครับมีสองกรณีที่ขอละใว้แต่เพียงสั้นๆฏ็คือ
๐กติการ UCI และสมาคมฯสามารถหาอ่านได้ครับ หากไม่แข็งแรงภาษาอังกฤษ ก็อ่านของสมาคมจักรยานอย่างเดียวก็ได้ครับแล้วคุณจะเห็นกับตาว่าไม่มีคาเฟอีนอยู่ในลิสท์ของสารกระตุ้นครับ ส่วนจะโวยวายว่าขัดกับ ICO มั้ยนั้น ไปโวยกับ กกท. เอาเองครับ
๐กรณีนี้สำคัญมากๆครับ ผมอยากให้ท่านได้ไปหาโปร หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับโปรจักรยานแท้ๆ แล้วไปคุยดูครับว่าคาเฟอีนมีผลดีอย่างไร มีการใช้กันอย่างแพร่หลายหรือไม่ หมายถึงเพื่อน พี่ ป้า น้า อา น้อง นักปั่นทุกท่านด้วยครับ ในเวปนี้ มีโปรของแท้ที่เก่งกว่าผมอีกเยอะมากครับ บางคนทำงานเกี่ยงข้องกับนักจักรยานอาชีพของแท้ บางคนได้เข้าไปแข่งจักรยานอาชีพของแท้ น่าจะให้มุมมองที่ดีกว่าผมซึ่งเป็นแค่คนช่างอ่าน ช่างหาข้อมูล
ผมอยากให้ความเห็นเหล่านี้ จุดประกายไปให้ผู้อ่านอีกหลายต่อหลายท่าน ได้นำไปศึกษาค้นคว้าหาคำตอบและความรู้ที่ทันสมัยด้วยตัวเองต่อครับ ยิ่งถ้าคนที่อ่านเป็นเด็กๆมหาวิทยาลัยหรือมัธยม ยิ่งอยากให้ไปนั่งแกะคำภาษาอังกฤษเลยครับ เพราะคนที่อ่อนภาษาเหล่านี้นี่แหละ ที่จะไม่สามารถไปอ่านเนื้อหาสมัยใหม่ๆที่มีมาเรื่อยๆได้ ต้องรออ่านเนื้อหาเก่าๆที่มีคนแปลสรุปมาให้แล้วครับ
ยังไงซะทั้งคุณและผมก็หวังดีกันทั้งนั้นครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- nut_cm
- ขาประจำ
- โพสต์: 287
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.พ. 2009, 22:58
- ตำแหน่ง: 1/1 หมู่ 5 อ ดอยสะเก็ด จ เชียงใหม่
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ครับจะเอาไปใช้ คิคิ
- paul999
- ขาประจำ
- โพสต์: 283
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 00:36
- Tel: 0871862306
- team: สมาคมกีฬาจังหวัดเพชรบูรณ์
- Bike: Tarmac SL2 / Transition PRO
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ผมก็อธิบายตามวิชาที่เรียนมานะครับ ทั้งสรีระวิทยาการกออกกำลังกายหรือโภชนาการทางการกีฬา ซึ่งผมอธิบายชี้ให้เห็นถึงโทษของการรับประทานเคเฟอีนว่าส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกาย แม้อาจารย์ผมไม่ใช่โปรจักรยานโดยตรงแต่เป็นบุคลกรทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเป็นที่ยอมรับของวงการและเป็นแพทย์อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นมุมมองของผมจึงพยายามอธิบายกลไก ว่าการรับประทานสารเสพติดประเภทคาเฟอีน มันมีผลกระทบอะไรต่อระบบการทำงานบ้าง... ไม่ใช่รับประทานเพื่อความสะใจ ตามโปรหรือตามเมืองนอก อยากให้มองหลายมุมครับ ผมเองก็ขี้เกียจจะเถียงเหมือนกันเพราะหลายตำรา หลายวิชาการ หลายสถาบัน ที่ผมนำเสนอเพื่อต้องการให้ทราบถึงโทษของคาเฟอีนด้วย
ส่วนโปรทั้งหลายหรือโค้ชทั้งหลาย ต้องมีใบอนุญาต หรือ Licence ครับ ก่อนการเป็นโค้ชคุณต้องอบรมพื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาก่อน ปรับความเชื่อ ความเข้าใจบางอย่างที่ผิด ไม่งั้นคุณเองก็ฝึกนักกีฬาอย่างผิด ๆ ความก้าวหน้ามันไม่มี มีแต่เพียงความสะใจ หนักเข้าว่า เยอะเข้าไว้ ...
ส่วนเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาผมอธิบายไปแล้ว ทำLink อ้างอิงให้อ่านแล้ว มันโด๊ปได้แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด
IOC เป็นองค์กรโอลิมปิคสากลมีหน้าที่ดูแลกฎ กติการแข่งขัน การใช้สารต้องห้าม จะ FIFA AIBA FINA FIVB UCI .... สมาพันธ์กีฬาต่าง ๆ ที่แข่งในโอลิมปิค ใช้มาตราฐานเดียวกัน แต่ถ้าบอกไม่สน เปิดหาใน UCI หรือสมาคม ไม่มีเขียนไว้หวดได้เลย งั้นก็ไม่ต้องไปคัดภาค คัดเขต คัดตัวจังหวัด ไม่ต้องไปแข่งกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งขาติ ไม่ต้องไปโอลิมปิค เพราะถ้าไม่ยึดตาม IOC ก็หมดสิทธิ์เข้าร่วมครับ ดังนั้น กกท ระเบียบ ข้อบังคับ จึงต้องสัมพันธ์กับ IOC สมาคมจักรยานก็เป็นส่วนหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของ กกท ครับ คุณต้องไปหาอ่านเอาในระเบียบว่าด้วยเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาด้วยครับ เพราะยึด IOC มันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ผมบอกว่าถ้าใช้ในปริมาณมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่าน ให้เข้าใจตามนี้นะครับ ไม่มีใครปล่อยให้ใช้สารกระตุ้นได้ไม่จำกัดปริมาณเพราะมันอันตรายต่อร่างกายครับ >>>> ส่วนจะเลือกกินไม่กินผมอธิบายแล้วนะครับ ว่ากินแล้วส่งผลอะไรแต่ร่างกาย สมควรกินหรือไม่ ??
เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมนำเสนออยากให้มองหลายมุมครับ อย่าไม่ยึดตามความเชื่อของบุคคล ไปฟังคนอื่นพูดมา อ่านเจอมา เค้าเล่ามา ในอินเตอร์เน็ตเค้าบอกว่า ... เพราะมันมีหลายวิชาการ อยากให้พิจารณาหลายมุม ใครจะโด๊ปอะไรก็ศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนหละกันนะครับ อ่านคุณประโยชน์แล้วอย่าลืมอ่านโทษด้วย
หวังดีกับทุกคน
ขอบคุณครับ

ส่วนโปรทั้งหลายหรือโค้ชทั้งหลาย ต้องมีใบอนุญาต หรือ Licence ครับ ก่อนการเป็นโค้ชคุณต้องอบรมพื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาก่อน ปรับความเชื่อ ความเข้าใจบางอย่างที่ผิด ไม่งั้นคุณเองก็ฝึกนักกีฬาอย่างผิด ๆ ความก้าวหน้ามันไม่มี มีแต่เพียงความสะใจ หนักเข้าว่า เยอะเข้าไว้ ...
ส่วนเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาผมอธิบายไปแล้ว ทำLink อ้างอิงให้อ่านแล้ว มันโด๊ปได้แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด
IOC เป็นองค์กรโอลิมปิคสากลมีหน้าที่ดูแลกฎ กติการแข่งขัน การใช้สารต้องห้าม จะ FIFA AIBA FINA FIVB UCI .... สมาพันธ์กีฬาต่าง ๆ ที่แข่งในโอลิมปิค ใช้มาตราฐานเดียวกัน แต่ถ้าบอกไม่สน เปิดหาใน UCI หรือสมาคม ไม่มีเขียนไว้หวดได้เลย งั้นก็ไม่ต้องไปคัดภาค คัดเขต คัดตัวจังหวัด ไม่ต้องไปแข่งกีฬาแห่งชาติ เยาวชนแห่งขาติ ไม่ต้องไปโอลิมปิค เพราะถ้าไม่ยึดตาม IOC ก็หมดสิทธิ์เข้าร่วมครับ ดังนั้น กกท ระเบียบ ข้อบังคับ จึงต้องสัมพันธ์กับ IOC สมาคมจักรยานก็เป็นส่วนหนึ่งภายใต้การกำกับดูแลของ กกท ครับ คุณต้องไปหาอ่านเอาในระเบียบว่าด้วยเรื่องสารต้องห้ามในนักกีฬาด้วยครับ เพราะยึด IOC มันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ผมบอกว่าถ้าใช้ในปริมาณมากเกินจะตรวจโด๊ปไม่ผ่าน ให้เข้าใจตามนี้นะครับ ไม่มีใครปล่อยให้ใช้สารกระตุ้นได้ไม่จำกัดปริมาณเพราะมันอันตรายต่อร่างกายครับ >>>> ส่วนจะเลือกกินไม่กินผมอธิบายแล้วนะครับ ว่ากินแล้วส่งผลอะไรแต่ร่างกาย สมควรกินหรือไม่ ??
เอาเป็นว่าข้อมูลที่ผมนำเสนออยากให้มองหลายมุมครับ อย่าไม่ยึดตามความเชื่อของบุคคล ไปฟังคนอื่นพูดมา อ่านเจอมา เค้าเล่ามา ในอินเตอร์เน็ตเค้าบอกว่า ... เพราะมันมีหลายวิชาการ อยากให้พิจารณาหลายมุม ใครจะโด๊ปอะไรก็ศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนหละกันนะครับ อ่านคุณประโยชน์แล้วอย่าลืมอ่านโทษด้วย
หวังดีกับทุกคน
ขอบคุณครับ
-
bongza
- ขาประจำ
- โพสต์: 1259
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ม.ค. 2009, 14:00
- Tel: 0867470266
- Bike: ขอแค่มีล้อ
- ตำแหน่ง: 60/2 ม.1 ซ.สุขนิรันดร์ ถ.เจ้าฟ้า ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
หญ้าครับ ตอนแข่งก็ขย้นออกมาเคี้ยวเรื่อยๆ เพลินเชียว
(ผมล้อเล่นน่ะ อย่าเครียดๆ)
(ผมล้อเล่นน่ะ อย่าเครียดๆ)
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ตอนแรกผมจะแปลเนื้อหาของคาเฟอีนกับกีฬาจักรยานที่เพิ่งนำเสนอโดยหน่วยงานวิทยาศาสตร์การกีฬาของ UCLA ที่เคยอ่านเจอให้อ่าน แต่พอดี ผมไปค้นเจอเนื้อหาที่สำคัญและคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่านั้นครับ
อันแรกต้องอธิบายก่อนว่าคาเฟอีน ไม่มีในบัญชี"สารกระตุ้น"ของ UCI ครับ แต่อยู่ในบัญชี"ยาต้องควบคุม" เช่นเดียวกับยาลดไข้ครับ ซึ่งทาง UCI เพิ่งจะเอากฏข้อนี้มาจาก IOC (อย่างที่คุณพอลบอก)เมื่อปี 1999 ครับ ก่อนหน้านั้นเคยบรรจุเจ้าคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นต้องห้ามแต่ปลดออกไปปีใหน หาไม่เจอเสียแล้ว.... และโดนทาง IOC บีบให้นำเอาการควบคุมปริมาณคาเฟอีนเข้ามาบังคับครับ ทว่าในประวัติศาสตร์ของ UCI ยังไม่เคยจับนักกีฬาคนใหนเรื่องคาเฟอีนครับ เคยมีแค่การส่งจดหมายเตือนผลเลือดย้อนหลัง และสามารถยื่นขอตรวจซ้ำได้ต่างจาก"ยาต้องห้าม" อย่างยาเสพย์ติด หรือ"สารกระตุ้น" แถมโทษก็เบาหวิว
ประการต่อมาที่สำคัญมากๆที่ผมเปลี่ยนใจก็คือ สมาพันธุ์เสือภูเขาระดับมัธยมศึกษาของสหรัฐอเมริกา กำหนดกติกาใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว(2008)นี้เองว่า "คาเฟอีนเป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬาเสือภูเขาระดับมัธยามศึกษา" เนื่องจากพบว่านักกีฬาเยาวชนเหล่านี้เพิ่มปริมาณการใช้คาเฟอีนมากเสียจนไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับพวกพลังงานสำเร็จรูปต่างผสมคาเฟอีนมากขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณเหล่านี้ส่งผลเสียให้กับนักกีฬาระดับเยาวชนที่ร่างกายยังต้องเติบโตและพัฒนาขึ้นอีก รวมถึงในระดับนี้ทางสมาพันธ์ต้องการให้นักกีฬาพัฒนาด้านทักษะและกายภาพมากกว่า จึงกำหนดว่านักกีฬาระดับมัธยมศึกษาที่จะเก็บคะแนนเสือภูเขาชิงแชมป์สหรัฐฯ ต้องไม่มีคาเฟอีนในเลือด แม้ว่า UCF หรือสมาพันธ์จักรยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกายังไม่มีการกำหนดเรื่องคาเฟอีนแต่อย่างใด(ยึดตาม UCI)
เป็นที่น่าสังเกตุอีกอย่างครับว่า การเตือนเรื่อง"ยาต้องควบคุม"ที่ UCI เคร่งครัดจะใช้ในการแข่งโอลิมปิค หรือการแข่งอื่นๆเป็นหลักแต่ในการแข่งอย่างเก็บแคะแนนชิงแชมป์โลก หรือ โปรทัวร์ แทบจะไม่สนใจเรื่องนี้เลยครับ มุ่งไปที่"ยาต้องห้าม"และ"สารกระตุ้น" เท่านั้น ยังไงซะก็ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งล่ะว่า จักรยานจัดเป้นกีฬาที่มีการ"โด๊ป"กันแทบจะมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งสารกระตุ้นและ EPO
ดเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเปลี่ยนใจจะไม่แปลเรื่องผลดีของคาเฟอีนแล้วครับเดี๋ยวจะไปซัดคาเฟอีนกัน เอาเป็นว่ามันมีประโยชน์และโทษไปพร้อมๆกัน ทางโลกของจักรยานยังไม่มีการเคร่งครัดดูแลกันนักแต่ในโลกของ"กีฬา" เค้ามองว่ามันผิดและไม่ควร เพียงแต่สำหรับคนที่สนใจแต่จักรยานอย่างเดียว(แบบผม) ไม่ค่อยได้มองลึกในกีฬาอื่นๆ มองมันเป็นเรื่องปกติ(ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพิ่งไปเจอว่าทางอเมริกาวิจัยเรื่องคาเฟอีนกับกีฬาแบบความทนทานชนิดอื่นๆปี 2007 นี้เอง ทั้งๆที่นักปั่นใช้กันมาเป็นทศวรรษแล้ว)
เนื้อหาเพิ่มเติมเชิงลึกลงไปอีกนะครับ แต่เดิมแล้วทาง UCI ไม่ได้นำเอาลิสท์ของรายชื่อสารต้องห้ามและยาต่างๆจาก IOC มาใช้เลยครับ ใช้ลิสท์ของ WADA หรือสถาบันควบคุมสารกระตุ้นมาใช้เท่านั้น แต่นักกีฬาและการแข่งใดๆที่ทาง UCI เข้าไปเป็น"ส่วนหนึ่ง"ร่วมกับ IOC จะยึดตามรายชื่อของ IOC เป็นหลัก อธิบายง่ายๆครับ การแข่งฟุตบอลใช้ FIFA เป็นเกณฑ์แต่ก็ยังมีกฏเพิ่มในแต่ละทัวร์นาเมนท์ต่างๆเข้ามาอีกเช่นมีการจำกัดอายุนักแข่งในซีเกมส์ ดังนั้นสำหรับการแข่งที่ UCI เป็นผู้ดูแลหลักจึงไม่ได้นำเอารายชื่อของ IOC เข้ามาใช้ ทีนี้ทำไมคาเฟอีนจึงกลายเป็นที่นิยม?? ก็เพราะว่าอยู่ดีๆทาง WADA ยกเลิกมันออกไปจากลิสท์นั่นเองครับ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและคัดค้านตามมามากมาย สำหรับนักกีฬาอาชีพและสมัครเล่นทั่วไปนั้นคงไม่หนักหนาเท่ากับในระดับเยาวชน(ทางสหรัฐเค้าจึงกำหนดกฏนี้มาหมาดๆเลย) ทำให้สุดท้าย UCI ต้องหันไปเอารายชื่อสารและยาต่างๆจาก IOC มาใช้ในการแข่งจักรยานอาชีพ แต่อย่างที่บอกครับว่าก็เป็นแค่"ยาต้องควบคุม"ผิดกับที่ WADA เคยขึ้นบัญชี"ยาต้องห้าม" ทำให้นักกีฬาลุกฮือมาใช้กันเพียบทั้งอาชีพและสมัครเล่น โดยมากก็อิงตามกำหนัดของ IOC แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่ใช้เกินหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะจะได้ผลตรวขก็ต่อมเมื่อตรวจย้อนหลังแล้วเท่านั้น (อย่างที่บอกแถมสามารถขอพิสูจน์ซ้ำได้อีก) คาเฟอีนเองก็ยากจะตรวจได้ระหว่างทัวร์เพราะจะถูกกำจัดไปรวดเร็วมากๆระหว่างแข่ง ดังนั้นจึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมคาเฟอีนจึงเป็นเรื่องธรรมดาๆของนักจักรยานสมัยใหม่ๆไปเสียแล้ว การจะตรวจว่าเกินเกณฑ์ของ IOC หรือไม่นั้น คงยากว่าจะตรวจตอนใหน อย่างไร ถ้าหลังแข่ง หมดสิทธิครับ ปริมาณที่กินกันเข้าไประหว่างแข่งใช้งานกันตอนนั้น แป้บๆหายหมดเพราะอาศัยแค่ effect ในการกระตุ้นด้วยปริมาณน้อยๆเท่านั้น
เสริมเพิ่มอีกอย่างเรื่องคาเฟอีน โปรทั้งหลายแม้จะไม่มีการควบคุมด้วยกฏใดแต่ส่วนมากจะคุมปริมาณคาเฟอีนในวันปกติกันเองครับ เพราะอย่างที่รู็กันว่าคาเฟอีนนั้นร่างกายสามารถ"ดื้อ"กับมันได้ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเค้าจะไม่นิยมซัดพร่ำเพรื่อ ไม่กินกันระหว่างซ้อม เก็บตัว ไม่ใช้จนกลายเป็น"ของปกติ"เพราะในนักกีฬาสมัครเล่นที่รู้เท่าไม่ถึงการ จะเน้นทั้งกาแฟ เรดบุล หรือพวกเจลบวกคาเฟอีนกันแทบจะตลอด ซ้อมก็กิน แข่งก็กิน สรุปก็คือ สุดท้ายปริมาณมันไม่พอ ส่งผลเสียกว่าเสียอีกเพราะร่างกายจะไม่ตื่นตัวเต็มที่เอาแทน ด้วยเหตุนี้เมื่อผมได้อ่านเนื้อหาอีกครั้งจึงได้คิดว่า เห็นด้วยที่จะพูดถึงผลข้างเคียงมากกว่าบอกข้อดี หากจะบริโภค(ไม่อยากใช้คำว่าโด๊ปนะครับ เพราะมันไม่ใช่โด๊ป) ก็ต้องบริโภคให้เป็น และถ้าอยากได้ผลจริงๆ คงต้องทำกลับกันก็คือแทบไม่กินเลยไปกินเอาตอนเวลาแข่งที่ต้องการจริงๆเท่านั้นแทนเพราะจะไม่ต้องใช้ปริมาณเยอะมากก็ส่งผลได้เต็มที่แล้ว
ยังมีการทดลองของศูนย์วิจัยวิทยาสาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลียได้ทำการศึกษาได้ผลออกมาเป็นที่น่าสนใจครับ การวิจัยเค้าศึกษาว่าการลดปริมาณการใช้คาเฟอีนในนักจักรยานจะส่สงผลมากน้อยอย่างไร หลังจากที่คำนวนค่าคาเฟอีนที่เหมาะสมสำหรับนักกีฬาตัวอย่างแล้ว ก็ให้กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสามกลุ่มย่อย กลุ่มแรกได้รับคาเฟอีนตามจำนวนที่คำนวนจริงทั้งก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มที่สองได้รับคาเฟอีนในอัตราส่วนแค่ครึ่งเดียวของที่คำนวนจริงก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มสุดท้ายเป็นของปลอมครับไม่มีคาเฟอีนแม้แต่น้อยในเครื่องดื่มที่ให้ก่อนและหลังการทดสอบ ลองเดากันดูว่าผลเป็นอย่างไร?? ........................................... กลุ่มแรกได้สมรรถภาพเทียบกับเมื่อไม่ใช้คาเฟอีนแตกต่างอ่ยางเห็นได้ชัดคาเฟอีนช่วยได้ในหลายระบบการทำงาน กลุ่มสุดท้ายที่ได้ของปลอมได้ผลต่างนิดหน่อยซึ่งสรุปว่าเป็นผลทางใจครับแต่ไม่ได้มากมายเป็นสาระสำคัญนักยิ่งจำนวนครั้งที่ทดสอบมากเท่าใหร่ค่าเฉลี่ยสมรรถนะก็ยิ่งแทบไม่กระดิกสรุปว่าคาเฟอีนช่วยได้จริงๆ ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่สองครับ ทั้งๆที่ได้รับคาเฟอีนแค่ครึ่งเดียวของค่าที่คำนวนเฉพาะคนที่น่าจะส่งผลดีที่สุดแต่สมรรถนะที่ได้กลับใกล้เคียงกันกับกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนเต็มที่มาก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลจากคาเฟอีนเป็นกราฟรูปตัว S กล่าวคือเมื่อบริโภคจะส่งผลอย่างพรวดพราดและลด effect ลงเมื่อเข้าใกล้ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายต้องการ เมื่อนำปัสสาวะมาตรวจหลังจากการทดสอบพบว่ากลุ่มแรกมีคาเฟอีนหลงเหลือปริมาณหนึ่ง กลุ่มที่สามไม่มีคาเฟอีน(แหงล่ะ) กลุ่มที่สองมีคาเฟอีนเหลือน้อยมากๆแทบๆม่มีเหลือ ยิ่งทำให้เป็นที่น่าศึกษาว่า ปริมาณคาเฟอีนเท่าใหร่กันแน่ที่จะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพ"คุ้มค่า"ที่สุด
กติกาของ UCF, UCI และ USOC(สหพันธ์โอลิมปิคสหรัฐฯ) กำหนดว่านักจักรยานจะมีปริมาณคาเฟอีนในปัสสาวะได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเทียบได้กับการสวาปามกาแฟเข้มๆมากกว่า 6+ แก้วในเวลาไล่ๆกัน (ยกเว้นสตาร์บัคส์ เพราะมีคาเฟอีนเยอะกว่าชาวบ้าน อันนี้อ่านเจอมานะครับว่าแกเน้นเข้มกว่าเค้าเกือบสองเท่าไม่รู้บ้านเราเป็นมั้ยผมไม่ใช่คอกาแฟ) ซึ่งก็แน่นอนว่าปริมาณคาเฟอีนที่ได้ผลดีที่สุดนั้นน้อยกว่าค่านั้นเยอะมากๆครับ
ส่วนประโยชน์และปริมาณที่มีการวิจัยว่ามันเวิร์คเต็มที่นั้น พี่ๆน้าๆเพื่อนๆ มาคุยกันเป็นการส่วนตัวดีกว่าครับ เอามาลงกันบนเวปเดี๋ยวจะกลายเป็นส่งเสริมกันเกินไป
อย่างไรซะก็ขอขอบคุณที่ทำให้ผมได้ค้นคว้าเพิ่มอีกด้วยครับ
ปล. นิดนึงนะครับ เนื้อหาที่ผมอ่าน ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมเลือกเอาจากเฉพาะเนื้อหาเชิงวิชาการจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้เป็นหลักครับ ถ้าพวกรีวิวหรือข้อมูลเบื้องต้นค่อยหาจากพวกเวปทั่วไป อินเตอร์เน็ทสามารถเข้าถึงห้องสมุดประชาชนสหรัฐฯและอ่านหนังสือที่เค้าจัดทำเอาใว้ได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าขยันหน่อย หาอ่านได้จาก text เลย
อันแรกต้องอธิบายก่อนว่าคาเฟอีน ไม่มีในบัญชี"สารกระตุ้น"ของ UCI ครับ แต่อยู่ในบัญชี"ยาต้องควบคุม" เช่นเดียวกับยาลดไข้ครับ ซึ่งทาง UCI เพิ่งจะเอากฏข้อนี้มาจาก IOC (อย่างที่คุณพอลบอก)เมื่อปี 1999 ครับ ก่อนหน้านั้นเคยบรรจุเจ้าคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นต้องห้ามแต่ปลดออกไปปีใหน หาไม่เจอเสียแล้ว.... และโดนทาง IOC บีบให้นำเอาการควบคุมปริมาณคาเฟอีนเข้ามาบังคับครับ ทว่าในประวัติศาสตร์ของ UCI ยังไม่เคยจับนักกีฬาคนใหนเรื่องคาเฟอีนครับ เคยมีแค่การส่งจดหมายเตือนผลเลือดย้อนหลัง และสามารถยื่นขอตรวจซ้ำได้ต่างจาก"ยาต้องห้าม" อย่างยาเสพย์ติด หรือ"สารกระตุ้น" แถมโทษก็เบาหวิว
ประการต่อมาที่สำคัญมากๆที่ผมเปลี่ยนใจก็คือ สมาพันธุ์เสือภูเขาระดับมัธยมศึกษาของสหรัฐอเมริกา กำหนดกติกาใหม่เมื่อปลายปีที่แล้ว(2008)นี้เองว่า "คาเฟอีนเป็นสารต้องห้ามสำหรับนักกีฬาเสือภูเขาระดับมัธยามศึกษา" เนื่องจากพบว่านักกีฬาเยาวชนเหล่านี้เพิ่มปริมาณการใช้คาเฟอีนมากเสียจนไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบกับพวกพลังงานสำเร็จรูปต่างผสมคาเฟอีนมากขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณเหล่านี้ส่งผลเสียให้กับนักกีฬาระดับเยาวชนที่ร่างกายยังต้องเติบโตและพัฒนาขึ้นอีก รวมถึงในระดับนี้ทางสมาพันธ์ต้องการให้นักกีฬาพัฒนาด้านทักษะและกายภาพมากกว่า จึงกำหนดว่านักกีฬาระดับมัธยมศึกษาที่จะเก็บคะแนนเสือภูเขาชิงแชมป์สหรัฐฯ ต้องไม่มีคาเฟอีนในเลือด แม้ว่า UCF หรือสมาพันธ์จักรยานแห่งชาติสหรัฐอเมริกายังไม่มีการกำหนดเรื่องคาเฟอีนแต่อย่างใด(ยึดตาม UCI)
เป็นที่น่าสังเกตุอีกอย่างครับว่า การเตือนเรื่อง"ยาต้องควบคุม"ที่ UCI เคร่งครัดจะใช้ในการแข่งโอลิมปิค หรือการแข่งอื่นๆเป็นหลักแต่ในการแข่งอย่างเก็บแคะแนนชิงแชมป์โลก หรือ โปรทัวร์ แทบจะไม่สนใจเรื่องนี้เลยครับ มุ่งไปที่"ยาต้องห้าม"และ"สารกระตุ้น" เท่านั้น ยังไงซะก็ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งล่ะว่า จักรยานจัดเป้นกีฬาที่มีการ"โด๊ป"กันแทบจะมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งสารกระตุ้นและ EPO
ดเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเปลี่ยนใจจะไม่แปลเรื่องผลดีของคาเฟอีนแล้วครับเดี๋ยวจะไปซัดคาเฟอีนกัน เอาเป็นว่ามันมีประโยชน์และโทษไปพร้อมๆกัน ทางโลกของจักรยานยังไม่มีการเคร่งครัดดูแลกันนักแต่ในโลกของ"กีฬา" เค้ามองว่ามันผิดและไม่ควร เพียงแต่สำหรับคนที่สนใจแต่จักรยานอย่างเดียว(แบบผม) ไม่ค่อยได้มองลึกในกีฬาอื่นๆ มองมันเป็นเรื่องปกติ(ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพิ่งไปเจอว่าทางอเมริกาวิจัยเรื่องคาเฟอีนกับกีฬาแบบความทนทานชนิดอื่นๆปี 2007 นี้เอง ทั้งๆที่นักปั่นใช้กันมาเป็นทศวรรษแล้ว)
เนื้อหาเพิ่มเติมเชิงลึกลงไปอีกนะครับ แต่เดิมแล้วทาง UCI ไม่ได้นำเอาลิสท์ของรายชื่อสารต้องห้ามและยาต่างๆจาก IOC มาใช้เลยครับ ใช้ลิสท์ของ WADA หรือสถาบันควบคุมสารกระตุ้นมาใช้เท่านั้น แต่นักกีฬาและการแข่งใดๆที่ทาง UCI เข้าไปเป็น"ส่วนหนึ่ง"ร่วมกับ IOC จะยึดตามรายชื่อของ IOC เป็นหลัก อธิบายง่ายๆครับ การแข่งฟุตบอลใช้ FIFA เป็นเกณฑ์แต่ก็ยังมีกฏเพิ่มในแต่ละทัวร์นาเมนท์ต่างๆเข้ามาอีกเช่นมีการจำกัดอายุนักแข่งในซีเกมส์ ดังนั้นสำหรับการแข่งที่ UCI เป็นผู้ดูแลหลักจึงไม่ได้นำเอารายชื่อของ IOC เข้ามาใช้ ทีนี้ทำไมคาเฟอีนจึงกลายเป็นที่นิยม?? ก็เพราะว่าอยู่ดีๆทาง WADA ยกเลิกมันออกไปจากลิสท์นั่นเองครับ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและคัดค้านตามมามากมาย สำหรับนักกีฬาอาชีพและสมัครเล่นทั่วไปนั้นคงไม่หนักหนาเท่ากับในระดับเยาวชน(ทางสหรัฐเค้าจึงกำหนดกฏนี้มาหมาดๆเลย) ทำให้สุดท้าย UCI ต้องหันไปเอารายชื่อสารและยาต่างๆจาก IOC มาใช้ในการแข่งจักรยานอาชีพ แต่อย่างที่บอกครับว่าก็เป็นแค่"ยาต้องควบคุม"ผิดกับที่ WADA เคยขึ้นบัญชี"ยาต้องห้าม" ทำให้นักกีฬาลุกฮือมาใช้กันเพียบทั้งอาชีพและสมัครเล่น โดยมากก็อิงตามกำหนัดของ IOC แต่ยังมีอีกไม่น้อยที่ใช้เกินหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะจะได้ผลตรวขก็ต่อมเมื่อตรวจย้อนหลังแล้วเท่านั้น (อย่างที่บอกแถมสามารถขอพิสูจน์ซ้ำได้อีก) คาเฟอีนเองก็ยากจะตรวจได้ระหว่างทัวร์เพราะจะถูกกำจัดไปรวดเร็วมากๆระหว่างแข่ง ดังนั้นจึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมคาเฟอีนจึงเป็นเรื่องธรรมดาๆของนักจักรยานสมัยใหม่ๆไปเสียแล้ว การจะตรวจว่าเกินเกณฑ์ของ IOC หรือไม่นั้น คงยากว่าจะตรวจตอนใหน อย่างไร ถ้าหลังแข่ง หมดสิทธิครับ ปริมาณที่กินกันเข้าไประหว่างแข่งใช้งานกันตอนนั้น แป้บๆหายหมดเพราะอาศัยแค่ effect ในการกระตุ้นด้วยปริมาณน้อยๆเท่านั้น
เสริมเพิ่มอีกอย่างเรื่องคาเฟอีน โปรทั้งหลายแม้จะไม่มีการควบคุมด้วยกฏใดแต่ส่วนมากจะคุมปริมาณคาเฟอีนในวันปกติกันเองครับ เพราะอย่างที่รู็กันว่าคาเฟอีนนั้นร่างกายสามารถ"ดื้อ"กับมันได้ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเค้าจะไม่นิยมซัดพร่ำเพรื่อ ไม่กินกันระหว่างซ้อม เก็บตัว ไม่ใช้จนกลายเป็น"ของปกติ"เพราะในนักกีฬาสมัครเล่นที่รู้เท่าไม่ถึงการ จะเน้นทั้งกาแฟ เรดบุล หรือพวกเจลบวกคาเฟอีนกันแทบจะตลอด ซ้อมก็กิน แข่งก็กิน สรุปก็คือ สุดท้ายปริมาณมันไม่พอ ส่งผลเสียกว่าเสียอีกเพราะร่างกายจะไม่ตื่นตัวเต็มที่เอาแทน ด้วยเหตุนี้เมื่อผมได้อ่านเนื้อหาอีกครั้งจึงได้คิดว่า เห็นด้วยที่จะพูดถึงผลข้างเคียงมากกว่าบอกข้อดี หากจะบริโภค(ไม่อยากใช้คำว่าโด๊ปนะครับ เพราะมันไม่ใช่โด๊ป) ก็ต้องบริโภคให้เป็น และถ้าอยากได้ผลจริงๆ คงต้องทำกลับกันก็คือแทบไม่กินเลยไปกินเอาตอนเวลาแข่งที่ต้องการจริงๆเท่านั้นแทนเพราะจะไม่ต้องใช้ปริมาณเยอะมากก็ส่งผลได้เต็มที่แล้ว
ยังมีการทดลองของศูนย์วิจัยวิทยาสาสตร์การกีฬามหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลียได้ทำการศึกษาได้ผลออกมาเป็นที่น่าสนใจครับ การวิจัยเค้าศึกษาว่าการลดปริมาณการใช้คาเฟอีนในนักจักรยานจะส่สงผลมากน้อยอย่างไร หลังจากที่คำนวนค่าคาเฟอีนที่เหมาะสมสำหรับนักกีฬาตัวอย่างแล้ว ก็ให้กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสามกลุ่มย่อย กลุ่มแรกได้รับคาเฟอีนตามจำนวนที่คำนวนจริงทั้งก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มที่สองได้รับคาเฟอีนในอัตราส่วนแค่ครึ่งเดียวของที่คำนวนจริงก่อนและระหว่างการทดสอบ กลุ่มสุดท้ายเป็นของปลอมครับไม่มีคาเฟอีนแม้แต่น้อยในเครื่องดื่มที่ให้ก่อนและหลังการทดสอบ ลองเดากันดูว่าผลเป็นอย่างไร?? ........................................... กลุ่มแรกได้สมรรถภาพเทียบกับเมื่อไม่ใช้คาเฟอีนแตกต่างอ่ยางเห็นได้ชัดคาเฟอีนช่วยได้ในหลายระบบการทำงาน กลุ่มสุดท้ายที่ได้ของปลอมได้ผลต่างนิดหน่อยซึ่งสรุปว่าเป็นผลทางใจครับแต่ไม่ได้มากมายเป็นสาระสำคัญนักยิ่งจำนวนครั้งที่ทดสอบมากเท่าใหร่ค่าเฉลี่ยสมรรถนะก็ยิ่งแทบไม่กระดิกสรุปว่าคาเฟอีนช่วยได้จริงๆ ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่สองครับ ทั้งๆที่ได้รับคาเฟอีนแค่ครึ่งเดียวของค่าที่คำนวนเฉพาะคนที่น่าจะส่งผลดีที่สุดแต่สมรรถนะที่ได้กลับใกล้เคียงกันกับกลุ่มที่ได้รับคาเฟอีนเต็มที่มาก ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลจากคาเฟอีนเป็นกราฟรูปตัว S กล่าวคือเมื่อบริโภคจะส่งผลอย่างพรวดพราดและลด effect ลงเมื่อเข้าใกล้ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายต้องการ เมื่อนำปัสสาวะมาตรวจหลังจากการทดสอบพบว่ากลุ่มแรกมีคาเฟอีนหลงเหลือปริมาณหนึ่ง กลุ่มที่สามไม่มีคาเฟอีน(แหงล่ะ) กลุ่มที่สองมีคาเฟอีนเหลือน้อยมากๆแทบๆม่มีเหลือ ยิ่งทำให้เป็นที่น่าศึกษาว่า ปริมาณคาเฟอีนเท่าใหร่กันแน่ที่จะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพ"คุ้มค่า"ที่สุด
กติกาของ UCF, UCI และ USOC(สหพันธ์โอลิมปิคสหรัฐฯ) กำหนดว่านักจักรยานจะมีปริมาณคาเฟอีนในปัสสาวะได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งเทียบได้กับการสวาปามกาแฟเข้มๆมากกว่า 6+ แก้วในเวลาไล่ๆกัน (ยกเว้นสตาร์บัคส์ เพราะมีคาเฟอีนเยอะกว่าชาวบ้าน อันนี้อ่านเจอมานะครับว่าแกเน้นเข้มกว่าเค้าเกือบสองเท่าไม่รู้บ้านเราเป็นมั้ยผมไม่ใช่คอกาแฟ) ซึ่งก็แน่นอนว่าปริมาณคาเฟอีนที่ได้ผลดีที่สุดนั้นน้อยกว่าค่านั้นเยอะมากๆครับ
ส่วนประโยชน์และปริมาณที่มีการวิจัยว่ามันเวิร์คเต็มที่นั้น พี่ๆน้าๆเพื่อนๆ มาคุยกันเป็นการส่วนตัวดีกว่าครับ เอามาลงกันบนเวปเดี๋ยวจะกลายเป็นส่งเสริมกันเกินไป
อย่างไรซะก็ขอขอบคุณที่ทำให้ผมได้ค้นคว้าเพิ่มอีกด้วยครับ
ปล. นิดนึงนะครับ เนื้อหาที่ผมอ่าน ถ้าเป็นเรื่องแบบนี้ผมเลือกเอาจากเฉพาะเนื้อหาเชิงวิชาการจากแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้เป็นหลักครับ ถ้าพวกรีวิวหรือข้อมูลเบื้องต้นค่อยหาจากพวกเวปทั่วไป อินเตอร์เน็ทสามารถเข้าถึงห้องสมุดประชาชนสหรัฐฯและอ่านหนังสือที่เค้าจัดทำเอาใว้ได้เลยครับ ดังนั้น ถ้าขยันหน่อย หาอ่านได้จาก text เลย
แก้ไขล่าสุดโดย giro เมื่อ 29 มิ.ย. 2009, 16:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- ดาร์กี้ ผีทะเลทราย
- ขาประจำ
- โพสต์: 623
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ส.ค. 2008, 13:00
- Tel: 08663959--
- team: ชมรมจักรนครศรีฯ
- Bike: ORBEA
- ตำแหน่ง: หัวอิฐ
Re: ก่อนที่เราจะแข่งกินไรดี
ดีครับ...ผมว่าแบบที่พี่ทั้งสองให้เหตุผลมันดีนะครับ
แต่ของให้พี่น้องเสือ เอาไปปรับใช้กับตัวเองก็แล้วกัน
อยากให้มีกระทู้แบบนี้มากๆๆๆ
แต่ของให้พี่น้องเสือ เอาไปปรับใช้กับตัวเองก็แล้วกัน
อยากให้มีกระทู้แบบนี้มากๆๆๆ
- ไฟล์แนบ
-
- Dupouey[1].jpg (50.69 KiB) เข้าดูแล้ว 7561 ครั้ง
ปั่นไปด้วยใจ