หมวก vs ไม่หมวก จากเว็บมูลนิธิโลกสีเขียว
โพสต์: 30 มิ.ย. 2013, 16:05
หมวก vs ไม่หมวก
ป้าแตงครับ เวลาปั่นจักรยานต้องใส่หมวกกันน็อก หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ
ชิ รัชดา
......................................................................................................................................................
คุณชิ รัชดา จ๋า
เรื่องใส่หรือไม่ใส่หมวกกันน็อกตอนปั่นจักรยานนี่ เป็นปัญหาประเภทไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่เลยนะ
บนท้องถนน มีนักปั่นและผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ทั้งที่สวมและไม่สวมหมวก เราอาจชินตากับนักปั่นในชุดรัดรูปสวมหมวกกันน็อกปั่นคล่องแคล่ว (และแอบหวือหวา) ในขณะเดียวกันเราก็เห็นคนถีบจักรยานส่งของ เดินทางไปตลาด ส่งลูกไปโรงเรียน หรือปั่นไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย กลุ่มหลังมักไม่สวมหมวกกันน็อก จะว่าเป็นผู้ใช้จักรยานไร้ประสบการณ์ก็คงจะไม่ได้
นักปั่นมืออาชีพหลายคนก็แนะนำให้ผู้เริ่มปั่นและผู้ปั่นอยู่แต่ยังไม่สวมหมวกกันน็อก หันมาสวมหมวกกันเพื่อป้องกันอันตรายอันจะเกิดแก่หัวและสมอง บางคนแค่เตือนด้วยความห่วงใย แต่บางคนขึงขังและขึ้งเครียดกับคนที่ยังไม่สวมอย่างจริงจังทีเดียว บางหนก็เถียงกันไปมาอย่างเผ็ดร้อน
นี่ถ้าเป็นคนดัชต์ คนเดนส์ ก็คงบอกว่าที่อัมสเตอร์ดัม ที่โคเปนเฮเกน ไม่เห็นมีใครเค้าใส่หมวกกันน็อกกันเลย บางทีคุณแม่ชาวดัชต์ยังให้ลูกเล็กซ้อนท้าย 2 คนโดยไม่สวมหมวกกันน็อกด้วยซ้ำ สาวๆ เมืองนั้นแต่งตัวสุดชิค ใส่รองเท้าส้นสูง ศีรษะเปล่าเปลือยปั่นไปทุกหนแห่งอย่างไม่แยแสสิ่งใด
เวลาเถียงเรื่อง “หมวก-ไม่หมวก” กันทีไร คนยุโรปก็มักจะบลัฟคนถิ่นอื่น โดยเฉพาะคนอเมริกันละแวกนิวยอร์กว่า ทักษะการปั่น “อ่อน” เลยต้องสวมหมวก บางคนบอกว่าเพราะเมืองไม่ปลอดภัย เรียกร้องให้มีเลนจักรยาน ยังดีกว่าบังคับให้คนใส่หมวก
แต่ว่าทุกหนแห่งในโลกนี้มันไม่ได้เหมือนกันเสมอไปหรอกจ้ะ
นิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองที่มีวัฒนธรรมรถยนต์เป็นใหญ่ แม้จะมีจำนวนผู้ปั่นจักรยานเพิ่มขึ้น แต่วัฒนธรรมจักรยานก็ยังไม่ถึงกับเข้มแข็งนัก คนนิวยอร์กและคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยจึงเห็นว่า ถ้าจะปั่นในเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะนิวยอร์ก) ก็สมควรจะใส่หมวกกันน็อกให้เรียบร้อย
ใน กทม. สภาพการณ์บนท้องถนนน่าจะเข้าเค้าไปทางนิวยอร์กมากกว่าโคเปนเฮเกนหรืออัมสเตอร์ดัมแหละนะ ป้าว่า
เหตุผลหลักของการใส่หมวกกันน็อกก็คือ ป้องกันการบาดเจ็บหรืออันตรายที่ศีรษะ หากเกิดการกระแทกกับพื้นถนนหรือขอบฟุตบาท ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ หรือรอดพ้นจากการเสียชีวิตเนื่องจากการกระแทกที่รุนแรงได้
ทุกคนรู้ ทุกคนเข้าใจ แต่จะตัดสินใจสวมมันหรือไม่ก็อาจจะเป็นอีกเรื่อง
Grist.org เจ้าเก่ารายงานว่า ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าคนทั้งประเทศยังขี่จักรยานกันน้อย ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่จำนวนผู้ออกมาปั่นก็มากขึ้นทุกที จากปี 1995 ถึง 2009 มีผู้ใช้จักรยานมากขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนี้พบว่าการบาดเจ็บจากการปั่นจักรยานลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้เสียชีวิตลดลง 18 เปอร์เซ็นต์
(ต้วเลขระหว่างปี 1995 ถึง 2011) !
การใช้หมวกกันน็อกย่อมมีส่วนที่ทำให้ความตายลดลง เพราะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมักเกิดจากการบาดเจ็บของศีรษะสูงถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด และหมวกกันน็อกช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่หัวและสมองได้ 63-88 เปอร์เซ็นต์
แต่ในเมื่อมันฟังเข้าท่าอย่างนี้ แล้วมันมีเหตุผลกลใดที่นักปั่นและผู้ใช้จักรยานหลายคนไม่ใส่หมวกล่ะ
มันอาจจะ :หนัก |รำคาญ |ผมฟีบ |ไม่เข้ากับใบหน้า |ปั่นแค่นี้เอง |ถีบแม่บ้านไม่ต้องหมวกหรอก |ไม่เข้ากับชุด |ไม่กันแดด |ยังไม่เจอแบบที่ใช่ และอื่นๆ
สำหรับผู้ใช้จักรยานและนักปั่นที่เคยมีประสบการณ์รถล้มหัวกระแทกพื้นมาแล้ว ย่อมคิดว่าเหตุผลพวกนั้นจิบจ้อย เทียบไม่ได้เอาเลยกับนาทีชีวิตที่ตนเพิ่งผ่านพ้นปลอดภัยมาได้เพราะมีหมวกกันน็อกป้องกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีงานวิจัยน่าคิดเกี่ยวกับด้านบวกของการไม่ใส่หมวกกันน็อกเลยอยู่เหมือนกัน นิตยสาร Bicycling ฉบับเดือนมิถุนายน 2013 รวบรวมผลของการไม่สวมหมวกกันน็อกว่า :
คนขับรถยนต์ใจดีกว่าเดิม
ปี 2006 คุณเอียน วอร์กเกอร์ นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักร พบว่าผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนจะทิ้งระยะห่างจากนักปั่นเฉลี่ย 3.35 นิ้ว แต่จะเข้าใกล้กว่านั้น ถ้าหากเขาสวมหมวกกันน็อก ตรงกันข้าม ถ้าหากนักปั่นเป็นสาวผมยาว ผู้ขับขี่รถยนต์ยิ่งขับอย่างระมัดระวังและทิ้งระยะห่างให้มากขึ้น
คุณวอร์กเกอร์ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะผู้ขับขี่รถยนต์เหมาเอาว่า นักปั่นที่สวมหมวก (ไม่ว่าจะเริ่มต้นปั่นหรือชำนาญแล้วก็ตาม) ย่อมเป็นนักปั่นที่มีประสบการณ์เสมอ ความที่ตัวผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของการขี่จักรยาน จึงเชื่อมโยงหมวกกันน็อกเข้ากับเสื้อผ้ายืดรัดรูปของบรรดานักปั่นมืออาชีพนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าคนขับรถยนต์ที่ไม่ได้ปั่นจักรยานด้วย ก็จะไม่รู้ว่าคนขี่จักรยานมีหลายประเภท
การสวมหมวกทำให้นักปั่นอันตรายกว่าเดิม
จริงดิ – นักจิตวิทยาชื่ออ่านยาก จึงขอทับศัพท์ว่า Aslak Fyhriและ คุณรอส โอ ฟิลลิปส์ จากสถาบันเศรษฐศาสตร์การขนส่งแห่งออสโล เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเพื่อเสนอ “ทฤษฎีการชดเชยความเสี่ยง” ที่ว่า “ถ้าหากคุณเชื่อถือหมวกกันน็อกของคุณ คุณจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เสี่ยงกว่าเดิม เช่นขี่จักรยานเร็วขึ้น” ทั้งสองค้นพบว่า นักปั่นที่คุ้นเคยกับการสวมหมวกกันน็อกจะปั่นช้าลงถ้าหากไม่ได้สวมหมวก ในขณะที่คนที่ไม่ได้สวมหมวกอยู่แล้ว จะปั่นด้วยความเร็วเท่าเดิมเมื่อสวมหมวก
หมวกกันน็อกทำให้คนไม่อยากขี่จักรยาน
จริงดิ (หนที่สอง) – ประหลาดเนอะ กลุ่ม “Helmet Freedom”ในออสเตรเลียระบุว่า แม้การสวมหมวกกันน็อกจะเป็นสิ่งดี แต่การบังคับให้นักปั่นทุกคนสวมหมวก เช่นที่ออสเตรเลียทำ จะทำให้คนไม่ขี่จักรยานมากอย่างที่ควร เพราะรู้สึกว่าการขี่จักรยานเป็นเรื่องอันตราย จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ศ. คริส รัสเซิล พบว่า 23 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวซิดนีย์บอกว่า จะปั่นจักรยานมากขึ้น ถ้าหากการสวมหมวกเป็นทางเลือก
หมวกกันน็อกทำให้คนไม่อยากใช้บริการยืมจักรยาน
เหมือนกับข้อที่แล้ว การบังคับให้ผู้สัญจรสวมหมวกกันน็อกเมื่อใช้บริการยืมจักรยานตามโครงการของเมือง อาจทำให้ผู้สนใจใช้บริการน้อยลง ล่าสุดนายกเทศมนตรีไมเคิล บลูมเบิร์ก ปฏิเสธการบังคับใช้กฎข้อนี้ในนิวยอร์กแล้ว (แต่สนับสนุนให้นักปั่นแต่ละคนสวมหมวกกันน็อกเอง)
คุณชิและคุณผู้อ่านได้โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าป้าจะมาชวนเชื่อเรื่องไม่สวมหมวกกันน็อก เพราะป้าเองก็ใช้หมวกเมื่อออกปั่น เพียงแต่อยากบอกว่า มันมีเหตุผลของความเห็นที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อเหตุผลพวกนั้นผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้ว ไม่ใช่คิดเอาเองมั่วๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งหลายย่อมรู้กันอยู่แล้วว่าความปลอดภัยของผู้ขับขี่จักรยานนั้น ไม่ได้ขึ้นกับหมวกกันน็อกเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการประกอบกันของเหตุปัจจัยหลายส่วน ตั้งแต่การมีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะทางจักรยานที่ชัดเจน (อย่างที่ทางมูลนิธิโลกสีเขียวเคยสำรวจพบว่า คนเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์อยากปั่นจักรยาน ถ้า กทม. มีทางจักรยานปลอดภัยให้) การเกิดวัฒนธรรมจักรยานในเมืองใหญ่ ยอมรับและแบ่งปันพื้นที่ถนน อันมาจากความเข้าใจว่า ถนนไม่ใช่ของรถใช้เครื่องยนต์ใหญ่น้อยแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นของจักรยาน รถเข็น ฯลฯ อีกด้วย ตลอดจนความระมัดระวังของผู้ขับขี่ที่มีต่อจักรยานและพาหนะชนิดอื่นๆ
ฟังๆ ดูแล้วความปลอดภัยของชาวจักรยานจึงขึ้นอยู่กับความเป็นเมือง (เข้าใจ) จักรยานนั่นเอง และการที่เมืองเมืองหนึ่งจะกลายเป็นเมืองจักรยานขึ้นมาได้ ย่อมต้องอาศัยคนออกมาปั่นจักรยานกันมากๆ มีการศึกษาที่พบว่า “ยิ่งมีคนเดินเท้าและนักปั่นมากขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะถูกชนโดยรถยนต์จะน้อยลง” ไม่ใช่เพราะว่าผู้ขับขี่รถยนต์หันมาปั่นจักรยานกันหมด แต่เป็นเพราะผู้ขับขี่รถยนต์รู้จักปรับพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเองให้เข้ากับนักปั่นจักรยานได้ ว่ากันว่านี่เป็นความลับที่อธิบายว่า ทำไมอัมสเตอร์ดัมถึงกลายเป็นเมืองจักรยานได้สำเร็จนั่นเอง
ถึงบรรทัดนี้ ป้าไม่อาจรู้ได้หรอกว่า คุณชิตัดสินใจจะสวมหรือไม่สวมหมวก หรือยังค่อยๆ ศึกษาหาข้อมูลต่อไป แต่ป้าจะขอแถมอีกนิดว่า หมวกราคาแพงหรือราคาถูกอาจไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยที่หมวกจะพึงมีให้กับผู้สวมมันเสมอไป เพราะการออกแบบหมวกกันน็อกจักรยานส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานจากหมวกรุ่น Tที่ผลิตออกมาเมื่อปี 1975 ซึ่งใช้โฟม (EPS – Expanded Polystyrene) แปะติดเปลือกพลาสติกบางๆ และไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้านวัสดุอีกเลย หมวกกันน็อกที่ใช้กันทั่วไปทุกวันนี้ จึงเป็นวิวัฒนาการของแฟชั่น ความเบา สบาย ถ่ายเทอากาศเท่านั้น
เท่าที่รู้ หมวกกันน็อก แม้จะป้องกันไม่ให้กระโหลกแตก แต่ยังไม่สามารถป้องกันสมองไม่ให้กระเทือน (concussion)ได้
ในสหรัฐอเมริกาพบว่า มีนักปั่นรอดชีวิตจากความตายเพราะศีรษะกระแทกพื้นก็จริง แต่กลับมีผู้ป่วยด้วยอาการสมองกระเทือนกลับเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้นักปั่นและผู้ใช้จักรยานจะสวมหมวกกันน็อกก็ตาม
ปัจจุบันมีบริษัทที่พัฒนาหมวกให้ป้องกันการกระทบกระเทือนของสมองออกมาแล้ว แต่ป้าไม่แน่ใจว่ามีขายแพร่หลายหรือยัง
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกสวมหรือไม่สวมหมวก จงปั่นจักรยานด้วยความระมัดระวังและมีสติไว้ก่อนเสมอ
รักและห่วงใย (สมองของ) นักปั่น
ป้าแตงไทย
credit จาก http://www.greenworld.or.th/relax/forum/2229
ป้าแตงครับ เวลาปั่นจักรยานต้องใส่หมวกกันน็อก หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ
ชิ รัชดา
......................................................................................................................................................
คุณชิ รัชดา จ๋า
เรื่องใส่หรือไม่ใส่หมวกกันน็อกตอนปั่นจักรยานนี่ เป็นปัญหาประเภทไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่เลยนะ
บนท้องถนน มีนักปั่นและผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ทั้งที่สวมและไม่สวมหมวก เราอาจชินตากับนักปั่นในชุดรัดรูปสวมหมวกกันน็อกปั่นคล่องแคล่ว (และแอบหวือหวา) ในขณะเดียวกันเราก็เห็นคนถีบจักรยานส่งของ เดินทางไปตลาด ส่งลูกไปโรงเรียน หรือปั่นไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย กลุ่มหลังมักไม่สวมหมวกกันน็อก จะว่าเป็นผู้ใช้จักรยานไร้ประสบการณ์ก็คงจะไม่ได้
นักปั่นมืออาชีพหลายคนก็แนะนำให้ผู้เริ่มปั่นและผู้ปั่นอยู่แต่ยังไม่สวมหมวกกันน็อก หันมาสวมหมวกกันเพื่อป้องกันอันตรายอันจะเกิดแก่หัวและสมอง บางคนแค่เตือนด้วยความห่วงใย แต่บางคนขึงขังและขึ้งเครียดกับคนที่ยังไม่สวมอย่างจริงจังทีเดียว บางหนก็เถียงกันไปมาอย่างเผ็ดร้อน
นี่ถ้าเป็นคนดัชต์ คนเดนส์ ก็คงบอกว่าที่อัมสเตอร์ดัม ที่โคเปนเฮเกน ไม่เห็นมีใครเค้าใส่หมวกกันน็อกกันเลย บางทีคุณแม่ชาวดัชต์ยังให้ลูกเล็กซ้อนท้าย 2 คนโดยไม่สวมหมวกกันน็อกด้วยซ้ำ สาวๆ เมืองนั้นแต่งตัวสุดชิค ใส่รองเท้าส้นสูง ศีรษะเปล่าเปลือยปั่นไปทุกหนแห่งอย่างไม่แยแสสิ่งใด
เวลาเถียงเรื่อง “หมวก-ไม่หมวก” กันทีไร คนยุโรปก็มักจะบลัฟคนถิ่นอื่น โดยเฉพาะคนอเมริกันละแวกนิวยอร์กว่า ทักษะการปั่น “อ่อน” เลยต้องสวมหมวก บางคนบอกว่าเพราะเมืองไม่ปลอดภัย เรียกร้องให้มีเลนจักรยาน ยังดีกว่าบังคับให้คนใส่หมวก
แต่ว่าทุกหนแห่งในโลกนี้มันไม่ได้เหมือนกันเสมอไปหรอกจ้ะ
นิวยอร์กเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองที่มีวัฒนธรรมรถยนต์เป็นใหญ่ แม้จะมีจำนวนผู้ปั่นจักรยานเพิ่มขึ้น แต่วัฒนธรรมจักรยานก็ยังไม่ถึงกับเข้มแข็งนัก คนนิวยอร์กและคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยจึงเห็นว่า ถ้าจะปั่นในเมืองใหญ่ (โดยเฉพาะนิวยอร์ก) ก็สมควรจะใส่หมวกกันน็อกให้เรียบร้อย
ใน กทม. สภาพการณ์บนท้องถนนน่าจะเข้าเค้าไปทางนิวยอร์กมากกว่าโคเปนเฮเกนหรืออัมสเตอร์ดัมแหละนะ ป้าว่า
เหตุผลหลักของการใส่หมวกกันน็อกก็คือ ป้องกันการบาดเจ็บหรืออันตรายที่ศีรษะ หากเกิดการกระแทกกับพื้นถนนหรือขอบฟุตบาท ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ หรือรอดพ้นจากการเสียชีวิตเนื่องจากการกระแทกที่รุนแรงได้
ทุกคนรู้ ทุกคนเข้าใจ แต่จะตัดสินใจสวมมันหรือไม่ก็อาจจะเป็นอีกเรื่อง
Grist.org เจ้าเก่ารายงานว่า ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าคนทั้งประเทศยังขี่จักรยานกันน้อย ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่จำนวนผู้ออกมาปั่นก็มากขึ้นทุกที จากปี 1995 ถึง 2009 มีผู้ใช้จักรยานมากขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนี้พบว่าการบาดเจ็บจากการปั่นจักรยานลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้เสียชีวิตลดลง 18 เปอร์เซ็นต์
(ต้วเลขระหว่างปี 1995 ถึง 2011) !
การใช้หมวกกันน็อกย่อมมีส่วนที่ทำให้ความตายลดลง เพราะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมักเกิดจากการบาดเจ็บของศีรษะสูงถึง 3 ใน 4 ของทั้งหมด และหมวกกันน็อกช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่หัวและสมองได้ 63-88 เปอร์เซ็นต์
แต่ในเมื่อมันฟังเข้าท่าอย่างนี้ แล้วมันมีเหตุผลกลใดที่นักปั่นและผู้ใช้จักรยานหลายคนไม่ใส่หมวกล่ะ
มันอาจจะ :หนัก |รำคาญ |ผมฟีบ |ไม่เข้ากับใบหน้า |ปั่นแค่นี้เอง |ถีบแม่บ้านไม่ต้องหมวกหรอก |ไม่เข้ากับชุด |ไม่กันแดด |ยังไม่เจอแบบที่ใช่ และอื่นๆ
สำหรับผู้ใช้จักรยานและนักปั่นที่เคยมีประสบการณ์รถล้มหัวกระแทกพื้นมาแล้ว ย่อมคิดว่าเหตุผลพวกนั้นจิบจ้อย เทียบไม่ได้เอาเลยกับนาทีชีวิตที่ตนเพิ่งผ่านพ้นปลอดภัยมาได้เพราะมีหมวกกันน็อกป้องกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีงานวิจัยน่าคิดเกี่ยวกับด้านบวกของการไม่ใส่หมวกกันน็อกเลยอยู่เหมือนกัน นิตยสาร Bicycling ฉบับเดือนมิถุนายน 2013 รวบรวมผลของการไม่สวมหมวกกันน็อกว่า :
คนขับรถยนต์ใจดีกว่าเดิม
ปี 2006 คุณเอียน วอร์กเกอร์ นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักร พบว่าผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนจะทิ้งระยะห่างจากนักปั่นเฉลี่ย 3.35 นิ้ว แต่จะเข้าใกล้กว่านั้น ถ้าหากเขาสวมหมวกกันน็อก ตรงกันข้าม ถ้าหากนักปั่นเป็นสาวผมยาว ผู้ขับขี่รถยนต์ยิ่งขับอย่างระมัดระวังและทิ้งระยะห่างให้มากขึ้น
คุณวอร์กเกอร์ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะผู้ขับขี่รถยนต์เหมาเอาว่า นักปั่นที่สวมหมวก (ไม่ว่าจะเริ่มต้นปั่นหรือชำนาญแล้วก็ตาม) ย่อมเป็นนักปั่นที่มีประสบการณ์เสมอ ความที่ตัวผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมย่อยของการขี่จักรยาน จึงเชื่อมโยงหมวกกันน็อกเข้ากับเสื้อผ้ายืดรัดรูปของบรรดานักปั่นมืออาชีพนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าคนขับรถยนต์ที่ไม่ได้ปั่นจักรยานด้วย ก็จะไม่รู้ว่าคนขี่จักรยานมีหลายประเภท
การสวมหมวกทำให้นักปั่นอันตรายกว่าเดิม
จริงดิ – นักจิตวิทยาชื่ออ่านยาก จึงขอทับศัพท์ว่า Aslak Fyhriและ คุณรอส โอ ฟิลลิปส์ จากสถาบันเศรษฐศาสตร์การขนส่งแห่งออสโล เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเพื่อเสนอ “ทฤษฎีการชดเชยความเสี่ยง” ที่ว่า “ถ้าหากคุณเชื่อถือหมวกกันน็อกของคุณ คุณจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เสี่ยงกว่าเดิม เช่นขี่จักรยานเร็วขึ้น” ทั้งสองค้นพบว่า นักปั่นที่คุ้นเคยกับการสวมหมวกกันน็อกจะปั่นช้าลงถ้าหากไม่ได้สวมหมวก ในขณะที่คนที่ไม่ได้สวมหมวกอยู่แล้ว จะปั่นด้วยความเร็วเท่าเดิมเมื่อสวมหมวก
หมวกกันน็อกทำให้คนไม่อยากขี่จักรยาน
จริงดิ (หนที่สอง) – ประหลาดเนอะ กลุ่ม “Helmet Freedom”ในออสเตรเลียระบุว่า แม้การสวมหมวกกันน็อกจะเป็นสิ่งดี แต่การบังคับให้นักปั่นทุกคนสวมหมวก เช่นที่ออสเตรเลียทำ จะทำให้คนไม่ขี่จักรยานมากอย่างที่ควร เพราะรู้สึกว่าการขี่จักรยานเป็นเรื่องอันตราย จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ศ. คริส รัสเซิล พบว่า 23 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวซิดนีย์บอกว่า จะปั่นจักรยานมากขึ้น ถ้าหากการสวมหมวกเป็นทางเลือก
หมวกกันน็อกทำให้คนไม่อยากใช้บริการยืมจักรยาน
เหมือนกับข้อที่แล้ว การบังคับให้ผู้สัญจรสวมหมวกกันน็อกเมื่อใช้บริการยืมจักรยานตามโครงการของเมือง อาจทำให้ผู้สนใจใช้บริการน้อยลง ล่าสุดนายกเทศมนตรีไมเคิล บลูมเบิร์ก ปฏิเสธการบังคับใช้กฎข้อนี้ในนิวยอร์กแล้ว (แต่สนับสนุนให้นักปั่นแต่ละคนสวมหมวกกันน็อกเอง)
คุณชิและคุณผู้อ่านได้โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าป้าจะมาชวนเชื่อเรื่องไม่สวมหมวกกันน็อก เพราะป้าเองก็ใช้หมวกเมื่อออกปั่น เพียงแต่อยากบอกว่า มันมีเหตุผลของความเห็นที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อเหตุผลพวกนั้นผ่านการศึกษาวิจัยมาแล้ว ไม่ใช่คิดเอาเองมั่วๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เราทั้งหลายย่อมรู้กันอยู่แล้วว่าความปลอดภัยของผู้ขับขี่จักรยานนั้น ไม่ได้ขึ้นกับหมวกกันน็อกเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการประกอบกันของเหตุปัจจัยหลายส่วน ตั้งแต่การมีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะทางจักรยานที่ชัดเจน (อย่างที่ทางมูลนิธิโลกสีเขียวเคยสำรวจพบว่า คนเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์อยากปั่นจักรยาน ถ้า กทม. มีทางจักรยานปลอดภัยให้) การเกิดวัฒนธรรมจักรยานในเมืองใหญ่ ยอมรับและแบ่งปันพื้นที่ถนน อันมาจากความเข้าใจว่า ถนนไม่ใช่ของรถใช้เครื่องยนต์ใหญ่น้อยแต่เพียงผู้เดียว แต่ยังเป็นของจักรยาน รถเข็น ฯลฯ อีกด้วย ตลอดจนความระมัดระวังของผู้ขับขี่ที่มีต่อจักรยานและพาหนะชนิดอื่นๆ
ฟังๆ ดูแล้วความปลอดภัยของชาวจักรยานจึงขึ้นอยู่กับความเป็นเมือง (เข้าใจ) จักรยานนั่นเอง และการที่เมืองเมืองหนึ่งจะกลายเป็นเมืองจักรยานขึ้นมาได้ ย่อมต้องอาศัยคนออกมาปั่นจักรยานกันมากๆ มีการศึกษาที่พบว่า “ยิ่งมีคนเดินเท้าและนักปั่นมากขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะถูกชนโดยรถยนต์จะน้อยลง” ไม่ใช่เพราะว่าผู้ขับขี่รถยนต์หันมาปั่นจักรยานกันหมด แต่เป็นเพราะผู้ขับขี่รถยนต์รู้จักปรับพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเองให้เข้ากับนักปั่นจักรยานได้ ว่ากันว่านี่เป็นความลับที่อธิบายว่า ทำไมอัมสเตอร์ดัมถึงกลายเป็นเมืองจักรยานได้สำเร็จนั่นเอง
ถึงบรรทัดนี้ ป้าไม่อาจรู้ได้หรอกว่า คุณชิตัดสินใจจะสวมหรือไม่สวมหมวก หรือยังค่อยๆ ศึกษาหาข้อมูลต่อไป แต่ป้าจะขอแถมอีกนิดว่า หมวกราคาแพงหรือราคาถูกอาจไม่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยที่หมวกจะพึงมีให้กับผู้สวมมันเสมอไป เพราะการออกแบบหมวกกันน็อกจักรยานส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานจากหมวกรุ่น Tที่ผลิตออกมาเมื่อปี 1975 ซึ่งใช้โฟม (EPS – Expanded Polystyrene) แปะติดเปลือกพลาสติกบางๆ และไม่ได้เปลี่ยนแปลงด้านวัสดุอีกเลย หมวกกันน็อกที่ใช้กันทั่วไปทุกวันนี้ จึงเป็นวิวัฒนาการของแฟชั่น ความเบา สบาย ถ่ายเทอากาศเท่านั้น
เท่าที่รู้ หมวกกันน็อก แม้จะป้องกันไม่ให้กระโหลกแตก แต่ยังไม่สามารถป้องกันสมองไม่ให้กระเทือน (concussion)ได้
ในสหรัฐอเมริกาพบว่า มีนักปั่นรอดชีวิตจากความตายเพราะศีรษะกระแทกพื้นก็จริง แต่กลับมีผู้ป่วยด้วยอาการสมองกระเทือนกลับเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้นักปั่นและผู้ใช้จักรยานจะสวมหมวกกันน็อกก็ตาม
ปัจจุบันมีบริษัทที่พัฒนาหมวกให้ป้องกันการกระทบกระเทือนของสมองออกมาแล้ว แต่ป้าไม่แน่ใจว่ามีขายแพร่หลายหรือยัง
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกสวมหรือไม่สวมหมวก จงปั่นจักรยานด้วยความระมัดระวังและมีสติไว้ก่อนเสมอ
รักและห่วงใย (สมองของ) นักปั่น
ป้าแตงไทย
credit จาก http://www.greenworld.or.th/relax/forum/2229