สิ่งที่ผมตอบมาจากเนื้อหาทางวิชาการ ไม่ได้นั่งเทียนและคิดเอาเองครับ แน่นอนว่าเนื้อหาที่เหมาะสมจะต้องปรับให้เหมาะกับการใช้งานจริงในขั้นต่อมา
หากอ่านข้อมูลทุกครั้งที่ผมอธิบายจะเน้นเลยว่าสิ่งที่แนะนำทั้งหมดนั้นเป็น"ทฤษฏี" ในความเป็นจริงต้องมี"ผู้เชี่ยวชาญ"ใช้"ประสบการณ์" ประสบการณ์ที่ว่าของผมคือ บรรดาอดีตทีมชาติ นักแข่งของจริง หรือช่างฝีมือที่ออกรถปีละเป็นร้อยคันครับ ไม่ใช่ กลุ่มปั่นที่ปั่นทางไกลๆโหดๆแล้วบอกว่าตัวเองรู็มาก
ผมจะอธิบายให้ครับ
Bettini สูง 169 ใช้รถไซส์ 49 เสต็ม 120 คุณถามว่าเอื้อมได้เท่านั้นมั้ย?? คำตอบคือคุณเข้าใจพื้นฐานการเซ็ทรถผิดครับ อันดับแรก การคำนวนรถที่ถูกคือการคำนวนหาระยะห่วงของช่วงเอื้อมก่อนเลยครับ เช่นั้นแล้ว ร่างกายคน 1 คน จะมีระยะเอื้อมระยะเดียว ในกรณี Bettini สมมุติว่าระยะที่ได้จากเฟรม 49 เสต็ม 120 เป็น X ก็แปลว่าแม้ Bettini ขี่รถไซส์ 51 ก็ต้องเปลี่ยนเสต็มชดเชยให้มีระยะเอื้อมเป็น X เท่าเดิมครับ
ดังนั้น สำหรับท่านเจ้าของกระทู้ที่ถาม แม้จะไม่ได้มีระบุรายละเอียดมากนัก แต่แน่นอนว่า เริ่มต้นผมมองที่ระยะเอื้อมโดยรวมก่อน โดยรวมคนสูง 170 ระยะเอื้อมไม่ใช่การใช้งานกับเฟรมท่อบนขนานพื้น 490-500 แน่นอนครับ
ทีนี้มาพูดเรื่องเฟรมใหญ่ไป-เล็กไปบ้างนะครับ
คุณให้คำแนะนำผิดกับความจริงครับ
การขี่เฟรมเล็กไปต่างหากที่ทรมานร่างกาย เพราะอะไร?? เพราะว่า ระดับของเบาะและแฮนด์จะต่างกันมาก ยกเว้นจะรองแหวนจนคอยาวเป็นกะเหรี่ยงครับ นี่คือเหตุที่ทำไมโปรถึงขี่รถแบบนี้ได้ เพราะร่างกายยืดหยุ่น ฟิตกว่า ถ้าคนอย่างเราๆไปขี่แบบนั้น แข่งกันแรงแบบนั้น มีกรอบแน่ๆครับ และที่สำคัญ ไม่ใช่โปรทกคนทุกแบบจะเล่นเซ็ทอัพแบบนั้นด้วยครับ ลองดูทัวร์เยอะๆนะครับ สังเกตุการเซ็ทรถให้ดีๆครับ มีนักแข่งบางประเภทไม่ได้เซ็ทอัพโหดๆแบบนั้น ท่าขี่ที่ได้จากเฟรมเล็กๆคือการ"ขดตัว" ลู่ลมมากๆ การเซ็ทแบบนี้มีมาในช่วงไม่เกินสองทศวรรษหลังนี้เองครับ
ก่อนหน้านี้ ยุค70-80 การเซ็ทรถเป็นแบบที่ต่างอย่างสิ้นเชิง รถใหญ่กว่านี้มากครับ
ว่ากันเรื่องรถใหญ่เกินไป คำว่า"เกินไป"นั้นอาจยากจะจำกัดความได้ เอาเป็นว่าควรมองที่จุดมุ่งหมายในการใช้งานครับ ถ้าเป็นนักจักรยานที่มองกว้างๆ อ่านมาก เห็นมากก็จะรู้ว่า รถใหญ่ๆเป็นรถทัวริ่งครับ รถเล็กๆเป็นรถแข่ง และแม้แต่การแข่งที่ยาวๆโหดๆวันเดียว ก็จะเซ็ทรถให้มีพื้นที่วางตัวสบายกว่าด้วยครับ นั่นเพราะอะไร? รถที่ใหญ่ จะทำให้ร่างกายเหยียดได้สบายกว่ามากครับ
อ่านมาตรงนี้ถ้ายังงง ผมต้องย้ำว่า ทั้งรถใหญ่ที่บอก และรถเล็กที่อธิบาย ทั้งสองคันจะมีระยะเอื้อมในการปั่นเป็นค่าเดียวกันครับ สิ่งที่ต่างคือ ท่อเฟรม และระดับเบาะ การเซ็ทปลีกย่อยที่ส่งผลอย่างมากครับ
ทีนี้มาเรื่องต่อมานะครับ การระบุไซส์รถใช้ท่อนั่งเป็นเกณฑ์ครับเพราะโดยอดีต เสือหมอบใช้ความยาวท่อนั่งแยกไซส์รถ เพราะใช้ไซส์นี้เป็นตัวระบุเฟรมที่เหมาะแต่เมื่อเกิดเฟรมสโลป ระบบการคิดก็หันมามองท่อบนแทน แต่การเรียกไซส์ยังคงเป็นท่อนั่งครับ เช่น Bianchi ไซส์ 49 เพราะท่อนั่งวัดจริงเป็น 460(ประมาณนั้นผมจำไม่ได้) แต่ถ้าวัดแนวสมมุติว่าท่บนขนานพื้นท่อนั่งจะได้ระยะ 490 ครับ รถไซส์นี้มีท่อบน 520 (วัดขนานพื้น) ดังนั้นการบอกไซส์รถจึงควรเรียกไซส์ตามมาตรฐานครับเช่น "ไซส์ 49 ท่อบนขนานพื้น 520" ครับ ไม่ควรเรียกไซส์ตามท่อบนดื้อๆ เดี๋ยวจะงงกันไปใหญ่
ดังนั้น การที่คุณแนะนำให้เค้าไปหารถที่ท่อบนยาว 490-500(วัดขนานพื้น) เท่ากับคุณบอกให้เค้าไปขี่รถ"เล็ก" และจะบอกว่า Bianchi 1885 ที่คุณขี่ไซส์ที่ว่าท่อบนไม่ใช่ 490 นะครับ ท่อบนยาว 520 ครับ

ผมยกตัวอย่ง Bettini เพราะเป็นระยะคร่าวๆใกล้ๆกัน แน่นอนว่าหากเซ็ทจริง ต้องมีความต่างในเรื่องระดับระยะต่างๆแน่นอนครับ (อันนั้นไกลเกินจะบอกได้ ต้องให้ช่างทำรถเค้าทำครับ)
ผมไม่ได้มาลงตอบเพื่อเถียงหรือเอาชนะนะครับ แต่ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูล และไม่ได้บอกด้วยว่านี่คือสิ่งถูกต้องที่สุดหนึ่งเดียวครับ การขัดแย้งเป็นสิ่งที่ดีครับเพราะมันจะนำไปสู่การศ฿กษาหาข้อเท็จจริงสำหรับคนอื่นๆได้ และยินดีเสมอที่ได้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือจากท่านอื่นๆนำมาให้ผมได้เปิดกะลาออกไปอีกครับ
ปล.
เฟรม Bianchi มีลงถึงไซส์ 44 ครับในรุ่น Nirone7 และมีถึง 46 ในรุ่น FG Lite ถ้าอยากได้เป็นคาร์บอน เล่นตัว Bianca T-CUBE ก็ได้ครับ ดังนั้นถ้าจะหา หาไม่ยากครับ