20-23 กรกฎาคม 2556
ทริปพิเศษ... พลาดไม่ได้ ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมจักรยานชัยภูมิชวนร่วมกิจกรรมปั่นไป เดินไป ปลูกต้นสาละ ในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา ปลูกปัญญากับพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล พระนักวิชาการ นักกิจกรรม ที่สามารถเชื่อมโยงความรู้ทางด้านพุทธธรรม มาอธิบายเรื่องราวของชีวิต และสังคมในบริบทสังคมสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย
ชมความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่มอหินขาว ป่าปรงพันปี ชุ่มฉ่ำกับน้ำตกตาดโตน เรียนรู้วิถีชุมชน กับหลากหลายเส้นทางปั่นที่สนุก ตื่นเต้นท้าทาย และเร้าใจสุดๆ
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2556
05:00 น. ตีห้าพบกันที่ประดิพัทธ์ซอย 17 ช่วยกันขนรถจักรยานขึ้นรถบรรทุก พร้อมแล้วออกเดินทางสู่จังหวัดชัยภูมิ (สามารถนำรถยนต์มาจอดได้ที่อาคารรัจนาการ) อาหารเช้าระหว่างทางตามอัธยาศัย
*****กรุณาตรงเวลาเพื่อคุณภาพของทริป*****
11:00 น. ถึงอุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาภูแลนคา เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยปะทาวชมสไลด์และฟังเรื่องราวของอุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน เจ้าหน้าที่นำเดินป่าศึกษาธรรมชาติของป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง จะพบเห็นกระรอกหลากหลายชนิดมากมาย อาหารกลางวันตามชอบ พักผ่อนตามอัธยาศัย แช่น้ำเล่นน้ำตก ชุ่มกายสบายใจแล้ว มาตรวจเช็ครถจักรยานให้เรียบร้อยพร้อมปั่น
14:30 น. ปั่นจักรยานชมธรรมชาติสองข้างทางสวยงาม ดูวิถีชีวิตชาวบ้านห้วยหมากแดง ที่วิถีผู้คนผูกพันกับป่าอย่างพึ่งพากัน ชมสวนยางพารา ไร่มัน วิถีชีวิตชาวบ้านวังโทน แหละหญ้าคา ปั่นขึ้นเนินเรื่อยๆถึงผาหัวนาค เป็นจุดสูงสุดของมอหินขาว สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 905 เมตร มองเห็นเทือกเขาภูเขียวเด่นชัด ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากๆ โดยเฉพาะยามอาทิตย์อัศดง บันทึกความจำกันแล้ว ค่อยๆปั่นลงเนินมาลานกางเต็นท์ เลือกทำเลกันตามอัธยาศัย รีบกางเต็นท์ให้เรียบร้อยก่อน เพราะบนดอยนี้ไม่มีไฟฟ้า (เป็นไฟปั่นจะปิดตอน21:00 น.)
18:30 น. อาหารเย็นพร้อมกัน อิ่มแล้วรวมกลุ่มนั่งฟังเรื่องเล่าตำนานมอหินขาวจากเจ้าหน้าที่ เติมเต็มความรู้ เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่สร้างสรรค์ไว้อย่างน่าทึ่งได้เวลาแยกย้ายไปพักผ่อนนอนดูดาวนับล้านดวง ระยิบระยับบนท้องฟ้า ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย
ระยะทางวันนี้ประมาณ 30 กม
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2556
ใครอยากเห็นความงดงามแห่งแสงแรก รีบตื่นแต่เช้ามืดไปดูพระอาทิตย์ขึ้นทางกลุ่มหินโขลงช้าง จะปั่นไป หรือเดินไปก็ได้ ประมาณ 700 เมตรจากที่พัก อาจได้เห็นสายหมอกลอยปกคลุมทั่วบริเวณสวยงาม
**เก็บสัมภาระขึ้นรถบัสให้เรียบร้อยก่อน**
07:00 น. อาหารเช้าพร้อมกัน
08:00 น. ปั่นจักรยานชมความงดงามของสวนหินล้านปี ตื่นตาตื่นใจในความงามของกล้วยไม้ป่าหลายหลากชนิดและดอกไม้ป่าที่หายากมากมายขึ้นเป็นทุ่งกว้าง ชมกลุ่มหินต่างๆที่มีรูปลักษณ์เป็นที่อัศจรรย์ใจมาก เป็นเสาหินทรายที่ใหญ่และสวยที่สุดในอาเซียน มีอายุเก่าแก่กว่า 197 ล้านปี ปั่นไปเดินไป ชมประติมากรรมธรรมชาติอันมหัศจรรย์ เสาหินอันยิ่งใหญ่เรียงราย หลายกลุ่มก้อนรูปร่างประหลาด เช่น กลุ่มเสาหิน 5 แท่ง ที่มีความสูงประมาณ 10-12 เมตร ว่ากันว่ามีเสาต้นหนึ่งขนาดใหญ่ 22 คนโอบ ถ้าอยากรู้ว่าเท่าไรต้องเอาตลับเมตรไปวัดรอบเอง ยังมีกลุ่มหินเจดีย์ และลานหินต้นไทร มีต้นไทรขึ้นบนก้อนหินแปลกมหัศจรรย์
10:00 น. ปั่นจักรยานลงเขาด้วยความระมัดระวัง ไปถึงเขื่อนลำปะทาว เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก อาหารกลางวันตามอัธยาศัย มีให้เลือกมากมายริมเขื่อน
13:00 น. ล้อหมุนชมวิวทิวทัศน์ตามเส้นทางหมู่บ้าน มาถึงวัดภูเขาทอง บ้านท่ามะไฟหวาน กิจกรรมปลูกต้นสาละลังกา** จำนวน 50 ต้น การปลูกต้นไม้ นอกจากช่วยให้เกิดบรรยากาศที่สดชื่นและร่มรื่น เกื้อกูลต่อสรรพชีวิตน้อยใหญ่แล้ว ยังสามารถนำความสงบเย็นมาสู่จิตใจของเราด้วย โดยเฉพาะเมื่อเราปลูกด้วยใจรักและอย่างมีสติ ต้นไม้ในใจเราก็จะงอกงาม เป็นต้นไม้ที่จะติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง การปลูกต้นไม้ให้ร่มครึ้มจึงเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดสร้างสวนปลูกป่า....บุญของผู้นั้นย่อมเจริญทุกเมื่อเชื่อวัน” บุญชนิดนี้ให้ผลทั้งความสุขกายและความสุขใจ โดยเฉพาะในยามที่ธรรมชาติทั่วทั้งโลกกำลังถูกคุกคาม ควรอย่างยิ่งที่เราจะช่วยกันชักชวนผู้คนให้มาทำบุญชนิดนี้ให้มาก ๆ
เสร็จแล้วปั่นไปวัดป่าสุคะโต สถาบันสติปัฏฐาน ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาภูแลนคา สูงจากระดับน้ำทะเล 465 เมตร กางเต็นท์ที่ศาลาแยกชาย หญิง ตามอัธยาศัย เดินชมรอบๆบริเวณวัดที่สงบ ร่มเย็น ซึ่งพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล กล่าวไว้ว่า “การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับความสงบจากภายใน แม้ว่าในเบื้องแรก ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นทิวทัศน์อันงดงามตระการตา คือความตื่นตาตื่นใจ แต่หากให้เวลาแก่ตนเอง อานุภาพของธรรมชาติจะค่อยๆซึมซับลงไปสัมผัสกับส่วนลึกของจิตใจ และบันดาลความสงบให้ผุดบังเกิดขึ้น เป็นความสงบที่นำความสุขอย่างประณีตลึกซึ้งมาให้แก่เรา”
17:00 น. อาหารเย็นพร้อมกัน
18:00 น. พร้อมกันที่หอไตร ร่วมสวดมนต์ทำวัตร และฟังธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต
ระยะทางวันนี้ประมาณ 35 กม.
วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2556 (วันอาสาฬหบูชา)
07:00 น. อาหารเช้าพร้อมกัน รับเสบียงไว้กินกลางวันที่ยอดภูคลีจุดสูงสุดใจกลางเมืองชัยภูมิ
08:00 น. ปั่นจักรยานไปชมความมหัศจรรย์ของป่าปรงพันปี แหล่งท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดของชัยภูมิและเป็นป่าปรงผืนใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุดในเมืองไทย อายุมากกว่าพันปี ต้นปรงสูงประมาณ 10 เมตร ขึ้นยอดภูคลี คือจุดสูงสุดของแผ่นดินใจกลางเมืองชัยภูมิ สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 เมตร ชมทิวทัศน์ที่สวยงามบริเวณผานางคอย รับประทานอาหารกลางวันท่ามกลางป่าปรงที่สวยงาม ร่มรื่น พักผ่อนได้เวลาแล้วปั่นลงเนิน ตามเส้นทาง ชมทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามมากๆ มาถึงวัดป่ามหาวันหรือภูหลง เป็นสำนักสงฆ์เล็ก ๆ บนภูเขาที่ชาวบ้านเรียกว่า "ภูหลง" เป็นต้นน้ำชั้นหนึ่งเอ เนื่องจากเป็นจุดกำเนิดของลำปะทาว ซึ่งไหลไปหล่อเลี้ยงจังหวัดชัยภูมิ มีเนื้อที่ประมาณ ๓,๕๐๐ ไร่ ชาวบ้านเล่าว่าเป็นภูลูกเดียวในบริเวณเทือกเขาภูแลนคาที่รอดพ้นจากการทำสัมปทานไม้เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน จึงมีป่าที่สมบูรณ์กว่าส่วนอื่น ๆ ในเทือกเขาภูแลนคา (ยกเว้นอุทยานตาดโตน) ปัจจุบันมีพระประมาณ ๔ รูป แม่ชี ๔ ท่าน โดยทางวัดได้ร่วมกับชาวบ้านดูแลป่ามาตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา แม้จะถูกมนุษย์และไฟป่าคุกคาม จนกลายเป็นทุ่งหญ้าหลายร้อยไร่ แต่ก็ยังเป็นแหล่งอาศัยของหมูป่านับร้อยและสัตว์นานาชนิด
ร่วมทำบุญสืบสานวัฒนธรรมประเพณีพิธีถวายผ้าอาบน้ำฝน ณ วัดป่ามหาวัน (ภูหลง) ฟังธรรมบรรยายจากพระไพศาล วิสาโล เพิ่มพูนปัญญา พาชีวีเป็นสุข
17:00 น. ถึงวัดป่าสุคะโต อาหารเย็นพร้อมกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า สวมเสื้อสีขาว สำรวมกาย วาจาใจบำเพ็ญบุญในวันอาสาฬหบูชา คือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก
19:00 น. พิธีเวียนเทียน เพื่อเป็นการระลึกและเคารพต่อคุณพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง
ระยะทางวันนี้ประมาณ 40 กม.
วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2556 (วันเข้าพรรษา)
07:00 น. อาหารเช้าพร้อมกัน เสร็จแล้วนำรถจักรยานไปขึ้นรถบรรทุกให้เรียบร้อยก่อน
09:00 น. ร่วมทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝน กิจกรรมปลูกสวนป่าที่วัดป่าสุคะโต ปลูกต้นสาละลังกา จำนวน 150 ต้น เสร็จแล้วรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าขึ้นรถบัสกลับกรุงเทพฯ
แวะทานอาหารเย็นระหว่างทางตามอัธยาศัย
21:00 น. ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ
ด้านสุขภาพกาย สมาชิกที่ร่วมทริปทุกท่าน นอกจากได้ดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายแล้ว ยังไม่ทำลายสุขภาพด้วยการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ผู้เข้าร่วมจะได้สุขภาพใจจากทริปที่สบายๆ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อดูแลช่วยเหลือกันและกัน ได้เรียนรู้เข้าใจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ประเพณี วิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นนั้นเป็นการเสริมสร้างสุขภาพทางปัญญา และด้านสังคม ผู้เข้าร่วมจะได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันด้วย
ค่าสมัครร่วมกิจกรรมเพียง 2,600 บาท รรวมค่ารถบัสปรับอากาศวีไอพี รถบรรทุกจักรยาน ที่พัก 3 คืน อาหารเพื่อสุขภาพ 8 มื้อ ประกันอุบัติเหตุ
สมัครร่วมกิจกรรมหรือสอบถามได้ที่ ผู้พันป๊อก 081-7203356 รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ท่านเท่านั้น
นำและดูแลทริปโดยชมรมจักรยานชัยภูมิ และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย
--------------------------------------------------------------------------------------------
** หมายเหตุ ความรู้เรื่องต้นสาละ**
สาละ มีอยู่ 2 ชนิด คือ สาละอินเดีย และสาละลังกา
ต้นสาละอินเดีย เป็นต้นไม้ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน มีถิ่นกำเนิดทางเหนือของประเทศอินเดีย (ปัจจุบันคือประเทศเนปาล) บางทีเรียกว่า สาละใหญ่ หรือมหาสาละ ชาวอินเดียเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นพันธุ์ไม้ที่เพาะยาก หาได้ยากมากในประเทศไทย จะออกดอกในช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลแข็ง มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง สาละอินเดีย จะหาดูได้ที่หลังเจดีย์องค์ใหญ่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน, วัดเบญจมบพิตร และที่จิตตภาวัน วิทยาลัย จังหวัดชลบุรี
ต้นสาละลังกา ไม่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติเลย มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ Guiana และประเทศอื่นๆ ในแถบทวีปอเมริกาใต้ เรียกว่าต้นลูกปืนใหญ่ (Cannon-ball Tree) สามารถพบเห็นตามวัดวาอารามทั่วไป ออกดอกตามโคนต้น ดอกสีชมพูอมเหลืองและแดง กลิ่นหอมแรง ออกเป็นช่อใหญ่ตามลำต้น กลีบดอก ๔-๖ กลีบ ออกดอกเกือบตลอดปี ต้องการแสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท ชาวลังกาถือว่าเป็นต้นไม้มงคลในพระพุทธศาสนา เห็นว่าดอกมีลักษณะสวยและมีกลิ่นหอม จึงนำไปถวายพระ อีกทั้งนิยมปลูกภายในวัดมากกว่าตามอาคารบ้านเรือน



