ส.สมบัติคานามูจิ (สมบัติกลการ 1992) เซียงกงจักรยานที่ผมจะไม่ไปเหยียบอีก
โพสต์: 01 มิ.ย. 2013, 19:00
ผมเป็นคนที่ชอบเล่นจักรยานแนววินเทจครับ ทำให้การเดินดูจักรยานเก่าๆในเซียงกงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผม
วันนี้เป็นวันที่ผมเจอประสบการณ์เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ที่เคยเดินเข้าเซียงกงมา ต้องขออนุญาตเล่าย้อนไปถึงเดือนที่แล้วก่อน
เดือนที่แล้วขณะที่ผมกำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านตอนดึกอยู่นั้นเอง ผมก็บังเอิญขับผ่านไปแถวซอยลาดพร้าว18ก็ได้พบกับร้านเซียงกงจักรยานร้านนึงเข้า ด้วยความที่ชอบเล่นจักรยานวินเทจทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะแวะเข้าไปดูจักรยานเก่าๆที่เซียงกงแห่งนี้ ภายในร้านผมได้พบกับเจ้าของร้านอยู่สองท่าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับ นายสมบัติ คานามูจิ (เป็นคนญี่ปุ่น) เป็นครั้งแรกพร้อมกับลูกชายของเค้า(เป็นคนไทย) ขณะที่ผมเดินดูจักรยานเก่าๆที่ตั้งเป็นกองภูเขาอยู่นั้นเอง ผมก็หันไปถามกับนายสมบัติ
ผม: "มีจักรยานอะไรที่ราคาสูงบ้างในร้าน"
นายสมบัติ: "จักรยานราคาสูงทั้งหลายโดนพวกพ่อค้ากวาดเรียบไปหมดแล้ว แต่มีToeiที่ผมเก็บไว้ในห้องนอน"
ผม: "แล้วจักรยานToeiที่คุณมีอยู่นั้นขายมั๊ย"
นายสมบัติ: "ขาย"
ผม: "ราคาเท่าไหร่ครับ"
นายสมบัติ: "ผมบอกไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ จักรยานระดับสูงขนาดนั้นคุณต้องเป็นคนเสนอราคามาก่อน แล้วผมถึงจะบอกได้ว่าจะขายให้กับคุณหรือไม่"
ผม: "..."
(คิดในใจตอนนั้น คุณเป็นพ่อค้าแต่ไม่เปิดราคาให้กับลูกค้าก่อนแบบนี้เท่ากับเป็นการดูถูกผมรึเปล่า)
ผม: "แล้วนอกจากToeiแล้วคุณมีจักรยานระดับสูงอะไรอื่นอีกหรือไม่"
ขณะที่คุยกันอยู่นั้นห้องค่อนข้างสลัวมาก นายสมบัติจึงเดินไปเปิดไฟ ทำให้ผมมองเห็นจักรยานจำนวนหนึ่งที่วางกองอยู่ตรงมุมห้อง
นายสมบัติ: "มีเท่าที่เห็นอยู่ตรงนั้น"
ผม: "แต่จักรยานพวกนั้นไม่มีทั้งตราหน้ารถและสติ๊กเกอร์บนตัวถังรถนะครับ"
นายสมบัติ: "ถ้าคุณเป็นพวกเล่นจักรยานระดับสูงแล้ว คุณต้องสามารถบอกได้ว่าจักรยานที่เห็นเป็นจักรยานยี่ห้ออะไรโดยที่ไม่ต้องดูตราหน้ารถและสติ๊กเกอร์บนตัวถังรถ"
(เชดดดดดดด...กรูกำลังแข่งแฟนพันธุ์แท้อยู่ป่ะเนี้ย)
พอได้ฟังแบบนั้นเสร็จผมก็อึ้งทำตัวไม่ถูกพร้อมกับเดินกลับออกจากเซียงกงดังกล่าวพร้อมกับความงุนงง
หลังจากประสบการณ์ที่งดงาม(ประชด!)จากเซียงกงลาดพร้าวในครั้งนั้นก็ทำให้ผมตัดสินใจไม่ไปเลือกซื้อของที่นั่นอีก
วันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปเดินที่สามย่านในขณะที่รอเพื่อนทำธุระ ระหว่างที่เดินอยู่ผมนึกขึ้นได้ว่าสามย่านก็มีเซียงกงจักรยานอยู่ จึงทำให้ผมตัดสินใจค้นหาเซียงกงในอากู๋(Google)และได้พบกับร้านส.สมบัติคานามูจิอีกครั้ง(ครั้งที่แล้วลืมบอกไปว่าไม่มีป้ายหน้าร้าน ทำให้ผมไม่รู้จักชื่อร้าน)
ด้วยความไม่รู้ประกอบกับความต้องการค้นหาจักรยานเก่าๆจึงทำให้ผมเดินหาร้านและได้พบกับนายสมบัติอีกครั้ง ตอนแรกผมก็กะจะเดินผ่านไป แต่ด้วยความที่อยากดูจักรยานจึงทำให้ผมเดินเข้าไปแวะดูจักรยานภายในร้านนายสมบัตินี้
ผม: "ที่ร้านนี้มีจักรยานอะไรเด๊ดๆบ้างมั๊ยครับ"
นายสมบัติ: "อย่างคุณจะมีปัญญาซื้อหรอ"
(เดือดมาก รอบที่1!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
อารมณ์ผมในตอนนั้นคือเดือดมาก จึงทำให้ตัดสินในเดินออกมาจากร้านแทนที่จะทะเลาะกันต่อ
ในขณะที่ผมเดินออกมาจากร้านอยู่นั้นก็มีชาวต่างชาติปั่นจักรยานมาที่ร้านด้วยท่าทางแปลกๆ ผมสังเกตดูจึงทำให้เห็นว่าหลักอานของเค้าหักนั่นเอง
ด้วยความที่นายสมบัติเป็นคนญี่ปุ่นจึงทำให้สื่อสารกับชายชาวต่างชาติไม่เข้าใจ ผมจึงเดินเข้าไปถามชายชาวต่างชาติ
ผม: "มีอะไรให้ช่วยมั๊ยครับ"
ชายชาวต่างชาติ: "หลักอานผมหัก ผมต้องการหาหลักอานใหม่เปลี่ยนแทน"
ผมได้ยินดังนั้นจึงหันไปพูดกับนายสมบัติ
ผม: "หลักอานเค้าหัก คุณพอจะมีหลักอานเปลี่ยนให้เค้ามั๊ย"
นายสมบัติ: "ไม่มี ถึงมีก็ไม่ขาย"
ผม: "ทำไมคุณพูดแบบนี้กับเค้า เค้าเป็นลูกค้าคุณนะ"
นายสมบัติ: "ลูกค้าอะไร คุยไม่รู้เรื่องแบบนี้ผมไม่เรียกมันว่าเป็นลูกค้าหรอก"
(เดือดมาก รอบที่2!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
ผมได้ยินดังนั้นจึงหันไปบอกกับชายชาวต่างชาติว่า เค้าไม่ขาย ถ้าสนใจผมจะขับรถพาไปร้านฟอร์จูนไบค์ตรงพระราม9ให้เอง
อารมณ์ผมในตอนนั้นพุ่งพล่านมาก(อยากกระทืบคน)แต่ก็ยั้งเอาไว้ พร้อมกับเดินต่อไปกับชายชาวต่างชาติคนดังกล่าว
ระหว่างที่เดินไปที่รถกันอยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์เข้ามาหาเค้า ทำให้ชายชาวต่างชาติบอกกับผมว่า เดี๋ยวเค้าขอแยกไปที่ร้านวรจักรแทนดีกว่า ผมจึงเขียนแผนที่เดินทางให้พร้อมกับกล่าวคำร่ำลา
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
เรื่องนี้สอนให้รู้อีกว่า...การไม่มีประแจในมือทำให้ผมไม่ได้มีเรื่องกับใคร
...หวังว่าเราจะไม่ได้พบกันอีก นายสมบัติ คานามูจิ
วันนี้เป็นวันที่ผมเจอประสบการณ์เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ที่เคยเดินเข้าเซียงกงมา ต้องขออนุญาตเล่าย้อนไปถึงเดือนที่แล้วก่อน
เดือนที่แล้วขณะที่ผมกำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านตอนดึกอยู่นั้นเอง ผมก็บังเอิญขับผ่านไปแถวซอยลาดพร้าว18ก็ได้พบกับร้านเซียงกงจักรยานร้านนึงเข้า ด้วยความที่ชอบเล่นจักรยานวินเทจทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะแวะเข้าไปดูจักรยานเก่าๆที่เซียงกงแห่งนี้ ภายในร้านผมได้พบกับเจ้าของร้านอยู่สองท่าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับ นายสมบัติ คานามูจิ (เป็นคนญี่ปุ่น) เป็นครั้งแรกพร้อมกับลูกชายของเค้า(เป็นคนไทย) ขณะที่ผมเดินดูจักรยานเก่าๆที่ตั้งเป็นกองภูเขาอยู่นั้นเอง ผมก็หันไปถามกับนายสมบัติ
ผม: "มีจักรยานอะไรที่ราคาสูงบ้างในร้าน"
นายสมบัติ: "จักรยานราคาสูงทั้งหลายโดนพวกพ่อค้ากวาดเรียบไปหมดแล้ว แต่มีToeiที่ผมเก็บไว้ในห้องนอน"
ผม: "แล้วจักรยานToeiที่คุณมีอยู่นั้นขายมั๊ย"
นายสมบัติ: "ขาย"
ผม: "ราคาเท่าไหร่ครับ"
นายสมบัติ: "ผมบอกไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ จักรยานระดับสูงขนาดนั้นคุณต้องเป็นคนเสนอราคามาก่อน แล้วผมถึงจะบอกได้ว่าจะขายให้กับคุณหรือไม่"
ผม: "..."
(คิดในใจตอนนั้น คุณเป็นพ่อค้าแต่ไม่เปิดราคาให้กับลูกค้าก่อนแบบนี้เท่ากับเป็นการดูถูกผมรึเปล่า)
ผม: "แล้วนอกจากToeiแล้วคุณมีจักรยานระดับสูงอะไรอื่นอีกหรือไม่"
ขณะที่คุยกันอยู่นั้นห้องค่อนข้างสลัวมาก นายสมบัติจึงเดินไปเปิดไฟ ทำให้ผมมองเห็นจักรยานจำนวนหนึ่งที่วางกองอยู่ตรงมุมห้อง
นายสมบัติ: "มีเท่าที่เห็นอยู่ตรงนั้น"
ผม: "แต่จักรยานพวกนั้นไม่มีทั้งตราหน้ารถและสติ๊กเกอร์บนตัวถังรถนะครับ"
นายสมบัติ: "ถ้าคุณเป็นพวกเล่นจักรยานระดับสูงแล้ว คุณต้องสามารถบอกได้ว่าจักรยานที่เห็นเป็นจักรยานยี่ห้ออะไรโดยที่ไม่ต้องดูตราหน้ารถและสติ๊กเกอร์บนตัวถังรถ"
(เชดดดดดดด...กรูกำลังแข่งแฟนพันธุ์แท้อยู่ป่ะเนี้ย)
พอได้ฟังแบบนั้นเสร็จผมก็อึ้งทำตัวไม่ถูกพร้อมกับเดินกลับออกจากเซียงกงดังกล่าวพร้อมกับความงุนงง
หลังจากประสบการณ์ที่งดงาม(ประชด!)จากเซียงกงลาดพร้าวในครั้งนั้นก็ทำให้ผมตัดสินใจไม่ไปเลือกซื้อของที่นั่นอีก
วันนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปเดินที่สามย่านในขณะที่รอเพื่อนทำธุระ ระหว่างที่เดินอยู่ผมนึกขึ้นได้ว่าสามย่านก็มีเซียงกงจักรยานอยู่ จึงทำให้ผมตัดสินใจค้นหาเซียงกงในอากู๋(Google)และได้พบกับร้านส.สมบัติคานามูจิอีกครั้ง(ครั้งที่แล้วลืมบอกไปว่าไม่มีป้ายหน้าร้าน ทำให้ผมไม่รู้จักชื่อร้าน)
ด้วยความไม่รู้ประกอบกับความต้องการค้นหาจักรยานเก่าๆจึงทำให้ผมเดินหาร้านและได้พบกับนายสมบัติอีกครั้ง ตอนแรกผมก็กะจะเดินผ่านไป แต่ด้วยความที่อยากดูจักรยานจึงทำให้ผมเดินเข้าไปแวะดูจักรยานภายในร้านนายสมบัตินี้
ผม: "ที่ร้านนี้มีจักรยานอะไรเด๊ดๆบ้างมั๊ยครับ"
นายสมบัติ: "อย่างคุณจะมีปัญญาซื้อหรอ"
(เดือดมาก รอบที่1!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
อารมณ์ผมในตอนนั้นคือเดือดมาก จึงทำให้ตัดสินในเดินออกมาจากร้านแทนที่จะทะเลาะกันต่อ
ในขณะที่ผมเดินออกมาจากร้านอยู่นั้นก็มีชาวต่างชาติปั่นจักรยานมาที่ร้านด้วยท่าทางแปลกๆ ผมสังเกตดูจึงทำให้เห็นว่าหลักอานของเค้าหักนั่นเอง
ด้วยความที่นายสมบัติเป็นคนญี่ปุ่นจึงทำให้สื่อสารกับชายชาวต่างชาติไม่เข้าใจ ผมจึงเดินเข้าไปถามชายชาวต่างชาติ
ผม: "มีอะไรให้ช่วยมั๊ยครับ"
ชายชาวต่างชาติ: "หลักอานผมหัก ผมต้องการหาหลักอานใหม่เปลี่ยนแทน"
ผมได้ยินดังนั้นจึงหันไปพูดกับนายสมบัติ
ผม: "หลักอานเค้าหัก คุณพอจะมีหลักอานเปลี่ยนให้เค้ามั๊ย"
นายสมบัติ: "ไม่มี ถึงมีก็ไม่ขาย"
ผม: "ทำไมคุณพูดแบบนี้กับเค้า เค้าเป็นลูกค้าคุณนะ"
นายสมบัติ: "ลูกค้าอะไร คุยไม่รู้เรื่องแบบนี้ผมไม่เรียกมันว่าเป็นลูกค้าหรอก"
(เดือดมาก รอบที่2!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
ผมได้ยินดังนั้นจึงหันไปบอกกับชายชาวต่างชาติว่า เค้าไม่ขาย ถ้าสนใจผมจะขับรถพาไปร้านฟอร์จูนไบค์ตรงพระราม9ให้เอง
อารมณ์ผมในตอนนั้นพุ่งพล่านมาก(อยากกระทืบคน)แต่ก็ยั้งเอาไว้ พร้อมกับเดินต่อไปกับชายชาวต่างชาติคนดังกล่าว
ระหว่างที่เดินไปที่รถกันอยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์เข้ามาหาเค้า ทำให้ชายชาวต่างชาติบอกกับผมว่า เดี๋ยวเค้าขอแยกไปที่ร้านวรจักรแทนดีกว่า ผมจึงเขียนแผนที่เดินทางให้พร้อมกับกล่าวคำร่ำลา
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
เรื่องนี้สอนให้รู้อีกว่า...การไม่มีประแจในมือทำให้ผมไม่ได้มีเรื่องกับใคร
...หวังว่าเราจะไม่ได้พบกันอีก นายสมบัติ คานามูจิ