เมื่อ สสส. โดน สตง. ชำแหละซะที
โพสต์: 04 มิ.ย. 2009, 09:39
และแล้ว สสส. ก็โดน สตง. ตรวจสอบและชำแหละการทำงานซักที
ไม่เคยมีคำว่าประสิทธิภาพในองค์กรแห่งนี้
ขณะที่ คำว่าเส้นและพวกพ้องมีอยู่เกลื่อนไปหมด...
เสียดายเงินกองทุน และ สงสารประเทศไทย

อ่านข่าวนี้ให้สนุกค่ะ
วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 20:00:04 น. มติชนออนไลน์
สตง.ชำแหละ สสส.ใช้เงิน13,000ล้านแบบกระจุกตัวอุดหนุนภาคีกลุ่มเดิมๆ -ไม่มีประสิทธิภาพ
เปิดรายงาน สตง.ตรวจสอบการใช้เงินของ สสส.ที่ได้จากภาาเหล้า-ยาสูบไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาทในช่วง 6 ปี ระบุไม่ได้ทำตามตัวชี้วัด อุดหนุนแต่ภาคเครือข่ายเดิมๆ การประเมินผลไม่ครอบคลุมโครงการทำให้การใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 3มิถุายน 2552 ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้เผยแพร่รายงานการตรวจสอบการดำเนินงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีพบว่า ในช่วงปี 2544-2550 ใช้เงินไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 13,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ทำตามตัวชี้วัดผลการดำเนินงานทำให้การให้เงินอุดหนุนโครงการต่างๆด้านสุขภาวะยังไม่มีสิทธิภาพเท่าที่ควร การประเมินผลไม่ครอบคลุมระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการแต่ละโครงการ และการให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีกลุ่มเดิมๆ
รายงาน สตง.ระบุว่า สสส. เป็นหน่วยงานด้านสุขภาพที่มุ่งจะโน้มนำให้ประชาชนเกิดพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ในเบื้องต้น ตลอดจนสนับสนุนและพัฒนาขบวนการสร้างเสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะของประชาชนและสังคมไทย จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544
มีรายได้หลักจากภาษสรรพสามิตสุราและยาสูบในส่วนที่รัฐบาลเก็บเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ปัจจุบันมีรายได้ประมาณปีละ 2,500 ล้านบาท โดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณปกติ แต่ต้องถูกตรวจสอบผลการดำเนินงานภายหลัง (Post-Auditing) และตั้งแต่จัดตั้ง สสส. มาถึงปีงบประมาณ 2550 มีรายได้ในการดำเนินการเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น13,060.85 ล้านบาท และอนุมัติเงินอุดหนุนไปแล้วจำนวน 12,686.56 ล้านบาท โดยให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการตามประเด็นสุขภาพ 5 อันดับแรก ได้แก่ สุขภาพองค์รวม อุบัติเหตุ ออกกำลังกายแอลกอฮอล์ และยาสูบ
จากการตรวจสอบการดำเนินงานของ สสส. มีประเด็นข้อตรวจพบและข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้
ข้อตรวจพบที่ 1 สสส. ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนด สสส. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดทำตัวชี้วัดและมีการพัฒนาปรับปรุงตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องตลอดจนมีการพิมพ์เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดในหนังสือแผนหลักของ สสส. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 แต่ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่จัดทำและเผยแพร่แต่อย่างใด
ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2550 สสส. ได้จัดทำคำรับรองการประเมินผลการดำเนินงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพประจำปีงบประมาณ 2551 โดยมี ระยะเวลาในการประเมินผล 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 30กันยายน 2551 โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่ที่ทางคณะกรรมการประเมินผลจัดทำขึ้น
ผลกระทบ จากการที่ สสส.ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดทำให้ขาดข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งที่จะใช้แสดงถึงระดับความสำเร็จของการดำเนินงานว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในระดับใด นอกจากนี้ยังไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลลัพธ์และผลกระทบของกระบวนการพัฒนาอันเกิดจากการดำเนินงาน
ของ สสส. ได้ และผู้บริหารไม่มีข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการบริหารงาน อันจะส่งผลต่อความสอดคล้องในการกำหนดนโยบาย การจัดทำเป้าหมายของการพัฒนา การปรับปรุงการดำเนินงาน และทิศทางขององค์กรได้
สาเหตุ การที่ สสส. ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้นั้นมีสาเหตุหลักเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการวัดผลการดำเนินงาน โดยข้อมูลที่สนับสนุนสาเหตุดังกล่าว คือ
1. สสส. ยังไม่มีระบบเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ในการวัดผลการดำเนินงานอย่างครบถ้วนและครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมด
2. สสส. ไม่ได้กำหนดให้ภาคีเครือข่ายจัดทำและวัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดทำให้ สสส. ไม่มีข้อมูลพื้นฐาน (Database line) เพื่อนำมาประมวลผลในภาพรวมขององค์กรได้
3. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการส่วนใหญ่ทำการประเมินผลไม่ครอบคลุมระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ ทำให้ สสส. ไม่ทราบผลลัพธ์ของการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ หรือหากต้องการทราบต้องมีการประเมินผลซ้ำหลังแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการแล้วเสร็จ
4. โครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก สสส. ที่มีวงเงินมากกว่า 10 ล้านบาทส่วนใหญ่ดำเนินงานไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ผลที่คาดว่า จะได้รับจากการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการล่าช้าออกไป และ สสส.ขาดข้อมูลที่จะนำมาประกอบการวัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนด
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ สสส. มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการวัดผลการดำเนินงานตลอดจนประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลลัพธ์ และผลกระทบของกระบวนการพัฒนาอันเกิดจากการดำเนินงานของสสส. ให้ผู้จัดการกองทุนดำเนินการ ดังนี้
1. เร่งรัดจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีและการสื่อสารที่เป็นทางการ เพื่อให้ระบบมีความพร้อมและสามารถตอบสนองการดำเนินงานตามนโยบายได้อย่างครบถ้วน และชัดเจน ตลอดจนมีการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้องมีมาตรฐาน
2. เร่งรัดเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบการประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดให้แล้วเสร็จในแต่ละปีงบประมาณ โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2551 ที่กำลังดำเนินการ เพื่อให้สาธารณชนทราบถึงผลการดำเนินงานของ สสส.
นอกจากนั้นตัวชี้วัดของ สสส. ปัจจุบันไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดจำนวนผู้บริโภคบุหรี่และแอลกอฮอล์ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญในการดำเนินงาน ดังนั้นในอนาคต สสส. ต้องมีการพัฒนาตัวชี้วัดให้มีการวัดผลเชิงปริมาณดังกล่าว
3. พิจารณาปรับระยะเวลาในการประเมินผลภายนอกให้ครอบคลุมระยะเวลาการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการของภาคี เพื่อให้ทราบผลลัพธ์และผลกระทบในการดำเนินงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดของ สสส. ต่อไป เนื่องจากกรอบแนวทางการดำเนินงานปกติของ สสส. มีคณะกรรมการบริหารแผน คณะกรรมการกำกับทิศทาง และการประเมินผลภายใน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าระหว่างการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอยู่แล้ว
4. ติดตามผลการดำเนินงานของภาคีให้เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาและข้อตกลงอย่างเคร่งครัดตลอดจนพัฒนาระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความล่าช้าในการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
ข้อตรวจพบที่ 2 กระบวนการพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม
จากการตรวจสอบ พบว่า การพิจารณาอนุมัติให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม โดยมีข้อมูลสนับสนุนข้อตรวจพบ ดังนี้
1. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่ได้รับเงินอุดหนุนไม่มีรายละเอียดประกอบงบประมาณที่ชัดเจนเพียงพอ
2. สสส. ไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการกำหนดเงินค่าตอบแทนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก
3. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่ สสส. ให้เงินอุดหนุนมีความกระจุกตัวของงบประมาณ หรือภาคีที่ได้รับเงินอุดหนุนจะเป็นภาคีกลุ่มเดิม ๆ
ผลกระทบ การที่กระบวนการพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม ส่งผลให้
1. การใช้จ่ายเงินของ สสส. ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร กรณีอนุมัติให้เงินอุดหนุนจำนวนมากแก่แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่มีรายละเอียดไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้มีเงินคงเหลือจากการดำเนินงานเป็นจำนวนมาก หรืออย่างน้อยเป็นจำนวนถึง 148,527,962.46 บาท ซึ่งทำให้ สสส. เสียโอกาสในการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการอุดหนุนแผนงาน/ชุด
โครงการ/โครงการเชิงรุกที่มีความจำเป็นอื่น ๆ
2. ไม่มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในการกำหนดค่าตอบแทน มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน ของ สสส. ในระยะยาว อาจมีปัญหาในการปฏิบัติงานหากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ สสส. และภาคีเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
3. การไม่กระจายตัวของภาคีเป็นการไม่เปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีโอกาสแข่งขันด้วยความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน
สาเหตุ การพิจารณาอนุมัติให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสมมีสาเหตุดังนี้
1. สสส. อนุมัติโครงการที่มีรายละเอียดงบประมาณที่เสนอขอไม่ชัดเจน เนื่องจาก สสส. ใช้หลักการไว้วางใจ (Trust) ในการพิจารณาอนุมัติแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก เช่นเดียวกับองค์การสนับสนุนทุนพัฒนาระหว่างประเทศ
2. สสส. ไม่มีหลักเกณฑ์หรือกรอบการพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับบุคคลที่ปฏิบัติงานให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ในการปฏิบัติงานจะใช้ดุลยพินิจเป็นสำคัญ
3. ลักษณะการได้มาซึ่งภาคีของ สสส. จะใช้วิธีการเชิญภาคีมาร่วมดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการไม่เปิดกว้างสำหรับภาคีอื่น ๆ ที่ยังไม่เคยดำเนินงานกับ สสส.
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินของ สสส. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) ให้ผู้จัดการกองทุนดำเนินการ ดังนี้
1. ในการพิจารณาอนุมัติแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก ต้องมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรที่จะดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน และรายละเอียดกิจกรรมที่ชัดเจนเพียงพอ เช่น มีรายละเอียดค่าตอบแทนของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในโครงสร้างองค์กรที่กำหนด ค่าใช้จ่ายในการบริหาร กิจกรรมที่สนับสนุน และแผนการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน
รวมทั้งให้มีการพัฒนากลไกและเครื่องมือที่จะใช้พิจารณาแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการโดยหลักของความคุ้มทุน (Cost –Effectiveness) และพิจารณาจัดทำราคามาตรฐานต่อหน่วย (Unit Cost) สำหรับบางกิจกรรม เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินอุดหนุนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
2. กำหนดบัญชีค่าตอบแทนของบุคคลากรที่ปฏิบัติงานให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการโดยเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะการดำเนินงานใกล้เคียงกัน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นต้น กรณีค่าตอบแทนมีความแตกต่างกับที่กำหนดไว้มากให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนเป็นผู้
พิจารณา เพื่อให้เกิดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
3. เพื่อให้ได้ภาคีที่หลากหลาย สสส. ต้องเริ่มดำเนินการเชิงรุก เช่น
3.1 ให้ความสำคัญกับ “ระบบเปิด” เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิและกระบวนการพัฒนาแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รายละเอียดกิจกรรมที่ต้องดำเนินการอย่างเพียงพอจากนั้นให้ภาคีในแต่ละพื้นที่หรือภูมิภาครับไปดำเนินการ หรือ
3.2 ในแต่ละปี สสส. ต้องประกาศให้บุคคลภายนอกทราบว่ามีแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือภาคีที่สนใจสมัครเข้ามา โดยให้กำหนดรายละเอียด โครงการ (Term of Reference : TOR) รวมทั้งหลักการ วิธีการต่างๆ ยื่นให้ สสส.พิจารณาเพื่อดำเนินการกลั่นกรองและเลือกคณะทำงาน จะทำให้ สสส. ได้ภาคีใหม่ ๆ รวมทั้งอาจได้แนวความคิด (Idea) ใหม่ ๆ ด้วย เป็นต้น
ข้อสังเกตที่ 1 สสส.ไม่มีแผนในการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในระยะยาว
สสส. ไม่มีแผนระยะยาวเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน คงมีเพียงแผนหลัก (MasterPlan) ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ครั้งละ 3 ปี และมีการปรับปรุงทุกปี (Rolling Plan) เช่น แผนหลัก สสส. 2548– 2550 แผนหลัก สสส. 2549 – 2551 แผนหลัก สสส. 2550 – 2552 และแผนหลัก สสส. 2551 – 2553 เป็นต้น
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ สสส. มีจุดมุ่งเน้นในการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพที่ชัดเจน ให้ผู้จัดการกองทุนจัดทำแผนระยะยาว หรือแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) ตั้งแต่ระยะ 5 ปีขึ้นไป โดยมีการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะให้การสนับสนุนหรือระบุเฉพาะประเด็นสุขภาพที่มีความสำคัญจริง ๆ ไม่เพียงแต่ทำงานตามกระแสหรืองานเฉพาะหน้าหรือครอบคลุมเบ็ดเสร็จทุกเรื่อง และกำหนดเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณคุณภาพ และกรอบแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน (Road Map)
ข้อสังเกตที่ 2 สสส. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคนเดียวกันเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายคณะ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิคนเดียวกันเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายคณะโดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการจำนวน 3 – 5 คณะ คิดเป็นร้อยละ 78.26 รองลงมาเป็นกรรมการจำนวน 6 – 10 คณะ คิดเป็นร้อยละ 15.94 และเป็นกรรมการจำนวน 11 – 15 คณะ คิดเป็นร้อยละ 5.80 ซึ่งการที่ผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบงานหลายคณะอาจทำให้ไม่สามารถดูแลบริหารโครงการได้ทั่วถึง และไม่มีเวลาให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเท่าที่ควร รวมถึงการที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับภาคีได้ทุกครั้ง ตลอดจนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะลงพื้นที่เพื่อดูการดำเนินงานของภาคีได้อย่างทั่วถึง
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การกำกับดูแลการบริหารแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการของ สสส. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณภาพ ให้ผู้จัดการกองทุนกำหนดหลักเกณฑ์การเป็นกรรมการบริหารแผนและกรรมการกำกับทิศทางของผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสมว่าแต่ละบุคคลเป็นกรรมการได้ไม่เกินกี่คณะ
ข้อสังเกตที่ 3 สสส. ให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการในระยะต่อมาโดยรายงานผลประเมินภายนอกที่เป็นทางการยังไม่แล้วเสร็จ
จากการตรวจสอบพบว่า สสส.ให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการในระยะต่อมาโดยรายงานผลประเมินภายนอกที่เป็นทางการยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการดำเนินการข้างต้นเป็นการชี้ให้เห็นว่าสสส. อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์จากรายงานผลการประเมินเท่าที่ควร ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบทำให้การดำเนินงานในระยะต่อมาอาจไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง และทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด
ไม่เคยมีคำว่าประสิทธิภาพในองค์กรแห่งนี้
เสียดายเงินกองทุน และ สงสารประเทศไทย
อ่านข่าวนี้ให้สนุกค่ะ
วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 20:00:04 น. มติชนออนไลน์
สตง.ชำแหละ สสส.ใช้เงิน13,000ล้านแบบกระจุกตัวอุดหนุนภาคีกลุ่มเดิมๆ -ไม่มีประสิทธิภาพ
เปิดรายงาน สตง.ตรวจสอบการใช้เงินของ สสส.ที่ได้จากภาาเหล้า-ยาสูบไปแล้วกว่า 13,000 ล้านบาทในช่วง 6 ปี ระบุไม่ได้ทำตามตัวชี้วัด อุดหนุนแต่ภาคเครือข่ายเดิมๆ การประเมินผลไม่ครอบคลุมโครงการทำให้การใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ
ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 3มิถุายน 2552 ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้เผยแพร่รายงานการตรวจสอบการดำเนินงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)หน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีพบว่า ในช่วงปี 2544-2550 ใช้เงินไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 13,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ทำตามตัวชี้วัดผลการดำเนินงานทำให้การให้เงินอุดหนุนโครงการต่างๆด้านสุขภาวะยังไม่มีสิทธิภาพเท่าที่ควร การประเมินผลไม่ครอบคลุมระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการแต่ละโครงการ และการให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีกลุ่มเดิมๆ
รายงาน สตง.ระบุว่า สสส. เป็นหน่วยงานด้านสุขภาพที่มุ่งจะโน้มนำให้ประชาชนเกิดพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ในเบื้องต้น ตลอดจนสนับสนุนและพัฒนาขบวนการสร้างเสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะของประชาชนและสังคมไทย จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544
มีรายได้หลักจากภาษสรรพสามิตสุราและยาสูบในส่วนที่รัฐบาลเก็บเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ปัจจุบันมีรายได้ประมาณปีละ 2,500 ล้านบาท โดยไม่ต้องผ่านระบบงบประมาณปกติ แต่ต้องถูกตรวจสอบผลการดำเนินงานภายหลัง (Post-Auditing) และตั้งแต่จัดตั้ง สสส. มาถึงปีงบประมาณ 2550 มีรายได้ในการดำเนินการเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น13,060.85 ล้านบาท และอนุมัติเงินอุดหนุนไปแล้วจำนวน 12,686.56 ล้านบาท โดยให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการตามประเด็นสุขภาพ 5 อันดับแรก ได้แก่ สุขภาพองค์รวม อุบัติเหตุ ออกกำลังกายแอลกอฮอล์ และยาสูบ
จากการตรวจสอบการดำเนินงานของ สสส. มีประเด็นข้อตรวจพบและข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้
ข้อตรวจพบที่ 1 สสส. ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนด สสส. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการจัดทำตัวชี้วัดและมีการพัฒนาปรับปรุงตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องตลอดจนมีการพิมพ์เผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับตัวชี้วัดในหนังสือแผนหลักของ สสส. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 แต่ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่จัดทำและเผยแพร่แต่อย่างใด
ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2550 สสส. ได้จัดทำคำรับรองการประเมินผลการดำเนินงานสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพประจำปีงบประมาณ 2551 โดยมี ระยะเวลาในการประเมินผล 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 30กันยายน 2551 โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่ที่ทางคณะกรรมการประเมินผลจัดทำขึ้น
ผลกระทบ จากการที่ สสส.ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดทำให้ขาดข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งที่จะใช้แสดงถึงระดับความสำเร็จของการดำเนินงานว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในระดับใด นอกจากนี้ยังไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลลัพธ์และผลกระทบของกระบวนการพัฒนาอันเกิดจากการดำเนินงาน
ของ สสส. ได้ และผู้บริหารไม่มีข้อมูลเพื่อใช้ประกอบในการบริหารงาน อันจะส่งผลต่อความสอดคล้องในการกำหนดนโยบาย การจัดทำเป้าหมายของการพัฒนา การปรับปรุงการดำเนินงาน และทิศทางขององค์กรได้
สาเหตุ การที่ สสส. ไม่ได้วัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้นั้นมีสาเหตุหลักเนื่องจากไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการวัดผลการดำเนินงาน โดยข้อมูลที่สนับสนุนสาเหตุดังกล่าว คือ
1. สสส. ยังไม่มีระบบเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเพื่อใช้ในการวัดผลการดำเนินงานอย่างครบถ้วนและครอบคลุมการดำเนินงานทั้งหมด
2. สสส. ไม่ได้กำหนดให้ภาคีเครือข่ายจัดทำและวัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดทำให้ สสส. ไม่มีข้อมูลพื้นฐาน (Database line) เพื่อนำมาประมวลผลในภาพรวมขององค์กรได้
3. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการส่วนใหญ่ทำการประเมินผลไม่ครอบคลุมระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการ ทำให้ สสส. ไม่ทราบผลลัพธ์ของการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ หรือหากต้องการทราบต้องมีการประเมินผลซ้ำหลังแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการแล้วเสร็จ
4. โครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก สสส. ที่มีวงเงินมากกว่า 10 ล้านบาทส่วนใหญ่ดำเนินงานไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ผลที่คาดว่า จะได้รับจากการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการล่าช้าออกไป และ สสส.ขาดข้อมูลที่จะนำมาประกอบการวัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนด
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ สสส. มีข้อมูลเพียงพอที่จะทำการวัดผลการดำเนินงานตลอดจนประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลลัพธ์ และผลกระทบของกระบวนการพัฒนาอันเกิดจากการดำเนินงานของสสส. ให้ผู้จัดการกองทุนดำเนินการ ดังนี้
1. เร่งรัดจัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีและการสื่อสารที่เป็นทางการ เพื่อให้ระบบมีความพร้อมและสามารถตอบสนองการดำเนินงานตามนโยบายได้อย่างครบถ้วน และชัดเจน ตลอดจนมีการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้องมีมาตรฐาน
2. เร่งรัดเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบการประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดให้แล้วเสร็จในแต่ละปีงบประมาณ โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2551 ที่กำลังดำเนินการ เพื่อให้สาธารณชนทราบถึงผลการดำเนินงานของ สสส.
นอกจากนั้นตัวชี้วัดของ สสส. ปัจจุบันไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดจำนวนผู้บริโภคบุหรี่และแอลกอฮอล์ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญในการดำเนินงาน ดังนั้นในอนาคต สสส. ต้องมีการพัฒนาตัวชี้วัดให้มีการวัดผลเชิงปริมาณดังกล่าว
3. พิจารณาปรับระยะเวลาในการประเมินผลภายนอกให้ครอบคลุมระยะเวลาการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการของภาคี เพื่อให้ทราบผลลัพธ์และผลกระทบในการดำเนินงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดของ สสส. ต่อไป เนื่องจากกรอบแนวทางการดำเนินงานปกติของ สสส. มีคณะกรรมการบริหารแผน คณะกรรมการกำกับทิศทาง และการประเมินผลภายใน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าระหว่างการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอยู่แล้ว
4. ติดตามผลการดำเนินงานของภาคีให้เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาและข้อตกลงอย่างเคร่งครัดตลอดจนพัฒนาระบบการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดจากความล่าช้าในการดำเนินงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
ข้อตรวจพบที่ 2 กระบวนการพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม
จากการตรวจสอบ พบว่า การพิจารณาอนุมัติให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม โดยมีข้อมูลสนับสนุนข้อตรวจพบ ดังนี้
1. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่ได้รับเงินอุดหนุนไม่มีรายละเอียดประกอบงบประมาณที่ชัดเจนเพียงพอ
2. สสส. ไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรในการกำหนดเงินค่าตอบแทนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก
3. แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่ สสส. ให้เงินอุดหนุนมีความกระจุกตัวของงบประมาณ หรือภาคีที่ได้รับเงินอุดหนุนจะเป็นภาคีกลุ่มเดิม ๆ
ผลกระทบ การที่กระบวนการพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสม ส่งผลให้
1. การใช้จ่ายเงินของ สสส. ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร กรณีอนุมัติให้เงินอุดหนุนจำนวนมากแก่แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกที่มีรายละเอียดไม่ชัดเจนเพียงพอ ทำให้มีเงินคงเหลือจากการดำเนินงานเป็นจำนวนมาก หรืออย่างน้อยเป็นจำนวนถึง 148,527,962.46 บาท ซึ่งทำให้ สสส. เสียโอกาสในการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการอุดหนุนแผนงาน/ชุด
โครงการ/โครงการเชิงรุกที่มีความจำเป็นอื่น ๆ
2. ไม่มีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในการกำหนดค่าตอบแทน มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน ของ สสส. ในระยะยาว อาจมีปัญหาในการปฏิบัติงานหากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของ สสส. และภาคีเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
3. การไม่กระจายตัวของภาคีเป็นการไม่เปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีโอกาสแข่งขันด้วยความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน
สาเหตุ การพิจารณาอนุมัติให้เงินอุดหนุนแก่ภาคีในการดำเนินงานตามแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกของ สสส. ยังไม่เหมาะสมมีสาเหตุดังนี้
1. สสส. อนุมัติโครงการที่มีรายละเอียดงบประมาณที่เสนอขอไม่ชัดเจน เนื่องจาก สสส. ใช้หลักการไว้วางใจ (Trust) ในการพิจารณาอนุมัติแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก เช่นเดียวกับองค์การสนับสนุนทุนพัฒนาระหว่างประเทศ
2. สสส. ไม่มีหลักเกณฑ์หรือกรอบการพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับบุคคลที่ปฏิบัติงานให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ในการปฏิบัติงานจะใช้ดุลยพินิจเป็นสำคัญ
3. ลักษณะการได้มาซึ่งภาคีของ สสส. จะใช้วิธีการเชิญภาคีมาร่วมดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอาจเป็นการไม่เปิดกว้างสำหรับภาคีอื่น ๆ ที่ยังไม่เคยดำเนินงานกับ สสส.
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินของ สสส. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) ให้ผู้จัดการกองทุนดำเนินการ ดังนี้
1. ในการพิจารณาอนุมัติแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก ต้องมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรที่จะดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน และรายละเอียดกิจกรรมที่ชัดเจนเพียงพอ เช่น มีรายละเอียดค่าตอบแทนของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในโครงสร้างองค์กรที่กำหนด ค่าใช้จ่ายในการบริหาร กิจกรรมที่สนับสนุน และแผนการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน
รวมทั้งให้มีการพัฒนากลไกและเครื่องมือที่จะใช้พิจารณาแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการโดยหลักของความคุ้มทุน (Cost –Effectiveness) และพิจารณาจัดทำราคามาตรฐานต่อหน่วย (Unit Cost) สำหรับบางกิจกรรม เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินอุดหนุนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
2. กำหนดบัญชีค่าตอบแทนของบุคคลากรที่ปฏิบัติงานให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการโดยเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะการดำเนินงานใกล้เคียงกัน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นต้น กรณีค่าตอบแทนมีความแตกต่างกับที่กำหนดไว้มากให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการกองทุนเป็นผู้
พิจารณา เพื่อให้เกิดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
3. เพื่อให้ได้ภาคีที่หลากหลาย สสส. ต้องเริ่มดำเนินการเชิงรุก เช่น
3.1 ให้ความสำคัญกับ “ระบบเปิด” เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิและกระบวนการพัฒนาแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รายละเอียดกิจกรรมที่ต้องดำเนินการอย่างเพียงพอจากนั้นให้ภาคีในแต่ละพื้นที่หรือภูมิภาครับไปดำเนินการ หรือ
3.2 ในแต่ละปี สสส. ต้องประกาศให้บุคคลภายนอกทราบว่ามีแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือภาคีที่สนใจสมัครเข้ามา โดยให้กำหนดรายละเอียด โครงการ (Term of Reference : TOR) รวมทั้งหลักการ วิธีการต่างๆ ยื่นให้ สสส.พิจารณาเพื่อดำเนินการกลั่นกรองและเลือกคณะทำงาน จะทำให้ สสส. ได้ภาคีใหม่ ๆ รวมทั้งอาจได้แนวความคิด (Idea) ใหม่ ๆ ด้วย เป็นต้น
ข้อสังเกตที่ 1 สสส.ไม่มีแผนในการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในระยะยาว
สสส. ไม่มีแผนระยะยาวเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน คงมีเพียงแผนหลัก (MasterPlan) ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ครั้งละ 3 ปี และมีการปรับปรุงทุกปี (Rolling Plan) เช่น แผนหลัก สสส. 2548– 2550 แผนหลัก สสส. 2549 – 2551 แผนหลัก สสส. 2550 – 2552 และแผนหลัก สสส. 2551 – 2553 เป็นต้น
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ สสส. มีจุดมุ่งเน้นในการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพที่ชัดเจน ให้ผู้จัดการกองทุนจัดทำแผนระยะยาว หรือแผนกลยุทธ์ (Strategic Plan) ตั้งแต่ระยะ 5 ปีขึ้นไป โดยมีการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะให้การสนับสนุนหรือระบุเฉพาะประเด็นสุขภาพที่มีความสำคัญจริง ๆ ไม่เพียงแต่ทำงานตามกระแสหรืองานเฉพาะหน้าหรือครอบคลุมเบ็ดเสร็จทุกเรื่อง และกำหนดเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณคุณภาพ และกรอบแนวทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน (Road Map)
ข้อสังเกตที่ 2 สสส. แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิคนเดียวกันเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายคณะ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิคนเดียวกันเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายคณะโดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการจำนวน 3 – 5 คณะ คิดเป็นร้อยละ 78.26 รองลงมาเป็นกรรมการจำนวน 6 – 10 คณะ คิดเป็นร้อยละ 15.94 และเป็นกรรมการจำนวน 11 – 15 คณะ คิดเป็นร้อยละ 5.80 ซึ่งการที่ผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบงานหลายคณะอาจทำให้ไม่สามารถดูแลบริหารโครงการได้ทั่วถึง และไม่มีเวลาให้กับแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเท่าที่ควร รวมถึงการที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับภาคีได้ทุกครั้ง ตลอดจนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะลงพื้นที่เพื่อดูการดำเนินงานของภาคีได้อย่างทั่วถึง
ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การกำกับดูแลการบริหารแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการของ สสส. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณภาพ ให้ผู้จัดการกองทุนกำหนดหลักเกณฑ์การเป็นกรรมการบริหารแผนและกรรมการกำกับทิศทางของผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสมว่าแต่ละบุคคลเป็นกรรมการได้ไม่เกินกี่คณะ
ข้อสังเกตที่ 3 สสส. ให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการในระยะต่อมาโดยรายงานผลประเมินภายนอกที่เป็นทางการยังไม่แล้วเสร็จ
จากการตรวจสอบพบว่า สสส.ให้เงินอุดหนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการในระยะต่อมาโดยรายงานผลประเมินภายนอกที่เป็นทางการยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการดำเนินการข้างต้นเป็นการชี้ให้เห็นว่าสสส. อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์จากรายงานผลการประเมินเท่าที่ควร ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบทำให้การดำเนินงานในระยะต่อมาอาจไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง และทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด