lucifer's review : The first time with NICH LII ..

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

lucifer's review : The first time with NICH LII ..

โพสต์ โดย lucifer »

lucifer's review : The first time with NICH LII and the price is not the matter

รูปภาพ



เหมือนกับที่ผมเคยบอกไว้ว่า ภายในปีที่แล้ว เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์จะกลายเป็นของพื้นฐานในโลกวัสดุของการผลิตจักรยาน ทำไมหนะหรือครับ ก็เพราะKnowHowในการผลิตไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป แค่เลือกเส้นใยที่เหมาะสม เลือกepoxy resin ที่ลงตัว ทำMold แค่นี้ก็สามารถสร้างจักรยานได้แล้ว ผิดกับสมัยที่เป็นโลกของโลหะ การสร้างจักรยานจะเป็นอีกเร่ืองหนึ่งเลย ไหนจะเรื่องของการเข้าจิ๊ก การเชื่อม การต้องมานั่งดัดเฟรมให้คืนรูป ยังไม่นับเรื่องการอบร้อน อบเย็น อะไรอีกมากมาย รวมแล้วต้นทุนการผลิตไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว

ในปัจจุบัน เฟรมคาร์บอนไม่ใช่เรื่องลี้ลับหรือเรื่องยากเกินกว่าจะผลิตกันได้แล้ว ส่วนเรื่องความแข็งแรงหรือความคงทนที่หลายๆคนเคยเป็นห่วงกัน ผมว่ามันเลยจุดที่เราต้องห่วงไปไกลพอสมควรแล้ว คิดๆไปก็คงจะคล้ายกับยุคเมื่อ 25ปีที่แล้ว ที่เรายังลังเลและกังวลกับระบบจุดระบบอีเลคทรอนิคส์เมื่อเทียบกับระบบหน้าทองขาวในจานจ่าย แล้วมันก็ยิ่งกังวลไปใหญ่กับระบบหัวฉีดอีเลคทรอนิคส์ที่กำลังมาแทนที่คาร์บิวเรเตอร์ ก็ประมาณว่ามันจะทนจริงหรือ? มันจะใช้ได้จริงหรือ? แล้วเวลาที่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นกันในปัจจุบันว่า แม้แต่มอเตอร์ไซค์ก็ยังใช้หัวฉีดอีเลคทรอนิคส์กันแล้ว





ผมสั่งซื้อเฟรมNICH Legend II ตัวนี้มาจากทางผู้จำหน่ายซึ่งคงจะไม่จำเป็นต้องเอ่ยชื่อ เพราะผมไม่ได้มาโฆษณาสินค้า แต่ผมมารีวิวสิ่งที่ผมได้เสียเงิน อย่างน้อยก็เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองและเพื่อนๆที่สงสัยว่า เฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ในสนนราคาต่ำกว่า 30,000 บาท มันให้ความแตกต่างจากเฟรมแพงๆที่ผมเคยใช้มาก่อนอย่างไร ???

คงจะทราบกันดีว่า เฟรมค่ายนี้จ้างโรงงานในแดนมังกรผลิตมาให้ แล้วimport ผ่านด่านศุลกากรตามกฎหมาย แล้วนำมาพ่นสีและผ่านการdecorationในประเทศไทย ดังนั้นถ้าจะดั้นเมฆเอาแบบจักรยานอิตาเลี่ยนที่บอกว่าเฟรมของเขา Made in Italy ทั้งๆที่ขึ้นรูป พอกmoldกันในแดนมังกร แล้วImportมาพ่นสี แปะลวดลายในอิตาลี่ แบบนี้ผมจะมั่วนิ่มเอาบ้างว่า NICH Legend II made in Thailand จะผิดกติกาหรือเปล่า

แต่!!! อย่าเลย ผมเลียนแบบจักรยานอเมริกันดีกว่าครับ โดยบอกว่า Hand-build in Thailand ก็คงจะไม่มีใครมาถกเถียงในตัวหนังสือหรอกนะ :lol: :lol: :lol:
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 29 มี.ค. 2013, 14:28, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

ลักษณะทั่วไป

ก็ดังที่รู้กัน รถคันนี้เป็นเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ขึ้นรูปแบบในลักษณะชิ้นเดียวกัน จะเรียกว่า monocoque ก็คงจะไม่ผิดความหมายนัก อันที่จริงเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์แทบจะทุกรุ่นก็จะขึ้นรูปมาในลักษณะเช่นนี้ ประเภทสวมท่อลงไปในlug ก็คงจะมีให้เห็นน้อยลงไปทุกทีๆแล้วหละครับ

ตะเกียบของรถคันนี้ เป็นตะเกียบที่เรียกว่า full carbon ได้เลย เพราะซาง ( steering tube ) , ขาตะเกียบ ( forks ) แม้แต่ dropouts ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทุกชิ้น โดยส่วนของซางจะเป็น tapered steering tube เหมือนกับรถยี่ห้อดีๆแพงๆเขาใช้กัน คอซางด้านบนเป็นขนาด 1 1/8" ส่วนคอซางด้านล่างเป็นขนาด 1 1/2 " ( มาพร้อมกับลูกปืนคอของ FSA พ่วงแถม expansion plug หรือ ตัวเบ่งมาให้โดยเฉพาะอีกด้วย ) ซึ่งคงจะไม่ต้องอรรถาธิบายอะไรกันมากถึงคุณงามความดีของซางแบบtapered เพราะมันถูกพิสูจน์ และได้รับการยอมรับมานานหลายปีแล้ว




รูปภาพ

ส่วนที่เป็นกระโหลก หรือ BB shell ถูกขึ้นรูปมาในลักษณะอวบบึก ร่วมกับระบบกระโหลกแบบ BB30 ส่วนของChain Stay หรือ ตะเกียบโซ่ที่สั้นจนล้อหลังแทบจะไปจูบกับท่อนั่ง ซึ่งก็คงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันควรจะเป็นเฟรมที่ stiff อย่างไม่ต้องห่วงอะไรกันมาก





รูปภาพ

หลักอานคาร์บอนไฟเบอร์ทรงหยดน้ำ พร้อมกับระบบลอคที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แล้วภายในท่อนั่งเองก็ยังหล่อตัวค้ำหลักอานหรือ stopper เอาไว้ด้วย ซึ่งหลักอานนี้จะมีความยาวมากกว่าหลักอานมาตรฐานทั่วไป ในขั้นตอนของการทำfitting ก็จะตัดหลักอานให้มีความยาวพอดีกับช่วงขาของผู้ปั่น โดยที่ปลายของหลักอานจะไปยันกับตัวstopperพอดี แล้วจึงขันสกรูลอคในคราวเดียว ซึ่งโดยการออกแบบเช่นนี้ ก็แทบจะการันตีได้เลยว่าหลักอานจะไม่มีทาง"รูด" เหมือนกับหลักอานคาร์บอนไฟเบอร์ทั่วๆไป ซึ่งหลายๆคนคงจะคุ้นเคยถึงปัญหานี้ดีพอ

สำหรับผมเอง ผมจะเอายางใน ( วัดได้หนา 0.5 mm ) แปะกับกาวสองหน้าชนิดบางเฉียบมาแปะไว้กับปลายหลักอานอีกทีหนึ่ง ยางในดังกล่าวจะเป็นตัวรองระหว่างปลายหลักอานกับstopperในท่อนั่ง โดยจุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องเสียงรบกวนอันเกิดจากปลายหลักอานเสียดสีกับstopperในท่อนั่ง ซึ่งปัญหาเรื่องเสียงของปลายหลักอานเสียดสีกับท่อนั่งจนสร้างความรำคาญใจนี้ ผมเองก็เคยเจอกับเฟรมราคาแพงๆมาแล้ว ราคาไม่ใช่สิ่งยืนยันว่าจะไม่มีเรื่องน่ารำคาญใจเสมอไปหรอกครับ

ส่วนคราบขาวๆที่เห็นบริเวณจุดสัมผัสระหว่างท่อนั่งกับหลักอานในภาพข้างบน ก็คือ คราบของ"ครีมฝืด" ไม่รู้ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร (ส่วนใครจะเรียกว่าจารบีหรือ grease ก็แล้วแต่นะครับ) นอกจากจะช่วยเพิ่มความฝืดในจุดสัมผัสแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเรื่องเสียงรบกวนอันเกิดจากการเสียดสีได้เป็นอย่างดี





สำหรับเรื่องสีของรถที่เห็นในภาพนั้น ก็ต้องบอกว่ามันเป็นสีในลักษณะ custom made ขึ้นกับว่าอยากได้แบบไหนหละ รถคันนี้ผมเลือกใช้สีในลักษณะสีดำด้าน โดยอาศัยลวดลายของเนื้อคาร์บอนไฟเบอร์ เคลือบผิวด้วยแลคเกอร์ด้าน และทำตัวหนังสือด้วยแลคเกอร์เงา เน้นLogoยี่ห้อด้วยสีขาว เพื่อสร้างจุดดึงดูดสายตา ร่วมกับอานและผ้าพันแฮนด์สีขาว ดูแล้วก็น่าจะทำให้ดูแล้วมีcontrastกับพื้นดำด้านของตัวรถได้เป็นอย่างดี

สำหรับการออกแบบวิธีเดินสายเกียร์ในลักษณะซ่อนสายเกียร์และสายเบรคหลัง โดยจะเป็นการสอดปลอกสายทั้งหมดเข้าไปในเฟรม ซึ่งก็อาจจะทำให้เพิ่มน้ำหนักของรถขึ้นมาจากปลอกสายเกียร์ขึ้นมาบ้าง แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าสายเกียร์แทบจะไม่มีโอกาสสัมผัสกับน้ำหรือเหงื่อให้เกิดเป็นสนิมน่ารำคาญได้เลย ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่อยากจะเปลี่ยนสายเกียร์และปลอกสายเกียร์ ก็แค่ดึงปลอกสายทั้งหมดออกมาวัด แล้วตัดเส้นใหม่สอดใส่เข้าไปแทนอย่างสะดวกและง่ายดาย



ผมใช้เวลาว่างๆในช่วงที่ปลอดจากงานประจำอยู่ 2 วัน ในการประกอบรถคันนี้แบบค่อยๆทำ ค่อยๆปรับไป จะว่าประกอบง่ายก็ไม่เชิง จะว่าประกอบยากก็ไม่ใช่ เพราะพอเข้าใจกับมันแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยสำหรับการประกอบรถคันนี้
จากนั้นก็จูงไปหาช่างจ้ำ จัดการทำ fitting วัดมุมเข่า มุมไหล่ มุมแขน จนเป็นที่ลงตัว พร้อมสำหรับการปั่นจริง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

Geometry

รูปภาพ

ค่าต่างๆที่เขียนไว้ในรูป เป็นค่าที่ได้จากการวัดจริง ซึ่งย่อมจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นธรรมดานะครับ เพราะทางผู้จำหน่ายมีข้อมูลให้เพียงว่า รถขนาด 47cm. มีท่อนั่งยาว 470 mm และ Effective top tube ยาว 515 mm ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันน้อยเกินไปหรือเปล่า :mrgreen:

ผมก็เลยหาวิธีในการวัดดู ซึ่งพอจะสรุปค่าต่างๆออกมาได้ดังนี้

ความยาวท่อนั่ง ( seat tube length ) = 470 mm
ความยาวท่อบนขนานกับโลก ( effective top tube length ) = 515 mm
ระยะ reach = 375 mm
ระยะ Stack = 492 mm
ความยาวของท่อคอ ( head tube length ) = 108 mm
ความยาวของตะเกียบโซ่ ( chain stay length ) = 405 mm
ความสูงยืนคร่อม ( Stand over height ) วัดจากขอบบนของท่อนั่งในตำแหน่งตรงกับจมูกอาน = 726 mm
ความยาวฐานล้อ ( Wheel base ) = 985 mm

ใครอยากจะเทียบกับรถยี่ห้อไหนก็ตามสบายนะครับ แต่ผมขอไม่เน้นในการเปรียบเทียบกับยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่ง แต่จะวิเคราะห์รถคันนี้ในภาพรวมๆก็แล้วกัน
ผมเองเป็นคนที่รูปร่างค่อนไปทางลักษณะ ขายาว ตัวสั้น ผมสูง 167 cm ช่วงขาหรือ inseem ยาว 77 cm ด้วยช่วงขาแบบนี้ทำให้ในอดีตผมเลือกเสือภูเขาคันใหญ่กว่าตัวครึ่งsizeประจำๆ เพราะช่วงตัวผมค่อนข้างจะสั้นเนื่องจากมีช่วงคอที่ค่อนข้างจะยาวอยู่สักหน่อยหนึ่ง ดังนั้นผมควรจะต้องเลือกรถที่มีท่อบนสั้นกว่าคนอื่นๆที่เขามีส่วนสูงเท่ากับผม แต่ตัวยาวกว่าและขาสั้นกว่าผม จึงเป็นสาเหตุหลักๆที่ผมเลือกรถในขนาด 47 cm และเพราะรถขนาด 50 cm ของค่ายนี้จะมี effective top tube ที่ยาวถึง 530 mm จึงไม่ต้องคิดอะไรกันมากเลยว่า ผมคงจะขี่รถsize 50 ไม่สนุกอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่ช่างสังเกตในสัดส่วนของรถในค่ายอื่นๆ จะเริ่มสังเกตและเริ่มเปรียบเทียบอะไรต่อมิอะไรได้ในสัดส่วนของรถคันนี้

ครับ รถคันนี้มีค่า reach ที่ยาวกว่ารถ size 47 หรือ 48 ของหลายค่าย และยาวเกือบจะเท่ากับรถ size 50 ของบางค่ายด้วยซ้ำไป และที่สำคัญคือ ระยะ stack ซึ่งเป็นระยะความสูงที่จะบอกให้เราทราบว่ารถคันนี้สามารถset ให้แฮนด์ลงไปต่ำได้แค่ไหน เจ้าระยะstack ของรถคันนี้จะมีค่าค่อนข้างน้อยทีเดียว นั่นก็แปลว่า เหล่า smurf rider ที่ช่วงขาสั้น จะสามารถเซทรถให้แฮนด์ลงมาต่ำได้อย่างโดนใจ ทั้งนี้เพราะเสือหมอบในท้องตลาดในขนาดที่เหล่าsmurfสามารถยืนคร่อมและปั่นได้อย่างมีความสุขนั้น ก็มักจะมีระยะstack ที่สูงกว่านี้

แต่สำหรับตัวผมแล้ว ผมจะต้องปรับตัวใหม่เพราะรถอีกคันที่ผมใช้อยู่ มันมีค่า stack ที่สูงกว่านี้ ขนาดใส่แหวนรองคอแค่ 2 mm ( ภาคบังคับ อย่างน้อยต้องมี 1วง ) ใช้ stem - 8 องศาก็แล้ว เวลาจับที่drop ผมยังรู้สึกว่าผมยังก้มลงไปได้อีกนะ อีกอย่างหนึ่งผมเองไม่ค่อยชอบการใส่แหวนรองคอจนเป็นกระเหรี่ยงคอยาว ( นอกจากจะไม่สวยแล้ว ยังเป็นข้อพึงระวังเกี่ยวกับซางคาร์บอนอีกเช่นกัน ) ผมจึงเลือกใส่รองไปเพียง 25 mm ส่วนstem ก็ยกมาจากคันเดิม เป็นขนาด - 6 องศา ยาว 110 mm (​ในตอนแรกใส่ 120 mm - 6องศา เพราะดูเพียงค่า effective top tube เพียงอย่างเดียว พอขึ้นคร่อมทำfitting แล้วรู้สึกว่า stem มันจะยาวเกินไปนะ จะไม่ถามสุขภาพตัวเองซ๊ากกกกคำเลยหรืออย่างไร :lol: ก็เลยเอาstemจากรถคันเดิมมาใส่แทน แล้วลองfittingใหม่อีกที คราวนี้มันน่าจะเป๊ะแล้วหละ ( พอมาลองวัดสัดส่วนจริงๆของรถแล้ว จึงเข้าใจว่า ทำไมจึงต้องกลับไปคบกับstem 110 mm ดังเดิม ทั้งนี้ก็เพราะค่า reach ที่เกือบๆจะเท่ากับรถ size 50 คันเดิมที่ผมเคยใช้มาเป็นปีนั่นแหละครับ )

ผมก็เลยนึกถึงคำถามที่บางคนชอบถามว่า " รถองศาแข่งเป็นอย่างไร ? " ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร
ผมเข้าใจแค่เพียง competitive fitting กับ comfortable fitting เท่านั้นแหละ
รถอะไรคุณก็เอาไปแข่งได้ ขอให้ย่ำแล้วมันขึ้นตามเท้า เซทให้มันหมอบลงไปต่ำเพื่อช่วยเรื่องaerodynamicได้ และลงตัวกับตัวของคุณได้ ผมว่ามันก็น่าจะได้คำตอบนะครับ ส่วนปั่นสบายหรือเปล่าก็ต้องแล้วแต่ความสามารถของตัวคุณเองว่า core muscle ของคุณแข็งแรงเพียงพอจะรับมือกับมันหรือเปล่า
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

รายละเอียดของรถทั้งคัน

เฟรม : NICH Legend II size 47 สี custom black
ชุดเกียร์ : Ultegra
ชุดเบรค : Ultegra
ชุดขาจาน : Rotor 3D+ ขาจาน 170 mm ,ใบจาน Q-ring 50 - 38T
กระโหลก : BB30 ลูกปืนสเตนเลส
เฟืองท้าย : Dura ace , 11 - 21T
ชุดล้อ : Cycleops 65 mm ( ขอบคาร์บอนสูง 65 mm , ยางงัด , ดุม PowerTap G3 สำหรับวัดwatt , ซึ่ลวด DT Aerolite ) + แกนปลดเร็ว Mr.Control
ชุดยาง : ยางนอก Continental GrandPrix 4000s ขนาด 23x700C , ยางใน Bontrager รุ่นธรรมดา พร้อมแผ่นรองกันหนาม Z-liner ของ Zefal
บันได : Dura ace
Stem : 3T team , - 6 องศา ยาว 110 mm หนุนแหวนรองคอคาร์บอน 25 mm
แฮนด์ : EASTON EC90 SLX3 42cm , reach 75 mm , drop 130 mm + ผ้าพันแฮนด์ Lizard Skin
อาน : Spyder Twinrail
หลักอาน : Integrated seat post มากับเฟรม
ขากระติก : NICH คาร์บอน 1 คู่
Cyclemeter : Garmin EDGE500 + Garmin out-front mount

Total weight : 7.6 kg

Assembled : lucifer

Final fitting : Jumm Bike Studio
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

ลองปั่นจริง

รูปภาพ

เส้นทางที่ผมปั่นนั้น เป็นเส้นทางที่ผมใช้ปั่นเป็นประจำ ซึ่งก็คือทางหลวงเส้น 321 หรือ สายมาลัยแมน ผมจะปั่นไปสามแยกกำแพงแสน แล้วก็กลับรถย้อนทางเดิมกลับมา ถ้ากระแสลมคงที่ ไปกลับก็จะได้ค่าเฉลี่ยที่กำลังดี แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่เคยสมดุลกันสักที ถ้าเป็นหน้าหนาว ลมจะพัดลงมาจากทางเหนือเฉียงๆไปทางตะวันออก ขาไปก็จะปั่นต้านลม พอขากลับแทนที่จะได้ปั่นตามลมกลับเป็น Bonus ก็ใช่ที่ เพราะยิ่งเย็น ยิ่งค่ำ ลมก็จะยิ่งพัดอ่อนลง ส่วนหน้าร้อนหรือช่วงนี้ จะยิ่งเป็นอะไรที่ขาดทุนยิ่งกว่า เพราะขาไปจะตามลมไปก็จริง แต่ขากลับที่ว่าจะต้องทวนลมกลับนั้น มันไม่ค่อยจะตรงไปตรงมาเท่าไหร่ เพราะยิ่งเย็น ยิ่งค่ำ ลมจะยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ :lol: :lol: :lol:

ครับ ที่เกริ่นให้ฟังก่อนก็เพราะว่า เย็นวันที่ผมปั่นNICH LII เป็นครั้งแรกนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่ลมแรงเอามากๆ ผิดกับเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ผมเอารถอีกคันหนึ่งมาปั่นซ้อม endurance เพื่อเตรียมตัวไปปั่นที่อุทัยธานี สัปดาห์นั้นลมไม่เห็นจะแรงเหมือนคราวนี้เลย ทำใจได้ว่าในช่วงขากลับ จะยิ่งเจอลมปะทะสวนย้อนกลับได้แรงสะใจแน่ๆ พอหันมาดูตัวเอง รถก็ใหม่ ยังไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันเลย ก็โดนรับน้องแบบจัดหนักซะแล้ว ( เหมือนกับรายงานอากาศที่ได้ว่าลมแรง 18 กม/ชม แล้วพัดจากทางด้านใต้เฉียงไปทางตะวันตก )

แต่จะอย่างไรซะ ก็คงจะหนีทางสายนี้ไปไม่พ้นหรอก เพราะมันเป็นเส้นทางที่ผมใช้ปั่นเป็นประจำ ผมจึงมีการเก็บบันทึก ค่าความเร็วเฉลี่ย และค่าวัตต์เฉลี่ย ไว้ตลอดเวลา ทำให้สามารถใช้เปรียบเทียบได้ว่า ความเร็วเฉลี่ยเท่าไร จะใช้วัตต์เฉลี่ยสักเท่าไหร่ ซึ่งเท่ากับเป็นกลวิธีในการพัฒนาการฝึกซ้อมของเราเองได้เช่นกัน

ช่วงเริ่มปั่นออกจากหอพักของผม ก็คงจะต้องเริ่มจับอาการของรถไปเรื่อยๆก่อนที่ออกสู่ถนนใหญ่ เพราะตรงนั้นจะเริ่มมีสภาพการจราจรที่เริ่มวุ่นวาย เนื่องจากเป็นเวลาที่คนเริ่มจะเลิกงาน นักเรียน นักศึกษาจะเริ่มบิดมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน กลับหอพักกัน
สิ่งที่พบในช่วงแรกๆก็คือ รถคันนี้ได้รับการfittingมาอย่างลงตัวแล้ว ไม่ว่าจะจับแฮนด์บน หรือ จับdrop มันลงตัวไปหมด ลองยืนโยก ยืนบิด เพื่อดูความstiffของเฟรม ก็พบว่าเป็นเฟรมที่มีความstiffน่าพอใจมากๆ แทบจะไม่พบอาการบิดส่ายของเฟรมเลย เมื่อลงแรงกระแทกบันได เฟรมก็ไม่ออกอาการย้วยให้สัมผัสได้ และสัมผัสอาการ "กดเป็นมา" "กระชากเป็นพุ่ง" ได้อย่างชัดเจน

ครับ เริ่มจับเวลาทดสอบตรงทางแยก หลังจากได้สัญญาณไฟเขียว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเร่งความเร็วเพื่อไม่ไปสร้างภาระให้กับคนขับรถยนต์ที่เขาอยู่ด้านหลัง ผมตัดสินใจขึ้นยืนอัดและโยกมันขึ้นไปทันที อย่างน้อยก็ต้องเร่งเบียดเข้าเลนซ้ายสุดให้ได้ก่อนที่รถสิบล้อที่เริ่มออกตัวจะปาดเข้ามาเบียดกับผม

มันอาจจะไม่พรวดพราดแบบเฟรมอลูมิเนียมแข็งๆกระด้างๆที่ผมเคยปั่นมาเมื่อสิบปีก่อนนั้น แต่มันก็แสดงถึงความกระฉับกระเฉงในการตอบสนองต่อการใส่พลังเข้าไป ล้อขอบสูงแทบจะไม่เป็นอุปสรรคเลย กดไปเท่าไหร่ ก็ดูคล้ายกับว่ามันจะรับไปได้หมด

แต่สิ่งที่เฟรมอลูมิเนียมแข็งๆกระด้างๆ องศาเทพๆ ไม่มีให้ โดยเฉพาะเวลาผ่านรอยต่อของถนน และรูดผ่านหลุมขนมครกเล็กๆที่มีในบางช่วงของเส้นทาง นั่นก็คือ เรื่องของความสบายตัว เพราะเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ย่อมจะให้ความสบายตัวมากกว่าจนผ่อนคลายความเมื่อยล้าในการปั่นระยะทางไกลๆได้อย่างชัดเจน

NICH LII ไม่ใช่เฟรมกระด้าง แต่ก็ยังเป็นเฟรมที่มีความstiffมากตัวหนึ่งเช่นกัน

ช่วงขาไป ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากการปั่นตามลมนัก ดูเหมือนจะยังคงถนอมแรงปั่นไปตามวัตต์ซึ่งผมจะใช้แรงในช่วงของ endurance ต่อกับ Tempo และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ก็คือต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับองศาของรถที่แตกต่างไปจากคันที่ใช้อยู่ประจำ แต่สิ่งที่น่าหนักใจกว่านั้นก็คือ ลมที่แรงและกระโชกเข้ามาในแทบจะทุกทิศทาง เพราะ เส้นทางที่ปั่นไม่ได้ตรงดิ่วลิ่วๆไปยังกำแพงแสน ในบางช่วงลมจะเข้าขวางทางด้านข้าง ล้อขอบสูงขนาด 65mm เลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องสนุกๆสำหรับสถานะการณ์เช่นนี้เลย โดยเฉพาะช่วงที่ลมกระชากเข้าด้านข้าง ซึ่งจะเป็นทางด้านซ้ายมือ และมีรถสิบล้อหรือรถพ่วงแซงขึ้นมาทางด้านขวา ตอนนั้นจะมีกระแสลมที่กระชากหมุนม้วนผ่านแถวล้อหน้า ให้รถเกิดอาการวูบวาบได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ :lol: แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรในการจะบังคับควบคุม ในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว NICH LII ไม่ได้เป็นรถที่จะบังคับยากหรือว่องไวเกินเหตุ หรือดื้อด้านจนน่ารำคาญ


ไม่นานผมก็ไปสุดทางที่กำแพงแสน แล้วเราก็ต้องสวนลมกลับบ้าน รถดีหรือไม่ดี aerodynamicดีหรือไม่ดี ตอบสนองต่อการออกแรงกระทำได้คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า การปั่นสวนลมโหดๆในลักษณะนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีมากๆ ผมเคยปั่นรถที่มันไม่สนองตอบแรงที่เรากระทำไป เวลามันเจอลมแรงๆย้อนสวนมา มันก็แทบจะไม่สามารถผ่าลมไปได้ ความเร็วก็จะตกฮวบฮาบ จะส่งแรงสวนลมขึ้นไป ก็ไม่คุ้มค่าแรง เพราะดูเหมือนมันจะเสียเปล่า

ก็เป็นเหมือนดั่งที่คาดไว้ ยิ่งเย็นยิ่งค่ำ ลมก็จะยิ่งแรงขึ้นเป็นธรรมดา ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเหนื่อยกว่านี้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มจะคุ้นเคยกับรถมากขึ้น ร่างกายท่อนบนแข็งแรงขึ้นกว่าในสมัยก่อน จึงทำให้สามารถหมอบจับแฮนด์ล่าง ปั่นมุดลมสวนกลับไปได้อย่างไม่ถึงกับจะลำบากมากมายนัก บรรยากาศมันแทบจะเรียกว่าตรงกันข้ามกับขามาเลยทีเดียว แต่จะดีตรงที่ลมจะสวนเข้ามา และเฉียงเข้ามาทางด้านขวา ทำให้ไม่ต้องประสพปัญหาเรื่องลมหมุนวนตอนที่รถสิบล้อหรือรถใหญ่แซงขึ้นมาทางด้านขวา แล้วที่สำคัญคือ ยิ่งปั่นก็ยิ่งสนุก เพราะไม่ว่าเราออกแรงลงไปเท่าไหร่ มันก็ตอบสนองคืนให้แก่เราตามนั้น ยิ่งเร่งก็ยิ่งขึ้น ไม่มีอาการตื้อๆตันๆให้รำคาญใจ

ปั่นกลับมาถึงสามแยกเดิม ก็stopเวลาลง แล้วปั่นcool down กลับเข้าที่พัก

ผลประกอบการในครั้งแรกนั้น ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอาการปวดคอ ไม่มีอาการปวดไหล่ ไม่มีอาการปวดต้นแขน แปลว่าทุกๆอย่างลงตัว จะมีบ้างก็แค่เมื่อยเอวบ้าง เพราะดูเหมือนกับว่าจะต้องก้มต่ำลงมากกว่าก่อน กล้ามเนื้อลำตัวยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ในยามที่ต้องจับแฮนด์ล่างเพื่อเพิ่มaerodynamic ผลการsettingรถในครั้งนี้ ผมสามารถหมอบลงไปได้มากกว่าทุกๆคันทีเคยใช้มา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากกล้ามเนื้อในส่วนของลำตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อข้างลำตัว ไม่มีความแข็งแรงและอดทนเพียงพอแล้ว การปั่นรถที่ถูกsettingมาในลักษณะนี้ก็คงจะไม่สนุกอย่างแน่นอน

หลังจากยืดเส้น คลายกล้ามเนื้อเรียบร้อย ก็รีบload เข้า connect.garmin.com พบว่าการปั่นวันนี้อาจจะทำความเร็วเฉลี่ยได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะขาไปไม่ได้ทำความเร็ว เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับรถ แต่ขากลับเจอลมสวนหนักกว่าปกติ ความเร็วเฉลี่ยที่ทำได้บนระยะทาง 50.83กม. ก็คือ 30.2 กม/ชม. ด้วยวัตต์เฉลี่ย 114Watts , Avg HR 140 bpm ซึ่งเมื่อดูย้อนหลังกลับไปดูสถิติเก่าๆในช่วง 6เดือนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้แตกต่างจากรถคันอื่นๆเลย ค่าเฉลี่ยถัวๆก็พอๆกัน โดยเฉพาะคราวนี้ขากลับยังทวนลมหนักขนาดนี้ แล้วยังมีค่าวัตต์เฉลี่ยที่ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรถคันอื่นๆที่เคยปั่นมาในเส้นทางนี้

สิ่งที่สงสัยและเริ่มจะได้คำตอบก็คือ บางครั้งราคาของเฟรมไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เฟรมที่แพงกว่าจะใช้วัตต์น้อยกว่าเฟรมที่ราคาถูกกว่าเสมอไป ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพุ่งกว่าเสมอไป ตอบสนองต่อการกดบันไดดีกว่าเสมอไป เพราะถ้าเอาความรู้สึกมาเทียบกัน บางทีก็อาจจะมีอุปทานมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเอาวิทยาศาสตร์มาเทียบกัน สิ่งที่เราค้นพบก็คงจะกลับมาตั้งคำถามย้อนกลับมาหาเราว่า

" เราซื้อเฟรมแพงๆมาใช้ เพื่อความสุขทางใจหรือเปล่า? ในขณะที่ความสุขทางกายแล้วในบางครั้งมันก็ไม่ได้ให้ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเลย เพราะสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่การเซทรถ การเลือกใช้อุปกรณ์ส่วนควบ การfitting ซึ่งรวมไปถึงท่าปั่น และการปรับตัวให้เข้ากับรถที่เราใช้ "


ผลประกอบการโดยละเอียดมีดังนี้

รูปภาพ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

บทสรุป

Pros
  • ราคาครับ ราคามาเป็นอันดับแรก เพราะคุณภาพ : ราคา มันคุ้มค่าเกินกว่าจะอธิบายได้หมด สั้นๆคือ จ่ายน้อยได้กลับมาเยอะ
  • เฟรมStiff ครับ กดเมื่อไหร่ ไหลเมื่อนั้น , ควงบันไดอย่างไร ก็ไหลไปอย่างนั้น , ส่วนต้องเติมหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ครับ เพราะขากลับผมมุดสู้ลมตลอดเวลา ดูจากกราฟรอบขาน่าจะเห็นว่าแทบจะมีช่วงไหนเลยที่ราขาได้
  • ภายใต้เงื่อนไขระดับความสามารถของผม ที่สามารถปั่นเดี่ยวในระยะทางไปกลับ 50 กม. โดยระดับความเร็วเฉลี่ย 30 กม/ชม.เป็นเรื่องธรรมดาๆที่ปั่นแบบไม่ต้องเร่งอะไรกันมากมาย ( ยกเว้นคราวนี้ที่ลมแรงสุดๆ ) เฟรมตัวนี้สามารถรับแรงกระทำ และตอบสนองแรงที่กระทำลงไปได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นับตั้งแต่เริ่มต้นออกตัว ไปสุดความเร็วที่ไม่เกิน 40 กม./ชม. ( ในเวลาที่ผมปั่นเดี่ยว ผมจะไม่พยายามเร่งความเร็วไปถึงระดับ 40 กม/ชม. เพราะผมไม่ได้ปั่นแค่ 10 กม. แต่มันเป็นการปั่นในลักษณะของการปั่น endurance ซึ่งผมถือว่ามันเป็นเพียงระดับของ base training เท่านั้น )
  • ซับแรงกระแทกจากพื้นถนนได้ดีตามมาตรฐานของเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์
  • ตอบสนองต่อการบังคับควบคุม พูดง่ายๆบังคับง่าย แม้กระทั่งภายใต้สภาวะที่ลมแรงๆแบบกระชาก ร่วมกับล้อขอบสูง และน้ำหนักที่ตกลงไปที่ล้อหน้าที่มากกว่าที่คุ้นเคย ก็ยังสามารถปรับตัว และบังคับควบคุมให้มันอยู่ในโอวาทได้โดยง่าย
  • ระบบลอคหลักอานออกแบบมาได้ประทับใจมาก ตัดปัญหาเรื่องหลักอานรูดไปตลอดกาล
  • สี Custom made อยากได้แบบไหน จัดได้ไม่ยาก
Cons
  • ไม่เหมาะกับคนที่ยึดติดแนบเแน่นเหนียวอยู่กับแบรนด์เนม และผู้ที่มีเชื่ออย่างฝังใจลึกว่าเฟรมแพงๆย่อมจะมีอะไรดีๆซ่อนเอาไว้มากกว่าเสมอๆ หรือ ยึดติดว่าน้ำยาประสานหรือepoxy resin จะต้องเป็นสูตรพิเศษเหนือชั้นระดับเทพเสมอๆ ( ทั้งๆที่เฟรมคาร์บอนมากกว่า 90% ทำในไต้หวันและจีนแดง แล้วส่งกลับไปทำสี ติดลวดลาย )
  • ระบบยึดรางอานยังเป็นอะไรที่ไม่ค่อยโดนใจผมนัก รวมไปถึงจะให้มันset backน้อยลงกว่านี้อีกสัก 5mm จะได้ไหมเนี่ย ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลส่วนตัวจริงๆนะที่ไม่รู้จะเขียนอธิบายออกมาอย่างไรดี
  • เฟรมและหลักอานมีน้ำหนักมากไปนิดหนึ่งนะ แต่เมื่อเทียบกับความstiff และราคาแล้ว ก็เข้าใจอยู่ว่าในบางจุดก็จำเป็นต้องใช้เนื้อวัสดุมากขึ้น ที่สำคัญก็คือ ค่า Modulus : Price มันทำให้เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่าราคาเป็นเครื่องกำหนดน้ำหนักของเฟรมอย่างไร ดังนั้นใครที่หวังเฟรมเบาๆในราคาเท่านี้ ผมว่าค้ากำไรเกินไปไหม ? ( แต่ก็มีคนที่ทำรถรุ่นนี้ทั้งคัน หนัก 6.3 กก. มาแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่า น้ำหนักเฟรมคือจุดเริ่มต้น หากจะลดน้ำหนัก ก็แปลว่าต้องเลือกอุปกรณ์ส่วนควบที่เบามากๆในทุกๆส่วน ในขณะที่ผมเองเน้นที่การใช้งาน จึงหยิบเอาน้ำหนักเฟรมมากล่าวถึงแทน )


ความเห็นส่วนตัว

สัั้นๆครับ
High Performance per price
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 03 มี.ค. 2013, 21:17, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย lucifer »

รูปภาพ


ปัจฉิมลิขิต

บทความนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผม ไม่ได้อิงธุรกิจหรือโฆษณาสินค้าให้ใคร ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น
การใช้อุปกรณ์ส่วนควบที่มีราคาสูง ไม่ว่าจะเป็นชุดล้อ ชุดขาจาน ก็เพื่อต้องการลดความต่างชั้นกัน โดยต้องการให้เหลือเพียงความแตกต่างของเฟรมเท่านั้น
การทดสอบจักรยานที่มีส่วนควบแตกต่างกัน บ่อยครั้งที่ถูกแปลผลว่ารถราคาถูกย่อมด้อยกว่ารถราคาแพงอยู่เสมอๆ เพราะรถที่แพงจะประกอบด้วยอุปกรณ์ในระดับรุ่นที่สูงกว่าเป็นธรรมดา
แก้ไขล่าสุดโดย lucifer เมื่อ 03 มี.ค. 2013, 21:27, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
Super PAT
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 75
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2012, 13:13
Bike: CAAD 10 Team 2013

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย Super PAT »

สุดยอดครับ ผมมองว่ากระทู้ Review เป็นกระทู้ทรงคุณค่ามากครับ เพราะเป็นความเห็นจากผู้ใช้งานจริงในผลิตภัณฑ์นั้นๆ

ขอบคุณมากๆครับ :D
รูปประจำตัวสมาชิก
cheetah 1986
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 585
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 พ.ย. 2012, 13:33
team: -
Bike: GaRy FiSheR WahOo GeNeSIs 2.0 "ความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครอง"
ตำแหน่ง: HATYAI SONGKHLA THAILAND

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย cheetah 1986 »

lucifer's นามนี้ไม่มีผิดหวัง +1 :D
"มีศรัทธา มีพลัง"
รูปประจำตัวสมาชิก
nathapol
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 402
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2013, 13:22
Tel: o-8-9-4-9-9-o-1-o-3

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย nathapol »

ยอดเยี่ยมครับ สำหรับการ รีวิวครั้งนี้

ชอบมากครับ ชอบทั้งรถ ชอบทั้งบทความ
Does speed cost money???
peak spider
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 178
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 เม.ย. 2012, 14:56
Tel: 08591222xx
Bike: trek 810 และ scott cr1

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย peak spider »

สวดยวดด :D
ปั่นไปเหอะ อย่าเรื่องมาก !! :twisted:
รูปประจำตัวสมาชิก
PsychoticSprinter
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 93
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ค. 2012, 12:41
Bike: แม่บ้านโบราณ

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย PsychoticSprinter »

รีวิวได้โดนมากเลยครับ ขี่อยู่แต่ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดอย่างไร รู้อย่างเดียวว่าควบมันส์โคตร
รูปประจำตัวสมาชิก
baschatmail
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 99
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 พ.ค. 2012, 20:08
team: KEE MOUNT CYCLING CLUB
Bike: LouisGarneau CT,TOZZ ZL
ตำแหน่ง: บีทีเอสตลาดพลู
ติดต่อ:

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย baschatmail »

ขอติดตามผลงาน NICH ทุกผลงานด้วยคนครับ
"อนุญาต" เขียนอย่างไร ให้ถูกต้อง
อย่าลืมท่อง ให้ขึ้นใจ คนไทยเอ๋ย
เขียนอย่างไทย ถูกแบบไทย ไม่ยากเลย
อย่าปล่อยปละ หรือเพิกเฉย ให้ช้ำใจ...


>>>>>>>>>>นักรบจะกลัวอะไรกับบาดแผล<<<<<<<<<<
http://www.facebook.com/baschatmail
รูปประจำตัวสมาชิก
cactus
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 203
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 มี.ค. 2012, 22:03
Bike: merida 5d

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย cactus »

lucifer เขียน:รายละเอียดของรถทั้งคัน

เฟรม : NICH Legend II size 47 สี custom black
ชุดเกียร์ : Ultegra
ชุดเบรค : Ultegra
ชุดขาจาน : Rotor 3D+ ขาจาน 170 mm ,ใบจาน Q-ring 50 - 38T
กระโหลก : BB30 ลูกปืนสเตนเลส
เฟืองท้าย : Dura ace , 11 - 21T
ชุดล้อ : Cycleops 65 mm ( ขอบคาร์บอนสูง 65 mm , ยางงัด , ดุม PowerTap G3 สำหรับวัดwatt , ซึ่ลวด DT Aerolite ) + แกนปลดเร็ว Mr.Control
ชุดยาง : ยางนอก Continental GrandPrix 4000s ขนาด 23x700C , ยางใน Bontrager รุ่นธรรมดา พร้อมแผ่นรองกันหนาม Z-liner ของ Zefal
บันได : Dura ace
Stem : 3T team , - 6 องศา ยาว 110 mm หนุนแหวนรองคอคาร์บอน 25 mm
แฮนด์ : EASTON EC90 SLX3 42cm , reach 75 mm , drop 130 mm + ผ้าพันแฮนด์ Lizard Skin
อาน : Spyder Twinrail
หลักอาน : Integrated seat post มากับเฟรม
ขากระติก : NICH คาร์บอน 1 คู่
Cyclemeter : Garmin EDGE500 + Garmin out-front mount

Total weight : 7.6 kg

Assembled : lucifer

Final fitting : Jumm Bike Studio
"The price is not the matter." แต่ผมก็ยังอยากรู้ว่าทั้งคันต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ครับ :mrgreen:
(เผื่อเป็นแนวทางในการสะสมงบประมาณครับ ถ้ามันไม่ไหวผมจะได้ตัดใจครับ)
รูปประจำตัวสมาชิก
k3mountain
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 467
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 15:27
Bike: Cervelo R3, Fuji Declaration , Khs team st , Mini java
ตำแหน่ง: 115/2 ม.2 ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง 21210

Re: lucifer's review : The first time with NICH LII

โพสต์ โดย k3mountain »

ถือเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริโภค เพื่อประโยชน์สูงสุด ในทางเลือกแต่ละบุคคลครับ

ขอบคุณครับ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”