ลองปั่นจริง
เส้นทางที่ผมปั่นนั้น เป็นเส้นทางที่ผมใช้ปั่นเป็นประจำ ซึ่งก็คือทางหลวงเส้น 321 หรือ สายมาลัยแมน ผมจะปั่นไปสามแยกกำแพงแสน แล้วก็กลับรถย้อนทางเดิมกลับมา ถ้ากระแสลมคงที่ ไปกลับก็จะได้ค่าเฉลี่ยที่กำลังดี แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่เคยสมดุลกันสักที ถ้าเป็นหน้าหนาว ลมจะพัดลงมาจากทางเหนือเฉียงๆไปทางตะวันออก ขาไปก็จะปั่นต้านลม พอขากลับแทนที่จะได้ปั่นตามลมกลับเป็น Bonus ก็ใช่ที่ เพราะยิ่งเย็น ยิ่งค่ำ ลมก็จะยิ่งพัดอ่อนลง ส่วนหน้าร้อนหรือช่วงนี้ จะยิ่งเป็นอะไรที่ขาดทุนยิ่งกว่า เพราะขาไปจะตามลมไปก็จริง แต่ขากลับที่ว่าจะต้องทวนลมกลับนั้น มันไม่ค่อยจะตรงไปตรงมาเท่าไหร่ เพราะยิ่งเย็น ยิ่งค่ำ ลมจะยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ
ครับ ที่เกริ่นให้ฟังก่อนก็เพราะว่า เย็นวันที่ผมปั่นNICH LII เป็นครั้งแรกนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่ลมแรงเอามากๆ ผิดกับเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ผมเอารถอีกคันหนึ่งมาปั่นซ้อม endurance เพื่อเตรียมตัวไปปั่นที่อุทัยธานี สัปดาห์นั้นลมไม่เห็นจะแรงเหมือนคราวนี้เลย ทำใจได้ว่าในช่วงขากลับ จะยิ่งเจอลมปะทะสวนย้อนกลับได้แรงสะใจแน่ๆ พอหันมาดูตัวเอง รถก็ใหม่ ยังไม่ค่อยจะคุ้นเคยกันเลย ก็โดนรับน้องแบบจัดหนักซะแล้ว ( เหมือนกับรายงานอากาศที่ได้ว่าลมแรง 18 กม/ชม แล้วพัดจากทางด้านใต้เฉียงไปทางตะวันตก )
แต่จะอย่างไรซะ ก็คงจะหนีทางสายนี้ไปไม่พ้นหรอก เพราะมันเป็นเส้นทางที่ผมใช้ปั่นเป็นประจำ ผมจึงมีการเก็บบันทึก ค่าความเร็วเฉลี่ย และค่าวัตต์เฉลี่ย ไว้ตลอดเวลา ทำให้สามารถใช้เปรียบเทียบได้ว่า ความเร็วเฉลี่ยเท่าไร จะใช้วัตต์เฉลี่ยสักเท่าไหร่ ซึ่งเท่ากับเป็นกลวิธีในการพัฒนาการฝึกซ้อมของเราเองได้เช่นกัน
ช่วงเริ่มปั่นออกจากหอพักของผม ก็คงจะต้องเริ่มจับอาการของรถไปเรื่อยๆก่อนที่ออกสู่ถนนใหญ่ เพราะตรงนั้นจะเริ่มมีสภาพการจราจรที่เริ่มวุ่นวาย เนื่องจากเป็นเวลาที่คนเริ่มจะเลิกงาน นักเรียน นักศึกษาจะเริ่มบิดมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน กลับหอพักกัน
สิ่งที่พบในช่วงแรกๆก็คือ รถคันนี้ได้รับการfittingมาอย่างลงตัวแล้ว ไม่ว่าจะจับแฮนด์บน หรือ จับdrop มันลงตัวไปหมด ลองยืนโยก ยืนบิด เพื่อดูความstiffของเฟรม ก็พบว่าเป็นเฟรมที่มีความstiffน่าพอใจมากๆ แทบจะไม่พบอาการบิดส่ายของเฟรมเลย เมื่อลงแรงกระแทกบันได เฟรมก็ไม่ออกอาการย้วยให้สัมผัสได้ และสัมผัสอาการ "กดเป็นมา" "กระชากเป็นพุ่ง" ได้อย่างชัดเจน
ครับ เริ่มจับเวลาทดสอบตรงทางแยก หลังจากได้สัญญาณไฟเขียว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเร่งความเร็วเพื่อไม่ไปสร้างภาระให้กับคนขับรถยนต์ที่เขาอยู่ด้านหลัง ผมตัดสินใจขึ้นยืนอัดและโยกมันขึ้นไปทันที อย่างน้อยก็ต้องเร่งเบียดเข้าเลนซ้ายสุดให้ได้ก่อนที่รถสิบล้อที่เริ่มออกตัวจะปาดเข้ามาเบียดกับผม
มันอาจจะไม่พรวดพราดแบบเฟรมอลูมิเนียมแข็งๆกระด้างๆที่ผมเคยปั่นมาเมื่อสิบปีก่อนนั้น แต่มันก็แสดงถึงความกระฉับกระเฉงในการตอบสนองต่อการใส่พลังเข้าไป ล้อขอบสูงแทบจะไม่เป็นอุปสรรคเลย กดไปเท่าไหร่ ก็ดูคล้ายกับว่ามันจะรับไปได้หมด
แต่สิ่งที่เฟรมอลูมิเนียมแข็งๆกระด้างๆ องศาเทพๆ ไม่มีให้ โดยเฉพาะเวลาผ่านรอยต่อของถนน และรูดผ่านหลุมขนมครกเล็กๆที่มีในบางช่วงของเส้นทาง นั่นก็คือ เรื่องของความสบายตัว เพราะเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ย่อมจะให้ความสบายตัวมากกว่าจนผ่อนคลายความเมื่อยล้าในการปั่นระยะทางไกลๆได้อย่างชัดเจน
NICH LII ไม่ใช่เฟรมกระด้าง แต่ก็ยังเป็นเฟรมที่มีความstiffมากตัวหนึ่งเช่นกัน
ช่วงขาไป ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้ประโยชน์จากการปั่นตามลมนัก ดูเหมือนจะยังคงถนอมแรงปั่นไปตามวัตต์ซึ่งผมจะใช้แรงในช่วงของ endurance ต่อกับ Tempo และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ก็คือต้องปรับตัวให้คุ้นเคยกับองศาของรถที่แตกต่างไปจากคันที่ใช้อยู่ประจำ แต่สิ่งที่น่าหนักใจกว่านั้นก็คือ ลมที่แรงและกระโชกเข้ามาในแทบจะทุกทิศทาง เพราะ เส้นทางที่ปั่นไม่ได้ตรงดิ่วลิ่วๆไปยังกำแพงแสน ในบางช่วงลมจะเข้าขวางทางด้านข้าง ล้อขอบสูงขนาด 65mm เลยกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องสนุกๆสำหรับสถานะการณ์เช่นนี้เลย โดยเฉพาะช่วงที่ลมกระชากเข้าด้านข้าง ซึ่งจะเป็นทางด้านซ้ายมือ และมีรถสิบล้อหรือรถพ่วงแซงขึ้นมาทางด้านขวา ตอนนั้นจะมีกระแสลมที่กระชากหมุนม้วนผ่านแถวล้อหน้า ให้รถเกิดอาการวูบวาบได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรในการจะบังคับควบคุม ในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว NICH LII ไม่ได้เป็นรถที่จะบังคับยากหรือว่องไวเกินเหตุ หรือดื้อด้านจนน่ารำคาญ
ไม่นานผมก็ไปสุดทางที่กำแพงแสน แล้วเราก็ต้องสวนลมกลับบ้าน รถดีหรือไม่ดี aerodynamicดีหรือไม่ดี ตอบสนองต่อการออกแรงกระทำได้คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า การปั่นสวนลมโหดๆในลักษณะนี้จะเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีมากๆ ผมเคยปั่นรถที่มันไม่สนองตอบแรงที่เรากระทำไป เวลามันเจอลมแรงๆย้อนสวนมา มันก็แทบจะไม่สามารถผ่าลมไปได้ ความเร็วก็จะตกฮวบฮาบ จะส่งแรงสวนลมขึ้นไป ก็ไม่คุ้มค่าแรง เพราะดูเหมือนมันจะเสียเปล่า
ก็เป็นเหมือนดั่งที่คาดไว้ ยิ่งเย็นยิ่งค่ำ ลมก็จะยิ่งแรงขึ้นเป็นธรรมดา ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเหนื่อยกว่านี้ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มจะคุ้นเคยกับรถมากขึ้น ร่างกายท่อนบนแข็งแรงขึ้นกว่าในสมัยก่อน จึงทำให้สามารถหมอบจับแฮนด์ล่าง ปั่นมุดลมสวนกลับไปได้อย่างไม่ถึงกับจะลำบากมากมายนัก บรรยากาศมันแทบจะเรียกว่าตรงกันข้ามกับขามาเลยทีเดียว แต่จะดีตรงที่ลมจะสวนเข้ามา และเฉียงเข้ามาทางด้านขวา ทำให้ไม่ต้องประสพปัญหาเรื่องลมหมุนวนตอนที่รถสิบล้อหรือรถใหญ่แซงขึ้นมาทางด้านขวา แล้วที่สำคัญคือ ยิ่งปั่นก็ยิ่งสนุก เพราะไม่ว่าเราออกแรงลงไปเท่าไหร่ มันก็ตอบสนองคืนให้แก่เราตามนั้น ยิ่งเร่งก็ยิ่งขึ้น ไม่มีอาการตื้อๆตันๆให้รำคาญใจ
ปั่นกลับมาถึงสามแยกเดิม ก็stopเวลาลง แล้วปั่นcool down กลับเข้าที่พัก
ผลประกอบการในครั้งแรกนั้น ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอาการปวดคอ ไม่มีอาการปวดไหล่ ไม่มีอาการปวดต้นแขน แปลว่าทุกๆอย่างลงตัว จะมีบ้างก็แค่เมื่อยเอวบ้าง เพราะดูเหมือนกับว่าจะต้องก้มต่ำลงมากกว่าก่อน กล้ามเนื้อลำตัวยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร ในยามที่ต้องจับแฮนด์ล่างเพื่อเพิ่มaerodynamic ผลการsettingรถในครั้งนี้ ผมสามารถหมอบลงไปได้มากกว่าทุกๆคันทีเคยใช้มา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากกล้ามเนื้อในส่วนของลำตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อข้างลำตัว ไม่มีความแข็งแรงและอดทนเพียงพอแล้ว การปั่นรถที่ถูกsettingมาในลักษณะนี้ก็คงจะไม่สนุกอย่างแน่นอน
หลังจากยืดเส้น คลายกล้ามเนื้อเรียบร้อย ก็รีบload เข้า connect.garmin.com พบว่าการปั่นวันนี้อาจจะทำความเร็วเฉลี่ยได้ไม่ค่อยดีนัก เพราะขาไปไม่ได้ทำความเร็ว เนื่องจากต้องปรับตัวให้เข้ากับรถ แต่ขากลับเจอลมสวนหนักกว่าปกติ ความเร็วเฉลี่ยที่ทำได้บนระยะทาง 50.83กม. ก็คือ 30.2 กม/ชม. ด้วยวัตต์เฉลี่ย 114Watts , Avg HR 140 bpm ซึ่งเมื่อดูย้อนหลังกลับไปดูสถิติเก่าๆในช่วง 6เดือนที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้แตกต่างจากรถคันอื่นๆเลย ค่าเฉลี่ยถัวๆก็พอๆกัน โดยเฉพาะคราวนี้ขากลับยังทวนลมหนักขนาดนี้ แล้วยังมีค่าวัตต์เฉลี่ยที่ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรถคันอื่นๆที่เคยปั่นมาในเส้นทางนี้
สิ่งที่สงสัยและเริ่มจะได้คำตอบก็คือ บางครั้งราคาของเฟรมไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เฟรมที่แพงกว่าจะใช้วัตต์น้อยกว่าเฟรมที่ราคาถูกกว่าเสมอไป ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพุ่งกว่าเสมอไป ตอบสนองต่อการกดบันไดดีกว่าเสมอไป เพราะถ้าเอาความรู้สึกมาเทียบกัน บางทีก็อาจจะมีอุปทานมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเอาวิทยาศาสตร์มาเทียบกัน สิ่งที่เราค้นพบก็คงจะกลับมาตั้งคำถามย้อนกลับมาหาเราว่า
" เราซื้อเฟรมแพงๆมาใช้ เพื่อความสุขทางใจหรือเปล่า? ในขณะที่ความสุขทางกายแล้วในบางครั้งมันก็ไม่ได้ให้ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเลย เพราะสุดท้ายแล้ว
มันอยู่ที่การเซทรถ การเลือกใช้อุปกรณ์ส่วนควบ การfitting ซึ่งรวมไปถึงท่าปั่น และการปรับตัวให้เข้ากับรถที่เราใช้ "
ผลประกอบการโดยละเอียดมีดังนี้
