ลุงเนตร เขียน:"ข้อเสนอแนะ"
๑. น่าจะมีวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมให้ชัดแจ้งมากกว่า "เชิญร่วมการรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งผู้ว่ากทม."
เช่น เสนอความต้องการอะไรบ้างเพื่อความสะดวกและปลอดภัยของประชาชนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันและเพื่อการอื่น ๆ ต่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วรับทราบคำตอบของทุกท่าน ท่านใดให้ได้มากที่สุด ท่านนั้นย่อมได้คะแนนจากเรา เป็นต้น ให้ชัดแจ้งเช่นนี้ ชาวจักรยานทั่ว กทม.จักเกิดการอยากไปร่วมกิจกรรมด้วยเพราะมีส่วนทำให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น
๒. การเข้าพบผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม. "ด้วยขบวนจักรยานชุมชน/ชาวบ้าน/องค์กรคนพิการ" ด้วย ๓ องค์กร ข้างต้น น่าจะมีจักรยานไม่กี่ร้อยคัน เพราะไม่มีการกล่าวถึง ประชาชนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันและเพื่อการอื่น ๆ น่าจะไม่เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งให้คำมั่นสัญญาอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคนปั่นจักรยาน เพราะมีจำนวนน้อย คะแนนที่จะได้ก็ไม่มาก
๓. ถ้าสามารถทำให้ประชาชนที่มีจักรยานทุกคนใน กทม. ขี่/ปั่นจักรยานออกมาร่วมกิจกรรม ๑๒,๐๐๐ คน/คัน ดังเช่นวันคาร์ฟรีเดย์ ๒๓ ก.ย.๕๕ ที่ผ่านมา พลังของประชาชนใน กทม.ที่มีจักรยาน (คนที่กล้าได้ใช้..คนที่กลัวไม่ได้ใช้)มากมายประมาณนั้น น่าจะทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตัดสินใจตอบรับข้อเสนอได้สะดวกใจ ง่ายขึ้น เพราะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาว กทม.จำนวนไม่น้อยเท่าที่ร่วมกันไปแสดงพลัง และเพื่อคะแนนที่จะได้รับมากมายอย่างที่เห็นกับตาของเขาขณะนั้น
๔. การที่จะทำให้ประชาชนที่มีจักรยานทุกคนใน กทม. ขี่/ปั่นจักรยานออกไปร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียงจำนวนมากมายปานนั้นได้ ในความคิดของผมควรต้อง
๔.๑ ทำจดหมายถึงทุกชมรมจักรยาน เรียนเชิญประธานชมรมจักรยานและสมาชิกทุกท่าน เข้าร่วมกิจกรรม โดยให้ทราบวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมที่ชัดเจนว่า เขาจะได้มีส่วนร่วมทำให้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาเองและประชาชนทั่วไปในอนาคต และควรแจ้งข้อ ๔.๒ - ๔.๔ ให้ทราบด้วย
๔.๒ ประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่าง ๆ ทุกสื่อ เชิญชวนประชาชนทั่วไปที่มีจักรยานอยู่แล้ว ให้ไปร่วมกิจกรรมด้วย ในลักษณะเดียวกันกับข้อ ๔.๑
๔.๓ เรียน สื่อต่าง ๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ทุกหัว ทีวี.ทุกช่อง วิทยุ จส.๑๐๐ ร่วมด้วยช่วยกัน ให้ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในวันเวลานั้น หลีกเลี่ยงเส้นทาง และขออภัยในความไม่สะดวก
๔.๔ แจ้ง สจร.ทุกท้องที่ ที่ขบวนจักรยานผ่าน ขอความอนุเคราะห์ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาดูแลให้ความสะดวก เปิดไฟเขียวทุกทางแยก ปิดทางร่วมทุกช่องทาง ไม่ให้รถที่ใช้เครื่องยนต์เข้ามาใช้ทางร่วมกับขบวนจักรยาน จนคนปั่นจักรยานคนสุดท้ายผ่านไปไกลพอสมควรแล้ว
- ขอขอบคุณล่วงหน้า ที่จะอ่านและนำไปพิจารณา..หากมีข้อความใดผิดพลาด ล่วงเกิน โปรดอภัย กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย เพื่อการขออภัยและลบทิ้งโดยดุษฎี.
ปล.
๑. ไม่ต้องมีข้าวให้ทาน น้ำให้ดื่ม ของชำร่วยแจก ผมก็ยังอยากไป เพราะผมต้องการมีส่วนร่วมในการทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำทางเฉพาะจักรยานใน กทม.ให้ปั่นไปธุระได้อย่างปลอดภัย ๑๐๐% (ไม่เสียวว่าจะถูกรถยนต์ชนตายเมื่อไรไม่รู้) ทุกถนนใน กทม.(และรวมไปถึงถนนทุกสายทั่วประเทศด้วยยิ่งดี) เพียงนำแท่งปูนมาวางระยะห่างรถยนต์เข้าไม่ได้ ทั้ง ๒ ด้านของถนน ให้มีช่องทางจากริมทางเท้ากว้างสัก ๒ เมตร เท่านั้น ก็เป็นทางเฉพาะจักรยานได้เป็นอย่างดีและปลอดภัยแล้ว ทุกทางแยก ทางเข้า เว้นไว้ให้รถยนต์เข้าออก ซึ่งจะทำให้ประชาชนใช้จักรยานขี่/ปั่นบนถนนหลวงกันมากขึ้น ๆ จนมากมายมหาศาลในอนาคต ชาวต่างชาติทั่วโลกก็จะพากันมาปั่นจักรยานในประเทศไทยมากมายมหาศาลด้วย เพราะมาปั่นแล้วปลอดภัย ไม่ถูกรถยนต์ชนตายดังที่ได้ทราบกันอยู่เนื่อง ๆ
๒. แน่นอนรถยนต์ต้องได้รับความสะดวกน้อยลง การได้รับความสะดวกน้อยลงนั่น จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดประโยชน์กับผู้ขับรถยนต์ โดยเปลี่ยนไปใช้รถสาธารณะหรือจักรยานแทน ก็จักเกิดประโยชน์ขึ้นมากมายมหาศาลกับตัวของเจ้าของรถยนต์ กับทุกสังคม กับประเทศ และกับโลก
ขออนุญาตตอบข้อชี้แนะคุณลุงดังนี้นะครับ(ต้องขออภัยที่ไม่ได้เอามาลงรวมกันครับ)
1.เรื่องวัตถุประสงค์ ในการรณรงค์ คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา(จริงๆมูลนิธิโอกาสซึ่งทำงานร่วมกับเราทำมานานแล้ว)ได้ลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ
รวมถึงประชุมหารือกับตัวแทนชาวบ้าน/ชุมชน มีตัวแทน 31 ชุมชน จาก 22 เขต เข้าร่วม และยังมีการประชุมเสวนากับองค์กรผู้พิการด้านต่างๆ
หลายครั้ง จนสามารถรวบรวม ความต้องการของชาวบ้าน/ชุมชน/องค์กรผู้พิการ (เกี่ยวกับการใช้ทางร่วมกัน)เรารวบรวมเป็นลายลักษณ์อักษร
และภาพถ่าย เพื่อส่งให้ผู้สมัครผู้ว่า ทั้งทางอีเมลล์และทางเอกสาร (อีเอ็มเอส)ทั้ง 25 ผู้สมัคร และเชิญผู้สมัครที่รับข้อเสนอเหล่านี้ได้ มาเพื่อ
เซนต์สัญญาประชาคม ต่อหน้า กกต. กรุงเทพมหานคร เพื่อบันทึกภาพวีทีทัศน์และภาพนิ่ง
2.เนื่องจากทุกวันนี้ต่างก็มีหลายๆองค์กร จัดทำกิจกรรมกันมากมายตามความถนัด ทางชมรมฯถนัดที่จะทำกับชาวบ้าน/ชุมชน/องค์กรผู้พิการต่างๆ
เนื่องจากนักจักรยานส่วนมากตะโกนเสียงดังอยู่แล้ว(ใช้สื่อโซเชี่ยลเนตเวิร์ค) ทางชมรมฯเห็นว่ากลุ่มคนที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันในระยะสั้น
จริงๆมีจำนวนมากที่สุด และที่มาปั่นเป็นแค่ตัวแทน และที่มีเด็กมาปั่นด้วยก็เพื่อปลูกฝังการมีส่วนร่วม
3.ข้อนี้ขออนุญาตไม่คอมเม้นท์นะครับ
4.1 ข้อนี้ยากครับ 55 เพราะการทำงานใหญ่ไม่อาจสำเร็จหรือเห็นผลได้ในวันสองวัน และแต่ละคนต่างมีเวลาในวันหยุดน้อยมากๆจึงอยากพักผ่อน ปั่น
ท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนฝูง คนที่จะมาจึงต้องมีเวลา และเสียสละพอสมควรครับ
4.2 ข้อนี้เท่าที่ทำได้ครับ เพราะสมาชิกที่กระจายข่าวของชมรมฯมีน้อย
4.3 วิธีการมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆครับคุณลุงข้อนี้ แต่จุดหมายยังเช่นเดิม ชมรมฯพยายามคำนึงถึงผลกระทบต่างๆในแต่ละครั้งของการจัดไว้เป็นบทเรียน
4.4 ครั้งนี้เราใช้ระยะทางสั้นๆในวันอาทิตย์ โดยได้ขอความอนุเคราะห์จากกองกำกับการตำรวจนครบาลมาช่วยอำนวยความสะดวกครับ
ขอขอบคุณคุณลุงที่แสดงความคิดเห็นครับ ผมก็สะเพร่าไม่เอารายละเอียดมาลงขอรับผิดในข้อนี้ครับ