บันดไคลิปเลสถูกออกแบบมาให้ปลดไม่ยาก ทุกยี่ห้อครับ อาจต่างที่ชินหรือไม่เท่านั้น เช่นผมใช้ตระกูล Look อย่างเดียว เคยลองใช้ Shimano ก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสะดวกทั้งๆที่คนทั่วไปบอกว่าปลดง่ายกว่ามาก
ที่สำคัญ ระบบมันออกแบบให้หลุดเองเวลาล้ม เพื่อไม่ให้คนกับรถไปด้วยกันครับ ไม่ต้องสงสัยว่ามีกลไกพิศดารอะไรนะครับ มันก็แค่ เมื่อร่างกายกระแทกลงไป รถกระแทกลงไป มันเกิดแรงบิดเองที่เท้าอยู่แล้ว แทบทุกครั้งที่ร่วง เท้าก็จะหลุดออกมาเอง แต่ก็มีบ้าง(มักเป็นข้างที่ล้ม) ที่เท้าไม่หลุดออกมา (และมักเป็นการล้มเบาๆไม่อันตราย) ก็บิดออกมาได้ไม่ยาก
การหัดใช้ก็ไม่มีอะไรพิศดารเช่นกัน หัดให้ชิน ใช้ให้คล่อง แรกๆอาจมีปัญหาบ้างเช่นลืมปลด ปลดช้าไป หรือ ปลดแล้วแต่ดันวางเท้าแรงล็อคเข้าไปอีกตอนจะจอดรถเลยล้ม ซึงการล้มแบบนี้ ไม่อันตรายครับ ล้มเบากว่าตอนเป็นเด็กหัดปั่นจักรยานด้วยซ้ำมั้ง ส่วนเหตุสุดวิสัยเช่นปั่นแล้วล้ม โดนชนล้ม โดนเฉี่ยวล้ม กรณีพวกนี้ ต่อให้ใช้ตะกร้อก็อาจไม่ทันอยู่ดี ต่อให้บันไดธรรมดาก็ใช่ว่าถีบตัวเองออกมาแล้วจะเจ็บ้อยลงอยู่ดีครับ
ประการสุดท้าย การออกแบบบันไดทั้งสามประการที่บอกมา ไม่ได้เพื่อบังคับบันไดให้ติดเท้า ไม่ตีเท้า ไม่หลุดเวลาปั่นครับ แต่เพื่อสร้างวงรอบการปั่นที่ออกแรงได้ราบรื่นตลอดทั้ง 360 องศาที่วงบันไดหมุนไป แทนที่จะออกแรงกดบันไดได้อย่งเดียวแบบบันไดธรรมดา ทว่า หากติดกิ๊ปหรือคลิปเลสแล้วแต่ยังไม่ได้ออกแรงครบวง ก็ไร้ประโยชน์ครับ
อยากรู้ก็ลองปั่นจักรยานด้วยขาข้างเดียวครับ จะรู้ว่ามันออกแรงแค่ถีบลงซึ่งเป็นแค่ 25-30 % ของวงรอบเท่านั้น และลองจินตนาการว่าถ้าเท้าติดแน่นกับบันได เราจะสามารถออกแรง กด ดัน ดึง ปาด เท้าให้บันไดยังคงเคลื่อนที่ไปได้ครบทั้งวงราบรื่นที่สุด ผลที่ได้ก็คือ ไปเร็วเท่าเดิมใช้แรงน้อยลง หรือ ไปเร็วมากขึ้นเมื่อใช้แรงเท่าเดิม คล้ายๆกับว่ามีส่วนขอขาที่สามารถมาระดมพลังปั่นได้มากขึ้น
แต่ก็เป้นสิ่งที่ต้องฝึกฝนบ้างครับ เพราะกล้ามเนื้อพวกนี้บางชิ้นไม่ได้ใช้งานในชีวิตประจำวันเลย ต่อให้เอามาดัน มาปาดบันได ไม่นานก็ล้า สิ่งสำคัญก็คือต้องฝึกฝนการปั่น(pedaling technic) เป็นพื้นฐานที่ดุีด้วยครับ
ความเห้นส่วนตัวนะครับ ถ้าปั่นคนเดียว ปั่นเล่นๆแถวบ้าน ไม่ออกทริป ไม่ไปแจมกับชาวบ้าน ไม่นิยมจะแต่งเสื้อรัดติ้ว หมวกแปลกๆ แว่นสีกวนเท้าวินรถเครื่อง สุขที่จะปั่นอย่างที่เป็นอยู่ ก็อย่าเสียเงินเพื่่มเลยครับมันแทบไม่ได้ช่วยอะไร ที่สำคัญ ถ้าอยากจะไปเร็วขึ้นหาซื้อหมวกนิรภัยมาก่อนดีกว่าครับ นักปั่นจริงๆเรียนรู้กันเป็นลำดับครับ
๐แรกเริ่มหัดปั่นให้ตรงแนวไม่เฉซ้ายเฉชวา
๐ต่อมาก็ฝึกปั่นให้นิ่งไม่เร่งๆหยุดๆคงที่ราบรื่น
๐เมื่อทำได้สองอย่างแล้วก็ปั่นให้ปลอดภัย มีรูปแบบการปั่นที่ไม่อันตราย
๐จึงจะสามารถไปร่วมปั่นให้มีมารยาทในกลุ่ม เรียนรู้การปั่นกลุ่มเล็ก ใหญ่
๐ถึงจะเรียนรู้การปั่นยังไงให้เร็ว เร็วอีก เร็วมากๆ เร็วได้นาน เร็วได้ทน
๐สุดท้ายของเคล็ดวิชาก็คือการเรียนรู้เกมส์และกลยุทธช่วงชิงจังหวะ
นักปั่นทั้งเสือหมอบและเสือภูเขา จำนวนไม่น้อย เริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่ 5 เลย อยากจะเร็วเข้าว่า เมื่อมาเจอกลุ่มหรือร่วมทริปที่คนมากๆก็พยายามเข้ามาแทรกและไปให้เร็วพร้อมคนอื่นๆ เมื่อโดนต่อว่าหรือตักเตือนก็ไม่พอใจคิดว่าโดนกีดกันไม่เป็นธรรม แต่ผมยืนยันว่าสามขั้นแรกสำคัญที่สุดครับ ขั้นที่สี่จะเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อได้เข้าร่วมกลุ่มแล้วค่อยๆสังเกตุมอง ศึกษาไป
ถ้ารักจะกดให้แรง กระทืบให้พุ่งอย่างเดียวไม่สนอย่างอื่นก็เหมือนเด็กแว๊นๆๆๆ ที่บิดรถไปซิ่งไปแข่งกัน ต่างจากนักแข่งที่ศึกษาทักษะเทคนิค ผมเคยได้ยินเด็กแว๊นมันคุยกันว่า "แข่งรถมันวัดที่ใจว้ยยย ใจถึงก็บิดไปอย่าผ่อน ถ้าป๊อด ก็แพ้" พอเข้าไปแขง่ในสนามสมัยที่เค้าเปิดสนามให้เด็กแว๊นไปหัดแข่ง เจอพวกนักแข่งฝึกหัด แพ้กระจายเพราะขาดซึ่งทักษะและความรู้
ส่วนจักรยานอยู่ที่ใจครับ แต่ไม่ใช่ใจกล้า คือ "ใจสู้" แต่มำไม๊ ทำไม เวลาหม้อน้ำระเบิดเนี่ย มัน"ถอดใจ" ทุกที
