ถามคนในแวดวงจักรยานคิดยังไงกับถ้วยรางวัล
โพสต์: 01 ก.พ. 2013, 08:32
ztandalone เขียน:กีฬายังไงก็ดี ถ้วยหรือไม่ถ้วยดีทั้งนั้น
แต่ที่แย่คือ คนที่ไม่เคยแยกกีฬาออกจากชีวิตประจำวัน
เลยมาปั่นเอาโล่ห์กันบนถนนที่ผู้คนเค้าใช้สัญจรไปมา
ล้มไปโครมนึง นอกจากตัวเองเจ็บตัวแล้ว บางทีรถคันข้างเคียงเสียหาย สายตาคนนอกเค้ายังมองว่า
ปั่นจักรยาน อันตรายกับชีวิต อีกต่อนึง....ส่วนคนล้มก้อไม่รู้สึกสำนึกอาไร บางทีมาตั้งกระทู้สำทับด้วยว่า
นี่ถ้าผมไม่ได้หมวกกันน็อกและชุดแหนมช่วยชีวิตไว้คงแย่กว่านี้ บลา บลา บลา ก้อว่ากันไป
แบบ...ใจเกินร้อย...ที่โคราชที่เป็นต้นแบบใช่ไหมครับbeng เขียน:ขอสอบถามคนในวงการจักรยาน คิดยังไงกับรางวัลของ การแข่งขันจักรยานที่เดี๋ยวนี้ผู้จัดการแข่งขันจะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับถ้วยรางวัล จนเดี๋ยวนี้การจัดลักษณะอย่างนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขอแชร์ความคิดเห็นกันหน่อยครับ
pskorat เขียน:แบบ...ใจเกินร้อย...ที่โคราชที่เป็นต้นแบบใช่ไหมครับbeng เขียน:ขอสอบถามคนในวงการจักรยาน คิดยังไงกับรางวัลของ การแข่งขันจักรยานที่เดี๋ยวนี้ผู้จัดการแข่งขันจะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับถ้วยรางวัล จนเดี๋ยวนี้การจัดลักษณะอย่างนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขอแชร์ความคิดเห็นกันหน่อยครับ
ถ้าใช่... ความเห็นส่วนตัว...มันถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันแล้วจริงๆครับ
กิจกรรมหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์หนึ่ง ที่ ณ เวลานั้น(เมื่อ 10 ปีล่วงแล้ว) กิจกรรมเน้นรูปแบบเพียงการแข่งขันเท่านั้น บรรดานักแข่งก็เดินสายล่าถ้วย ล่ารางวัลเหมือนกับจัดงานเพียงเพื่อสนองให้นักกีฬากลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียว ยืนแป้นรับรางวี่รางวัลกันตลอด 3-4 ปีที่ผมยืนอยู่หลังจนท.รับสมัคร เพียงแค่เห็นชื่อก็พอเรียงลำดับคนที่จะยืนแป้นรับรางวัลได้คร่าวๆแล้ว...จริงๆ (โดยไม่ต้องมาแข่งกันให้เสียเวลา)
...ใจเกินร้อย...จึงถูกเสนอแนวคิด/หลักการ/เหตุผล เพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ ณ เวลานั้นยังไม่มากมายขยายตัวเช่นในปัจจุบัน กว่าแนวคิดจะเป็นที่ยอมรับก็ต้องผ่านเวลา 3 ขวบปี
ปัจจุบันถ้านับอายุกิจกรรมแนวนี้ก็ 10 ปีพอดิบพอดี
สำหรับผม...นั่งพินิจพิจารณามองถ้วยรางวัลที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ 3 ใบ(เฉพาะที่รับมาในปีแรกๆ และขอไม่รับในอีกหลายปีต่อมาด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ ใจเกินร้อยและรางวัล ไปแล้ว)...แล้วก็ต้องตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงกับตัวเองเช่นกัน...
ช่วงที่ผมหวนกลับขึ้นหลังอานจักรยานอีกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้ ภาพหนึ่งที่หวนนึกขึ้นได้และติดตรึงตรา...ขณะที่เราผ่านเส้นทางที่ใช้ทำกิจกรรมซึ่งก็ไม่ห่างไกลความเจริญนัก ขณะที่เราๆท่านๆนั่งปั่นกันอยู่บนจักรยานคันละอย่างน้อยก็ครึ่งแสน ค่อนแสน จนถึงเกินแสน และอาจจะถึงสอง-สามแสน เด็กน้อย 2 คนเดินอยู่ข้างทางด้วยชุดนักเรียนที่ไม่เต็มชุด คนหนึ่งใส่รองเท้าแตะแบบนิ้วคีบ อีกคนหนึ่งมอมแมมกว่าเดินเท้าเปล่าสะพายย่ามกอดคอกันไป หันมาโบกไม้โบกมือให้เราที่กำลังผ่านทางคันแล้วคันเล่า(อาจจะเป็นปีแล้วปีเล่าก็ได้ ผมไม่รู้ ) แล้วก็ผ่านเลยไป
สำหรับพวกเรา ถึงที่หมายแล้ว รับถ้วยรางวัล(ทั้งส่วนตน/ส่วนกลุ่ม) สังสรรเฮฮา เลิก-ลากันกลับ ปีหน้าเจอกันใหม่ ที่เก่า เวลาเดิม ย้อนรอยเดิม เหมือนเดิม เท่านั้นหรือกับกิจกรรมที่ทุ่มกันกว่าครึ่งล้านบาทเท่าที่นับเป็นตัวเงินได้(ตามที่เขาแถลง หักด้วยค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันอีกเกือบครึ่งล้านบาทเช่นกัน ....) ยังไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายแฝงของแต่ละท่านที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางกันมาร่วมงานจากทั่วทุกสารทิศซึ่งนับวันก็จะมากขึ้นและมากขึ้น...
คำถามที่คิดถามตัวเองมาตลอดคือ
เมื่อรอยล้อยาง(ทั้งจากรถยนต์และจักรยานที่เข้าร่วมกิจกรรม)จางหาย...สังคมโดยส่วนรวมทั้งหมดได้อะไร...
หากรูปแบบ เนื้อหา การดำเนินกิจกรรมยังเป็นเช่นที่เป็นอยู่ เราชาวจักรยานซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สังคมมองว่าน่าจะเป็นผู้ที่เกื้อหนุนโลกในระดับที่แน่นอนหนึ่งๆน่าจะมีบทบาทขับเคลื่อนทางสังคมที่ระดับใดระดับหนึ่งมากกว่าที่จะเมื่อออกจากเส้นปล่อยตัวแล้ว
...เสือหมอบมองเห็นแต่ล้อกับแผ่นหลังของคันหน้า...เสือภูเขา ก็เข้าป่าตามทางกันไป...
ถึงเวลาที่(อย่างน้อยที่...โคราช...ฯ) ต้องร่วมกันทบทวนแล้วล่ะครับ
จะมีประโยชน์อะไรที่หลังความยิ่งใหญ่แบบเป็นตำนาน...ปิดฉากลงปีแล้วปีเล่า...แต่ยังไม่สามารถบรรลุความสามัคคีในระดับพึงมีในพื้นถิ่นได้... มิหนำซ้ำยังซึมลึกความขัดแย้งภายในยาวนาน
ดังนั้น...พักสักปี...ก็ดีเหมือนกัน เพื่อหันมามองดูพวกเรากันเองอย่างสามัคคีสร้างสรรกันก่อน
เคยมีคำกล่าวว่า...3ปี ก็ไม่เร็ว 7ปีก็ไม่ช้า...สำหรับการทำงานความคิดให้ตกผลึกร่วมกัน
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ ครับ
pskorat เขียน:แบบ...ใจเกินร้อย...ที่โคราชที่เป็นต้นแบบใช่ไหมครับbeng เขียน:ขอสอบถามคนในวงการจักรยาน คิดยังไงกับรางวัลของ การแข่งขันจักรยานที่เดี๋ยวนี้ผู้จัดการแข่งขันจะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับถ้วยรางวัล จนเดี๋ยวนี้การจัดลักษณะอย่างนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขอแชร์ความคิดเห็นกันหน่อยครับ
ถ้าใช่... ความเห็นส่วนตัว...มันถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันแล้วจริงๆครับ
กิจกรรมหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์หนึ่ง ที่ ณ เวลานั้น(เมื่อ 10 ปีล่วงแล้ว) กิจกรรมเน้นรูปแบบเพียงการแข่งขันเท่านั้น บรรดานักแข่งก็เดินสายล่าถ้วย ล่ารางวัลเหมือนกับจัดงานเพียงเพื่อสนองให้นักกีฬากลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียว ยืนแป้นรับรางวี่รางวัลกันตลอด 3-4 ปีที่ผมยืนอยู่หลังจนท.รับสมัคร เพียงแค่เห็นชื่อก็พอเรียงลำดับคนที่จะยืนแป้นรับรางวัลได้คร่าวๆแล้ว...จริงๆ (โดยไม่ต้องมาแข่งกันให้เสียเวลา)
...ใจเกินร้อย...จึงถูกเสนอแนวคิด/หลักการ/เหตุผล เพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ ณ เวลานั้นยังไม่มากมายขยายตัวเช่นในปัจจุบัน กว่าแนวคิดจะเป็นที่ยอมรับก็ต้องผ่านเวลา 3 ขวบปี
ปัจจุบันถ้านับอายุกิจกรรมแนวนี้ก็ 10 ปีพอดิบพอดี
สำหรับผม...นั่งพินิจพิจารณามองถ้วยรางวัลที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ 3 ใบ(เฉพาะที่รับมาในปีแรกๆ และขอไม่รับในอีกหลายปีต่อมาด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ ใจเกินร้อยและรางวัล ไปแล้ว)...แล้วก็ต้องตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงกับตัวเองเช่นกัน...
ช่วงที่ผมหวนกลับขึ้นหลังอานจักรยานอีกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้ ภาพหนึ่งที่หวนนึกขึ้นได้และติดตรึงตรา...ขณะที่เราผ่านเส้นทางที่ใช้ทำกิจกรรมซึ่งก็ไม่ห่างไกลความเจริญนัก ขณะที่เราๆท่านๆนั่งปั่นกันอยู่บนจักรยานคันละอย่างน้อยก็ครึ่งแสน ค่อนแสน จนถึงเกินแสน และอาจจะถึงสอง-สามแสน เด็กน้อย 2 คนเดินอยู่ข้างทางด้วยชุดนักเรียนที่ไม่เต็มชุด คนหนึ่งใส่รองเท้าแตะแบบนิ้วคีบ อีกคนหนึ่งมอมแมมกว่าเดินเท้าเปล่าสะพายย่ามกอดคอกันไป หันมาโบกไม้โบกมือให้เราที่กำลังผ่านทางคันแล้วคันเล่า(อาจจะเป็นปีแล้วปีเล่าก็ได้ ผมไม่รู้ ) แล้วก็ผ่านเลยไป
สำหรับพวกเรา ถึงที่หมายแล้ว รับถ้วยรางวัล(ทั้งส่วนตน/ส่วนกลุ่ม) สังสรรเฮฮา เลิก-ลากันกลับ ปีหน้าเจอกันใหม่ ที่เก่า เวลาเดิม ย้อนรอยเดิม เหมือนเดิม เท่านั้นหรือกับกิจกรรมที่ทุ่มกันกว่าครึ่งล้านบาทเท่าที่นับเป็นตัวเงินได้(ตามที่เขาแถลง หักด้วยค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันอีกเกือบครึ่งล้านบาทเช่นกัน ....) ยังไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายแฝงของแต่ละท่านที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางกันมาร่วมงานจากทั่วทุกสารทิศซึ่งนับวันก็จะมากขึ้นและมากขึ้น...
คำถามที่คิดถามตัวเองมาตลอดคือ
เมื่อรอยล้อยาง(ทั้งจากรถยนต์และจักรยานที่เข้าร่วมกิจกรรม)จางหาย...สังคมโดยส่วนรวมทั้งหมดได้อะไร...
หากรูปแบบ เนื้อหา การดำเนินกิจกรรมยังเป็นเช่นที่เป็นอยู่ เราชาวจักรยานซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สังคมมองว่าน่าจะเป็นผู้ที่เกื้อหนุนโลกในระดับที่แน่นอนหนึ่งๆน่าจะมีบทบาทขับเคลื่อนทางสังคมที่ระดับใดระดับหนึ่งมากกว่าที่จะเมื่อออกจากเส้นปล่อยตัวแล้ว
...เสือหมอบมองเห็นแต่ล้อกับแผ่นหลังของคันหน้า...เสือภูเขา ก็เข้าป่าตามทางกันไป...
ถึงเวลาที่(อย่างน้อยที่...โคราช...ฯ) ต้องร่วมกันทบทวนแล้วล่ะครับ
จะมีประโยชน์อะไรที่หลังความยิ่งใหญ่แบบเป็นตำนาน...ปิดฉากลงปีแล้วปีเล่า...แต่ยังไม่สามารถบรรลุความสามัคคีในระดับพึงมีในพื้นถิ่นได้... มิหนำซ้ำยังซึมลึกความขัดแย้งภายในยาวนาน
ดังนั้น...พักสักปี...ก็ดีเหมือนกัน เพื่อหันมามองดูพวกเรากันเองอย่างสามัคคีสร้างสรรกันก่อน
เคยมีคำกล่าวว่า...3ปี ก็ไม่เร็ว 7ปีก็ไม่ช้า...สำหรับการทำงานความคิดให้ตกผลึกร่วมกัน
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ ครับ
เห็นด้วยครับ ทุกวันนี้น้อยคนที่จะคิดถึงคนอื่นนอกจากตัวเองpskorat เขียน:แบบ...ใจเกินร้อย...ที่โคราชที่เป็นต้นแบบใช่ไหมครับbeng เขียน:ขอสอบถามคนในวงการจักรยาน คิดยังไงกับรางวัลของ การแข่งขันจักรยานที่เดี๋ยวนี้ผู้จัดการแข่งขันจะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับถ้วยรางวัล จนเดี๋ยวนี้การจัดลักษณะอย่างนี้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ขอแชร์ความคิดเห็นกันหน่อยครับ
ถ้าใช่... ความเห็นส่วนตัว...มันถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันแล้วจริงๆครับ
กิจกรรมหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์หนึ่ง ที่ ณ เวลานั้น(เมื่อ 10 ปีล่วงแล้ว) กิจกรรมเน้นรูปแบบเพียงการแข่งขันเท่านั้น บรรดานักแข่งก็เดินสายล่าถ้วย ล่ารางวัลเหมือนกับจัดงานเพียงเพื่อสนองให้นักกีฬากลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียว ยืนแป้นรับรางวี่รางวัลกันตลอด 3-4 ปีที่ผมยืนอยู่หลังจนท.รับสมัคร เพียงแค่เห็นชื่อก็พอเรียงลำดับคนที่จะยืนแป้นรับรางวัลได้คร่าวๆแล้ว...จริงๆ (โดยไม่ต้องมาแข่งกันให้เสียเวลา)
...ใจเกินร้อย...จึงถูกเสนอแนวคิด/หลักการ/เหตุผล เพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ ณ เวลานั้นยังไม่มากมายขยายตัวเช่นในปัจจุบัน กว่าแนวคิดจะเป็นที่ยอมรับก็ต้องผ่านเวลา 3 ขวบปี
ปัจจุบันถ้านับอายุกิจกรรมแนวนี้ก็ 10 ปีพอดิบพอดี
สำหรับผม...นั่งพินิจพิจารณามองถ้วยรางวัลที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ 3 ใบ(เฉพาะที่รับมาในปีแรกๆ และขอไม่รับในอีกหลายปีต่อมาด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ ใจเกินร้อยและรางวัล ไปแล้ว)...แล้วก็ต้องตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงกับตัวเองเช่นกัน...
ช่วงที่ผมหวนกลับขึ้นหลังอานจักรยานอีกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้ ภาพหนึ่งที่หวนนึกขึ้นได้และติดตรึงตรา...ขณะที่เราผ่านเส้นทางที่ใช้ทำกิจกรรมซึ่งก็ไม่ห่างไกลความเจริญนัก ขณะที่เราๆท่านๆนั่งปั่นกันอยู่บนจักรยานคันละอย่างน้อยก็ครึ่งแสน ค่อนแสน จนถึงเกินแสน และอาจจะถึงสอง-สามแสน เด็กน้อย 2 คนเดินอยู่ข้างทางด้วยชุดนักเรียนที่ไม่เต็มชุด คนหนึ่งใส่รองเท้าแตะแบบนิ้วคีบ อีกคนหนึ่งมอมแมมกว่าเดินเท้าเปล่าสะพายย่ามกอดคอกันไป หันมาโบกไม้โบกมือให้เราที่กำลังผ่านทางคันแล้วคันเล่า(อาจจะเป็นปีแล้วปีเล่าก็ได้ ผมไม่รู้ ) แล้วก็ผ่านเลยไป
สำหรับพวกเรา ถึงที่หมายแล้ว รับถ้วยรางวัล(ทั้งส่วนตน/ส่วนกลุ่ม) สังสรรเฮฮา เลิก-ลากันกลับ ปีหน้าเจอกันใหม่ ที่เก่า เวลาเดิม ย้อนรอยเดิม เหมือนเดิม เท่านั้นหรือกับกิจกรรมที่ทุ่มกันกว่าครึ่งล้านบาทเท่าที่นับเป็นตัวเงินได้(ตามที่เขาแถลง หักด้วยค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกันอีกเกือบครึ่งล้านบาทเช่นกัน ....) ยังไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายแฝงของแต่ละท่านที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางกันมาร่วมงานจากทั่วทุกสารทิศซึ่งนับวันก็จะมากขึ้นและมากขึ้น...
คำถามที่คิดถามตัวเองมาตลอดคือ
เมื่อรอยล้อยาง(ทั้งจากรถยนต์และจักรยานที่เข้าร่วมกิจกรรม)จางหาย...สังคมโดยส่วนรวมทั้งหมดได้อะไร...
หากรูปแบบ เนื้อหา การดำเนินกิจกรรมยังเป็นเช่นที่เป็นอยู่ เราชาวจักรยานซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สังคมมองว่าน่าจะเป็นผู้ที่เกื้อหนุนโลกในระดับที่แน่นอนหนึ่งๆน่าจะมีบทบาทขับเคลื่อนทางสังคมที่ระดับใดระดับหนึ่งมากกว่าที่จะเมื่อออกจากเส้นปล่อยตัวแล้ว
...เสือหมอบมองเห็นแต่ล้อกับแผ่นหลังของคันหน้า...เสือภูเขา ก็เข้าป่าตามทางกันไป...
ถึงเวลาที่(อย่างน้อยที่...โคราช...ฯ) ต้องร่วมกันทบทวนแล้วล่ะครับ
จะมีประโยชน์อะไรที่หลังความยิ่งใหญ่แบบเป็นตำนาน...ปิดฉากลงปีแล้วปีเล่า...แต่ยังไม่สามารถบรรลุความสามัคคีในระดับพึงมีในพื้นถิ่นได้... มิหนำซ้ำยังซึมลึกความขัดแย้งภายในยาวนาน
ดังนั้น...พักสักปี...ก็ดีเหมือนกัน เพื่อหันมามองดูพวกเรากันเองอย่างสามัคคีสร้างสรรกันก่อน
เคยมีคำกล่าวว่า...3ปี ก็ไม่เร็ว 7ปีก็ไม่ช้า...สำหรับการทำงานความคิดให้ตกผลึกร่วมกัน
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ ครับ