อยากให้เมืองไทย เป็นอย่างนี้
โพสต์: 29 พ.ย. 2012, 07:47
หากจะเอ่ยถึงเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ ๆ ที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมความเจริญและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าที่ใดมีความเจริญ ที่นั่นก็ต้องมีประชากรอาศัยเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่จะมีปัญหาตามมามากมาย ทั้งปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษในอากาศ ประชากรแออัด เกิดอาชญากรรมมากมาย คุณภาพชีวิตของประชากรย่ำแย่ขึ้นทุกวัน
ซึ่งหนึ่งในเมืองดังกล่าวก็รวมถึง โบโกต้า เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบียด้วยเช่นกัน เมืองใหญ่สุดแออัดซึ่งครั้งหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แถมยังมีปัญหาโคเคนและอาชญากรรมสูงมาก แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะ โบโกต้า ได้เปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นเมืองจักรยาน ลดปัญหาโลกร้อน และเป็นเมืองในอุดมคติที่ไม่ว่าประเทศไหน ๆ ก็อยากนำไปปฏิบัติตามเป็นเยี่ยงอย่าง
สำหรับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เกิดขึ้นจากแนวคิดของ นายเอนริเก้ เพนาโลซ่า นายกเทศมนตรีเมืองโบโกต้า ค.ศ. 1998 – ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2541 – พ.ศ. 2544) โดยเขามองว่า "เมืองต้องเป็นที่อยู่อาศัยที่ให้คุณภาพชีวิตแก่พลเมืองทุกคน และทุกคนต้องมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่สาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน" แต่ปัญหาก็คือ ผู้ขับรถยนต์ส่วนตัวซึ่งมีเพียง 25% กลับยึดพื้นที่สาธารณะไปหมดโดยจอดรถขึ้นมาบนทางเท้า
ซึ่งหนึ่งในเมืองดังกล่าวก็รวมถึง โบโกต้า เมืองหลวงของประเทศโคลัมเบียด้วยเช่นกัน เมืองใหญ่สุดแออัดซึ่งครั้งหนึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แถมยังมีปัญหาโคเคนและอาชญากรรมสูงมาก แต่ ณ วันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะ โบโกต้า ได้เปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นเมืองจักรยาน ลดปัญหาโลกร้อน และเป็นเมืองในอุดมคติที่ไม่ว่าประเทศไหน ๆ ก็อยากนำไปปฏิบัติตามเป็นเยี่ยงอย่าง
สำหรับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง เกิดขึ้นจากแนวคิดของ นายเอนริเก้ เพนาโลซ่า นายกเทศมนตรีเมืองโบโกต้า ค.ศ. 1998 – ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2541 – พ.ศ. 2544) โดยเขามองว่า "เมืองต้องเป็นที่อยู่อาศัยที่ให้คุณภาพชีวิตแก่พลเมืองทุกคน และทุกคนต้องมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่สาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน" แต่ปัญหาก็คือ ผู้ขับรถยนต์ส่วนตัวซึ่งมีเพียง 25% กลับยึดพื้นที่สาธารณะไปหมดโดยจอดรถขึ้นมาบนทางเท้า