"ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว" - ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
โพสต์: 11 พ.ย. 2012, 22:51
ขอโทษทีคร้าบ...ผมผิดไปแล้ว
ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ : 11 พฤศจิกายน 2555
http://www.thaicyclingclub.org/content/ ... bject_map=
ผมได้รณรงค์เรื่องเดินและจักรยานมายี่สิบปีเศษแล้ว และได้เสนออะไรต่ออะไรไปหลายอย่าง มีทั้งเรื่องแผนที่เส้นทางจักรยาน การลบขอบทางเท้า การใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ฯลฯ และได้เสนอไปทั้งหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งต่อสังคมโดยรวม
ทำไปแบบเรียนรู้ไปเพราะไม่มีครูไม่มีที่ปรึกษา แต่พอได้เรียนรู้มากขึ้นโดยเฉพาะกับประเทศที่เขาเอาจริงเอาจังและประสบความสำเร็จกับเรื่องเดินและจักรยานอย่างที่ยุโรปและญี่ปุ่น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเสนอไปก่อนหน้านั้นบางเรื่องก็ผิดหรือไม่เหมาะสมกับสภาพของบ้านเรา สิ่งที่ผิดๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1. จักรยานต้องราคาถูกๆ: - ข้อนี้เป็นข้อแรกที่ผมอยากพูดถึง สมัยก่อนผมคิดว่าหากต้องการให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งรวมถึงชาวบ้านธรรมดาหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ต้องรณรงค์โดยใช้จักรยานราคาไม่แพง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด แต่เรื่องมีอยู่ว่า บางคนเลยไปใช้จักรยานที่ราคาถูกสุดๆ ราคา 700-800 บาท ซึ่งทำให้คุณภาพจักรยานไม่ดี เสียหรือพังง่าย ซึ่งเมื่อพังแล้วก็หาช่างซ่อมลำบาก จักรยานหลายคันจึงกลายเป็นซากหมกทิ้งอยู่หลังบ้าน และการรณรงค์จักรยานจึงพาลจะไม่สำเร็จเอาเพราะภาพลักษณ์มันไม่ดี
บทเรียนสำหรับข้อนี้ คือ อย่าซื้อจักรยานโดยมุ่งราคาถูกสุดอย่างเดียว มันจะไม่จีรัง จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นมือสองราคาประมาณ 2,500-3,500 บาท(อาจมีได้ถึง 3-5 เกียร์) น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ใช้งานได้นานและคุ้มกว่า
2. ทำแผนใหญ่ ทำทางจักรยานผ่าเมือง:- นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมทำผิดพลาดไป เพราะอ่านจากหนังสือ ศึกษาจากไปดูงานต่างประเทศ ก็เห็นทางจักรยานกว้างๆ ดีๆ วิ่งได้ทั่วเมืองแบบจากพระโขนงไปพระนคร บางกระเจ้าไปบางกะปิ ราชวงศ์ไปราชพฤกษ์ วิ่งจากชนบทหนึ่งไปอีกชนบทหนึ่ง ก็อยากได้อย่างเขาบ้าง โดยหารู้ไม่ว่า มันทำไม่ได้ อย่างน้อยในช่วงแรกๆก็ทำไม่ได้ (มิน่าล่ะถึงได้มีแรงต้านจากทุกองค์กร) จึงเสียแรงอยู่กับเรื่องนี้ไปเป็นสิบปี
บรรยายรูปแผนที่เส้นทางจักรยานผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ผมเคยเสนอให้กทม. ทำเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว (แต่สำเร็จไม่ได้)
บทเรียนรู้:- ทำง่ายๆ ทำในละแวกบ้าน ไม่ไกล ทำแล้วคนท้องถิ่นใช้ได้จริง อย่าไปทำทางจักรยานข้ามเมืองเพราะนั่นมีไว้สำหรับนักจักรยานเก่งๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคนกทม. 8-10 ล้านคน
3. ต้องใส่หมวกกันน็อก:- ตอนผมเริ่มรณรงค์เรื่องจักรยานใหม่ๆ ผมบอกว่าทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่จักรยาน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และที่คิดอย่างนี้เพราะผมเอาไปผูกโยงอยู่กับข้อ 2 คือขี่จักรยานไกลๆ แบบข้ามเมือง และขี่ฝ่าจราจรที่อันตรายบนถนนในเมือง แต่พอเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นแบบใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาในระยะใกล้ๆ ซึ่งอาจเพียงไปต่อรถเมล์ ต่อเรือ ต่อบีทีเอส ความคิดเรื่องหมวกกันน็อกของผมก็เปลี่ยนไป
บทเรียนรู้:- หมวกกันน็อกช่วยป้องกันอันตรายได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าใช้หมวกนี้แล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่อันตราย อันตรายไม่ได้เกิดขึ้นที่หัวอย่างเดียว เกิดที่ วใจ ท้อง หลัง ขา ฯลฯได้หมด ทางที่ดี(โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านใช้จักรยานในละแวกบ้าน) คือ ใช้อย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ หากต้องเสียเงินเป็นค่าหมวกกันน็อกอีกในราคาเป็นพันบาท การชักจูงคนธรรมดาให้หันมาใช้จักรยานก็จะยากขึ้นไปอีก ปัจจุบันแค่นี้ก็ยากพออยู่แล้ว
4. การแต่งกาย:- นี่ก็เหมือนกันที่ผมเอาไปผูกโยงกับเรื่องจักรยานข้ามเมือง และขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลๆ แบบกทม.ไปเที่ยวเชียงใหม่อะไรแบบนั้น ซึ่งคนที่สามารถทำได้ คือ นักจักรยานเท่านั้น หาใช่ชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดาไม่ ในสมัยก่อนบางครั้งผมจึงติดจะแต่งตัวค่อนข้างไปทาง'เว่อร์' คือ แต่งแบบเป็นนักจักรยานเต็มตัว ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วผมก็เป็นนักจักรยานตัวยงแบบตัวจริงเสียงจริง ขี่แข่งได้ถ้วยมาแล้วก็เคย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะแต่งตัวแบบนั้น
บทเรียนรู้:- ถ้าจะผลักดันให้เกิดชุมชนจักรยาน หรือหมู่บ้านจักรยาน เราต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้านและชุมชน การแต่งกายจึงต้องทำให้สอดคล้องกลมกลืน กับวิถีชีวิตของ เขา ลองคิดดูว่าหากชาวบ้านต้องแต่งตัวแบบนักจักรยาน เมื่อขี่จักรยานไปจอดและต่อรถเมล์ ใครเขาจะทำ แม้แต่นักจักรยานเองก็เถิดก็คงไม่มีใครทำ(แต่งตัวแบบนักจักรยานไปต่อรถเมล์)
5. ทำเรื่องท่องเที่ยวมากไป:- สมัยนั้นกระแสจักรยานในประเทศไทยยังไม่เกิด ผมมีความคิดว่า การจะสร้างกระแสได้ก็ต้องสร้างความสนใจให้เกิดขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวด้วยจักรยานก็สามารถสร้างความสนใจที่ว่านี้ได้อย่างมีสีสัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ผิดนิดเดียวตรงที่ว่า ผมลืมย้อนกลับมาดูวิธีคิดตั้งต้นของตัวเองที่ต้องการสร้างชุมชนจักรยานในชุมชน กระแสจึงเหวี่ยงไปในการท่องเที่ยวจนเลยเถิดไปบ้าง
บทเรียนรู้:- การท่องเที่ยวด้วยจักรยานเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ไม่ดี ยังต้องทำกันต่อไป แต่ต้องหันมาเน้นที่จักรยานในและสำหรับชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกระแสส่วนนี้ยังปลุกไม่ขึ้น
6. ทำเรื่องจักรยานมากกว่าเดิน:- เรื่องจักรยานนี้อย่างไรเสียก็ต้องเกี่ยวกับการเดิน เพราะมักต้องไปใช้ทางเท้าร่วมกับคนเดิน และทางเท้าที่เดินได้ดีก็ใช้จักรยานได้ดีตามไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เน้นทำทางเท้าที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่กระแสเรื่องเดินมันสร้างสีสันได้ยาก ผู้คนมักไม่สนใจ ผมเองก็เผลอไผลไปกับความมันและเสน่ห์ของจักรยาน จนทำกิจกรรมเรื่องเดินน้อยไปกว่าที่ควรได้ทำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางเท้าไทยยังไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้คนใช้จักรยานยังมีขีดจำกัดของการใช้งานของมันอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
บทเรียนรู้:- ใส่ความสนใจทั้งด้านการหาข้อมูล การจัดการความรู้ การจัดกิจกรรมด้านการเดินให้มากขึ้น ง่ายๆเพียงเท่านี้แต่รู้เลยว่าทำยาก
ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ : 11 พฤศจิกายน 2555
http://www.thaicyclingclub.org/content/ ... bject_map=
ผมได้รณรงค์เรื่องเดินและจักรยานมายี่สิบปีเศษแล้ว และได้เสนออะไรต่ออะไรไปหลายอย่าง มีทั้งเรื่องแผนที่เส้นทางจักรยาน การลบขอบทางเท้า การใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ฯลฯ และได้เสนอไปทั้งหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งต่อสังคมโดยรวม
ทำไปแบบเรียนรู้ไปเพราะไม่มีครูไม่มีที่ปรึกษา แต่พอได้เรียนรู้มากขึ้นโดยเฉพาะกับประเทศที่เขาเอาจริงเอาจังและประสบความสำเร็จกับเรื่องเดินและจักรยานอย่างที่ยุโรปและญี่ปุ่น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเสนอไปก่อนหน้านั้นบางเรื่องก็ผิดหรือไม่เหมาะสมกับสภาพของบ้านเรา สิ่งที่ผิดๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1. จักรยานต้องราคาถูกๆ: - ข้อนี้เป็นข้อแรกที่ผมอยากพูดถึง สมัยก่อนผมคิดว่าหากต้องการให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งรวมถึงชาวบ้านธรรมดาหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ต้องรณรงค์โดยใช้จักรยานราคาไม่แพง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใด แต่เรื่องมีอยู่ว่า บางคนเลยไปใช้จักรยานที่ราคาถูกสุดๆ ราคา 700-800 บาท ซึ่งทำให้คุณภาพจักรยานไม่ดี เสียหรือพังง่าย ซึ่งเมื่อพังแล้วก็หาช่างซ่อมลำบาก จักรยานหลายคันจึงกลายเป็นซากหมกทิ้งอยู่หลังบ้าน และการรณรงค์จักรยานจึงพาลจะไม่สำเร็จเอาเพราะภาพลักษณ์มันไม่ดี
บทเรียนสำหรับข้อนี้ คือ อย่าซื้อจักรยานโดยมุ่งราคาถูกสุดอย่างเดียว มันจะไม่จีรัง จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นมือสองราคาประมาณ 2,500-3,500 บาท(อาจมีได้ถึง 3-5 เกียร์) น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม ใช้งานได้นานและคุ้มกว่า
2. ทำแผนใหญ่ ทำทางจักรยานผ่าเมือง:- นี่เป็นเรื่องที่สองที่ผมทำผิดพลาดไป เพราะอ่านจากหนังสือ ศึกษาจากไปดูงานต่างประเทศ ก็เห็นทางจักรยานกว้างๆ ดีๆ วิ่งได้ทั่วเมืองแบบจากพระโขนงไปพระนคร บางกระเจ้าไปบางกะปิ ราชวงศ์ไปราชพฤกษ์ วิ่งจากชนบทหนึ่งไปอีกชนบทหนึ่ง ก็อยากได้อย่างเขาบ้าง โดยหารู้ไม่ว่า มันทำไม่ได้ อย่างน้อยในช่วงแรกๆก็ทำไม่ได้ (มิน่าล่ะถึงได้มีแรงต้านจากทุกองค์กร) จึงเสียแรงอยู่กับเรื่องนี้ไปเป็นสิบปี
บรรยายรูปแผนที่เส้นทางจักรยานผังเมืองกรุงเทพฯ ที่ผมเคยเสนอให้กทม. ทำเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว (แต่สำเร็จไม่ได้)
บทเรียนรู้:- ทำง่ายๆ ทำในละแวกบ้าน ไม่ไกล ทำแล้วคนท้องถิ่นใช้ได้จริง อย่าไปทำทางจักรยานข้ามเมืองเพราะนั่นมีไว้สำหรับนักจักรยานเก่งๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับคนกทม. 8-10 ล้านคน
3. ต้องใส่หมวกกันน็อก:- ตอนผมเริ่มรณรงค์เรื่องจักรยานใหม่ๆ ผมบอกว่าทุกคนต้องสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่จักรยาน มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และที่คิดอย่างนี้เพราะผมเอาไปผูกโยงอยู่กับข้อ 2 คือขี่จักรยานไกลๆ แบบข้ามเมือง และขี่ฝ่าจราจรที่อันตรายบนถนนในเมือง แต่พอเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นแบบใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านธรรมดาในระยะใกล้ๆ ซึ่งอาจเพียงไปต่อรถเมล์ ต่อเรือ ต่อบีทีเอส ความคิดเรื่องหมวกกันน็อกของผมก็เปลี่ยนไป
บทเรียนรู้:- หมวกกันน็อกช่วยป้องกันอันตรายได้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าใช้หมวกนี้แล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่อันตราย อันตรายไม่ได้เกิดขึ้นที่หัวอย่างเดียว เกิดที่ วใจ ท้อง หลัง ขา ฯลฯได้หมด ทางที่ดี(โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านใช้จักรยานในละแวกบ้าน) คือ ใช้อย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ หากต้องเสียเงินเป็นค่าหมวกกันน็อกอีกในราคาเป็นพันบาท การชักจูงคนธรรมดาให้หันมาใช้จักรยานก็จะยากขึ้นไปอีก ปัจจุบันแค่นี้ก็ยากพออยู่แล้ว
4. การแต่งกาย:- นี่ก็เหมือนกันที่ผมเอาไปผูกโยงกับเรื่องจักรยานข้ามเมือง และขี่จักรยานท่องเที่ยวทางไกลๆ แบบกทม.ไปเที่ยวเชียงใหม่อะไรแบบนั้น ซึ่งคนที่สามารถทำได้ คือ นักจักรยานเท่านั้น หาใช่ชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดาไม่ ในสมัยก่อนบางครั้งผมจึงติดจะแต่งตัวค่อนข้างไปทาง'เว่อร์' คือ แต่งแบบเป็นนักจักรยานเต็มตัว ซึ่งจะว่าไปจริงๆ แล้วผมก็เป็นนักจักรยานตัวยงแบบตัวจริงเสียงจริง ขี่แข่งได้ถ้วยมาแล้วก็เคย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมจะแต่งตัวแบบนั้น
บทเรียนรู้:- ถ้าจะผลักดันให้เกิดชุมชนจักรยาน หรือหมู่บ้านจักรยาน เราต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวบ้านและชุมชน การแต่งกายจึงต้องทำให้สอดคล้องกลมกลืน กับวิถีชีวิตของ เขา ลองคิดดูว่าหากชาวบ้านต้องแต่งตัวแบบนักจักรยาน เมื่อขี่จักรยานไปจอดและต่อรถเมล์ ใครเขาจะทำ แม้แต่นักจักรยานเองก็เถิดก็คงไม่มีใครทำ(แต่งตัวแบบนักจักรยานไปต่อรถเมล์)
5. ทำเรื่องท่องเที่ยวมากไป:- สมัยนั้นกระแสจักรยานในประเทศไทยยังไม่เกิด ผมมีความคิดว่า การจะสร้างกระแสได้ก็ต้องสร้างความสนใจให้เกิดขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวด้วยจักรยานก็สามารถสร้างความสนใจที่ว่านี้ได้อย่างมีสีสัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ผิดนิดเดียวตรงที่ว่า ผมลืมย้อนกลับมาดูวิธีคิดตั้งต้นของตัวเองที่ต้องการสร้างชุมชนจักรยานในชุมชน กระแสจึงเหวี่ยงไปในการท่องเที่ยวจนเลยเถิดไปบ้าง
บทเรียนรู้:- การท่องเที่ยวด้วยจักรยานเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ไม่ดี ยังต้องทำกันต่อไป แต่ต้องหันมาเน้นที่จักรยานในและสำหรับชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกระแสส่วนนี้ยังปลุกไม่ขึ้น
6. ทำเรื่องจักรยานมากกว่าเดิน:- เรื่องจักรยานนี้อย่างไรเสียก็ต้องเกี่ยวกับการเดิน เพราะมักต้องไปใช้ทางเท้าร่วมกับคนเดิน และทางเท้าที่เดินได้ดีก็ใช้จักรยานได้ดีตามไปด้วย ซึ่งผมก็ได้เน้นทำทางเท้าที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่กระแสเรื่องเดินมันสร้างสีสันได้ยาก ผู้คนมักไม่สนใจ ผมเองก็เผลอไผลไปกับความมันและเสน่ห์ของจักรยาน จนทำกิจกรรมเรื่องเดินน้อยไปกว่าที่ควรได้ทำ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางเท้าไทยยังไม่ได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้คนใช้จักรยานยังมีขีดจำกัดของการใช้งานของมันอยู่ต่อไป อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
บทเรียนรู้:- ใส่ความสนใจทั้งด้านการหาข้อมูล การจัดการความรู้ การจัดกิจกรรมด้านการเดินให้มากขึ้น ง่ายๆเพียงเท่านี้แต่รู้เลยว่าทำยาก


