*********--การใช้สารกระตุ้น EPO--***********
โพสต์: 08 ต.ค. 2012, 20:27
บทความที่ผมพิมพ์ขึ้นมานี้(เยอะมาก)มาจากหนังสือ Sport Street Vol.172 ครับ ขอหยิบยืมมาเผยแผ่ในวงการนี้ด้วยนะครับ ถ้ากระทู้ไม่เหมาะสมก็ลบได้เลยนะครับ.....ขอบคุณครับ(พิมพ์ตกหล่นที่ไหนขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ)
ทันที่ที่เกิดกรณีอื้อฉาวระหว่างแลนซ์ อาร์มสตรองกับสำนักต่อต้านการใช้สารกระตุ้นแห่งสหรัฐ์ (USADA) ชื่ออีกชื่อหนึ่งประกอบด้วยภาษาอังกฤษ 3 ตัวปรากฏขึ้น มันถูกกว่าวขานมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมามีในคดีดังนี้เพราะนักจักรยานรู้จักและใช้มันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เพื่อเพิ่มสมรรถนะของตนเองเพื่อให้สามารถทนต่อความเจ็บปวด มีพละกำลังขี่จักรยานได้มากกว่าปกติ เหน็ดเหนื่อยช้าลง สำหรับการแข่งจักรยานทางไกลระดับแกรนด์ ทัวร์ ซึ่งต้องแข่งเป็นสเตจ (ช่วง) กินระยะทางช่วงล่ะ 100 กว่าถึง 200 กม.ทุกวันนานสิบวันติดกัน เว้นให้พักผ่อนเพื่องวันเดียวก่อนจะขับเคี่ยวกันต่อทั้งแบบทางเรียบและขึ้นเขาอีกสิบกว่าวัน ซืื่อสำคัญนี้คือ EPO ย่อมาจากชื่อเต็ม Erythropoietin (อะริโธรโพอิทีน)
อีพีโอ นี้แท้จริงแล้วคือฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งมีในตัวเราทุกคน มันถูกผลิตขึ้นจากเซลของไตเพื่อนทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ที่ไวมากๆต่อระดับของออกซิเจนในเลือดที่หมุนเวียนผ่านไต จะตรวจจับระดับออกซิเจนไปทำไหม? คำตอบคือเมื่อระดับออกซิเจนที่ผ่านไตลดลงไม่ว่าจะเพราะออกกำลังกายหนัก หรืออยู่ในที่สูงมากๆจนออกซิเจนเบาบางบนยอดเขาสูง เซลไตจะปลดปล่อยฮอร์โมนอีพีโอนี้ออกสู่กระแสเลือด หลังจากถูกปลดปล่อยออกมาแล้วอีพีโอจะไปกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเซลเม็ดเลือดแดงมากขึ้น เพื่อ.....ให้ไปจับออกซิเจนให้มากขึ้นนันเอง
ในทางการแพทย์ อีพีโอในปริมาณพอเหมาะถูกใช้เพื่อรักษาอาการโลหิตจาง (ซึ่งในหลายกรณีที่เกิดจากไตผิดปกติเรื้อรัง) ด้วยเหตุผลที่ว่ามันสามารถกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเซลเม็ดเลือดแดงได้มากเพื่อเพิ่มปริมาณการดักจับออกซิเจน ก็หมายความว่าใครมีเซลเม็ดเลือดแดงมากกว่าก็ย่อมมีออกซิเจนในกระแสเลือดและที่สุดคือในกล้ามเนื้อ "มากกว่า" การออกกำลังกายโดยออกซิเจนลดลงน้อยหรือลดลงได้เท่ากันแต่ใช้เวลายาวนานกว่าหมายความว่ากล้ามเนื้อคงทนต่อสภาวะหนักหน่วงได้มากและนานกว่า เพราะเมื่อกล้ามเนื้อยังมีออกซิเจนในเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ร่างกายก็จะผลิตกรดแลคติคซึ่งเป็นตัวการแห่งอาการปวดเมื้อยกล้ามเนื้อออกมาน้อยนั้นเอง กล้ามเนื้อที่ไม่เจ็บปวดย่อมทำงานได้หนักและยาวนาน นี่จึงเป็นเหตุผลให้ EPO คือสารที่ใช้กระตุ้นได้แทบจะเนียนที่สุดในปัจจุบัน
เพราะถึงไม่มีอีพีโอสังเคราะห์ร่างกายเราก็สร้างขึ้นมาเองอยู่แล้ว แต่เมื่ออีพีโอในธรรมชาติไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการด้านกีฬาประเภทอดทนได้จึงต้องมีกรรมวิธีเพื่อเพิ่มมันให้สูงกว่าระดับปกติ ที่ง่ายที่สุดคือฉีดเข้าไปตรงๆ รองลงมาคือการโด๊บเลือดตัวเอง ด้วยการดูดเลือดออกไปปริมาณหนึ่งแล้วเก็บไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด 3 สัปดาห์ ให้ร่างกายสร้างเซลเม็ดเลือดแดงขึ้นทดแทนในช่วงนั้นแล้วจึงรับเลือดที่ดูดเก็บใว้กลับเข้าไป ซึ่งจะทำให้ปริมาณเซลเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เสมือนอีพีโอธรรมชาติไปกระตุ้น มักจะทำกันก่อนการแข่งขันรายการใหญ่ๆแต่เป็นวิธีที่ถือว่าผิดกฏหมาย ไม่ใช่เพราะเป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้แต่เพราะมันอันตราย การมีเซลเม็ดเลือดมากเกินทำให้เลือดข้นจนเป็นลิ่ม แล้วหากลิ่มนี้ไปไหลอุดตันก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่นเมื่อเลือดเข้าสู่หัวใจอุดตันก็จะทำให้หัวใจวายได้
นี้เป็นเพื่ยงส่วนหนึ่งของบทความคอลัม จักรยาน..ชีวิต..ชัยชนะ ในหนังสือ สปอตร์ สตรีท ผมอยากพิมพ์ให้ท่านผู้ที่ไม่รู้รึผู้ที่รู้แล้วแต่ยังไม่เข้าใจถึงอันตรายของสารตัวนี้ให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ส่วนตัวอยากพิมพ์คอลัมนี้ให้จบครับ ใว้ถ้า ADMIN อนุมัติแล้วผมจะมาพิมพ์ต่อให้จบนะครับ ขอบคุณที่อ่าน ขอบคุณครับ
ทันที่ที่เกิดกรณีอื้อฉาวระหว่างแลนซ์ อาร์มสตรองกับสำนักต่อต้านการใช้สารกระตุ้นแห่งสหรัฐ์ (USADA) ชื่ออีกชื่อหนึ่งประกอบด้วยภาษาอังกฤษ 3 ตัวปรากฏขึ้น มันถูกกว่าวขานมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมามีในคดีดังนี้เพราะนักจักรยานรู้จักและใช้มันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เพื่อเพิ่มสมรรถนะของตนเองเพื่อให้สามารถทนต่อความเจ็บปวด มีพละกำลังขี่จักรยานได้มากกว่าปกติ เหน็ดเหนื่อยช้าลง สำหรับการแข่งจักรยานทางไกลระดับแกรนด์ ทัวร์ ซึ่งต้องแข่งเป็นสเตจ (ช่วง) กินระยะทางช่วงล่ะ 100 กว่าถึง 200 กม.ทุกวันนานสิบวันติดกัน เว้นให้พักผ่อนเพื่องวันเดียวก่อนจะขับเคี่ยวกันต่อทั้งแบบทางเรียบและขึ้นเขาอีกสิบกว่าวัน ซืื่อสำคัญนี้คือ EPO ย่อมาจากชื่อเต็ม Erythropoietin (อะริโธรโพอิทีน)
อีพีโอ นี้แท้จริงแล้วคือฮอร์โมนตามธรรมชาติซึ่งมีในตัวเราทุกคน มันถูกผลิตขึ้นจากเซลของไตเพื่อนทำหน้าที่เป็นตัวเซ็นเซอร์ที่ไวมากๆต่อระดับของออกซิเจนในเลือดที่หมุนเวียนผ่านไต จะตรวจจับระดับออกซิเจนไปทำไหม? คำตอบคือเมื่อระดับออกซิเจนที่ผ่านไตลดลงไม่ว่าจะเพราะออกกำลังกายหนัก หรืออยู่ในที่สูงมากๆจนออกซิเจนเบาบางบนยอดเขาสูง เซลไตจะปลดปล่อยฮอร์โมนอีพีโอนี้ออกสู่กระแสเลือด หลังจากถูกปลดปล่อยออกมาแล้วอีพีโอจะไปกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเซลเม็ดเลือดแดงมากขึ้น เพื่อ.....ให้ไปจับออกซิเจนให้มากขึ้นนันเอง
ในทางการแพทย์ อีพีโอในปริมาณพอเหมาะถูกใช้เพื่อรักษาอาการโลหิตจาง (ซึ่งในหลายกรณีที่เกิดจากไตผิดปกติเรื้อรัง) ด้วยเหตุผลที่ว่ามันสามารถกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเซลเม็ดเลือดแดงได้มากเพื่อเพิ่มปริมาณการดักจับออกซิเจน ก็หมายความว่าใครมีเซลเม็ดเลือดแดงมากกว่าก็ย่อมมีออกซิเจนในกระแสเลือดและที่สุดคือในกล้ามเนื้อ "มากกว่า" การออกกำลังกายโดยออกซิเจนลดลงน้อยหรือลดลงได้เท่ากันแต่ใช้เวลายาวนานกว่าหมายความว่ากล้ามเนื้อคงทนต่อสภาวะหนักหน่วงได้มากและนานกว่า เพราะเมื่อกล้ามเนื้อยังมีออกซิเจนในเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ร่างกายก็จะผลิตกรดแลคติคซึ่งเป็นตัวการแห่งอาการปวดเมื้อยกล้ามเนื้อออกมาน้อยนั้นเอง กล้ามเนื้อที่ไม่เจ็บปวดย่อมทำงานได้หนักและยาวนาน นี่จึงเป็นเหตุผลให้ EPO คือสารที่ใช้กระตุ้นได้แทบจะเนียนที่สุดในปัจจุบัน
เพราะถึงไม่มีอีพีโอสังเคราะห์ร่างกายเราก็สร้างขึ้นมาเองอยู่แล้ว แต่เมื่ออีพีโอในธรรมชาติไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการด้านกีฬาประเภทอดทนได้จึงต้องมีกรรมวิธีเพื่อเพิ่มมันให้สูงกว่าระดับปกติ ที่ง่ายที่สุดคือฉีดเข้าไปตรงๆ รองลงมาคือการโด๊บเลือดตัวเอง ด้วยการดูดเลือดออกไปปริมาณหนึ่งแล้วเก็บไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด 3 สัปดาห์ ให้ร่างกายสร้างเซลเม็ดเลือดแดงขึ้นทดแทนในช่วงนั้นแล้วจึงรับเลือดที่ดูดเก็บใว้กลับเข้าไป ซึ่งจะทำให้ปริมาณเซลเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เสมือนอีพีโอธรรมชาติไปกระตุ้น มักจะทำกันก่อนการแข่งขันรายการใหญ่ๆแต่เป็นวิธีที่ถือว่าผิดกฏหมาย ไม่ใช่เพราะเป็นการเอาเปรียบคู่ต่อสู้แต่เพราะมันอันตราย การมีเซลเม็ดเลือดมากเกินทำให้เลือดข้นจนเป็นลิ่ม แล้วหากลิ่มนี้ไปไหลอุดตันก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่นเมื่อเลือดเข้าสู่หัวใจอุดตันก็จะทำให้หัวใจวายได้
นี้เป็นเพื่ยงส่วนหนึ่งของบทความคอลัม จักรยาน..ชีวิต..ชัยชนะ ในหนังสือ สปอตร์ สตรีท ผมอยากพิมพ์ให้ท่านผู้ที่ไม่รู้รึผู้ที่รู้แล้วแต่ยังไม่เข้าใจถึงอันตรายของสารตัวนี้ให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ส่วนตัวอยากพิมพ์คอลัมนี้ให้จบครับ ใว้ถ้า ADMIN อนุมัติแล้วผมจะมาพิมพ์ต่อให้จบนะครับ ขอบคุณที่อ่าน ขอบคุณครับ