ทัวริ่งวิถีไทยที่ผมพยายามจะหาช่องทางนำเสนอ เพื่อคนไทยครับ
ช่วงนี้ปั่นขึ้นตลอดทำเวลาไม่ได้เพราะเราต้องประคองลุงชัย แกค่อย ๆ ไต่เขามาเรื่อย ๆ จูงบ้าง นั่งพักบ้างเป็นธรรมดาครับ ต้องบอกกล่าวกันว่าท่านต้องฝึกการใช้เกียร์ให้ชำนาญ ๑ เกียร์จะเกิดประโยชน์ก็ช่วงปั่นขึ้นดอยนี่แหละครับ ท่านต้องฝึกการปั่นให้เคยชินไม่ซอยดังหนูปั่นจักรเพราะจะทำให้เสียกำลัง ๒ ท่านต้องฝึกความอึดของท่านให้มีให้มากพอ ๓ การฝึกความอึดไม่ยากครับ คือท่านต้องพยายามปั่นให้ได้ ๕๐ นาทีโดยไม่หยุดเลยเป็นอย่างน้อยและเพิ่มมากขึ้น ๆ จนถึง ๑ - ๓ ชม.เป็นต้น แล้วในขณะฝึกอยากจะบอกว่าท่านควรติดกระเป๋าท้ายรถ บรรทุกสิ่งของเครื่องใช้สัก ๕ - ๑๐ กิโลเป็นประจำจะช่วยได้มากครับ(ทัร์ริ่งทางไกลฝึกกันแบบนี้ครับ-แบบแดงสารภีนะ๕๕)
วันนี้ประมาณการว่าสักเที่ยงผมจะหาทำเลที่เหมาะ ๆ บริเวณใกล้ ๆ กับด่านเก็บเงินผ่านทางเป็นที่กินข้าวเที่ยง แต่ไม่ใช่ซะละ เพราะช่วงใกล้ ๑๑ โมงทั้งน้องกอบลุงชัย เกิดอาการหิวแล้ว บอกแล้วแต่ต้นว่าการเดินทาง หิวไม่หิวได้เวลา ต้องกินคือฝืนยัดเข้าไปให้เต็มกระเพาะนั่นแหละ เมื่อหิวผมจึงต้องรีบหาทำเลปูผ้าสิ่งแรกเลยผมต้มน้ำก่อนเพื่อจะได้ชงชา กาแฟ เป็นของหวานประกอบบรรยากาศ เวลาขณะนั้นอากาศเย็นค่อนไปทางหนาวนิด ๆ มีสายหมอกวิ่งผ่านให้ได้สัมผัสละอองน้ำ ลมเย็นโชยมาเป็นระลอก ๆ เหมือนหน้าหนาวไม่มีผิด ช่างเป็นบรรยากาศแห่งความสุขจริง ๆ เมื่อลุงชัยน้องกอบตามมาทัน น้ำก็เริ่มโมโหเมื่อทั้งสองปลดเป้เตรียมอาหารออกมาผมก็ให้ได้ซดชา + หญ้าหวาน เรียกกำลังใจให้คลายหิวก่อน น้องกอบตาดีมองเห็นต้นกล้วยแกอาสาไปหาปลีมาแกล้มน้ำพริก ลุงดมได้มะเขือพวงมาอีก ๓ พวงกินสด ๆ มันอร่อย ๆ หวานกรอบดีจริง ๆ ข้าวมื้อนี้ภัตตาคารที่ไหน ๆ ก็ไม่มีเทียบ เรามีเสียงหริ่งหรีดเรไร ที่ร้องระงมป่าเป็นเหมือนดนตรีที่ขับกล่อมขณะกินข้าว อากาศที่หนาวนิด ๆ ซดชาร้อน ๆ ไปกันได้ดีเรียกว่่าสุดบรรยาย แสนเสียดายและน่าสงสารคุณน้องอี๊ด ป่านนี้จะหิวข้าวหรืออย่างไรไม่แน่ใจ สัญญาณมือถือก็บอดสนิท จะตามให้ทันน้องอี๊ดเดี๋ยวลุงชัยกับน้องกอบคงลงแดงหมดแรงปั่นแน่ ๆ บางครั้งอยากจะบอกว่าพยายามไปกันให้พร้อม ๆ กัน อาจะรอข้างหน้าพอส่งสัญญาณกันได้น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะการเดินทางต่างประเทศต้องระวังกันบ้างนะครับ ทางแยกทางร่วมทางชันพยายามจอด ๆ รอกันไปเป็นทีมครับ จะได้ไม่อดข้าว...
หัวปลีที่น้องกอบไปหักมามันสด ๆ จึงมีรสชาดหวาน ฝาด กรอบสุดอร่อยกินกับน้ำพริก เรียกว่าสะเต็กก็หมดความหมาย กินไป ๆ สัญญาความจำได้หมายรู้มันก็ผลุดขึ้นในสมอง ผมได้เล่าให้ทั้ง ๓ ฟังเมื่อครั้งที่ขึ้นทำงานที่ดอยลาง พากำลังลาดตระเวนผลักดันชนกลุ่มน้อย ที่ทะลักเข้ามาบ้านเราได้พลัดหลงเข้าไปเขตพม่าจนถูกพวกมันล้อม เกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็ได้หยวกกล้วยนี่แหละเป็นตัวช่วยต้มกับข้าวสาร นิดหน่อยที่เหลือกินกัน ๑๒ คนประทังตาย ลุงดมถามแล้วมันอร่อยไหม อร่อยซิครับเพราะ ตอนที่ตำรวจเขาต้มมามา ส่วนใหญ่เขาจะเอาเครื่องปรุงทิ้ง(เพราะมันเยอะ) ผมได้เก็บเครื่องปรุงที่ทิ้ง ๆ ไว้ พอต้มหยวกกับข้าวก็เอาเครื่องปรุงนั่นใส่ลงไป ก็กลายเป็นหยวกข้าวมามา อร่อยมากครับ ทดลองทำดู..นะครับ สูตรนี้ การันตีครับ
เมื่ออิ่มหมีพีมันกันเรียร้อย ผมก็รีบชวนปั่นต่อเป็นห่วงน้องอี๊ด กลัวจะหิวข้าวเพราะอาหารส่วนใหญ่อยู่ที่กอบหมด พอออกปั่นได้สัก ๕ นาทีฝนก็เทลงมาทางก็ลาดชันขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นการทดสอบล้อหน้าใหญ่(๒.๐) ล้อหลังเล็ก (๑.๗๕) บอกทุกคนครับสุดยอดจริง ๆ เกาะถนนไม่หน่วงท้ายปั่นดีจริง ๆ สูตรนี้เรียกว่าใช้ได้ดีมากครับเสียอย่างเดียวด฿รถแล้วมันจะไม่สวยแค่นั้นเอง ไม่สวยแต่ปั่นดีเลือกเอาก็แล้วกันครับ ส่วนผมต่อไปนี้เดินทางไกลคงยืนสูตรนี้ตายตัว ผมปั่นล่วงหน้าแล้วไปจอดรอเป็นระยะ ๆ เสียดายกล้องใช้ไม่ได้กลัวเปียกฝน ไม่งั้นคงมีภาพช่วงฝนตกมาให้ชมกัน เราไปทันน้องอี๊ดที่ด่านจริง ๆ อี๊ดรอนานพอควร คงหิวด้วยพอพวกเราไปถึง คำแรกเลย "ผม..เชื่อว่าหมู่เฮาคงจอดกินข้าวแน่ ๆ ช้าขนาดเลย" แล้วก็ขออาหารจากน้องกอบไปกินที่ในป้อม ช่วงนั้นฝนก็ยังคงตกแต่ไม่มากแล้ว เรา ๔ คนรอน้องอี๊ด กินข้าวก็ได้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านเก็บเงิน มีฝรั่งนั่ซ้อนมอเตอร์ไซดืมา ๓ คัน ค่าผ่านทางฝรั่งคนละ ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ ไม่แน่ใจแต่คนไทยน่าจะ ๓๐ ส่วนพวกเราฟรีครับ ปั่นจักรยานมันดีตรงนี้นะครับ ไปไหน ๆ เขาก็เมตตา อารีให้การสงเคราะห์ เรามาปั่นกัน..นะครับ
ชมภาพชุดอำลาภูทับเบิก
ตื่นมาตีห้า อ.ภมร ต้มน้ำเดือดเรียบร้อย ดื่มกาแฟขนมรองท้อง เข้าห้องน้ำของอุทยานอยู่สูงกว่าระดับถนน เก็บภาพยามเช้า เตรียมเก็บสัมภาระ ถ่ายรูปทิวทัศน์ยามเช้าของภูทับเบิกอีกหนึ่งรอบ รอ อ.ภมร เปลี่ยนยางใน ใช้เวลาในการลงสู่พื้นราบ ประมาณ 45 นาที จอดเป็นระยะเพื่อเก็บภาพวิวทิวทัศน์อีกชุดหนึ่ง จะเห็นได้ว่าถ้ามองภาพถ่ายแบบผิวเผินจะคิดว่าเป็นภาพเดียวกัน แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน เช่น ถ่ายตอนเช้า กลางวัน ตอนเย็น เช้ามืด แสง สี องค์ประกอบอื่น ๆ ต่างกัน ถึงด้านล่า่งประมาณ 8.30 น. สั่งอาหารเช้าพร้อมเก็บสัมภาระ จักรยาน ขึ้นรถ โอกาสหน้า ฤดูหนาวคงได้กลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง
ปิดทริปการซ้อมไปซาปา "ทริป วังตาด-นาขาม-วัดโบสถ์ ระยะทาง 142 กม. เวลาที่ใช้ 9 ชม. 30 นาที อยู่บนอานจักรยาน 7 ชม. 32 นาที พัก 2 ชม. ระยะทาง สภาพเส้นทาง เวลาที่ใช้ ใกล้เคียงในทริปซาปา เส้นทางฮานอยก่อนขึ้นเขาซาปา และเส้นทางอุดมไช-ปากแบ่ง(ตามข้อมูลที่ได้ศึกษา) มีทั้งทางราบ เนินเขา ภูเขา ทางลูกรัง-หินลอย สภาพอากาศร้อนพอควร เชิญชมภาพครับ



จบทริปการซ้อมโดยสมบูรณ์ พร้อมลุยซาปา 10 ตุลาคมนี้ ลำดับต่อไปเป็นเรื่องของการเตรียมอุปกรณ์ รถ,เสื้อผ้า,เสบียง,ยา,อุปกรณ์ที่จำเป็น ที่นอน,เต้นท์,ถุงนอน ฯลฯ
สถานที่พักผ่อนของผมในคืนนี้เป็นเปลขนาดพอดีตัว
มีมุ้งกันยุง ผูกไว้กับศาลาสวดมนต์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ
การนอนเปล หากคนที่ไม่คุ้นเคย อาจจะทำให้นอนหลับยาก
แต่วิธีการนอนที่ทำให้นอนสบายก็คือ การมีสมาธิเพื่อมห้จิตใจนิ่งสงบ
ร่างกายก็จะขยับตัวน้อยลง เปลก็จะไม่แกว่ง
การอยู่ในที่แคบๆเหมือนอยู่ในโลงศพ ก็เหมือนเป็นมรณานุสติ
ให้เราระลึกตัวอยู่เสมอ ไม่กลัว ไม่หวาดระแวง และหลับสบาย

ยามเช้า เมื่อตื่นมาพบว่า เพือนร่วมแรมคืนของเรา อาศัยอยู่ในเจดีย์ แบบนี้
เราก็หมดความกลัว ใดๆ
พี่โอฬารกับพี่ ปู Pu700 ครับ
จาก อ.บ้านไร่ สู่ อ.ลานสัก ระยะทางไม่ไกลนัก
แต่เป็นเส้นทางขึ้นเขาลงเขา เป็นระยะ
สองข้างทางเป็นไร่อ้อยและไร่สับปะรด แห้งและแล้ง อย่างน่าหดหู่

ที่ทำการของป่าไม้ สามารถ ใช้เป็นที่หลบร้อนในร่มเงาไม้ใหญ่
มีห้องน้ำให้บริการนักเดินทาง และที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย
จากตากสู่แม่สอด
หลังจากพยายมติดต่อกับกลุ่มจักรยานเทอดพระเกียรติแต่ไม่สามารถติดต่อได้
ผมกับพี่ปูจึงมาดักรอขบวนที่สะพานข้ามแม่น้ำปิง เพระแน่ใจว่าขบวนจะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 105
และไม่นานก็ได้ร่วมขบวนติดตามไป กับกลุ่มเสือเมืองตาก
แต่
เนื่องจากวิธีการและเทคนิคการขี่จักรยานที่แตกต่างกัน คือ
ผมกับพี่ปู เดินทางด้วยจักรยานมาไกลมากแล้ว การออมแรง การผ่อนแรง การเติมอาหารและการหยุดพัก
จึงทำให้ตามติดขบวนใหญ่ไม่ทันแต่ก็ไม่ได้ทิ้งระยะห่างกันมากนัก คือห่างกันประมาณ 10-15 นาที
แต่ เวลา 10-15 นาที กับระยะทาง 88 กม ที่มีจุดหมายปลายทางที่แม่สอด
กับเขาพระวอที่สูงชัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่างผมกับขบวนดูเหมือนจะห่างไกลกันมากเหลือเกิน
จุดพักหลักๆที่ใช้เวลานานมากหน่อยคือ ตลาดมูเซอร์
ได้ข้าวเหนียวหมูทอดจากกลุ่มจักรยานชลบุรีพอคลายหิวไปได้บ้าง แต่ที่เยี่ยมยอดที่สุดคือ
ลูกพลับ 6 ลูก 35 บาท กับขนมปังกรอบจากร้านขายกาแฟ พอเป็นเชื้อเพลิงเดินทางต่อในช่วงต่อไป
แม่สอด แม่ระมาด ท่าสองยาง
เส้นทางวันนี้ เป็นเส้นทางสายโหดอีกช่วงหนึ่ง ระยะทางจากแม่สอดจนถึงท่าสองยางประมาณ 100 กม
แต่ทราบมาจากขนวนเทอดพระเกียรติว่า พักค้างคืนที่แม่สลิดหลวง ซึ่งไกลออกไปจากท่าสองยางประมาณ 30 กม
วันนี้ผมกับพี่ปูตัดสินใจว่าเราจะพยายามเกาะกลุ่มของขบวนกลุ่มหน้าให้ต่อเนื่อง เพื่อเป็นไปตามความตั้งใจ
ที่จะรวมเดินทางทางขี่จักรยานเทอดพระเกียรติ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามที่ได้ตั้งใจไว้
แต่ทว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก จนทำให้การเดินทางต้องจบลงก่อนเวลาอันควร
นั่นคือ โดยปกติ การขี่จักรยานทางไกล ตามไตล์ของผมเอง จะมีช่วงเวลาอย่างน้อย 1 วันเมื่อครบระยะทาง
500 กม หรือประมาณ 4 วัน เพื่อพักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง และสะสมพลังงาน
ไว้ใช้ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงต่อๆไป เมื่อผมมาถึงแม่สอด ระยะทางบน ไมล์ของผม อยู่ที่ 541 กิโลเมตร
ผมกลับตัดสินใจ ที่จะใช้ระยะทาง ระยะเวลา และการรวมกลุ่ม ซึ่งเป็นการกดดันตัวเอง ท่ามกลางอุปสรรคของการเดินทาง
โดยเฉพาะพายุฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และแทบไม่มีช่วงเวลาใดที่เห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า นอกจากสีขาวและสีเทา
ของเมฆฝนตลอดเส้นทาง
ขบวนเทอดพระเกียรติออกเดินทางจากแม่สอดท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักจนมองแทบไม่เห็นทาง
ในช่วงแรกจากแม่สอดมาถึงแม่ระมาด เส้นทางค่อนข้างจะราบเรียบ มีเนินซึมๆบ้างเล็กน้อย จนถึงจุดพักกลางวันที่
ปั๊มน้ำมัน อ.แม่ระมาด จากตรงจุดนี้เอง ที่ขบวนกลุ่มใหญ่ ได้เริ่มออกเดินทางต่อไป เส้นทางเริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็ยังสามารถทำความเร็วได้ในระดับที่น่าพอใจคือ บางช่วงความเร็วสามารถทำได้ถึง 25 กม/ชม
ช่วงนี้ผมลดภาระการเดินทางด้วยการฝากกระเป๋าไปกับรถเซอร์วิสซึ่งเดินทางไปพร้อมๆกับกลุ่มนักจักรยานจากแม่สอด
ล่วงหน้าไปก่อน การเดินทางด้วยรถเปล่าไม่ได้สร้างทุรกรรมให้กับร่างกายมากนัก แต่ทว่า การกดดันตัวเองเพื่อไปให้ทันกลุ่ม
กลับสร้างภาระมากยิ่งกว่า การหยุดพัก การเติมอาหาร และการรักษาสมาธิกับการเดินทางด้วยสไตล์ของตัวเองเริ่ม
ผิดเพี้ยนไป ด้วยหวังอย่างเดียวว่าไปให้ถึงท่าสองยางให้ทันกลุ่มให้ได้
เมื่อผมเดินทางไปถึง อ.ท่าสองยาง ก็ได้ทราบจากตำรวจที่จุดตรวจ อ.ท่าสองยางว่า ขบวนเทอดพระเกียรติ
ได้ออกเดินทางไปแล้ว จุดหมายคือ แม่สลิดหลวง ซึ่งมีจุดนัดหมายที่บริเวณที่ทำการศูนย์บริการประชาชน
ของกรมทางหลวง ซึ่งห่างออกไปจากท่าสองยางประมาณ 30 กม
ระยะทาง 30 กม อาจจะดูเหมือนไม่ไกล แต่สำหรับการขี่จักรยานชึ้นเขาหลังจากเดินทางมาต่อเนื่อง กว่า 600 กม
นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและท้าทายต่อสภาพความทนทานของร่างกายอย่างยิ่ง และเมื่อถึงตรงนี้เอง ผมก็เริ่มรู้แล้วว่า
การฝากสัมภาระไว้กับรถเซอรวิส ที่ล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพราะร่างกายของผมในช่วงนั้น
สมควรที่จะต้องหยุดพักที่ อ.ท่าสองยาง มากกว่าจะเดินทางขึ้นเขาไปอีก 30 กม
แต่เมื่อถึงขนาดนี้แล้ว การเดินทางจึงต้องดำเนินต่อไป
จากแม่ระมาด ผ่านท่าสองยาง สู่แม่สลิดหลวง
บ้านแม่สลิดหลวง เป็นชุมชนใหญ่ มีการค้าขายค่อนข้างมาก
นอกจากนั้นยังเป็นต้นทางของถนนที่เข้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่เมย
แต่ระยะทาง 100 กิโลเมตรเศษๆ ที่มีทั้งขึ้นเขาสูงชัน และสายฝนที่ตกลงมาตลอดทาง
ทำให้ร่างกายอ่อนล้าโรยแรงไปไม่น้อย
เมื่อมาถึงแม่สลิดหลวง ผมยังไม่เห็นรถเซอร์วิส ที่ฝากกระเป๋าสัมภาระเอาไว้
สอบถามจากทีมจักรยานจากเมืองตากที่มาถึงก่อนแล้วได้ความว่า รถเซอร์วิสจอดอยู่ที่ศูนย์บริการประชาชนของกรมทางหลวง
ห่างออกไปอีกประมาณ 1.5 กม
ความรู้สึกในตอนนั้นก็คือ เหมือนกับมีใครเอาแท่งปูนหนักสับ 10 กก มาถ่วงไว้ที่ขาทั้งสองข้าง
ระยะทางที่ผ่านตบอดเส้นทาง เดินกว่า 650 กม แล้ว
1.5 กม จึงเหมือนเส้นทางนรก ที่ต้องขึ้นเขาด้วยเกียร์ 1:1 ไปอีก
และสิ่งที่บั่นทอนกำลังใจเข้าไปอีกก็คือ เมื่อไปถึงยอดเนินที่เป็นทางเข้าศูนย์บริการของกรมทางหลวง
เป็นทางลงเนิน และเมื่อหากจะย้อนกลับมานั่นหมายถึงการขี่ขึ้นเนินมาอีกรอบ
สภาพร่างกายที่ไม่ได้รับอาหารที่เพียงพอตลอดวัน นอกจากขนมปังกรอบเล็กๆน้อย เท่าที่จะหาได้จากร้านข้างทาง
ชักเริ่มไม่เป็นใจและออกอาการประท้วง นั่นคือ คาวมต้องการกินและนอนแบบที่สบายกายที่สุด
หลังจากได้รับกระเป๋าสัมภาระแล้วผมกับพี่ปูจึงตัดสินใจหาที่พักซึ่งมีเงื่อนไขว่า
จะต้องสบายที่สุดเพื่อการนอนหลับสนิทและยาวนานสมากที่สุด
เราจึงขี่รถย้อนกลับลงมาทางเดิม ตรงบริเวณหน้าโรงเรียนแม่สลิดหลวงซึ่งมีที่พักขนาดเล็กอยู่
หลังจากพยายามติดต่อประสานงานกับคนดูแลซึ่งเป็นชาวปกากญอ(เรามักเรียกว่ากะเหรี่ยง แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า ปกากญอ)
อ่านกว่า ปง่า-เก่อ-หญอ
ชาวปกากญอหรือชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ชายแดนตะวันตก มีกลุ่มย่อยๆอยู่ 4 กลุ่มคือ สะกอ, โปหรือโพล่,ปะโอหรือตองสู และ บะเวหรือคะยา
การสื่อสารกับชาวบ้านซึ่งใช้ภาษาไทยแทบไม่ได้ หลายคนใช่ภาษาปกากญอ กลายเป็นปัญหาพอสมควร
แต่ในที่สุดเราก็ได้ที่พักเป็นห้องพักติดแอร์ในราคาคืนละ 500 บาท แต่ทว่าปัญหาใหญ่คือ อาหารเย็น
ซึ่งจะให้ขี่จักรยานไปกินอาหารเย็นที่คณะเทอดพระเกียรติได้จัดเตรียมไว้ที่ศูนย์บริการของกรมทางหลวง
กลายเป็นสิ่งที่เหมือนกับการเดินทางโดยแบกแท่งปูนไปด้วย
ปากทางเข้าอุทยานแม่เมยมีร้านอาหารและร้านขายของชำน่าจะเป็นที่พึงได้ท่ามกลางสายฝน
แต่ระหว่างทางซึ่งออกจากที่พักก็มีอุปสรรคยางรั่วอีกแล้ว คราวนี้ Panaracer Ribmo
ร้านชำเล็กๆใกล้กับที่พักจึงเป็นที่พึ่งสุดท้าย และที่นี่เราก็พบนางฟ้า
คุณครูสาวน้อย เจ้าของร้านขายของชำกำลังสาละวันอยู่กับ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค
ได้เสียสละเวลาและน้ำใจให้กำบคนเดินทางที่อิดโรยด้วยการต้อมน้ำร้อน และต้มไข่ไก่ครึ่งโหล
อาหารเย็นวันนั้น ไข่ต้ม 6 ฟอง,มาม่าคัพ สองถ้วย, ปลากระป๋อง 3 กระป๋อง และขนมอีกนิดหน่อย
เมื่อเสร็จจากอาหารเย็นแบบแสนง่าย ก็มาสำรวจยางปรากฎว่า รอยรั่วเป็นรอยรั่วจากด้านในของยาง
ซึ่งทำให้รู้ว่าไม่ได้เกิดจากหนามหรือเศษแก้ว แต่เกิดจากซี่ลวดที่แทงยางในผ่านยางรอบขอบล้อ
ยางในเก่าๆที่สำรองมาสำหรับมัดของก็เลยใช้ประโยชน์เป็นยางรองขอบล้อ ในยามฉุกเฉิน
หลังจากใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน กับการร่วมขบวนปั่นจักรยานเทอดพระเกียรติ
โดยเลือกเส้นทางที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางที่หนักหนาอยู่ไม่น้อย
ขบวนเทอดพระเกียรติ ช่วงนี้จะเริ่มต้นที่ จ.ตาก ไป อ.แม่สอด อ.สบเมย อ.แม่สะเรียง อ.แม่ลาน้อย อ.ขุนยวม อ.ปาย
แล้วย้อนกลับมาเชียงใหม่ ก่อนขึ้นเหนือสุดที่เชียงรายและ อ.แม่สาย
ก่อนหน้านั้น ขบวนเทอดพระเกียรติได้ออกจาก นครปฐม ผ่านกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และไปเริ่มต้นอีกครั้งที่ จ.ตาก
ผมกับพี่ปู ไม่มีเวลาช่วงแรกจึงต้องออกเดินทางในวันที่ 8 กันยายน โดยมีกำหนดเดินทางวันแรกไปถึง ชัยนาท
วันที่สอง ที่กำแพงเพชร และวันที่ สาม ที่ จ.ตาก ก็จะไปทันขบวนเทดประเกียรติที่ จ.ตากพอดี
จุดนัดหมายการเดินทางเริ่มต้นที่บางบัวทอง ท่ามกลางละอองฝนเบาๆมาตั้งแต่เช้า แดดที่ไม่ร้อน ทำให้การเดินทางค่อนข้างราบรื่น
หลังจากอาหารเช้าเล็กๆน้อยๆที่ปั๊มน้ำมัน ก็ออกเดินทางกันต่อไป
อุปสรรรคอย่างแรก ที่พบคือ ยางรั่ว ยางContinental ของพี่ปูที่ใช้กับรถ Soma Analog นุ่มนวลแต่ก็บอบบางสำหรับเศษแก้วข้างทาง
เมื่อผ่านกับดักเศษขวดแก้วข้างทาง ก็รั่วถึงสองรู ส่วน Panaracer Pacela ผ่านไปได้สบายๆ
ยางในอะไล่สองเส้นที่พี่ปูติดมาด้วย Maxis Flyweight 1.90 เกิดอาการ Defected จากโรงงาน คือ เป็นรูรั่วขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มม ทั้งสองเส้น
จึงต้องใช้ยางในของผมซึ่งเป็นขนาด 1.25 ใส่ไปก่อนพอประทังไปจนเข้าเมืองสุพรรณบุรี อีก 30 กม ข้างหน้า
แต่ Nishiki Amust ก็มีอุปสรรถเช่นกัน เนื่องจาก สปริงตีนผีอ่อนล้าเกินไป เมื่อปรับเฟิอง 7 มาเฟือง 6 ช่วงขึ้นสะพาน ก็เกิดอาการโซ่ไปจับเฟือง
จึงต้องตัดสินใจแวะเข้าร้านสุพรรณไบค์เมื่อเปลี่ยนตีนผีใหม่ ของ Acera แล้วอาการโซ่ไม่จับเฟืองก็หายไป
ช่วงเวลาที่ผ่านไปเกือบๆหนึ่งชั่วโมง ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักไม่น่าเบื่อเท่าไรนัก
กับน้ำใจไมตรีที่ได้รับจาก สุพรรณไบค์ และเมื่อฝนขาดเม็ดเราก็ออกเดินทางต่อไป โดยใช้เส้นทาง 340
ซึ่งแม้ว่าจะไกลกว่าเส้นทางสายรองแต่ก็เป้นการหลีกเลี่ยงจากภาวะน้ำท่วม
และในที่สุด ก็มาถึงชัยนาท ตอนค่ำๆ
ระยะทางวันแรก
ระยะเวลาการเดินทาง
ความเร็วเฉลี่ย
