คุณอาจเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนเล็กน้อยครับ เอาเป็นว่าผมขอเล่าคร่าวๆแล้วกันครับ
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกันก่อนว่า"ชมรม"คืออะไร? จริงๆชมรมก็มีความหมายเดียวกับ"ชุมนุม"นั่นเอง อันอาจหมายถึงการรวมกลุ่มกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่ร่วมกันของกลุ่มคน ต่างกับคำว่า"สมาคม"ที่หมายถึงกลุ่มบุคคลที่มาร่วมกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันตรงที่"ชมรม"ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งจดทะเบียนแต่สมาคมต้องมีการจัดตั้งเป็นทะเบียนสามารถตรวจสอบการประกอบกิจกรรมได้ และแตกต่างจาก"สโมสร"ที่หมายถึงศูนย์รวมของกิจกรรมร่วมของกลุ่มคนในแวดวงสังคมที่จำกัด
ในอดีตนั้นมีชมรมจักรยานกระจายอยู่ทั่วไปตามจังหวัดใหญ่ๆมากมายเช่นชลบุรี พิษณุโลก ขอนแก่น และมีชมรมจักรยานท่องเที่ยวซึ่งต่อมาก็พัฒนามาเป็นชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ(ที่ทุกวันนี้เป็น TCC)ดูเหมือนจะเป็นเครือข่ายกิจกรรมจักรยานที่กว้างขวางที่สุด นอกจากนั้นก็มีลักษณะของนักกีฬาสมัครเล่นกระจายตัวกันอยู่ทั่วๆไปมุ่งเน้นการปั่นจักรยานเป้นการกีฬามากกว่านันทนาการ อันนี้ไม่นับสโมสรทีมในสังกัดของกองทัพและหน่วยงานนะครับ เอาล่ะพวกนักกีฬาและสโมสรคงไม่ต้องอธิบายมาก มาที่ชมรมจักยานทั่วไป เกือบทุกชมรมไม่มีระบบการเก็บทะเบียนสมาชิกเป็นรูปแบบทางการมีการดำเนินกิจกรรมกันง่ายๆนักพบนัดหมายกันตามสะดวก ยกเว้นกิจกรรมของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพที่ใช้การติดต่อผ่าน"จดหมายข่าว"ซึ่งก็จะคล้ายๆเวปนี้ครับทำหน้าที่กระจายข่าวกิจกรรมทุกเดือนมีการอัพเดทข่าวสาร สรุปทริป ลักษณะเป็นการถ่ายเอกสารส่งทางไปรษณีย์ไปยังบ้านสมาชิก ดังนั้น สมาชิกต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อรับจดหมายข่าวนี้แน่นอน 1 ล่ะครับ สองก็คือในการเดำเนินกิจกรรมบ่อยครั้งมีการออกต่างจังหวัดเดินทางไกลใช้รถไฟเหมาตู้หรือรถบัสเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ มีรถตาม มีการทำอาหาร สมาชิกก็จะจ่ายค่าทริปส่วนนี้น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อลดภาระของสมาชิก เรียกว่าถ้าอยากประหยัดเงินทริปก็เสียเงินสมัครสมาชิกซะ ผมจำไม่ได้แล้วว่าปีละเท่าใหร่ ไม่กี่ร้อยบาท แถมมีแบบตลอดชีพอีกด้วย
กาลเวลาก็ผ่านไป กิจกรรมจักรยานก้าวไกลมากขึ้น คนเล่นเยอะขึ้น ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพที่เดิมเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวก็เริ่มลดบทบาทลงไปผู้คนตามมุมเมืองต่างๆเริ่มรวมตัวกันดำเนินกิจกรรมกันเองมากขึ้น ระหว่างรอทริปประจำเดือนก็เริ่มมีการรวมตัวจับมือกันออกทริปประจำสัปดาห์ มีการติดต่อสื่อสารที่ใกล้ชิดด้วยมือถือ มีอินเตอร์เนท จดหมายข่าวถึงเวลาโบกมือดำลาความสำคัญ เลยเป็นยุคต่อมาที่เป็นเรื่องของนักปั่นใกล้เคียง
ตามมุมเมือง สวนสาธารณะ หมู่บ้านต่างๆเริ่มมีการรวมตัวของกลุ่มนักจักรยานที่เพิ่มมากขึ้น จากปากต่อปาก จากเพื่อนต่อสหาย จากนั้นก็เกิดเป็นกลุ่มต่างๆเยอะแยะเต็มไปหมด กลุ่มเหล่านี้ อาจไม่ได้มีการจัดการเป้นรูปแบบ"ชมรม"เลยก็ได้ แต่มีกิจกรรมสมาชิกและแกนนำกลมเกลียวแน่นแฟ้น มีการจัดทริปกันประจำแลกเปลี่ยน มีการติดต่อผ่านสังคมบนไซเบอร์แลกเปลี่ยนจากเพื่อนสู่เพื่อนจากกลุ่มนี้ไปกลุ่มใกล้เคียง แลกทริปแชร์เส้นทางกัน ดังนั้นจะว่าไปมันเป็นลักษณะของ"โครงข่าย"มากกว่าจะแบ่งเป็นพรรคเป็นชุมนุมครับ
ในบรรดากลุ่มเหล่านี้ก็มีบ้างที่ทำระบบเป้นสมาชิกกันมีการเก็บประวัติสมาชิกมีการดำเนินกิจกรรมที่สมาชิกมีส่วนสิทธิประโยชน์มากกว่าบุคคลภายนอก แต่พูดได้เลยว่านอ้ยเต็มที ด้วยทุกวันนี้กลุ่มมากมายเปิดกว้าง แทบจะพูดได้ว่าคำว่าสังกัดนั้นแทบไม่มีความหาย
ในกลุ่มต่างๆก็มีพัฒนาตัวมาเป็น"ทีม" มีการซ้อมเชิงกีฬา ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าสมาชิกทีมนั้นคือสังกัดนั้นนี้ พบว่านักกีฬาสมัครเล่นเหล่านี้จำนวนมากหมุนเวียนไปซ้อมไปแจมกับกลุ่มต่างๆ พบปะเฮฮากันวนไปหลายๆที่ ไม่ใช่แนวคิดบ้านเดียวซุ้มเดียวไม่เที่ยวเอี่ยวซุ้มใคร
ผมอยากจะให้สังเกตุง่ายๆว่า"ชมรม" ต้องมีการจัดการระบบสมาชิกที่ดีในระดับหนึ่งครับไม่ใช่แค่พบหน้ากันปั่นด้วยกัน การทำระบบสมาชิกจะมีความจำเป็นก็ต่อเมื่อมีจำนวนสมาชิกในกลุ่มเยอะจนต้องเริ่มจัดการ รวบรวมข้อมุลที่อาจเป็นประโยชน์ จัดทำระบบติดต่อยามฉุกเฉิน แน่นอนแม้ว่าจะสามารถกริ๊งกร๊างกันได้ไม่ยากแล้วสมัยนี้ แต่ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์แน่นอนยามจำเป็น ต่างกับรูปแบบกลุ่มที่โผล่มาเจอกันุ้นหน้าสนิทสนมกัน เมื่อถามถึงยอดและลักษณะสมาชิกก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนแน่นอน
เรื่องสิทธิประโยชน์นั้น ก็คงไม่มีอะไรมากมายนัก อาจมีในทางตรงเช่นรูปแบบของ TCC ที่สมาชิกจ่ายเงินค่าทริปน้อยกว่า อาจมีบ้างในกรณีการจัดทำเสื้อเครื่องแต่งกาย และอาจมีในทางอ้อมเช่นกลุ่มหรือชมรมที่ผูกพันกับร้านจักรยานก็อาจมีอัตราพิเศษสำหรับคนหน้าคุ้นกันบ้างเวลาซื้อขาย

ซึ่งกรณีหลังนี้ไม่ต้องมีระบบอะไรก็สามารถทำได้อยู่แล้วครับ
มาถึงตรงนี้ จขกท. คงพอนึกภาพออกว่า กลุ่มต่างๆที่เฆ็นใส่เสื้อสวยงามนั้น ไม่ได้ปิดกั้นอะไร ขอให้กล้าจูงรถไปพบปะตามเวลานัดหมาย ศึกษารูปแบบการปั่นและวัฒนธรรมการปั่นของกลุ่มให้เข้าใจบ้าง เท่านั้นก็พอ หากต้องมีการทำสมาชิกก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร ว่ากันตามตรงก็เป็นสิทธิของเราในการตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมุลส่วนบุคคล แต่ถ้าเห็นว่าไม่ควรก็ไม่ต้องทำ ทริปจักรยานรอ้ยละเกือบร้อยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ทีนี้ก็จะมีเรื่องของโลกในความเป้นจริงอีกนิดก็คือเรื่องของ"สังคม" ก็ต้องยอมรับกันล่ะครับว่า อายุ ฐานะ การงาน วิถีชีวิต และ รูปแบบการปั่น มีผลกับการเลือกกลุ่มที่จะปักหลักมากพอสมควรครับ มากไม่แพ้ความสะดวกใกล้ตัวเลย ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจะเห็นชาวจักรยานบางคนข้ามเมืองเพื่อไปร่วมกลุ่มที่สนิทใจถูกชะตาได้บ่อยๆ
ไม่แปลกครับที่จะไม่ค่อยเข้าใจ เพราะไม่มีสื่อใหนที่ให้ความชัดเจนในมุมมองตรงนี้ครับ บางคนคงหวั่นๆประหม่าเวลาไปแจมไปเจอแล้วเห็นเค้าใส่เสื้อเหมือนกันมาเป็นฝุงๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยด้วยนัก แต่ผมยืนยันนั่งยันเลยว่านักปั่นตั้งแต่ระดับนุ๊งนิ๊งน่ารักจนถึงสิงห์สะสมถ้วยใจดีและยินดีสนทนากันแทบทั้งนั้นครับ

เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคว้าไปเป็นมุมมองเรียบร้อยแล้วด้วยครับ แต่ไม่ได้ลงละเอียดถึงความเป็นมาแบบที่ว่ามานี้ เพราะผมเชื่อว่ามีคนอีกมหาศาลที่ปั่นเอง ขี่เอง อยากลองออกก๊วน อยากหมอบแบบหล่อๆ

แต่ไม่รู้ ไม่กล้า กระจายอยู่เต็มไปหมดครับ ถ้าสังคมคนปั่นจักรยานเยอะขึ้น กิจกรรมก็จะมากขึ้น สายตาจากหน่วยงานก็มองมามากขึ้น งานแข่งงานทริปใหญ่ๆดีๆก็มากและดีขึ้น

ร้านค้าก็รวยขึ้น

จึงแค่อยากจะบอกว่า
มาปั่นเหอะครับ อย่าคิดมาก สงสัยอะไรก็เดินไปถามเค้าเอาเลย ไม่มีใครเอาจานหน้ามาเฉาะปากด้วยคำถามน่ารักๆว่าอยากปั่นด้วยต้องทำยังไงหรอกครับ
