สนนทนา Car Free Day กับเขาด้วยคน
โพสต์: 24 ก.ย. 2012, 00:52
ผมว่าเป้าหมายวัน Car Free Day ไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์มาเป็นใช้จักรยาน แต่เป้าหมายคือทำอย่างไรก็ได้เพื่อลดมลพิษบนถนน เมื่อ 4- 5ปีก่อนผมเคยเห็นผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งเดินทางโดยใช้โรลเล่อร์สเก็ตจากประตูน้ำไปทางทองหล่อ ผมเห็นเธอหลายครั้ง จนวันหนึ่งผมเห็นเธอเปลี่ยนมาใช้จักรยานเสือภูเขา หรือเมื่อไม่กี่วันนี้ผมเห็นข่างต่างประเทศน่าจะที่อเมริกามีผู้ชายคนหนึ่งเป็น Messenger ส่งเอกสารโดยการวิ่งไปส่งเอกสารที่ต่างๆ ตกวันละ 30 กม. แต่เขามีเป้าหมายเพื่อเป็นนักกีฬาวิ่งโอลิมปิก ดังนั้นวัน Car Free Day ควรเป็นการสื่อสารให้ชาวโลกเข้าใจว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใดก็ได้ให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด ไม่จำเป็นต้องหมายถึงใช้เพียงจักรยานเท่านั้น ในเมืองนอกนั้นการขี่จักรยานปิดถนนเขาเรียกว่า Critical Mass เป็นการสร้างความเอือมระอาแก่ผู้ใช้รถยนต์อย่างมาก ตำรวจเขาก็ไม่อยากจัดการเพราะมาเป็นกลุ่มใหญ่มาก แต่บางทีก็จัดการเหมือนกัน ผมเคยเห็นใน Youtube วิ่งมาเป็นกลุ่มใหญ่มาก แต่ตำรวจคนหนึ่งผลักจักรยานคันหนึ่งจนล้มแล้วนำตัวขึ้นศาล ปรากฏว่าศาลสั่งลงโทษฐานขับขี่กีดขวางและแถมโดนโทษฐานทำให้ตำรวจที่ผลักนั้นได้รับบาดเจ็บ เพราะการผลักนั้นทำให้ตำรวจเกิดถลอกที่ข้อศอก
การขี่จักรยานเป็นกลุ่มใหญ่ในวัน CFD ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่านี่คือการลดมลพิษ แต่การขี่ปิดถนนทุกช่องทางจนรถติดยาวเป็นหางว่าว กลับกลายเป็นว่าจักรยานเป็นสาเหตุทำให้เกิดมลพิษโดยทางอ้อม แม้เป็นวันหยุดแต่บางคนที่ขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์อาจมีธุระนัดหมายก็ได้ แทนที่จะเป็นการสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้คนที่ไม่ใช้จักรยานเกิดความสนใจและอยากลองมาใช้จักรยาน แต่กลับกลายสร้างรู้สึกด้านลบให้กับบางคนหรืออาจหลายคน
การเรียกร้องทางจักรยานก็เหมือนกัน ถ้ามีทางจักรยานจริง ๆ แล้วจะมีสักกี่คนที่เปลี่ยนใช้จักรยานในการเดินทางไปทำงานหรือไปทำธุระอะไรก็ตาม ผมขี่จักรยานไปทำงานทุกวันๆละ 27 กม.ตั้งแต่กลางปี 2552 บอกได้เลยว่าที่ผ่านมาจนทุกวันนี้เห็นคนใช้จักรยานไปทำงานจริง ๆ แค่ 3 คนเพราะเห็น 3 คนนี้เป็นระยะๆเสมอ คนอื่นนอกจาก 3 คนนี้ก็มีหลายคนเหมือนกันแต่ทำได้ไม่นานก็หายไป คาดว่าคงปั่นเอามันหรือเอา...
อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่สุดแล้วไม่นานก็เบื่อ ประเทศไทยต่างจากยุโรปหรือญี่ปุ่นเพราะที่นั่นอากาศเย็น บางคนใส่สูทขี่จักรยานด้วยซ้ำเขาจึงขี่กันมากมาย แต่ประเทศไทยอากาศร้อนเหงื่อแตกซิก หากมีทางจักรยานในกรุงเทพหรือที่จังหวัดอื่นๆแล้วถ้าเกิดกรณีปั่นๆไปแล้วเลิกแล้วมันจะคุ้มหรือไม่ที่รัฐต้องมาลงทุน หรือแบ่งช่องทางให้ถนนมันแคบลงแต่ไม่มีจักรยานวิ่งสักคันหรือนานๆทีก็วิ่งผ่านมาสักคันหรือสองคัน และอาจมีบางคนว่าฉันขี่จักรยานเข้ากลุ่มเป็นประจำจึงควรมีทางจักรยาน แต่ความจริงพวกปั่นเป็นกลุ่มนี้คงไม่วิ่งอยู่เฉพาะในช่องทางจักรยานอยู่แล้วเพราะมาเป็นกลุ่มใหญ่ และลองถามตัวเราเองว่าในหนึ่งปีหรือ 365 วัน ตัวเราจะออกมาใช้ทางจักรยานที่รัฐทำให้เราปีละกี่วัน
ดังนั้น มีวัน CFD มันก็ดี แต่คงอีกนานกว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะจัดปีละหนึ่งวัน(มั้ง) และจัดแล้วทำให้บางคนรำคาญ คนปั่นบางคนก็ขี่ปาดไปมาหรือยกล้อโชว์ สร้างภาพประทับใจด้านลบ ผมว่าคงประชาสัมพันธ์กันอีกนานกว่าจะบรรลุเป้าหมายไปทีละขึ้นทีละตอน วันนี้ผมเห็นจักรยานคันนึงวิ่งเดี่ยวมา ผมบอกให้แฟนดูที่จานหน้าสิ ยังสะอาดอยู่เลย ผมบอกแฟนว่าก็คงแค่วันนี้เท่านั้นล่ะ จบวันนี้แล้วก็คงจะเข้าสู่การใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ
หลายคนถามผมว่าทำไมขี่จักรยานมาทำงานแทนการใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ที่เคยใช้ ผมตอบว่าเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอบอย่างไม่กลัวเขาว่าผมเว่อร์เพราะผมคิดอย่างนั้นจริงๆ และผมบอกกับแฟนว่าที่ผมทำนี่ อีกเหตุผลนึงเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนได้เห็นว่า ถ้าคุณนึกอยู่ว่าอยากขี่จักรยานมาทำงาน ขอให้คุณลงมือทำเลย เพราะผมทำได้ คุณก็ทำได้ ปรากฏว่าผ่านมา 2 ปีนับจากผมเริ่มขี่มาทำงาน เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจากไม่เห็นด้วยกับการขี่จักรยานบนถนน กลับเริ่มสนใจจนซื้อจักรยานและร่วมขี่เป็นกลุ่มใหญ่ในวันหยุด สาเหตุเพราะเห็นผมขี่ทุกวันและเพื่อนเขาก็เล่นไตรกีฬา และมีอีกคนก็ซื้อจักรยานและเริ่มขี่ออกกำลังกาย เฮ้อ!ผมขี่ให้ดูมาตั้งเกือบ 3 ปีได้เพิ่มมาแค่ 2 คน แต่ก็ทำให้มีพนักงานหญิงใน Office บางคนแซวว่าผู้ชายในบริษัทนี้จะหุ่นดีกันหมดหรือไงเนี่ย ผู้หญิงกลับอ้วนแทนผู้ชาย
วันนี้ผมขี่มอเตอร์ไซด์เพราะมีนัดและช่วงบ่ายมีงานต่างจังหวัด และก็เจอกลุ่มจักรยานเป็นหมื่นคันได้มั้ง กว่าจะค่อย ๆ แกะกลุ่มออกไปได้ ทำให้เลยเวลานัดไปพอสมควร ท่านจะตำหนิผมว่าขี่มอเตอร์ไซด์แทรกเข้ามาทำไม Ok ยอมรับผิดก็ได้ เพราะผมก็ขี่จักรยานเหมือนกัน แต่บังเอิญผมไม่ใช่แนว CFD นะครับ เพราะแนวผมคือ CFVD (Car Free Every Days)
อยากเล่าความฝันอันน้อยนิด
ส่วนตัวผมไม่อยากได้ทางจักรยานแบบแบ่งเลน เรามีรถไฟฟ้า BTS บนอากาศ และมี MRT ใต้ดิน มีทางเดินเท้าใต้ BTS (เรียกว่าอะไร จำไม่ได้ Street Walk หรืออะไรสักอย่าง) ดูแล้วชัดเลยว่าถ้าเมืองไทยคิดจะทำอะไรก็ทำได้หมด ผมเคยคุยกับคุณฮาร์ทนักอ่านข่าว(เจอในงานสัมมนาด้านพลังงาน) เขาเสนอว่าควรมีทางจักรยานเลียบคลอง แต่ผมเสนอว่าควรทำทางจักรยานยกระดับแบบ BTS ไปเลย ให้ทำเลียบข้างทางถนนและทำเป็นสองชั้นคือไปและกลับคนละชั้น และมีหลังคาด้วยเพราะคนไทยไม่ทนร้อนไม่ชอบเจอแดดและฝน ทำทางเลียบคลองก็ยังเจอแดดและฝนอยู่ดี ทำยกระดับบนถนนเกือบทุกเส้นที่ควรจะทำ คุณฮาร์ทว่าลงทุนเป็นร้อยล้านเลยนะ แต่ผมคิดว่าเกิน 2,000 ล้าน สร้างรถไฟฟ้าเป็นเกินหมื่นล้านเรายังสร้างได้ สร้างแล้วยังไม่จบเพราะต้องใช้ไฟฟ้า รถไฟฟ้าหนึ่งโครงการใช้ไฟฟ้ามากเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า 1 โรง โรงไฟฟ้าก็ปล่อยของออกสู่บรรยากาศเหมือนกัน อย่าคิดว่าฉันไม่ใช้รถแล้ว ฉันช่วยชาติแล้ว มันไม่ใช่
ผมถามหลายคนแล้วไม่ว่าอายุน้อยหรือวัยกลางคน ทุกคนบอกว่าอยากขี่จักรยานมาทำงาน แต่กลัวรถบนถนน ไม่กล้า ไม่อยากเจอแดดและฝน แต่พอผมถามว่ามีทางยกระดับอย่างว่าและมีหลังคาให้ด้วย แล้วขี่ถึงที่หมายแล้วมีห้องอาบน้ำให้ด้วย เพราะออกกฎหมายควบคุมอาคารไปเลยให้ทุกอาคารสำนักงานจัดให้มีห้องอาบน้ำ รถจักรยานราคาถูกลงเพราะไม่เก็บภาษีหรือลดภาษี แบบนี้แล้วจะขี่มาทำงานมั้ย ทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า "เอา"
ลงทุนเยอะก็จริง แต่ได้ต้นทุนคืนกลับมาแน่นอนเพราะ
ข้อดี 1.ใช้น้ำมันน้อยลงลดการนำเข้า 2.นำเข้ายารักษาโรคน้อยลงเพราะคนแข็งแรงมากขึ้น 3.อาจติดตั้งโซล่าเซลบนหลังคาทางจักรยานลอยฟ้าและส่งไฟฟ้าเข้าระบบ ทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า 4.ขับขี่ไปทำงานเร็วขึ้นเพราะไม่มีรถตัดหน้าเข้าหรือออกจากซอย คือปลอดภัยกว่าบนถนนหลายเท่า 5. ไม่ต้องใช้รถ ประหยัดค่าน้ำมัน 6. ........นึกไม่ออก
ข้อเสีย 1. การลงทุนน้อยกว่าการสร้างรถไฟฟ้า เลยทำให้นักการเมืองป่วยเป็นไข้ไม่สบาย 2. ปี 2555 นี้ ปตท.ติดอันดับที่ 95 บริษัทใหญ่สุดของโลก อนาคตตั้งเป้าติดอันดับดาวโจนส์ ตัดเค้กฉลองที่โรงแรมแฟร์มองท์ เอ็ดมอนตัน แคนาดา แต่หากมีคนใช้จักรยานมากขึ้นก็จะขายเชื้อเพลิงได้น้อยลง หุ้นก็ตก อันดับก็ลดลง 3.ต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน เพราะทำแล้วไม่มีคนใช้หรือใช้น้อยก็ไม่คุ้ม 4. อาจมีอาชญากรรมเกิดขึ้นได้ง่าย เหมือนเกิดเหตุร้ายบนสะพาะลอย 5. มีแนวคิดที่เหนียวแน่นว่าต้องมีทางจักรยาน แต่ต้องลงทุนน้อยที่สุด 6. ...........นึกไม่ออก
จบแล้วครับ
การขี่จักรยานเป็นกลุ่มใหญ่ในวัน CFD ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่านี่คือการลดมลพิษ แต่การขี่ปิดถนนทุกช่องทางจนรถติดยาวเป็นหางว่าว กลับกลายเป็นว่าจักรยานเป็นสาเหตุทำให้เกิดมลพิษโดยทางอ้อม แม้เป็นวันหยุดแต่บางคนที่ขับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์อาจมีธุระนัดหมายก็ได้ แทนที่จะเป็นการสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้คนที่ไม่ใช้จักรยานเกิดความสนใจและอยากลองมาใช้จักรยาน แต่กลับกลายสร้างรู้สึกด้านลบให้กับบางคนหรืออาจหลายคน
การเรียกร้องทางจักรยานก็เหมือนกัน ถ้ามีทางจักรยานจริง ๆ แล้วจะมีสักกี่คนที่เปลี่ยนใช้จักรยานในการเดินทางไปทำงานหรือไปทำธุระอะไรก็ตาม ผมขี่จักรยานไปทำงานทุกวันๆละ 27 กม.ตั้งแต่กลางปี 2552 บอกได้เลยว่าที่ผ่านมาจนทุกวันนี้เห็นคนใช้จักรยานไปทำงานจริง ๆ แค่ 3 คนเพราะเห็น 3 คนนี้เป็นระยะๆเสมอ คนอื่นนอกจาก 3 คนนี้ก็มีหลายคนเหมือนกันแต่ทำได้ไม่นานก็หายไป คาดว่าคงปั่นเอามันหรือเอา...
อะไรก็แล้วแต่ แต่ที่สุดแล้วไม่นานก็เบื่อ ประเทศไทยต่างจากยุโรปหรือญี่ปุ่นเพราะที่นั่นอากาศเย็น บางคนใส่สูทขี่จักรยานด้วยซ้ำเขาจึงขี่กันมากมาย แต่ประเทศไทยอากาศร้อนเหงื่อแตกซิก หากมีทางจักรยานในกรุงเทพหรือที่จังหวัดอื่นๆแล้วถ้าเกิดกรณีปั่นๆไปแล้วเลิกแล้วมันจะคุ้มหรือไม่ที่รัฐต้องมาลงทุน หรือแบ่งช่องทางให้ถนนมันแคบลงแต่ไม่มีจักรยานวิ่งสักคันหรือนานๆทีก็วิ่งผ่านมาสักคันหรือสองคัน และอาจมีบางคนว่าฉันขี่จักรยานเข้ากลุ่มเป็นประจำจึงควรมีทางจักรยาน แต่ความจริงพวกปั่นเป็นกลุ่มนี้คงไม่วิ่งอยู่เฉพาะในช่องทางจักรยานอยู่แล้วเพราะมาเป็นกลุ่มใหญ่ และลองถามตัวเราเองว่าในหนึ่งปีหรือ 365 วัน ตัวเราจะออกมาใช้ทางจักรยานที่รัฐทำให้เราปีละกี่วัน
ดังนั้น มีวัน CFD มันก็ดี แต่คงอีกนานกว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะจัดปีละหนึ่งวัน(มั้ง) และจัดแล้วทำให้บางคนรำคาญ คนปั่นบางคนก็ขี่ปาดไปมาหรือยกล้อโชว์ สร้างภาพประทับใจด้านลบ ผมว่าคงประชาสัมพันธ์กันอีกนานกว่าจะบรรลุเป้าหมายไปทีละขึ้นทีละตอน วันนี้ผมเห็นจักรยานคันนึงวิ่งเดี่ยวมา ผมบอกให้แฟนดูที่จานหน้าสิ ยังสะอาดอยู่เลย ผมบอกแฟนว่าก็คงแค่วันนี้เท่านั้นล่ะ จบวันนี้แล้วก็คงจะเข้าสู่การใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ
หลายคนถามผมว่าทำไมขี่จักรยานมาทำงานแทนการใช้รถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ที่เคยใช้ ผมตอบว่าเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอบอย่างไม่กลัวเขาว่าผมเว่อร์เพราะผมคิดอย่างนั้นจริงๆ และผมบอกกับแฟนว่าที่ผมทำนี่ อีกเหตุผลนึงเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนได้เห็นว่า ถ้าคุณนึกอยู่ว่าอยากขี่จักรยานมาทำงาน ขอให้คุณลงมือทำเลย เพราะผมทำได้ คุณก็ทำได้ ปรากฏว่าผ่านมา 2 ปีนับจากผมเริ่มขี่มาทำงาน เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งจากไม่เห็นด้วยกับการขี่จักรยานบนถนน กลับเริ่มสนใจจนซื้อจักรยานและร่วมขี่เป็นกลุ่มใหญ่ในวันหยุด สาเหตุเพราะเห็นผมขี่ทุกวันและเพื่อนเขาก็เล่นไตรกีฬา และมีอีกคนก็ซื้อจักรยานและเริ่มขี่ออกกำลังกาย เฮ้อ!ผมขี่ให้ดูมาตั้งเกือบ 3 ปีได้เพิ่มมาแค่ 2 คน แต่ก็ทำให้มีพนักงานหญิงใน Office บางคนแซวว่าผู้ชายในบริษัทนี้จะหุ่นดีกันหมดหรือไงเนี่ย ผู้หญิงกลับอ้วนแทนผู้ชาย
วันนี้ผมขี่มอเตอร์ไซด์เพราะมีนัดและช่วงบ่ายมีงานต่างจังหวัด และก็เจอกลุ่มจักรยานเป็นหมื่นคันได้มั้ง กว่าจะค่อย ๆ แกะกลุ่มออกไปได้ ทำให้เลยเวลานัดไปพอสมควร ท่านจะตำหนิผมว่าขี่มอเตอร์ไซด์แทรกเข้ามาทำไม Ok ยอมรับผิดก็ได้ เพราะผมก็ขี่จักรยานเหมือนกัน แต่บังเอิญผมไม่ใช่แนว CFD นะครับ เพราะแนวผมคือ CFVD (Car Free Every Days)
อยากเล่าความฝันอันน้อยนิด
ส่วนตัวผมไม่อยากได้ทางจักรยานแบบแบ่งเลน เรามีรถไฟฟ้า BTS บนอากาศ และมี MRT ใต้ดิน มีทางเดินเท้าใต้ BTS (เรียกว่าอะไร จำไม่ได้ Street Walk หรืออะไรสักอย่าง) ดูแล้วชัดเลยว่าถ้าเมืองไทยคิดจะทำอะไรก็ทำได้หมด ผมเคยคุยกับคุณฮาร์ทนักอ่านข่าว(เจอในงานสัมมนาด้านพลังงาน) เขาเสนอว่าควรมีทางจักรยานเลียบคลอง แต่ผมเสนอว่าควรทำทางจักรยานยกระดับแบบ BTS ไปเลย ให้ทำเลียบข้างทางถนนและทำเป็นสองชั้นคือไปและกลับคนละชั้น และมีหลังคาด้วยเพราะคนไทยไม่ทนร้อนไม่ชอบเจอแดดและฝน ทำทางเลียบคลองก็ยังเจอแดดและฝนอยู่ดี ทำยกระดับบนถนนเกือบทุกเส้นที่ควรจะทำ คุณฮาร์ทว่าลงทุนเป็นร้อยล้านเลยนะ แต่ผมคิดว่าเกิน 2,000 ล้าน สร้างรถไฟฟ้าเป็นเกินหมื่นล้านเรายังสร้างได้ สร้างแล้วยังไม่จบเพราะต้องใช้ไฟฟ้า รถไฟฟ้าหนึ่งโครงการใช้ไฟฟ้ามากเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า 1 โรง โรงไฟฟ้าก็ปล่อยของออกสู่บรรยากาศเหมือนกัน อย่าคิดว่าฉันไม่ใช้รถแล้ว ฉันช่วยชาติแล้ว มันไม่ใช่
ผมถามหลายคนแล้วไม่ว่าอายุน้อยหรือวัยกลางคน ทุกคนบอกว่าอยากขี่จักรยานมาทำงาน แต่กลัวรถบนถนน ไม่กล้า ไม่อยากเจอแดดและฝน แต่พอผมถามว่ามีทางยกระดับอย่างว่าและมีหลังคาให้ด้วย แล้วขี่ถึงที่หมายแล้วมีห้องอาบน้ำให้ด้วย เพราะออกกฎหมายควบคุมอาคารไปเลยให้ทุกอาคารสำนักงานจัดให้มีห้องอาบน้ำ รถจักรยานราคาถูกลงเพราะไม่เก็บภาษีหรือลดภาษี แบบนี้แล้วจะขี่มาทำงานมั้ย ทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า "เอา"
ลงทุนเยอะก็จริง แต่ได้ต้นทุนคืนกลับมาแน่นอนเพราะ
ข้อดี 1.ใช้น้ำมันน้อยลงลดการนำเข้า 2.นำเข้ายารักษาโรคน้อยลงเพราะคนแข็งแรงมากขึ้น 3.อาจติดตั้งโซล่าเซลบนหลังคาทางจักรยานลอยฟ้าและส่งไฟฟ้าเข้าระบบ ทำให้ลดการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้า 4.ขับขี่ไปทำงานเร็วขึ้นเพราะไม่มีรถตัดหน้าเข้าหรือออกจากซอย คือปลอดภัยกว่าบนถนนหลายเท่า 5. ไม่ต้องใช้รถ ประหยัดค่าน้ำมัน 6. ........นึกไม่ออก
ข้อเสีย 1. การลงทุนน้อยกว่าการสร้างรถไฟฟ้า เลยทำให้นักการเมืองป่วยเป็นไข้ไม่สบาย 2. ปี 2555 นี้ ปตท.ติดอันดับที่ 95 บริษัทใหญ่สุดของโลก อนาคตตั้งเป้าติดอันดับดาวโจนส์ ตัดเค้กฉลองที่โรงแรมแฟร์มองท์ เอ็ดมอนตัน แคนาดา แต่หากมีคนใช้จักรยานมากขึ้นก็จะขายเชื้อเพลิงได้น้อยลง หุ้นก็ตก อันดับก็ลดลง 3.ต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน เพราะทำแล้วไม่มีคนใช้หรือใช้น้อยก็ไม่คุ้ม 4. อาจมีอาชญากรรมเกิดขึ้นได้ง่าย เหมือนเกิดเหตุร้ายบนสะพาะลอย 5. มีแนวคิดที่เหนียวแน่นว่าต้องมีทางจักรยาน แต่ต้องลงทุนน้อยที่สุด 6. ...........นึกไม่ออก
จบแล้วครับ
