การนำดีวีดีเก่า (หรือใหม่) มาเสนอขายในอินเตอร์เน็ต มี พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ฉบับครับ ฉบับแรกคือ พ.ร.บ.ภาพยนต์และวิดิทัศน์ 2551 (
http://www.teca.co.th/Download/video_law.pdf)อีกฉบับคือ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ 2537
1. ใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ ตาม ม.38 วรรคหนึ่ง “ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน” ซึ่ง ม.4 ได้ให้คำนิยามภาพยนตร์ไว้ว่า “วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียงซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องแต่ไม่รวมถึงวิดิทัศน์”
• ดีวีดีแข่งจักรยานดังกล่าวเข้าข่ายเป็นภาพยนตร์ ตามมาตรา 4
• แต่การขายบนอินเตอร์เน็ต ต้องพิสูจน์อยู่ 2 อย่างครับ คือ
1. ประกอบกิจการหรือไม่ ได้แก่การตั้งเป็นร้านค้า แผงลอยเป็นต้น
2. การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อในการซื้อขาย เรียกว่า การตั้งร้านค้าหรือประกอบกิจการหรือไม่
ซึ่งในกรณีนี้การขายบนอินเตอร์เน็ตเป็นกรณีที่ 2 ซึ่งคงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าการขายบนอินเตอร์เน็ตในลักษณะนี้เป็นการประกอบกิจการจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งต้องมาดูในส่วนของกระทู้ที่ตั้งน่ะครับว่า เป็นกระทู้แบบสมัครเล่น เอาของส่วนตัวมา หรือเป็นกระทู้แบบขายกันเยอะ ๆ ใครสั่งก็ได้ หรือเป็นเวปไซต์ (เท่าที่ทราบยังไม่มีฎีกากรณีถูกจับซื้อขายภาพยนตร์บนอินเตอร์เน็ต)
• เป็นการทำธุรกิจหรือไม่ เช่น ขายแผ่นสองแผ่น เป็นการประกอบธุรกิจหรือไม่ หากศาลพิเคราะห์ว่าการขายดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจ ก็เข้าองค์ประกอบ
• ต่อไปดูว่า มีใบอนุญาตหรือไม่ ถ้าไม่มีก็เข้าองค์ประกอบ
สรุปแล้วก็คือ ดูว่าเป็นการประกอบกิจการขาย(แผ่น)ภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจ และไม่มีใบอนุญาต ก็ผิดตามมาตรานี้
คราวนี้ถ้าผิดแล้วเป็นอย่างไร
โทษทางอาญาตาม ม.79 “ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาตรา 38 วรรคหนึ่ง หรือประกอบกิจการดังกล่าวในระหว่างถูกพักหรือใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่” จะเห็นว่าโทษต่ำสุด สองแสนบาท (ถ้ารับสารภาพและไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนศาลอาจลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือหนึ่งแสนบาท) อันนี้ผิดฐานไม่มีใบอนุญาตขายนะครับ
ส่วนของ ม.79 นี้เป็นโทษที่ค่อนข้างหนักและอาจจะไม่ยืดหยุ่นกับฐานความผิด อันนี้คงต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่างกฎหมาย(ก็คงจะเป็นสภานิติบัญญัติล่ะครับ) ให้พิจารณาแก้ไข ให้รัดกุม เหมาะสมกับเหตุกันล่ะครับ
ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ เป็นความผิดต่อแผ่นดิน มีอัยการเป็นโจทก์ และยอมความไม่ได้นะครับ
จบไปหนึ่งเรื่อง
ต่อไปเรื่องลิขสิทธิ์
2. เรื่องของลิขสิทธิ์ (
http://www.tmd.go.th/documents/copyright.pdf) ต้องมีผู้เสียหายคือเจ้าของลิขสิทธิ์มาร้องเรียนนะครับ (ถ้าไม่มีผู้เสียหายมาร้อง ก็ไม่ต้องพิจารณา และก็สามารถยอมความกันได้)ในกรณีนี้แบ่งเป็นสองส่วน
• ส่วนแรก หากดีวีดีนี้เป็นดีวีดีที่ถูกต้อง มีลิขสิทธิ์ การขายถือว่าเป็นการขายทรัพย์สิทธิ (คือขายสมบัติของเราซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ขายแล้ว และท่านมีสิทธิในเฉพาะทรัพย์นั้น คือ แผ่นดีวีดี เฉพาะแผ่นนั้น ๆ นั่นเอง) การขายกรณีนี้ ไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
• ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31(1) “มาตรา 31 ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้ (1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อหรือเสนอให้เช่าซื้อ” ความหมายก็คือ (แบบย่อ ๆ นะครับ) หากผู้ขายรู้อยู่แล้วว่าเป็นแผ่น copy แล้วยังนำไปขาย ก็เข้าข่าย มาตรา 31(1) แต่ยังไม่ง่ายขนาดนั้นนะครับ ผู้กล่าวหาต้องพิสูจน์ให้ได้เสียก่อนว่า เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทำการฟ้องหรือไม่ด้วยนะครับ เช่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ต้องถูกต้องจริง ๆ ถ้าถูกต้องส่วนมากก็มีการมอบอำนาจช่วงกันหลายต่อ แล้วต้องดูว่าหมดอายุหรือไม่ด้วยนะครับ เช่น ผู้มีลิขสิทธิ์ต่างประเทศมอบอำนาจให้บริษัทในไทย บริษัทในไทยมอบอำนาจให้ นาย ก. มาฟ้องเป็นต้น
หากครบองค์ประกอบทั้งหมดแล้วความผิดเป็นอย่างไร ดู
“มาตรา 70 ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทั้งหมดนี้หมายถึงกระบวนการขึ้นสู่ศาลนะครับ อย่างกรณีเช่นว่าข้างต้นเมื่อถึงศาลแล้วน่าจะยกฟ้อง แต่เรื่องของเรื่องคือมันจะไปจบกันก่อนขึ้นสู่ศาลกันน่ะสิครับ เช่นมีการยอมความกันก่อน จะโดยเต็มใจ หรือจำใจ (แต่ส่วนมากน่าจะจำใจ) หรือเพื่อไม่ให้เรื่องมันมากหรือยืดเยื้อ โดยผู้ถูกกล่าวหาต้องจ่าย ๆ ไปเพื่อให้เรื่องจบ ๆ ไปจบก่อนเรื่องสู่ศาลน่ะสิครับ