ไปไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวงกันเถอะ ว่าแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่า เราจะไปไหว้พระที่ไหนกันบ้าง
1. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
"ไหว้พระขอพร 9 พระอารามหลวง" บริเวณ พระอารามหลวง รอบเกาะรัตนโกสินทร์
"วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" หรือที่รู้จักกันดีว่า "วัดพระแก้ว" ตามคติที่ว่า "เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย" เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว พบเจอวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกไม้
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65526.jpg
2. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ต่อมาคือ "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม" หรือ "วัดโพธิ์"ตามคติที่ว่า "ร่มเย็นเป็นสุข" จัดเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ทั้งยังเปรียบเสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย เนื่องจากเป็นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 9 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65527.jpg
3. วัดบวรนิเวศวิหาร
ตามคติที่ว่า "พบแต่สิ่งดีงานในชีวิต"สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 สร้างขึ้นด้วยศิลปะไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์ คือ พระประธาน อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน เพชรบุรี และ พระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกบัว 3 ดอก
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65528.jpg
4. วัดสระเกศ
พระอารามหลวงแห่งต่อมาคือ "วัดสระเกศ" ตามคติที่ว่า "เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล" ทั้งนี้ วัดสระเกศ ถือเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมชื่อ วัดสะแก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ซึ่งแปลว่า ชำระพระเกศา เนื่องจากเคยประทับทำพิธีพระกระยาสนาน เมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติใน พ.ศ. 2325
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกบัว 3 ดอก
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65529.jpg
5.วัดอรุณราชวราราม
ถัดมาคือ "วัดอรุณราชวราราม" ตามคติที่ว่า "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกวันคืน" ถือเป็น พระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ พระอารามหลวงแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เดิมชื่อว่า"วัดมะกอก" ต่อมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2310ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดแจ้ง" และได้ขยายเขตพระราชฐาน จนวัดแจ้งกลายเป็นวัดในพระราชวัง ครั้นในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง และทรงพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม"
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 3 ดอก เทียนคู่
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65530.jpg
6.วัดสุทัศน์เทพวราราม
พระอารามแห่งที่ 6 คือ วัด "สุทัศน์เทพวราราม"ตามคติที่ว่า "วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป" ถือเป็นวัดที่อยู่ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ตามตำรับมหาพิชัยสงคราม เพื่อให้เป็นวัดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ การก่อสร้างได้สำเร็จตามแผนผังที่กำหนดไว้ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากการวางผังที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จึงทำให้ได้รับการยกย่องเป็น วัดที่มีการวางผังได้สัดส่วนสวยงามที่สุด
พระอุโบสถภายในวัดสุทัศน์เทพวราราม ถือว่าเป็นพระอุโบสถที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมที่สวยงามของช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานนามว่า "พระพุทธตรีโลกเชษฐ" หล่อโลหะปางมารวิชัยเบื้องหน้าประดิษฐานพระอสีติมหาสาวก 80 องค์
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65531.jpg
7.วัดชนะสงคราม
ต่อมาคือ "วัดชนะสงคราม" ตามคติที่ว่า "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง" เดิมชื่อ "วัดกลางนา" ถือเป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ราชวรมหาวิหาร มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากรัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งพระราชคณะฝ่ายรามัญเป็นผู้ดูแล คนทั่วไปจึงเรียกตามภาษามอญว่า "วัดตองปุ"
เมื่อสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงกรีฑาทัพกลับพระนครหลังจากทรงมีชัยในสงคราม 9 ทัพ ทรงทำพิธีสรงน้ำและเปลี่ยนเครื่องทรงตามพระราชพิธีโบราณที่วัดแห่งนี้ก่อน เสด็จเข้าพระบรมมหาราชวัง จึงทรงโปรดฯ ให้บูรณะพระอารามใหม่เมื่อปี 2330 จากนั้นรัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชทานนามว่า "วัดชนะสงคราม"
ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐาน "พระพุทธนรสีหจรีโลกเชฏฐ์" เป็นพระประธานที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำด้วยปูนปั้นแล้วบุด้วยดีบุกลงรักปิดทองปางมารวิชัย ที่ฐานชุกชีมีพระพุทธรูปโบราณซึ่งสร้างสมัยเดียวกันประดิษฐานล้อมรอบ 15 องค์
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกบัว 1 ดอก(พระประธานภายในโบสถ์) เครื่องสักการะสำหรับเคารพรูปสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท คือ ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกบัว 1 ดอก
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65533.jpg
8.วัดระฆังโฆสิตาราม
ถัดมาคือ "วัดระฆังโฆสิตาราม"ตามคติที่ว่า "มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนนิยมชมชอบ" จัดเป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร สำหรับวัดระฆังโฆสิตาราม เดิมชื่อ "วัดบางว้าใหญ่" สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่งซึ่งมีเสียงไพเราะมากจึงทรงให้นำไปไว้ที่วัดพระแก้ว โดยทรงสร้างระฆัง 5 ลูกมาไว้ที่วัดแทน แล้วพระราชทานนามว่า "วัดระฆังโฆสิตาราม" เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้เปลี่ยนเป็น "วัดราชคุณฑิยาราม" ( คัณฑิแปลว่า ระฆัง ) แต่คนทั่วไปไม่นิยมยังคงเรียกกันว่า "วัดระฆัง" มาจนทุกวันนี้
สำหรับเครื่องสักการะคือ ธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65534.jpg
9.วัดกัลยาณมิตร
ส่วนพระอารามหลวงแห่งสุดท้ายคือ "วัดกัลยาณมิตร" ตามคติที่ว่า "เดินทางปลอดภัย มีมิตร
http://hilight.kapook.com/admin_hilight ... _65535.jpg