Slow Life Touring - ใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ ตามเส้นทาง ความสวยงามของธรรมชาติที่ใกล้ตัว - ไปตกทะเลกรุงเทพฯ มา
โพสต์: 04 เม.ย. 2012, 09:08
"Slow Life Touring"
การท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรัด
ใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ ตามเส้นทาง ไม่เร่งรีบ ไม่เร่งร้อน ทำเวลา แล้วคุณจะพบความสวยงามของธรรมชาติ ที่อยู่ไม่ไกลตัวคุณเลย
นับย้อนไปสิบกว่าปี ผมเป็นคนชอบเที่ยว ชอบกางเต้นท์ ลุยป่า ชมธรรมชาติ เรียกว่า อุทยานแห่งชาติส่วนใหญ่ไปมาเกือบครบ (ในยุคนั้น)
พกกล้อง 1 ตัว Nikon F90X กล้องฟิลม์ตัวท็อปของระดับสมัครเล่น
การถ่ายภาพแต่ละครั้ง ค่อยๆ บรรจงถ่าย ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัว
ไม่เคยเร่งรีบ มีเวลาเสมอกับธรรมชาติ
ผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าผมเปลี่ยนไปเมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็เปลี่ยนไปแล้ว ผมกลายเป็นพวกทัวร์จิ้มจุ่ม ไปซะแล้ว
อยากไปดู ไปเห็นหลายๆ ที่ แต่ละที่ใช้เวลาไม่นาน
ถามว่าสนุกไหม ก็สนุกดี แต่ถามว่าได้อะไรไหม เราก็คงได้แค่ชื่อว่าเคยมาเคยไป ณ ที่แห่งนั้น
จวบจนได้มาปั่นจักรยาน ความรู้สึก แบบเดิมๆ ก็เริ่มกลับมา
วันนี้เราทำอะไรอยู่ เราเป็นอะไรไป เรากลายเป็นนักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยตั้งแต่เมื่อไรกัน
ผมจึงตั้งใจกลับไปเป็นคนเดิม คนที่ท่องเที่ยวแบบซึมซับบรรยากาศ คนที่ท่องเที่ยวแบบปล่อยให้เวลาไหลไปช้าๆ แล้วเฝ้าดู มองดู เรียนรู้ ศึกษา
หยุดชีวิตให้ช้าลง เพราะ
"โลกมันไม่เคยหมุนเร็วกว่าเดิม แต่เราต่างหากที่เร่งรีบและพยายามให้โลกหมุนเร็วเท่าเรา"
Slow Life Touring จึงเป็นการท่องเที่ยวแบบใช้ชีวิตที่หมุนไปตามโลก เรียนรู้ สัมผัส ใส่ใจ มองโลกในแบบที่โลกเป็น
ผมจึงตั้งใจทำกระทู้นี้ เพื่อเป็นบันทึกการเดินทาง ที่ทุกท่านสามารถใช้เป็นคู่มือ ท่องเที่ยวตามได้ - แต่ประสบการณ์ในเส้นทางเดียวกัน ที่แต่ละท่านสัมผัสได้ อาจแตกต่างกัน ดังนั้น แม้เส้นทางที่ผมทำไว้ จะเป็นเส้นทางที่ท่านเคยปั่นผ่าน ก็ลองปั่นอีกที เพียงแต่คราวนี้ ปรับเวลาของเรา ให้หมุนไปช้าๆ พร้อมกับโลก
การท่องเทียวแบบ Slow Life คืออะไร
ความจริงอาจมีหลายนิยาม ตามแต่ความเข้าใจของแต่ละท่าน รูปแบบ Slow Life ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะชีวิตของแต่ละคน หมุนเร็วไม่เท่ากัน
ดังนั้นในนิยามของผม ผมวางแนว Slow Life Touring ไว้ดังนี้ครับ
1. จุดมุ่งหมาย(สถานที่) "ไม่ได้" มีไว้พุ่งชน ในแต่ละทริป แต่ละวันที่ปั่น ไม่จำเป็นต้อง กำหนดว่า เราจะต้องปั่นได้ระยะทางเท่าใด ชีวิตช้าๆ อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่สถิติระยะทาง จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราต้องตั้งหน้าตั้งตาปั่นไป 100 กิโลเมตร เพื่อไปท่องเที่ยว ณ จุดมุ่งหมาย เพียง 1 ชั่วโมง แล้วปั่นกลับอีก 100 กิโลเมตร
แล้วบอกตัวเองว่า วันนี้ฉันปั่นไปเที่ยวมา 200 กิโลเมตร น่าภาคภูมิใจไหม ก็น่าภาคภูมิใจ แต่เคยไหมที่เพื่อนเราถามว่า "อ้าวแล้วไว้แวะร้าน...หรือเปล่า ร้านนี้อร่อยนะ"
แล้วเราก็ งง ว่า มีร้านนี้ด้วยหรือ อยู่ตรงไหนนะ
หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่คุณไป มันกลายเป็น เป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบ ทำระยะทาง ว้นหนึ่งฉันจะปั่นไปได้ไกลเท่าไร
แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบซึมซับอย่างช้าๆ
2. ปั่นให้เร็วเท่าที่คุณจะเรียนรู้ธรรมชาติ และบรรยากาศรอบๆ ตัว ความเร็วในการปั่นทริปแบบ Slow Life นั้น ไม่ได้จำกัดว่า ต้องทำความเร็วได้เท่าไร อาจมีประเด็นอ้างอิงแค่เรื่องของร้านอาหารที่ต้องเติมพลัง ว่าควรปั่นให้ถึงร้านกี่โมง เพื่อเติมพลังให้เราปั่นต่อได้ (แต่ถ้าผูกข้าวไปทานเอง ประเด็นนี้ก็ไม่ต้องคิด)
แต่ขอให้ปั่นให้เร็วพอที่จะไม่เหนื่อย เร็วพอที่จะมองเห็นและศึกษาธรรมชาติ ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัว และเร็วพอที่จะหยุดอย่างปลอดภัย ในเวลาที่เราต้องการหยุดเพื่อชมบรรยากาศ
3. วางแผนการเดินทางให้หลวม มีเวลาพักให้นานพอ แน่นอนว่า Slow Life Touring ด้วยจักรยาน จะปล่อยให้เวลาไหลไปเหมือนการใช้พาหนะอื่นๆ ไม่ได้ เพราะเรามีปัจจัยเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นสำคัญ จะต้องเผื่อเวลาให้เดินทางกลับหรือถึงที่พักไม่มืด ถึงที่พักในเวลาที่ปลอดภัย
ดังนั้นก่อนเริ่มต้นทริปควรวางแผนการเดินทางไว้ให้เหมาะกับกำลังของตัวเอง และกำหนดจุดเที่ยวชม ไว้คร่าวๆ บวกเวลาไว้ให้นานพอ
ถ้าเดินทางจริงๆ แล้วพบว่า เวลาไม่ตรงกับที่วางแผนไว้ ก็ไม่ต้องกังวล (ถ้ากังวล สุดท้ายก็จะกลายเป็นทัวร์จิ้มจุ่ม) แต่ขอให้คิดว่า เราได้ซึมซับบรรยากาศเพียงพอหรือยัง อยู่ให้นานพอที่คิดว่า เราได้เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้แล้ว
หากกระทบเวลา ก็เลื่อนหรือตัดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงท้ายๆ ออก แล้วคำนวณการเดินทางให้เหมาะสม
เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณท่องเที่ยวแบบ Slow Life ได้ง่ายขึ้น
บางครั้งเราติดนิสัยเดิมๆ ท่องเที่ยวแบบเดิมๆ มาเป็นสิบปี คงยากที่จะเปลี่ยน แต่ก็มีเครื่องมือช่วยให้เราเริ่มท่องเที่ยวแบบ Slow Life ได้คือ
1. สมุดและปากกา จดบันทึกการเดินทาง จดมัน ณ ตรงนั้น ไม่ใช่เขียนเป็นบทความ แต่จดสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ อาจ Drawing หรือ เขียนเป็นข้อความก็ได้ ระหว่างที่เราจดบันทึก จะช่วยให้เราได้ทบทวน สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ได้เห็น อาจเกิดคำถาม เกิดมุมมองใหม่ๆ
2. กล้องถ่ายรูป ระหว่างทาง มองหาภาพสวยๆ ก็จะช่วยให้เรา ลืมความเร็ว ลืมความเหนื่อย ลืมจุดมุ่งหมาย เพราะเรามองปัจจุบัน ไม่ใช่มองอนาคตไปที่สถานที่ที่เราตั้งใจไป แถมด้วยเมื่อจบทริปกลับมา เราอาจมีภาพสวยๆ ในมุมมองที่ไม่มีใครเห็น หรือพลาดไป
ถ้าเจอมุมสวยๆ ก็จอดถ่าย อย่าเอาประเด็นเวลาที่คิดว่า เดี๋ยวไปถึงที่หมายไม่ทัน มาเป็นตัวรั้งเรา เพราะไอ้ความเร่งรีบในการไปให้ถึงที่หมาย เพียงเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า "ไปถึง" มันไม่ใช่หัวใจของการท่องเที่ยวแบบ Slow Life
3. ปาก การพูดคุย กับคนในท้องถิ่น ช่วยให้เราเรียนรู้ได้มากกว่าแค่มอง แค่ชม เราอาจได้เรื่องเล่าสนุกๆ จากคุณยาย เริ่มต้นง่ายๆ จากร้านค้า ร้านอาหาร ที่เราไปจับจ่ายใช้สอยนั้นละ อาจได้อะไรดีๆ มามากมาย อาจได้เส้นทางใหม่ ให้ลองปั่น แม้ว่าไปแล้วตันก็ตาม
สารบัญทริปท่องเที่ยวแบบ Slow Life
ทริป 1 - ตลาดระแหง 100 ปี วัดเจดีย์หอย
ทริป 1.5 - ทำสำรวจเส้นทางไหว้พระ 9 วัด ใน อ.บางกรวย
ทริป 2 - ตลาดวัดลำพญา ตามหา "นกกระจาบทอง"
ทริป 3 -บางขุนเทียนชายทะเล จักรยานผมถึงทะเลมาแล้วครับ
ทริป 4 - ตามกันต่อไปครับ
การท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรัด
ใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ ตามเส้นทาง ไม่เร่งรีบ ไม่เร่งร้อน ทำเวลา แล้วคุณจะพบความสวยงามของธรรมชาติ ที่อยู่ไม่ไกลตัวคุณเลย
นับย้อนไปสิบกว่าปี ผมเป็นคนชอบเที่ยว ชอบกางเต้นท์ ลุยป่า ชมธรรมชาติ เรียกว่า อุทยานแห่งชาติส่วนใหญ่ไปมาเกือบครบ (ในยุคนั้น)
พกกล้อง 1 ตัว Nikon F90X กล้องฟิลม์ตัวท็อปของระดับสมัครเล่น
การถ่ายภาพแต่ละครั้ง ค่อยๆ บรรจงถ่าย ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัว
ไม่เคยเร่งรีบ มีเวลาเสมอกับธรรมชาติ
ผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าผมเปลี่ยนไปเมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็เปลี่ยนไปแล้ว ผมกลายเป็นพวกทัวร์จิ้มจุ่ม ไปซะแล้ว
อยากไปดู ไปเห็นหลายๆ ที่ แต่ละที่ใช้เวลาไม่นาน
ถามว่าสนุกไหม ก็สนุกดี แต่ถามว่าได้อะไรไหม เราก็คงได้แค่ชื่อว่าเคยมาเคยไป ณ ที่แห่งนั้น
จวบจนได้มาปั่นจักรยาน ความรู้สึก แบบเดิมๆ ก็เริ่มกลับมา
วันนี้เราทำอะไรอยู่ เราเป็นอะไรไป เรากลายเป็นนักท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยตั้งแต่เมื่อไรกัน
ผมจึงตั้งใจกลับไปเป็นคนเดิม คนที่ท่องเที่ยวแบบซึมซับบรรยากาศ คนที่ท่องเที่ยวแบบปล่อยให้เวลาไหลไปช้าๆ แล้วเฝ้าดู มองดู เรียนรู้ ศึกษา
หยุดชีวิตให้ช้าลง เพราะ
"โลกมันไม่เคยหมุนเร็วกว่าเดิม แต่เราต่างหากที่เร่งรีบและพยายามให้โลกหมุนเร็วเท่าเรา"
Slow Life Touring จึงเป็นการท่องเที่ยวแบบใช้ชีวิตที่หมุนไปตามโลก เรียนรู้ สัมผัส ใส่ใจ มองโลกในแบบที่โลกเป็น
ผมจึงตั้งใจทำกระทู้นี้ เพื่อเป็นบันทึกการเดินทาง ที่ทุกท่านสามารถใช้เป็นคู่มือ ท่องเที่ยวตามได้ - แต่ประสบการณ์ในเส้นทางเดียวกัน ที่แต่ละท่านสัมผัสได้ อาจแตกต่างกัน ดังนั้น แม้เส้นทางที่ผมทำไว้ จะเป็นเส้นทางที่ท่านเคยปั่นผ่าน ก็ลองปั่นอีกที เพียงแต่คราวนี้ ปรับเวลาของเรา ให้หมุนไปช้าๆ พร้อมกับโลก
การท่องเทียวแบบ Slow Life คืออะไร
ความจริงอาจมีหลายนิยาม ตามแต่ความเข้าใจของแต่ละท่าน รูปแบบ Slow Life ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะชีวิตของแต่ละคน หมุนเร็วไม่เท่ากัน
ดังนั้นในนิยามของผม ผมวางแนว Slow Life Touring ไว้ดังนี้ครับ
1. จุดมุ่งหมาย(สถานที่) "ไม่ได้" มีไว้พุ่งชน ในแต่ละทริป แต่ละวันที่ปั่น ไม่จำเป็นต้อง กำหนดว่า เราจะต้องปั่นได้ระยะทางเท่าใด ชีวิตช้าๆ อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่สถิติระยะทาง จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราต้องตั้งหน้าตั้งตาปั่นไป 100 กิโลเมตร เพื่อไปท่องเที่ยว ณ จุดมุ่งหมาย เพียง 1 ชั่วโมง แล้วปั่นกลับอีก 100 กิโลเมตร
แล้วบอกตัวเองว่า วันนี้ฉันปั่นไปเที่ยวมา 200 กิโลเมตร น่าภาคภูมิใจไหม ก็น่าภาคภูมิใจ แต่เคยไหมที่เพื่อนเราถามว่า "อ้าวแล้วไว้แวะร้าน...หรือเปล่า ร้านนี้อร่อยนะ"
แล้วเราก็ งง ว่า มีร้านนี้ด้วยหรือ อยู่ตรงไหนนะ
หากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่คุณไป มันกลายเป็น เป้าหมายของการท่องเที่ยวแบบ ทำระยะทาง ว้นหนึ่งฉันจะปั่นไปได้ไกลเท่าไร
แต่ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบซึมซับอย่างช้าๆ
2. ปั่นให้เร็วเท่าที่คุณจะเรียนรู้ธรรมชาติ และบรรยากาศรอบๆ ตัว ความเร็วในการปั่นทริปแบบ Slow Life นั้น ไม่ได้จำกัดว่า ต้องทำความเร็วได้เท่าไร อาจมีประเด็นอ้างอิงแค่เรื่องของร้านอาหารที่ต้องเติมพลัง ว่าควรปั่นให้ถึงร้านกี่โมง เพื่อเติมพลังให้เราปั่นต่อได้ (แต่ถ้าผูกข้าวไปทานเอง ประเด็นนี้ก็ไม่ต้องคิด)
แต่ขอให้ปั่นให้เร็วพอที่จะไม่เหนื่อย เร็วพอที่จะมองเห็นและศึกษาธรรมชาติ ซึมซับบรรยากาศรอบๆ ตัว และเร็วพอที่จะหยุดอย่างปลอดภัย ในเวลาที่เราต้องการหยุดเพื่อชมบรรยากาศ
3. วางแผนการเดินทางให้หลวม มีเวลาพักให้นานพอ แน่นอนว่า Slow Life Touring ด้วยจักรยาน จะปล่อยให้เวลาไหลไปเหมือนการใช้พาหนะอื่นๆ ไม่ได้ เพราะเรามีปัจจัยเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นสำคัญ จะต้องเผื่อเวลาให้เดินทางกลับหรือถึงที่พักไม่มืด ถึงที่พักในเวลาที่ปลอดภัย
ดังนั้นก่อนเริ่มต้นทริปควรวางแผนการเดินทางไว้ให้เหมาะกับกำลังของตัวเอง และกำหนดจุดเที่ยวชม ไว้คร่าวๆ บวกเวลาไว้ให้นานพอ
ถ้าเดินทางจริงๆ แล้วพบว่า เวลาไม่ตรงกับที่วางแผนไว้ ก็ไม่ต้องกังวล (ถ้ากังวล สุดท้ายก็จะกลายเป็นทัวร์จิ้มจุ่ม) แต่ขอให้คิดว่า เราได้ซึมซับบรรยากาศเพียงพอหรือยัง อยู่ให้นานพอที่คิดว่า เราได้เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้แล้ว
หากกระทบเวลา ก็เลื่อนหรือตัดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงท้ายๆ ออก แล้วคำนวณการเดินทางให้เหมาะสม
เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณท่องเที่ยวแบบ Slow Life ได้ง่ายขึ้น
บางครั้งเราติดนิสัยเดิมๆ ท่องเที่ยวแบบเดิมๆ มาเป็นสิบปี คงยากที่จะเปลี่ยน แต่ก็มีเครื่องมือช่วยให้เราเริ่มท่องเที่ยวแบบ Slow Life ได้คือ
1. สมุดและปากกา จดบันทึกการเดินทาง จดมัน ณ ตรงนั้น ไม่ใช่เขียนเป็นบทความ แต่จดสิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจ อาจ Drawing หรือ เขียนเป็นข้อความก็ได้ ระหว่างที่เราจดบันทึก จะช่วยให้เราได้ทบทวน สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ได้เห็น อาจเกิดคำถาม เกิดมุมมองใหม่ๆ
2. กล้องถ่ายรูป ระหว่างทาง มองหาภาพสวยๆ ก็จะช่วยให้เรา ลืมความเร็ว ลืมความเหนื่อย ลืมจุดมุ่งหมาย เพราะเรามองปัจจุบัน ไม่ใช่มองอนาคตไปที่สถานที่ที่เราตั้งใจไป แถมด้วยเมื่อจบทริปกลับมา เราอาจมีภาพสวยๆ ในมุมมองที่ไม่มีใครเห็น หรือพลาดไป
ถ้าเจอมุมสวยๆ ก็จอดถ่าย อย่าเอาประเด็นเวลาที่คิดว่า เดี๋ยวไปถึงที่หมายไม่ทัน มาเป็นตัวรั้งเรา เพราะไอ้ความเร่งรีบในการไปให้ถึงที่หมาย เพียงเพื่อตอบโจทย์ที่ว่า "ไปถึง" มันไม่ใช่หัวใจของการท่องเที่ยวแบบ Slow Life
3. ปาก การพูดคุย กับคนในท้องถิ่น ช่วยให้เราเรียนรู้ได้มากกว่าแค่มอง แค่ชม เราอาจได้เรื่องเล่าสนุกๆ จากคุณยาย เริ่มต้นง่ายๆ จากร้านค้า ร้านอาหาร ที่เราไปจับจ่ายใช้สอยนั้นละ อาจได้อะไรดีๆ มามากมาย อาจได้เส้นทางใหม่ ให้ลองปั่น แม้ว่าไปแล้วตันก็ตาม
สารบัญทริปท่องเที่ยวแบบ Slow Life
ทริป 1 - ตลาดระแหง 100 ปี วัดเจดีย์หอย
ทริป 1.5 - ทำสำรวจเส้นทางไหว้พระ 9 วัด ใน อ.บางกรวย
ทริป 2 - ตลาดวัดลำพญา ตามหา "นกกระจาบทอง"
ทริป 3 -บางขุนเทียนชายทะเล จักรยานผมถึงทะเลมาแล้วครับ
ทริป 4 - ตามกันต่อไปครับ