ไม่รู้ชอบแนวนี้ป่าว แปะ อิอิ
จักรยานเปลี่ยนชีวิต
ทันทีที่ฝนโปรยปรายลงมา เสียงต่างๆที่ผมได้ยินอยู่ขณะนั้นจึงถูกแทนที่ด้วยเสียงสายฝนพรำ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของทิวไม้ต้องลม
เสียงแมลงตามริมทาง เสียงล้อจักรยานบดถนน เสียงหอบหายใจ ไม่เว้นแม้แต่เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำของผม ณ ชั่วขณะนั้น
มันทำให้ผมรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย เพราะปลายทางข้างหน้าอีกไม่ไกลแต่เมื่อเหลียวหลังไปผมยังมองไม่เห็นเพื่อนร่วมทาง
ผมควรจะทำเช่นไร ขึ้นไปรอข้างบนยอดภูหรือเลี้ยวจักรยานย้อนไปดูเขาข้างล่าง
ซึ่งหมายความว่าระยะทางที่ผมทิ้งห่างเขามาผมจะต้องปั่นขึ้นมาอีกหน
ผมควรจะทำอย่างไรดี...
ย้อนกลับไปหลายปีเมื่อตอนที่ผมได้เข้ามาทำงานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายใหม่ๆ ตอนนั้นมีโครงการแปลกๆเกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ
ให้เจ้าหน้าที่สามารถซื้อจักรยานเสือภูเขาราคาเงินสดได้ด้วยการผ่อนชำระรายเดือน ไม่รู้ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่ผมมาทราบภายหลังว่าระดับผู้บริหารหลายคนของ รพร.ด่านซ้ายแห่งนี้ เคยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานมาพอสมควร
นั่นเป็นเสือภูเขาคันแรกในชีวิตของผม ซึ่งจุดประสงค์ของการซื้อครั้งนั้นเพียงแค่ต้องการใช้ปั่นจากที่พักไปทำงาน และปั่นเที่ยวเล่นไปตามเส้นทางต่างๆ
ในอำเภอด่านซ้าย รัศมีทำการไม่เกิน 5 กิโลเมตร เท่านั้น ก่อนหน้านี้ผมเคยออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาหลายอย่าง
อาทิเช่น ฟุตบอล แบดมินตัน วิ่งจ๊อกกิง เป็นต้น เล่นเป็นหลายอย่างแต่ไม่ได้เก่งกาจอะไร ด้วยรูปร่างที่ผอมกะหร่องของผม
พอเล่นอะไรแล้วมักทำให้ไม่มั่นใจตัวเองอยู่เสมอ จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า มันจะมีกีฬาอะไรสักอย่างบ้างไหมที่ทำให้เราเล่นอย่างมั่นใจ
ในศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งได้มาสัมผัสกับกีฬาจักรยาน
มันทำให้ความคิดและวิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง…
แล้วเสือภูเขาคันที่ 2 ก็ตามมาหลังจากนั้น 1 ปีให้หลังเมื่อโครงการแปลกๆที่ว่ายังดำเนินต่อไป เหตุผลที่ซื้อคันที่ 2 เพียงเพราะ
เอาคันแรกกลับไปให้พ่อใช้ที่บ้านเกิด ในช่วงนั้นเองที่ผมเริ่มสังเกตเห็นกลุ่มคนประหลาดแต่งตัวแปลกๆด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด
พร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกันครบชุด พากันปั่นจักรยานแบบชนิดที่ว่าความเร็วน้องๆรถมอเตอร์ไซด์ หลายคนในพวกนั้นมีเจ้าหน้าที่ของ
รพร.ด่านซ้ายรวมอยู่ด้วยผมขอสารภาพตามตรงว่าเคยคิดเช่นนี้ “ให้ตายก็จะไม่ยอมแต่งตัวแบบนั้นเด็ดขาด”
แล้วก็มีคันที่ 3 ตามมา เป็นการซื้อให้คู่ชีวิตใช้ มาถึงตรงนี้ผมเริ่มคิดแล้วว่า โครงการนี้มันคงมีดีอยู่ในตัว ไม่งั้นคงไม่ต่อเนื่องมาถึง3 ปีแน่
และยอดสั่งซื้อจักรยานแต่ละปีก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย
ลักษณะการใช้จักรยานของผมก็ยังคงไว้ด้วยวัตถุประสงค์เดิมไม่เปลี่ยน
ราว 2 ปีก่อนวัตถุประสงค์การปั่นจักรยานของผมเริ่มเปลี่ยนไป ด้วยความรู้สึกบางอย่างได้ไปกระตุ้นสัญชาตญาณแห่งการชิงชัยขึ้นมา
ช่วงเวลานั้นถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองแห่งวงการจักรยานของเจ้าหน้าที่ รพร.ด่านซ้าย บางคนเริ่มเป็นนักแข่งขันจักรยานเสือภูเขามือสมัครเล่น
บางคนเริ่มมีถ้วยรางวัลประดับบ้าน อีกหลายคนที่กำลังซุ่มซ้อมเพื่อจะเป็นขาแรงประดับวงการให้ได้ และยังมีอีกคนที่บาดเจ็บได้แต่เฝ้ามอง
คนแล้วคนเล่าปั่นจักรยานผ่านหน้าไป คนๆนั้นคือผมนั่นเอง... เหตุมาจากความประมาทของตัวผมเองโดยแท้ ไม่อาจกล่าวโทษใครได้เลย
เย็นวันนั้นหลังเลิกงานผมกับพี่ชายคนหนึ่งชวนกันไปปั่นจักรยานเพื่อฝึกซ้อม ด้วยความคึกคะนองคิดว่าตนเริ่มจะเป็นขาแรงขึ้นมาแล้ว
(ทั้งที่จริงยังไม่ใช่จวบจนเท่าทุกวันนี้) จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ผลจากคราวนั้นคือต้องหยุดงานหลายวัน บาดแผลเต็มตัว โชคยังดีที่ไม่มีกระดูกส่วนไหนหักแต่บอบช้ำจนไม่สามารถปั่นจักรยานไปถึง 1 เดือนเต็ม แต่ถ้าหากเปิดใจให้กว้างพอเราจะพบว่า ในเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรานั้น
ยังแฝงไว้ด้วยโอกาสที่จะเกิดเรื่องดีๆอยู่บ้าง1 เดือนเต็มที่ไม่สามารถปั่นจักรยาน ผมเยียวยาหัวใจตนด้วยการค้นคว้าข้อมูลเรื่องจักรยานอย่างจริงจัง
จากทางอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บ
http://www.thaimtb.com และ
http://www.bikeloves.com
จากจุดนี้เองที่ทำให้วัตถุประสงค์การปั่นจักรยานของผมผกผันอีกคราว
ผมตัดสินใจเลี้ยวกลับทั้งๆที่ใกล้จะถึงยอดภูแล้ว ปล่อยจักรยานให้ไหลลงเขาฝ่าสายฝนด้วยความเร็วไม่มากเนื่องจากกลัวเกิดอุบัติเหตุขึ้น
อย่างน้อยนับตั้งแต่คราวนั้นผมก็ไม่เคยประสบอุบัติเหตุจักรยานล้มแบบรุนแรงอีกเลย ผ่านลงไปหลายโค้งผมจึงเห็นเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกัน
กำลังปั่นฝ่าสายฝนขึ้นมาอย่างช้าๆ เมื่อเหลียวหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าผมกลับลงมารับ เขาก็ก้มหน้าก้มตาปั่นต่อไป ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้น
ผมหรือเขาได้พูดอะไรกันบ้างไหม จดจำไม่ได้แม้กระทั่งความเหน็ดเหนื่อยจากระยะทางที่ต้องปั่นเพิ่ม จำได้เพียงแค่ความคิดเสี้ยวหนึ่งที่เกิดขึ้น
คิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ตัดสินใจปั่นย้อนกลับไป
เพราะมันทำให้ผมเข้าใจถึงความหมายอย่างแท้จริง...
ของคำว่า
“เพื่อนร่วมทาง”
จากการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย มาถึงเพื่อการแข่งขันจนท้ายที่สุด วัตถุประสงค์การปั่นจักรยานของผมในตอนนี้คือเพื่อสุขภาพ
จากไม่เคยเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเลยว่าเราต้องออกกำลังกายอย่างไรจึงจะทำให้สุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน
จากไม่เคยรู้จักนักแข่งขันกีฬาจักรยานระดับโลก จากไม่เคยเข้าใจเลยว่ากีฬาจักรยานมันแข่งขันกันอย่างไร มีเทคนิคอะไรเพื่อชัยชนะ
จากไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการซ่อมจักรยาน จากไม่เคยรู้ว่ากีฬาจักรยานมันจะสามารถทำให้เราได้รู้จักผู้คนต่างสาขาอาชีพได้อย่างกว้างขวาง
จากไม่เคยได้สัมผัสเส้นทางแปลกๆ ที่นำพาไปสู่สถานที่บางแห่งซึ่งพาหนะอื่นไม่สามารถพาเราเข้าถึง จากไม่เคยสนใจสภาพถนนหนทางว่าสูงชันแค่ไหน
ต้องเฉลี่ยแรงยังไงจึงจะพิชิตยอดภูได้ จากไม่เคยรู้ว่าต้องใช้แรงกายและความกล้าบ้าบิ่นขนาดไหนกับการปั่นจักรยานเพียงลำพังบนเส้นทางสายเปลี่ยว
จากไม่เคยรู้อะไรเลย
อย่างน้อยตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่า ถึงจักรยานจะทำให้วิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไป
แต่ท้ายที่สุดแล้วยังไม่หลงลืมว่า
จักรยาน... ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต