
เริ่มขั้นตอนการพ่นสีเลยละกันนะครับ ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อน ที่สำคัญหน้ากากกันละอองสีควรจะต้องมีครับ และการพ่นสีต้องพ่นในที่ที่มีอากาศถ่ายเท
จากรูปแรกผมเตรียมกระป๋องไว้สำหรับผสมสี จะสังเกตุได้่ว่าภายในกระป๋องจะมีจุดอยู่สองจุด สองจุดนี้คือจุดที่ผมทำตำแหน่งไว้สำหรับอัตราส่วนการผสมสี ผมใช้ถ้วยตวง
ตวงน้ำ 160 ml ใส่ลงกระป๋องแล้วก็ใช้ไขควงทำตำแหน่งไว้ จากนั้นตวงน้ำอีก 40 ml ใส่ลงไปอีกแล้วก็ทำตำแหน่งไว้ ทีนี้เราก็ได้อัตราส่วน การผสม 4:1 แล้ว จากนั้น
ก็เทสีลงไปแล้วก็ตัวเร่งปฏิกริยา คนให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นค่อยๆ เติมทินเนอร์ลงไปแล้วค่อยๆ คน จนมีความหนืดที่พอดี จากนั้นคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
เทใส่กาพนสี แล้วก็พ่น แรงดันของลมที่ใช้ในการพ่นสีจะอยู่ที่ประมาณ 20-30 PSI เวลาพ่่นจริงลองปรับความแรงดู ถ้าความตันมากเกินไปสีจะฟุ้งมากและสีจะติดผิวงาน
เหมือนเป็นฝุ่นๆ แต่ถ้าแรงดันน้อยไปสีจะเยิ้มครับ อันนี้ต้องลองปรับดู

ชิ้นงานก่อนการพ่นสีนะครับ
ในการพ่นสีนั้นผมแนะนำว่าให้พ่นบริเวณที่เป็นข้อต่อและจุดอับต่างๆ ก่อนเช่น บริเวณกระโหลกที่ตะเกียบหลังมาเชื่อมกัน และบริเวณข้อต่อหลักอาน ที่ควรพ่นจุดนี้ก่อนเนื่องจากว่า
มันเป็นจุดอับและสีเข้าถึงยาก ควรพ่นบริเวณนี้ให้ทั่วถึงก่อน จึงค่อยพ่นไล่สีไปยังจุดอื่น หากพ่นจุดเหล่านี้ทีหลังจะทำให้สีที่อยุ่บริเวณใกล้เคียงเยิ้มหรือหนาเกินไป
หลังจากการพ่นสีเสร็จเรียบร้อยผมพบว่ายังมีสีเหลือค้างกาพ่นสี อยู่พอสมควร จากที่ผมกล่าวในตอนต้นสีที่ใช้ทั้งหมด คือ 200 ml แต่สีที่เหลือน่าจะอยู่ประมาณ 50 ml ดังนั้น
ในการพ่นสีเฟรมหนึ่งคันหากพ่นทั้งคันสีที่ใช้ อยู่ประมาณ 150 ml เท่านั้นครับ

ชิ้นงานหลังการพ่นสีเรียบร้อยแล้ว
ระบบสี 2K นั้นสีจะแห้งแบบสัมผัสได้ในเวลาประมาณ 5-10 นาที แห้งขัดได้ประมาณ 1 ชั่วโมงแต่ผมจะทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงเพื่อความชัวร์ หลังจากนั้นใช้กระดาษทราย เบอร์ 600 ชึ้นไป
ค่อยลูบชิ้นงาน ลูบแห้งนะครับ อย่าลูบน้ำเด็ดขาด ที่ต้องขัดอีกรอบเนื่องจากว่า ลักษณะของสีรองพื้นเมื่อแห้งตัวจะมีลักษณะหยาบเหมือนมีฝุ่นสีเกาะ เราจำเป็นต้องลูบเอาฝุ่นสีนั้นออก
และที่ไม่ให้ใช้น้ำช่วยเนื่่องจากว่าจะทำให้ชิ้นงานมีความชื้น เมื่อลูบชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เอา degreaser เช็ดทำความสะอาดอีกรอบนึง ต้องใช้ degreaser เช็ดเท่านั้นห้ามใช้
ทินเนอร์ หรือตัวทำละลายอื่นๆ เช็ดเด็ดขาด ครับ

จากรูปคือลักษณะของสีบนชิ้นงาน ที่จำเป็นต้องลูบออกด้วยกระดาษทราย
จากรูปคือชิ้นงานที่ลูบด้วยกระดาษทรายเบอร์ 600 และทำการเช็ดทำความสะอาดด้วย degreaser แล้ว
ขั้นตอนต่อไปจะทำการพ่นสีจริงแล้วคร้บ แต่วันนี้แถวบ้านผมฝนลงเม็ดแล้ว สงสัยคงต้องทำต่อพรุ่งนี้คอยติดตามครับ
อันนี้เอามาให้ดูเล่นๆ มันคือสีรองพื้นระบบ 2K ที่เหลือจากการพ่น ที่ผมเทใ่ส่กระป๋องไว้ ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมงมันออกมาเป็นยางนิ่มๆ เหมือนเยลลี่เลยครับ
ข่าวร้ายสำหรับผมข่าวดีสำหรับท่านผู้อ่านครับ
เมื่อคืนทำตะเกียบที่พ่นรองพื้นเสร็จแล้วร่วงจากบันไดขั้นที่ 8 กลิ้งลงไปถึงพื้นขั้นที่ 0 โชคดีตะเกียบไม่มีรอยบุบ พื้นเป็นกระเบื้องด้วย ผลปรากฏว่าสีรองพื้นที่พ่นไว้นั้นไม่กระเทาะ ออกมาเลย
มีแต่รอยของแลกเกอร์ทาเนื้อไม้ที่ติดมาบนชิ้นงานเท่านั้น แค่เอาน้ำเช็ดก็ออก และไม่มีลอยถลอกลึกถึงเนื้อโลหะเลย มีแค่ลอยขูดเหมือนเอากระดาษทรายลูบเท่านั้น แสดงว่าสี 2K นี่มันดีจริงๆ
เพราะปกติถ้าเป็นสีเสปรย์กระป๋องจะต้องมีสีถลอกถึงเนื้อโลหะกันบ้างแน่นอน อีกอย่างหนึ่งคือตะเกียบนั้นชุบโครเมี่ยมด้วยซึ่งปกติสีจะติดยากกว่าเนื้อโลหะ เนื้องจากมีความมันเงาและเรียบมากกว่า
เนื้อโลหะ สรุปคือ สีร้องพื้น 2K นั้นดีจริงๆ ครับ แต่ไม่ทำชิ้นงานหล่นน่ะดีที่สุด
มาเขียนต่อครับระหว่างนั่งรอสีแห้ง
วันนี้ผมเริ่มพ่นสีจริง ในการผสมสีอะคริลิคนั้น ความหนืดของสีจะต้องค่อนข้างใสกล่าวคือ จะผสมโดยดูจากความหนืดจากที่ผมกล่าวมาตอนต้นไม่ได้ ปัญหาคือเมื่อผมผสมสีให้มีความหนืดแบบ
สีรองพื้น สีที่พ่นออกมาจะมีลักษณะเป็นใยเหมือใยแมงมุม โชคดีว่าพ่นลองก่อนยังไม่ได้พ่นจริง จึงโทรไปสอบถามร้านสีจึงได้คำตอบว่า ผสมสีข้นไปดังนั้น ผมจึงค่อยๆ เททินเนอร์ลงไปในกาพ่น
คนสีแล้วลองพ่นออกมาดู พ่นจนกว่าสีจะไม่เป็นใยครับ เวลาเติมทินเนอร์ลงไปผสมในกาพ่นสีโดยตรงนั้น จงจำไว้ว่ามันยังมีสีค้างอยู่ในหัวพ่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพ่นทิ่งไปก่อนซัก 2-5 วินาที
สีที่เราเพิ่งใสทินเนอร์ลงไปใหม่ มันถึงจะเข้าไปยังหัวพ่นครับ ที่ต้องเตือนไว้ก่อนเพราะกลัวว่าบางคนจะบอกว่าใส่ทินเนอร์ลงไปตั้งเยอะทำไมยังเป็นใยอยู่ แล้วม้ันจะทำให้สีใสเกินไปด้วย เอาเป็นว่า
เวลาผสมให้ผสมจนมีลักษณะหนืดเหมือนนมสดละกัน หรือเปรียบเทียบกับสีพ่นกระป๋องก็ได้ ความหนืดของสีจะต้องเป็นประมาณนั้นครับ ไม่งั้นสีจะออกมาใยแก้กันบานเลย ดีที่สุดคือก่อนพ่นจริงต้อง
พ่นลองดูก่อน
ในการพ่นสีนั้นอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้คือ ให้พ่นบริเวณที่เป็นรอยต่อต่างๆ ก่อนแล้วค่อยไล่ไปจุดอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้สีหนา เนื่องจากจุดนั้นเป็นจุดอับพ่นสีลำบาก ถ้าเราพ่นที่อื่นก่อนแล้วไปพ่นจุดอับ
จะทำให้สีบริเวณใกล้เคียงหนาเกินไป จากนั้นก็รอสีแห้งประมาณ 1 ชั่วโมง ครับ จำไว้นะครับสีอะคริลิคนั้นไม่เหมือนสีรองพื้น มันเป็นรอยถลอกง่ายมาก แค่เอาเล็บสกิดออกก็ถลอกแล้วถึงแม้สีจะแห้ง
แล้วก็ตาม ดังนั้นเมื่อสีแห้งแล้ว และรอที่จะพ่นสีอื่นต่อไป ให้ระวังชิ้นงานให้ดี ถ้าจะวางบนพื้นหรือโต๊ะ ให้เอาผ้ารองครับ อย่าวางโดยไม่มีผ้ารองเด็ดขาด ไม่งั้นต้องมานั่งซ่อมสีกันอีก
หลังจากพ่นสีอะคริลิคเรียบร้อยแล้วทำความสะอาดเฟรมอีกทีหนึ่งแล้วทำการพ่นด้วยเคลียร์ 2K ครับ รอจนแห้งแล้วก็ไปต่อกันที่ขั้นตอนการติดสติกเกอร์และการตกแต่ง decal เลยครับ
ในขั้นตอนของการสั่งสติกเกอร์นั้น ผมก็เอาไฟล์ที่ได้จากการทำในตอนแรกไปส่งร้านสติกเกอร์เพื่อสั่งตัด ในการเลือกสติกเกอร์นั้นผมบอกทางร้านว่าขอสติกเกอร์ที่กาวไม่เหนียวมาก และขอแบบบาง
แต่ว่าทางร้านของหมดเลยได้แบบเหนียว และไม่บางไม่หนามาแทน ผมสั่งตัดแต่ละแบบอย่างละ 2-3 ชุดกันเสียครับ ค่าตัดสติกเกอร์ทั้งหมด 150 บาท เมื่อได้สติกเกอร์มาแล้วก็เริ่มเอามาแปะบนชิ้นงาน
ครับ ในการแปะแต่ละขั้นตอนนั้นผมจะใช้ เทป Nitto หรือ Masking tape แปะลงไปเป็นเส้นอ้างอิงก่อน พูดง่ายๆ คือเหมือนใช้แทนไม้บรรทัด เมื่อติดสติกเกอร์ครบทุกจุดค่อยลอกเทป nitto ออก
ในการติดสติกเกอร์นั้น ต้องใจเย็นมากๆ ครับอย่าใจร้อน เพราะกาวมันเหนียว ค่อยๆ แปะ อย่างที่ผมเรียนในตอนแรกว่า ผมสั่งตัด 2-3 ชุด ถ้าไม่มั่นใจสั่งไปเลย 5 ชุด ยังไงก็ไม่น่าเกิน 200 บาท โดย
เฉพาะพวกที่เป็นชิ้นเล็กๆ นี่ตัวดีเลยติดยากมาก
หลังจากติดสติกเกอร์หมดแล้วก็ต้องมาลอก อักษรหรือบริเวณที่ต้องการพ่นสีออก ในการลอกนั้นผมจะใช้ไม้จิ้มฟันค่อยๆ แคะตัวอักษรออกมาแล้วดึงด้วยแหนบครับ อย่าใช้คัดเตอร์หรือโลหะเพราะคุณอาจ
ไปสะกิดเอาสีออกมาด้วยได้ ลองดูตามรูปข้างล่างครับ
ส่วนรูปด้านล่างนี้ผมแสดงให้เห็นการใช้ nitto เทป คือผมจะใช้ติดกึ่งกลางของเฟรมโดยใช้ของเทป เป็นเหมือนไม้บรรทัดเป็นจุดอ้างอิงในการติดสติ้กเกอร์
พอติดทั่วคันแล้วมันจะออกมาหน้าตาแบบที่เห็นนี้ครับ
จากนั้นก็เริ่มเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อส่วนที่ไม่ต้องการที่ให้โดนสีครับ จากนั้นก็พ่นสีรองพื้นในที่นี้ผมใช้สีเสปรย์กระป๋อง Pyrax ที่ต้องพ่นรองพื้นเนื่องจากว่าหากพ่นสีจริงลงไปเลย
สีมันจะติดไม่ดี และสีบางสีหากไม่พ่นรองพื้นกว่าสีที่พ่นลงไป มันจะได้ความเข้มตามต้องการสีอาจจะหนาเกินไปครับ เช่นสีขาวถ้าผมไม่พ่นรองพื้นกว่าสีขาวมันจะกลบสีม่วงได้คงพ่นกันหลาย
เที่ยวเลยทีเดียว
เมื่อพ่นสีรองพื้นเสร็จแล้วและสีแห้งแล้วคราวนี้ก็ใ้ห้อเทป nitto กันสีในแต่ละจุดที่จะต้องพ่นสีที่ต่างกันครับ สำหรับผมเริ่มแรก ผมจะกันในส่วนที่เป็นอักษรสีเหลือง ก่อนส่วนบริเวณที่เป็นลาย decal
นั้นผมจะพ่นสีขาวลงไปก่อนทั้งหมดด้วยเพราะมันจะทำให้สีอื่นที่จะพ่นทับลงไปสดขึ้น สีขาวที่จะต้องพ่นคือ ที่อักษร Peugeot และ Racing Team ก่อน หลังจากพ่นเสร็จสีขาวแห้งดีแล้วก็กันส่วน
ที่เป็นสีขาว เปิดส่วนที่เป็นสีเหลืองแล้วก็พ่นครับ เมื่อสีแห้งแล้วคราวนี้ก็ค่อยมาทำส่วนที่เป็น decal
ในการพ่นสีส่วนที่เป็น decal นั้นผมจะใช้เทป nitto นั้นปิดพ่นทีละสี ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้ความอดทนนิดหน่อย ตอนพ่นสีแรกเราก็ปิดกันส่วนที่เหลือทั้งหมด พอสีที่สองเราต้องปิดส่วนที่ยังไม่พ่นและส่วนที่
เราพ่นไปแล้วในตอนแรก จำไว้ว่าสีต้องแห้งสนิทนะครับ ค่อยๆ ทำไปจนครบ ตามตัวอย่างในรูปข้างล่าง
สุดท้ายหลังที่สีทั้งหมดแห้งดีแล้ว ให้ทำความสะอาดเฟรมอีกทีหนึ่ง เนื่องจากว่าเมื่อเราลอกสติ้กเกอร์และ nitto เทปออกทั้งหมดแล้วมันอาจจะมีคราบกาวเหลืออยู่ เราสามารถใช้เศษสติ้กเกอร์ที่เหลือ
ติดลงไปตรงคราบกาวแล้วกระตุกแรงๆ ให้คราบมันติดออกมา นอกจากนี้เวลาลอกสติ้เกอร์ออก สีที่เราพ่นติดไปบนสติกเกอร์นั้นมันจะหลุดเป็นสะเก็ดๆ ออกมาครับเพราะสีมันไม่เกาะสติ้กเกอร์ ดังนั้น
อย่างพี่ผมบอกต้องเช็ดคราบกาวและสะเก็ดสีออกให้หมด ถ้าใช้วิธีที่ผมบอกโดยการใช้สติ้กเกอร์แล้วมันยังเป็นคราบกาวติดอยู่ให้ใช้ Cotton Bud ชุบ degreaser ค่อยๆ เช็ดออกเบาๆ เมื่อทำความ
สะอาดเฟรมเรียบร้อยแล้ว ให้ติดสติ้เกอร์อื่นๆ ที่จำเป็นเช่น สติกเกอร์ Reynolds, Columbus หรือ อื่นๆ ที่จำเป็น จากนั้นพ่นเคลียร์ 2K ทับอีกทีในขั้นตอนสุดท้ายครับ
จากรูปข้างล่างเป็นผลงาน Final ครับ หลังจากที่พ่นเคลียร์แล้ว
รูปด้านล่างซ้ายเป็นรูปที่ถ่ายก่อนทำสี ส่วนด้านขวาเป็นรูปที่ทำสีแล้ว โดยผมพยายามถ่ายจากมุมเดียวกันครับ
สุดท้ายนี้ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่าน อยากให้คนที่คิดจะทำสีจักรยานด้วยตนเองมีแรงบันดาลใจที่จะทำ ผมเรียนตรงๆ ผมเคยพ่นสีจักรยานโดยใช้สีเสปรย์กระป๋อง
เมือ 20 ปีที่แล้ว งานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นแรกที่ผมทำในรอบ 20 ปี ถ้าผมทำได้คนอื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกันครบ หากมีข้อสงสัยขอติชมหรือมีอย่างอื่นที่ผมขาดตกบกพร่องไปและอยากที่จะแบ่งป้น
เขียนไว้ในกระทู้ได้เลยหรือ PM มาก็ได้ผมยินดีตอบไ้ว้ท้ายกระทู้ที่ผมเ่ขียนนี้ โดยจะรวบรวมเป็นคำุถามที่คนสงสัยบ่อยครับ
ขอบคุณอีกทีครับ
FAQ
Q: สามารถลอกสีเฟรมคาร์บอนได้ไหม ควรทำอย่างไร
A: ผมได้คุยกับผู้ที่มีประสปการณ์เรื่อง คาร์บอนไฟเบอร์มา คำตอบคือ ไม่ควรลอกสีเฟรมคาร์บอนไม่ว่ากรณีใดๆ หากใช้น้ำยาลอกสีลอก มันจะไปทำลายน้ำยาเคลือบคาร์บอนครับ ทำให้คาร์บอนกรอบได้
หากใช้วิธีการขัดสีออก ส่วนที่โดนขัดสีกับส่วนที่ไม่โดนขัดสีจะมีการดูดสีที่พ่นไม่เท่ากัน เวลาพ่นออกมาสีจะดูเป็นรอยด่างๆ ได้ ครับ