เริ่มเรื่อง ... ประโยคนี้ผมได้ยินตลอดการเดินทางที่มาร่วมงาน รำลึกครูจูหลิง ที่เดินทางปั่นจากกรุงเทพฯไปดอยหลวงจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่1-8 มกราุึคม
ก็ได้แต่บอกว่าก็ได้ๆ แต่ผมไม่มีข้อมูลอะไรเลยนะ ผมมีแต่ความตั้งใจว่าจะไปให้ถึงจุดเหนือสุดของประเทศไทย ไปยืนถ่ายคู่กับป้าย ที่บอกว่าเหนือสุดแดนสยาม
แค่นั้นก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะไปต่อไหน จะไปงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ หรือดิ่งลงกลับบ้านเลย ค่อยคิดทีหลัง เพราะจริงๆการปั่นกลับ
จากจุดเหนือสุดลงมากรุงเทพฯก็เป็นหนึ่งในทริปการเดินทางของผมที่อยากทำให้ได้สักครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรตลอดการเดินทางแปดวัน ได้แค่ถามๆ
คนที่เคยไปมาก่อนรู้เส้นทางว่าจะไปยังไง จะได้ขอติดตามไปด้วย หากมีคนวางโปรแกรมเดินทางขึ้นเหนือต่อเหมือนผม จะได้ไปด้วยกัน
คนที่พูำดประโยคนี้ที่ขอไปกับผมด้วยก็คือ "บังดอน สิงห์เฒ่าเคราขาวนักปั่นชมรมเจริญกรุง103" นั้นเอง บังดอนเองตามปกติจะมีทริปปั่นเล็กๆไปได้แค่สองวันเป็นอย่างมาก
ไม่เคยได้ไปทริปปั่นยาวๆหลายวันกับงานอะไรเลยสักครั้ง มางานนี้ไม่รู้ว่าพูดขอที่บ้านมายังไงถึงได้วีซ่าจากทางบ้านมาได้ถึงสิ้นเดือน(ก็เดืิอนนึงเลยนะ)
บังดอนนี่รู้จักกับผมครั้งแรกก็งานปั่นของน้าเป็ดที่ปั่นไปตลาดเก่าเจ็ดเสมียณที่ราชบุรี พออีกวันรุ่งขึ้นก็มาเจองาน กรุงเทพ-หัวหินอีก ตอนนั้นผมเองเพิ่งเริ่มหัดปั่นแบบกลุ่ม
ยังไม่รู้จักใครเลยในกรุงเทพฯ เห็นบังดอนตอนแรกก็ยังคิดว่าลุงแกแก่แล้วนะเนี้ยจะไหวเหรอปั่นไกลๆสองวันติดๆแบบนี้ แต่พอเจอสองวันติดๆเลยยอมรับเลยว่าแก แก่แค่วัยจริงๆ
เรี่ยวแรงเหลือเฟือ ต่อมาก็เจอกันอีกหลายงานจนสนิทกัน สุดท้ายก็งานครูจูหลิงนี่แหล่ะที่แกเอ่ยปากขอติดตามผมไปด้วย แบบว่าไปไหนไปกันขอให้ผมไปเหมือน
ผมปั่นไปคนเดียวปกติเหมือนไม่มีเค้าไปด้วย แค่ให้สามารถกลับบ้านได้ก่อนสิ้นเดือนก็แล้วกัน ไอ่ผมเองก็ไม่มีแผนอะไรอาศัยด้นสดไปวันๆข้อมูลความรู้เส้นทาง
สถานที่เที่ยวอะไรก็ไม่มี อาศัยแค่ค่ำไหนนอนนั่นแล้วค่อยดูว่าพรุ่งนี้ไปไหนได้บ้าง กดจากGPSบนมือถือเอา คราวๆก็คิดแค่ว่าจะไปเหนือสุดที่แม่สาย
แล้วหาทางต่อไปเชียงใหม่ตามที่บอกนั่นแหล่ะ พอเอาเข้าจริงๆบ่ายวันที่แปด วันสุดท้ายก็ไม่ได้ไปกับใคร ทุกคนแยกย้ายตามแผนที่ตัวเองวางไว้หมด เหลือบังดอนกับผม
ยังนอนหลับบ้านแม่ครูจูหลิงอยู่เลย (แดดร้อนมากบวกอิ่มกับมื้อกลางวันที่แม่ครูจูหลินนำมาให้กินกัน อร่อยมากๆ) เจอกลุ่มคนท้ายก็ไปรอทัวกลับจากเชียงแสน
เพื่อกลับเข้ากรุงเทพ ตรงจุดจอดบขส.ใกล้ๆ ตอนนั้นบ่ายสองกว่าแล้ว รำลากันสักพัักก็เริ่มเดินทางต่อ ไม่ได้รอจนถึงรถทัวส์มา กลัวตัวเองจะไปไม่ถึงแม่สายวันนี้
ตอนนั้นกดตัวGPSได้เส้นทางคราวๆว่าต้องไปเชียงแสนก่อนแล้ว เลียดแม่น้ำโขงไปเพื่อขึ้นไปแม่สาย ประมาณเกือบจะ70กิโล ก็ปั่นกันไปตามเส้นทางของแผนที่บนมือ
และถามเส้นทางจากชาวบ้านควบคู่ไปด้วย (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเชื่ออะไรอย่างเดียวใช้สองอย่างคู่กันเสมอ) เส้นทางแรกๆ ถนนไม่ดีเท่าที่ควรเลย พังและซ่อมเป็นระยะ
จนถึงเมืองเขียงแสนถึงได้เริ่มจอดพักแล้วก็แวะถ่ายรูปกันบ้าง เสียดายสถานที่ท่องเที่ยวบางที่เหมือนกัน ไม่ได้แวะตอนนั้นตั้งใจจะให้ถึงแม่สายก่อนค่ำอย่างเดียว
แต่พอเอาเข้าจริงถึง พอเลยเชียงแสนไปก็ถึงสามเหลี่ยมทองคำ ก็หยุดเก็บภาพอีก คราวนี้ดูเวลามันใกล้เย็นมากแล้ว เลยปรึกษาทางเลือกใหม่กับบังดอนว่าจะเอาไง
มีให้เลือกสองอย่างคือเร่งไปให้ถึงแม่สายเลย โดยไม่เสียเวลากับที่นี่แล้ว (ตอนนั้นสี่โมงเย็นกว่าๆและเหลืออีก30กิโล)หรือแวะเที่ยวและพักที่นีั่ซะเลยคืนนี้
แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อไปแม่สาย บังดอนตอบสั้นๆว่า ตามใจผมจะเอาไงก็ได้ทำเหมือนผมมาคนเดียวแล้วกัน(พูดเหมือนเดิม)ผมเองจริงๆก็เสียดายหลายจุดที่ผ่านมา
ไม่ได้แวะเลยเอาแต่เร่งๆจะให้ถึงแม่สาย (เสียดายเหมือนกัน)มาคิดอีักทีนี่เราเร่งไปเพื่ออะไร แม่สายมีอะไร เวลาบังดอนก็บอกแล้วว่าให้เวลาถึงสิ้นเดือน
เคยมีพระรูปนึงตอนที่ไปปั่นร่วมกันที่งานปั่นจักรยาตราของหลวงพ่อปลัดสมบูรณ์ฯ เคยท้วงผมเหมือนกันกับวิธีการปั่นของผมว่าเป้าหมายกับจุดหมายของผมในการปั่นคืออะไร
เอาแค่ให้ถึงไปวันๆเหรอ แล้วจะได้อะไรในการปั่นครั้งนี้แหล่ะ(ขอบคุณหลวงพี่จุกด้วยครับ)ทำให้ผมคิดได้เลยเปลี่ยนวิธีการปั่นเดิินทาง เริ่มเป็นโหมดการปั่นด๊อกแด๊ก
ของลุงจารึกดีกว่าก็สรุปว่า หาที่กางเต๊นท์แถวสามเหลี่ยมทองคำนี่แหล่ะ เราจะพักที่นี่กันคืนนี้
ปั่นมากันจนถึงริมแม่น้ำโขงที่เชียงแสนถึงได้จอดพักและเก็บภาพเป็นที่ระลึกกัน
นั่งพักที่ริมขอบมองไปด้านหลังจะเป็นท่าเรือข้ามฝาก สามาีรถเหมาเรือข้ามไปลาวจุดนี้ได้
คืนที่1 สามเหลี่ยมทองคำ
พอตกลงวางแผนว่านอนที่สามเหลี่ยมทองคำกันได้ ก็เริ่มหาทำเลว่าจะไปกางเต๊นท์นอนที่ไหนกันจริงๆ ผมก็เล็งจุดชมวิวที่ถ่ายรูปกันนั่นแหล่ะเพราะเป็นสวนสาธรณะแล้วก็แอบไปถาม คนดูแลแถวนั้นแล้วซึ่งเค้าก็บอกว่าได้ไม่เป็นไร เริ้องห้องอาบน้ำให้อาศัยจุดข้ามเรือที่มีเจ้าหน้าที่ได้ ก็บอกบังดอนว่าเราได้ที่นอนแล้วแหล่ะเป็นที่ตรงนี้สืบมาแล้วว่าได้ บังดอนก็ไม่ว่าอะไรยังไงก็ได้(เหมือนเดิม) ผมก็วางแผนต่อไปว่าแต่ยังกางเลยไม่ได้หรอกคงต้องรอดึกๆหน่อยเพราะตอนนี้คนยังพลุกพล่านอยู่ให้ไปเที่ยวสถามที่ท่องเที่ยวแถวนี้ดีกว่า แล้วหัวค่ำคนซ่าแล้วค่อยมาปักเต๊นท์กัน ก็ตะเวณะเดินเที่ยวเก็บภาพและหาที่นั่งพักชมบรรยากาศแถวนั้น บังดอนเท่าที่สังเกตุ แกเป็นคอกาแฟ พักจุดไหนจะต้องกินกาแฟซะส่วนมาก พอถึงที่นี่ก็หาร้านกาแฟแล้วก็นั่งซดกาแฟและหาเรื่องพูดคุยกับนักท่องเที่ยวและเจ้าของร้านกาแฟไปเรื่อย ส่วนผมก็เดินชมบรรยากาศถ่ายรูปไปตามประสา ใช้เวลาตรงจุดบริเวณนั้นไปนานแค่ไหนไม่รู้ ก็เริ่มหัวค่ำ ก็กะจะปั่นเลยไปอีกหน่อยแล้ว จะย้อนกลับเพื่อไปจุดที่เล็งไว้เมื่อเย็นเพื่อกางเต๊นท์ พอดีทางผ่านมีด่านตรวจคนเช้าเมือง เป็นอาคารชั้นเดียวริมน้ำ เห็นเจ้าหน้าที่กำลังเตรียมตัวกลับ เหมือนไม่ไม่คนอยู่เฝ้า ผมคิดอะไรได้เลยลองเข้าไปคุยกับจ้าหน้าที่ดูว่าผมจะเดินทางไปแม่สายพอดีมันค่ำเสียก่อน อยากขอพักตรงด่านตรวจขอเค้าได้มั้ย เจ้าหน้าที่เองก็ทำหน้างงๆและลังเล (คงจะไม่เคยมีคนมาขอพักแน่ๆ เลยคิดหนัก)แล้วก็พูดว่ามันคงไม่เสียหายอะไรมั้ง ไม่มีคนเฝ้าที่นี่กลางคืนนะเปิดไฟไว้เฉยๆ ถ้าอยู่ก็ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน (โฮ๊ะๆ ลองขอไปงั้นๆ เผื่อฟลุ๊คกํบได้เฉย) ก็เลยรีบมาบอกบังดอนว่าไม่ต้องไปนอนที่โน่นแล้ว มีที่ดีกว่านี้ให้นอน บังดอนก็งงๆว่า ได้ที่ใหม่มาตอนไหน แต่พอมาเห็นสถานที่ก็ดีใจ เพราะถ้าไปนอนจุดนั้นคืนนี้คงเจอลมแรง และก็น้ำค้างตอนกลางคืน กับวัยรุ่นตอนกลางคืนด้วย(ไม่รู้ว่าที่นั่นมีมั้ยแต่ปลอดภััยไว้ก่อน) พอจะกางเต๊นท์เจ้าหน้าที่ก็บอกก่อนไปว่า น้ำไม่ไหลนะ ในห้องน้ำและห้องอาบน้ำ ให้ลองไปเข้าร้านอาหารใกล้ๆเอา พอเจ้าหน้าที่ไปแล้วก็ดูทำเลกางเต๊นท์กัน ก็ปรากฏว่า มีห้องห้องนึงไม่ได้ล๊อกเหมือนห้องรับแขก ก็เลยตกลงกันว่างั้นนอนในห้องนี้ จะได้ไม่ต้องกางเต๊นท์ด้วยเอาแค่ปูเสื่อแล้วนอนในถุงนอนก็พอ ตกดึกก็ไปหาร้านอาหารกินข้าวเย็นกันและก็กลับมานอน กลางคืนการอาบน้ำก็ใช้วิธีไปอาบน้ำที่ท่าน้ำในแม่น้ำโขงแทน ธรรมชาติสุดๆ อาบกางแสงจันทร์ริมแม่น้ำโขง ห้องน้ำจะเข้าก็ตักใส่กระแป๋ง แล้วเอาไปใช ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากเป็นอันจบการเดินทางวันแรก
คืนนี้ได้หลับอย่างเต็มอิ่ม และเตรียมพร้อมกับการเดินทางไปแม่สายต่อในวันพรุ่งนี้ตามแผนเดิม
พอรุ่งเช้าก็เก็บของเตรียมตัวเดินทาง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่มา เพราะเช้ามาก อยากจะขอบคุณก็เดินทางต่อ ก็เลยชวนบังดอนขึ้นพระธาตุปูเข้บริเวณใกล้ๆ เดินขึ้นไปถ่ายรูปสักพัก บังดอนก็ปั่นขึ้นมาได้ถึงจุดชมวิวด้านบนของพระธาตุเลย ยอดมากเพราะตอนขึ้นดูทางมาแล้วชันไม่ใช่เล่น บังดอนพยายามไต่ขึ้นมาได้จนได้ เก็บภาพกันสักพักก็ชวนกันลงมา พอเดินทางไปกันต่อก็ผ่านด่านตรวจเลยขอเจ้าหน้าที่เพื่อถ่ายภาพและขอบคุณที่ให้ที่พักเมื่อคืน จากนั้นก็ไปต่อ ความเร็วก็ไปไม่รีบร้อนเท่าไร ไปเรื่อยๆ อากาศเย็นสบายแดดไม่แรงมาก เส้นทางกดจากมือถือเอาไม่ซับซ้อนเท่าไร แต่ระหว่างทาง เห็นมีป้ายเชิญชวนอยู่ป้ายนึงให้แวะเข้าไปชม พระพุทธรูปที่ทอด้วยหวาย ถึงดูจากป้ายก็ออกนอกเส้นทางไม่ไกลมากและสามารถต่อทางไปแม่สายได้ด้วย ก็เลยออกนอกเส้นทางเพื่อแวะวัดนี้ตามป้ายโฆษณาซะเลย (โหมดด๊อกแด๊กทำงานแล้ว) พอถึงวัดก็มีของแปลกตาให้ดูหลายอย่าง พูดคุยกับพระที่นั่นก็ถึงรู้ว่าวันนี้ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากเท่าไร มีแต่ชาวต่างชาติมาซะส่วนมากที่แวะมาเที่ยวชม ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้าจัดปั่นมาแม่สายที่นี่น่าจะเป็นที่แวะมาเที่ยวได้เพราะไม่ไกลจากแม่สายเท่าไร ก็เลยถามเผื่อพระที่นั่นไปด้วยว่าถ้ามาเยอะและขอกางพักกางเต๊นท์ที่นี่ได้มั้ย พระท่านก็ตอบว่ายินดีไม่มีปัญหาสามารถ เข้ามาพักที่นี่ได้ตามสบายมีโอกาสก็เชิญมาได้ พอใช้เวลากับที่นี่พอสมควรก็เดินทางต่อไปแม่สายซะที ถึงจุดเหนืิอสุดแดนสยามก็บ่ายกว่าพอดี เก็บภาพได้พอสมควร ก็เริ่มคิดหาทางต่อว่าจะเอาไงหล่ะที่นี้เดินทางกลับไปเลยหรือจะหาที่พักที่นี่สักคืนก่อน ปรีกษาบังดอนก็เหมือนเดิม แล้วแต่ผมให้ผมตัดสินใจเองได้เลยจะเอายังไง ก็เลยขอปั่นเที่ยวแวะดูของที่แม่สายสักพักแล้วกันไหนๆก็มาถึงแล้ว แต่ไปได้ไม่เท่าไรบวกกับสินค้าที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับที่บ้านมาก เลยเบื่อๆหันหัวกลับบ้านดีกว่า ก็สรุปกันว่ากลับเลยแล้วกัน ใกล้ค่ำที่ไหนก็ค่อยหาที่พัก แต่พอถึงทางแยกที่สามารถดอยตุง บังดอนก็ทำท่าลังเลเหมือนกับอยากไปทางนั้น ผมก็เลยถามตรงๆว่าอยากขึ้นดอยตุงเหรอ บังดอนก็ยอมรับว่าอยากลองไปเพราะไม่เคยขึ้นดอยตุง แต่ด้วยความเกรงใจผมเลยบอกว่าไม่เป็นไรโอกาสหน้าแล้วกัน ค่อยมาใหม่แล้วค่อยขึ้นไปกัน ผมได้ฟังก็ยอมไม่ได้สิ โอกาสหน้ามันไม่มีสำหรับผม อยากขึ้นต้องขึ้นมาถึงทางแยกนี้แล้ว เวลาก็บอกแล้วว่าให้ได้ถึงสิ้นเดือน จะกลัวอะไรขึ้นไปแล้วลองสอบถามหาที่ััพักข้างบนแล้วพรุ่งนี้ค่อยปั่นกลับลงมาก็ได้ สอบถามคนแถวนั้นก็ได้ข้อมูลว่าข้างบนมีที่สำหรับกางเต๊นท์ได้ แต่นี้ก็โล่งใจแล้วทำอย่างเดียวคือขึ้นไปให้ได้ไม่มืดก่อนก็แล้วกัน(ตอนนั้นสี่โมงเย็นแล้ว)การปั่นขึ้นเขานี่คงรอกันไม่ได้ผมก็ปั่นๆขึ้นไปก่อนถึงจุดพักก็จอดรอ เห็นบังดอนมาก็ปั่นนำขึ้นไปต่อ บางจุดทำเลดีวิวสวยก็รอถ่ายรูปด้วยกัน กว่าจะถึงทางแยกเวลาก็เริ่มเย็นซะแล้ว เพราะจุดนี้จากข้อมูลคือไปขวาขึ้นพระธาตุดอยตุง มีวัดให้พักได้ แต่เหลืออีกสิบกว่าโล ส่วนทางซ้ายไปพระตำหนักไม่กี่โล และเลยไปนิดนึงก็มีที่กางเต๊นท์เหมือนกัน เลยเปลี่ยนแผน ไปทางซ้ายเพิื่อกางเต๊นท์ให้ได้ก่อนค่ำแล้วพรุ่งนี้ค่อยย้อนกลับไปขึ้น พระธาตุดอยตุงตามที่บังดอนตั้งใจตอนแรกกัน
คืนที่2 อบต.แม่ฟ้าหลวง(ดอยตุง)
พอวางแผนเรื่องที่พักได้แล้วก็มุ่งหน้าไปเส้นทางพระตำหนักทันทีก่อนค่ำ พอถึงจุดหน้าพระตำหนักได้ก็เตือนบังดอนเรืิ่องอาหารเพราะไม่แน่ใจว่าที่พักจะมีอะไรขายมั้ย เพราะบริเวณหน้าพระตำหนัก ยังพอมีอาหารขายอยู่บ้างจำพวก ข้าวเหนียวไก่ย่าง เลยแวะซื้อกันพออยู่ได้คืนนี้ หลังจากนั้นก็แวะถ่ายรูปแต่ได้ไม่มาก เพราะเริ่มค่ำจริงๆแล้ว สอบถาม จุดกลางเต๊นท์ได้ คนขายของก็บอกว่าอยู่ไม่ไกลเลยจากที่นี่ไปไม่เท่าไร ประมาณกิโลเดียว แต่พอเริ่มปั่นไปได้ไม่ไกลมาก ท้องฟ้าก็มืดไวมาก จากสว่างมีแสงกลายเป็นมืดมองไม่่เห็นทางโดยใช้เวลาไม่นานเลย ก็เลยเตือนให้บังดอนอย่าจี้ติดมากเกินไป เพราะทางเลยจากตำหนักเป็นทางลงเขาซะส่วนมาก และมืดชนิดมองไม่เห็นถนนกันเลย แสงไฟจากรถก็พอส่องได้แต่ไม่เห็นไกลมาก ได้แต่ค่อยตะโกนบอกทางกันว่าข้างหน้ามีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวายังไง ผ่านไปสองกิโลตามที่ชาวบ้านบอกก็ยังไม่เจออะไร แต่ตอนนี้คงถอยไม่ได้แล้วอ่ะ ได้แต่ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังกันทั้งคู่ จนสักพักแหล่ะ(เกือบ5กิโล)ถึงได้เห็นแสงสว่างของชุมชนข้างหน้าถึงได้อุ่นใจว่ามาถึงแล้ว พอเห็นจุดพักก็เห็นป้ายๆหนึ่งบอกทางข้างหน้า ได้แต่เอ๊ะใจว่ามันไปได้ด้วยเหรอเส้นนี้(ตอนนั้นไม่รู้จริงๆว่าเส้นทางมันต่อไปที่อื่นได้ คิดว่าถึงแล้วต้องย้อนกลับอย่างเดียว) พอหาที่พักติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ เริ่มพูดคุยกันถึงประสบการณ์เส้นทางที่เพิ่งผ่านมาหยกถึงความตื่นเต้น บังดอนมายอมรับที่หลังว่่าตัวเองปั่นการคืนไม่ได้เลย เพราะตามองไม่เห็นอะไร จริงๆผมก็กะแล้วว่าน่าจะเป็นแบบนั้นเลยเตือนให้ตามผมห่างๆ ข่วงลงเขามาตอนแรก เรื่องการปั่นขึ้นดอยบังดอนก็บอกว่า พอไหว ถึงแม้จะเป็นสิงห์ทางเรียบก็ตามมาเจอดอยบ้างก็รู้สึกดีปั่นสนุก ผมเลยบอกเส้นทางที่ผมเห็นตอนเข้ามาให้บังดอนฟังว่า เส้นทางนี้มันสามารถ ทะลุออกไปดอยแม่สะลองได้ด้วยนะ 48โลเอง(ตามป้ายบอก)บังดอนอยากไปต่อมั้ย ถามไม่เราก็ไปตามแผนเดิมแล้วย้อนกลับขึ้นพระธาตุดอยตุงพรุ่งนี้ บังดอนก็เหมือนเดิมแม้จะผ่านการขึ้นดอยตุงมาหมาดๆ ก็บอกแค่ว่าตามใจผม ผมอยากไปไหนก็ไป เค้าไม่ไหวก็เข็นเอา "สู้แต่เข็น" คำนี้ได้ยินจากบังดอนแล้วยอมแกจริงๆใจสู้มาก ใจผมเองจากจะขึ้นดอยแม่สะลองอยู่แล้วพอรู้ว่ามีทางไปได้ก็อยากไป แค่คืนนั้นก็ยังกังวลอยู่ พอนึกเรื่องถึงความอยากลำบากของดอยแม่สะลองว่ามันชันแค่ไหนก็ไม่รู้ ไปได้รึป่าวก็ไม่แน่ใจ เพราะคุ้นๆจากทริปเกษียณที่เพิ่งไปมา ท่านปรมาจารย์หลายท่านทริปนั้นเค้าจัดอันดับดอยภู อันไหนว่าโหดไว้บ้าง จำได้ว่า แม่สะลองนี่ติดท๊อปไฟว์เลยที่เดียว (อันดับหนึ่งเห็นว่าเป็นอ่างขาง) พอนึกถึงเรื่องภูเรื่องดอยก็นึกถึงคนนึงขึ้นมาได้ ลุงจารึกนั่นเอง เจ้าของทริปเก็บทุกดอยสอยทุกภู เลยโทรไปปรึกษาลุงจารึกดีกว่าว่ามันผมสามารถขึ้นไปได้มั้ยกับแม่สะลองพรุ่งนี้ แต่กลับได้คำตอบง่ายๆสั้นแต่ถูกต้องที่สุดกลับมาว่า "ไม่รู้หว่ะจำไม่ได้ แต่ธีจำไว้อย่างเดียว ถ้าถนนเส้นไหนที่รถวิ่งได้ จักรยานเราก็ไปได้เหมือนกัน" ถึงคำตอบจะฟังแปลกๆแบบกำปั่นทุบดิน แค่นั้นผมก็ตกลงแน่ชัดเลยว่าพรุ่งนี้เราจะไปลุยดอยแม่สะลองกันบังดอน
พอรุ่งเช้าก็เก็บข้าวของออกเดินทางต่อ แต่พอไปได้ไม่ไกล(200เมตรเองมั้ง)มีเนินขวาขึ้นไปที่ว่าการอำเภอได้ เลยคิดว่ามาถึงนี่แล้วและจากข้อมูลทึ่ได้เมื่อวานมาว่าที่นี่ก็ขอพักกางเต๊นท์ได้เหมือนกัน เลยลองแวะเข้าไปดูเพื่อเปรียบเทียบ เป็นข้อมูลสำรวจใครที่อยากมาต่อจากนี้ ปรากฏว่า สถานที่กางเต๊นท์โอเคมากกว่าจุด อบต. เมื่อคืนซะอีก มีลานกว้างกางได้ถึง20-30ที่ ที่สำคัญมีร้านอาหารด้วย แต่ที่ไม่กล้ามาเมื่อคืนเพราะไม่แน่ใจจริงๆเลยเอาแค่ถึงไหนก็พักที่นั้นไว้ก่อนดีกว่า แต่ อบต. แม่ฟ้าหลวงก็ดีไม่ปัญหาอะไร มีน้ำร่้อนชงกาแฟได้ทั้งคืน มีห้องอาบน้ำมากมาย มีอาคารอเนกประสงค์ สามารถกางเต๊นท์ในร่มได้ ไฟชารจ์แบตก็มี ติดแค่ว่า ไม่มีร้านอาหารและวิวไม่สวยเท่า จุดนี้เท่านัั้นเอง (จุดนี้วิวสวยมากๆ)
หลังจากนั้นก็สอบถามชาวบ้านถึงเส้นทางที่จะไปแม่สะลองกัน หลายคนพอถามและรู้ว่าจะไปด้วยจักรยานก็บอกว่าไม่ได้หรอกทางชันมาก ขึ้นกับขึ้นเลยนะไม่ไหวหรอก อะไรทำนองนั้น หลายรายมาก แต่ความตั้งใจมีมากพอแล้วใครเตือนก็เอาไม่อยู่ พอสอบถามเรื่องร้านค้าตามเส้นทาง ก็บอกว่ามีแต่ไกลและน้อยร้านก็เลยตกลงกินอะไรกันซะที่นี่ก่อนไปดีกว่า ไปหาเอาดาบหน้าหลังจากเรียบร้อยก็เดินทางต่อ เส้นทางจากจุดนี้ไปมีแต่ลงกับลงและชันกับชันลงมาก มีบางจุดก็ไต่ขึ้นวกวนสับกันไป(ภูทับเบิกย่อยๆเลยแหล่ะ)เส้นทางเป็นแบบนี้ไปตลอดทาง ก็ยังคิดว่ามันก็ไม่ชันเท่าไรเหมือนกันที่คนพื้นที่เค้าขู่ๆกันแต่พอถึงจุดไกลแม่สะลองอีก8โล จากไต่ขึ้นไต่ลงบนยอดเขาตอนนี้กับลงอย่างเดียวลงเรื่อยๆจุดถึงพื้นแม่น้ำจุดต่ำสุด ก็เหลืออีก5กิโลเพื่อขึ้นแม่สะลองคราวนี้หนังชีวิตของแท้เลยที่เค้าว่าโหดๆนี่มันอยู่ตรงนี้นี่เอง ไต่ขึ้นอยากเดียวและชันมากๆ ถึงรู้ว่านี่เองที่เค้าเตือนว่าจุด5กิโลสุดท้ายนี่แหล่ะ โหดมากๆ กว่าจะขึ้นถึงหมู่บ้านบนแม่สะลองเล่นเอาล้ากับดอยไปมากเลยแหล่ะ พอเริ่มเข้าถึงหมู่บ้านก็เริ่มหาที่พักกันซะทีเพราะตอนนั้นก็เริ่มจะเย็นซะแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป...
...........................................................
คืนที่ 3-4 สภอ.แม่สะลอง
คืนที่ 5 เมืองงาย
คืนที่ 6-7 ค่ายเยาวชน(เขียงดาว
คืนที่ 8-9 เชียงใหม่
คืนที่ 10 อบต.วังพร้าว(ลำปาง)
คืนที่ 11 บ้านลุงธีระชัย(บ้านตาก จังหวัดตาก)
คืนที่ 12 กำแพงเพขร
คืนที่ 13 จุดรวจป้อม โกรกพระ(นครสวรรค์)
คืนที่ 14 จุดตรวจป้อมตำรวจอยุธยา
-------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ เรื่องนี้คงต้องทะยอยลงนะครับ อยากเล่าเรื่องโดยละเอียดคืนต่อคืน แต่จะลงรูปทั้งหมดไว้ก่อนแล้วค่อยอธิบายเป็นภาพๆ
ที่สำคัญกับเนื้อเรื่องลงไปอีกที แต่ด้วยเวลามีน้อยแถมเรื่องหลักของตัวเองก็ยังไปไม่ถึงไหนทั้งที่งานสวนธนกับดอยอินฯ ก็กำลังจะเริ่มแล้ว(เศร้า)
แล้วยังติดภาระกิจกับหลวงพ่อในงาน จักรยาตราครั้งที่2อีก แต่รับปากกับบังดอนไว้แล้วจะลงรูปและเล่าเรื่องให้ ช้าหน่อยไม่ว่ากันนะครับ ให้บังดอนนั่งดูรูปไปก่อน
เด๊วเนื้อเรื่องตามมา ครับ ^^
