ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- Team-CSC
- ขาประจำ
- โพสต์: 834
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 10:56
- team: จักรยานตราจรเข้
- Bike: จักรยานตราจรเข้
ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ก่อนซื้อบันไดทุกท่านมีเกณฑ์ในการเลือกอย่างไรบ้างครับ นอกจากเรื่องของราคาแล้ว สำหรับท่านที่ยังมองหาบันไดแบบ Clipless และยังไม่มีวิธีการเลือกในใจ ลองดู เกณฑ์ที่ Steve Hoggs ผู้ชำนาญด้านการทำ Bike Fitting แนะนำดูครับ ส่วนท่านที่เข้าใจความต้องการของตัวเองดีอยู่แล้วจะลองอ่านเล่นๆก็ไม่เสียหายครับ
Steve ได้เสนอเกณฑ์การเลือกบันไดไว้ดังนี้
1. Easy to enter and exit / ใส่ง่าย ปลดง่าย (แต่ไม่ใช่หลวมหลุดง่ายนะครับ): หลายๆท่านที่ใช้บันไดแบบ clipless มาแล้วอาจจะเคยเสียฟอร์มเพราะใส่แล้วปลดไม่ออก พอถึงเวลาต้องจอดเลยล้มไม่เป็นท่า ดังนั้นประการแรกบันไดต้องใส่ง่าย ปลดง่าย และถ้าจะดีมันน่าจะตั้งความ ‘แข็ง/อ่อน’ ของ สปริงได้ด้วย
2. Double sided / ใส่ได้ทั้งสองด้าน: บันได clipless ส่วนใหญ่ใส่ได้ด้านเดียวครับ ดังนั้นเวลาจะใส่ (เช่น หลังจากติดไฟแดง) หลายๆท่านต้องก้มไปมองว่าด้านที่ใช้ล็อคมันหงายขึ้นหารองเท้าหรือยัง แถมยังใส่ได้ช้าอีกด้วย เงยหน้าขึ้นมามองอีกที กลุ่มปั่นออกไปไกลแล้ว ต้องมาปั่นไล่ เหนื่อยอีก
3. Separate lateral and rotational adjustment / การปรับคลีทให้ขยับ ซ้าย/ขวา ต้องเป็นอิสระจากการปรับมุมเอียง: คนที่เคยปรับคลีทจะทราบว่าคลีทของบันไดหลายยี่ห้อครับ เวลาตัองการปรับเอียงตาม มุมองศาที่ต้องการ จะมีผลต่อการตั้ง ระยะซ้ายขวา มันสัมพันธ์กันไม่ได้แยกเป็นอิสระจากกัน ดังนั้นทำให้การปรับแต่งคลีทมีข้อจำกัดมาก เนื่องจากถูกจำกัด โดยร่องตามแนวนั้งที่อยู่บนคลีทนั่นล่ะ
4. Multiple axle lengths แกนบันไดมีหลายความยาวให้เลือก: ถ้าลักษณะการปั่นของคนเราไม่เหมือนกัน ขาคนเราถ่างไม่เท่ากัน กะโหลกจักรยาน กว้างไม่เท่ากัน Q-Factor ของขาจานใช้ไม่เท่ากัน การที่จะบอกว่าต้องใช้ความยาวของแกนบันไดเท่ากันก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ดังนั้น บันไดที่ดีน่าจะมีความแนวของแกนบันไดให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้พอดีกับลักษณะการปั่นของแต่ละคน ลองคิดดูครับ ว่ามีบันไดกี่ยี่ห้อที่มีความยาวของแกน (axle) ให้เลือก
5. Adjustable rotation/ปรับองศาการเอียงได้: บางคนชอบปั่นแบบปลายเท้าชี้ตรงไปด้านหน้าแบบขนานกับตัวเฟรม บางคนปลายเท้าชี้เข้า บางคนปลายเท้าชี้ออก รูปทรงของรองเท้าที่ออกแบบมาต่างกันเล็กน้อย ดังนั้น คลีทของบันไดน่าจะปรับให้เอียงได้ตามองศาที่เราต้องการ
6. Plentiful fore and aft adjustment/ปรับคลีทให้เดินหน้า/ถอยหลังได้ตามความต้องการ: วิธีการปรับคลีทที่เป็นที่นิยมและน่าจะถูกต้องที่สุด ณ ปัจจุบันก็คือ การปรับให้ แกนของบันได (Axle) อยู่ตรงกับโคนกระดูกของหัวแม่เท้า (เพราะจะส่งแรงได้ดีที่สุด) ดังนั้นคลีทต้องสามารถปรับให้เดินหน้าถอยหลังได้พอสมควร ซึ่งจะทำให้เราสามารถตั้งตำแหน่งของโคนกระดูกหัวแม่เท้าให้ตรงกับ แกนบันได อันนี้คิดว่าทุกยี่ห้อน่าจะทำได้อยู่แล้ว
7. Low stack height/ความสูงของ คลีท ไม่สูงเกินไป: อันนี้ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เท้าของผู้ปั่นควรจะอยู่ใกล้บันไดมากที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านแรงจากเท้าของเราไปยังบันได ถ้าพื้นรองเท้ายิ่งบาง (และต้องแข็งด้วยนะ) คลีทยิ่งบาง ก็จะลดจุดที่ทำให้เกิดการสูญเสียแรงที่เรากดบันไดให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้การส่งผ่านแรงทำได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
คราวนี้มาถึงจุดสำคัญครับ Steve ได้ฟันธงว่าตามเกณฑ์ที่ได้กล่าวมา 7 ข้อนี้ มีเพียงบันไดยี่ห้อเดียวเท่านั้นที่ทำได้ครบสมบูรณ์แบบ นั่นคือ Speedplay
หลังจากฟังลุง Steve และ ผมพล่ามมา ไม่ได้แปลว่า Speedplay ดีทีสุด และ ทุกคนต้องใช้บันไดยี่ห้อนี้นะครับ ถ้าท่านพอใจกับบันไดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนเลย อะไรที่ปั่นแล้วรู้สึก ดี สบาย และ ‘แรง’ นั่นก็คือมันพอดีอยู่แล้ว แต่สำหรับท่านที่กำลังจะเปลี่ยนจากบันไดแบบธรรมดามาเป็น clipless หรือท่านที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ ก็ลองใช้เกณฑ์เหล่านี้มาช่วยพิจารณาหาบันไดชุดใหม่ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร นอกจากนี้อาจจะมีเกณฑ์อื่นๆที่สามารถนำมาใช้พิจารณาได้อีกครับ (นอกจากราคา ซึ่งสำหรับผมมาเป็นอย่างแรก) เช่น คุณภาพ ความทนทานของคลีท หรือ แม้กระทั้งความสามารถในการปรับแต่ง cleatทั้งสองข้างให้สูงไม่เท่ากันโดยการใช้ Wedge
เนื่องจากได้กล่าวถึงเรื่อง Wedge เลยขออธิบายเพิ่มตบท้ายว่า สำหรับท่านที่ขายาวไม่เท่ากัน นอกจากวิธีแก้โดยการใช้ ขาจานสองข้างที่ยาวไม่เท่ากันแล้ว ท่านสามารถเสริม ‘wedge’ หรือ ‘ตัวเสริมพื้นคลีท’ เข้าไปยัง cleat ของขาด้านที่สั้นกว่าก็ได้ครับ
Steve ได้เสนอเกณฑ์การเลือกบันไดไว้ดังนี้
1. Easy to enter and exit / ใส่ง่าย ปลดง่าย (แต่ไม่ใช่หลวมหลุดง่ายนะครับ): หลายๆท่านที่ใช้บันไดแบบ clipless มาแล้วอาจจะเคยเสียฟอร์มเพราะใส่แล้วปลดไม่ออก พอถึงเวลาต้องจอดเลยล้มไม่เป็นท่า ดังนั้นประการแรกบันไดต้องใส่ง่าย ปลดง่าย และถ้าจะดีมันน่าจะตั้งความ ‘แข็ง/อ่อน’ ของ สปริงได้ด้วย
2. Double sided / ใส่ได้ทั้งสองด้าน: บันได clipless ส่วนใหญ่ใส่ได้ด้านเดียวครับ ดังนั้นเวลาจะใส่ (เช่น หลังจากติดไฟแดง) หลายๆท่านต้องก้มไปมองว่าด้านที่ใช้ล็อคมันหงายขึ้นหารองเท้าหรือยัง แถมยังใส่ได้ช้าอีกด้วย เงยหน้าขึ้นมามองอีกที กลุ่มปั่นออกไปไกลแล้ว ต้องมาปั่นไล่ เหนื่อยอีก
3. Separate lateral and rotational adjustment / การปรับคลีทให้ขยับ ซ้าย/ขวา ต้องเป็นอิสระจากการปรับมุมเอียง: คนที่เคยปรับคลีทจะทราบว่าคลีทของบันไดหลายยี่ห้อครับ เวลาตัองการปรับเอียงตาม มุมองศาที่ต้องการ จะมีผลต่อการตั้ง ระยะซ้ายขวา มันสัมพันธ์กันไม่ได้แยกเป็นอิสระจากกัน ดังนั้นทำให้การปรับแต่งคลีทมีข้อจำกัดมาก เนื่องจากถูกจำกัด โดยร่องตามแนวนั้งที่อยู่บนคลีทนั่นล่ะ
4. Multiple axle lengths แกนบันไดมีหลายความยาวให้เลือก: ถ้าลักษณะการปั่นของคนเราไม่เหมือนกัน ขาคนเราถ่างไม่เท่ากัน กะโหลกจักรยาน กว้างไม่เท่ากัน Q-Factor ของขาจานใช้ไม่เท่ากัน การที่จะบอกว่าต้องใช้ความยาวของแกนบันไดเท่ากันก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ดังนั้น บันไดที่ดีน่าจะมีความแนวของแกนบันไดให้เลือกหลากหลาย เพื่อให้พอดีกับลักษณะการปั่นของแต่ละคน ลองคิดดูครับ ว่ามีบันไดกี่ยี่ห้อที่มีความยาวของแกน (axle) ให้เลือก
5. Adjustable rotation/ปรับองศาการเอียงได้: บางคนชอบปั่นแบบปลายเท้าชี้ตรงไปด้านหน้าแบบขนานกับตัวเฟรม บางคนปลายเท้าชี้เข้า บางคนปลายเท้าชี้ออก รูปทรงของรองเท้าที่ออกแบบมาต่างกันเล็กน้อย ดังนั้น คลีทของบันไดน่าจะปรับให้เอียงได้ตามองศาที่เราต้องการ
6. Plentiful fore and aft adjustment/ปรับคลีทให้เดินหน้า/ถอยหลังได้ตามความต้องการ: วิธีการปรับคลีทที่เป็นที่นิยมและน่าจะถูกต้องที่สุด ณ ปัจจุบันก็คือ การปรับให้ แกนของบันได (Axle) อยู่ตรงกับโคนกระดูกของหัวแม่เท้า (เพราะจะส่งแรงได้ดีที่สุด) ดังนั้นคลีทต้องสามารถปรับให้เดินหน้าถอยหลังได้พอสมควร ซึ่งจะทำให้เราสามารถตั้งตำแหน่งของโคนกระดูกหัวแม่เท้าให้ตรงกับ แกนบันได อันนี้คิดว่าทุกยี่ห้อน่าจะทำได้อยู่แล้ว
7. Low stack height/ความสูงของ คลีท ไม่สูงเกินไป: อันนี้ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เท้าของผู้ปั่นควรจะอยู่ใกล้บันไดมากที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านแรงจากเท้าของเราไปยังบันได ถ้าพื้นรองเท้ายิ่งบาง (และต้องแข็งด้วยนะ) คลีทยิ่งบาง ก็จะลดจุดที่ทำให้เกิดการสูญเสียแรงที่เรากดบันไดให้เหลือน้อยที่สุด ทำให้การส่งผ่านแรงทำได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
คราวนี้มาถึงจุดสำคัญครับ Steve ได้ฟันธงว่าตามเกณฑ์ที่ได้กล่าวมา 7 ข้อนี้ มีเพียงบันไดยี่ห้อเดียวเท่านั้นที่ทำได้ครบสมบูรณ์แบบ นั่นคือ Speedplay
หลังจากฟังลุง Steve และ ผมพล่ามมา ไม่ได้แปลว่า Speedplay ดีทีสุด และ ทุกคนต้องใช้บันไดยี่ห้อนี้นะครับ ถ้าท่านพอใจกับบันไดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องเปลี่ยนเลย อะไรที่ปั่นแล้วรู้สึก ดี สบาย และ ‘แรง’ นั่นก็คือมันพอดีอยู่แล้ว แต่สำหรับท่านที่กำลังจะเปลี่ยนจากบันไดแบบธรรมดามาเป็น clipless หรือท่านที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ ก็ลองใช้เกณฑ์เหล่านี้มาช่วยพิจารณาหาบันไดชุดใหม่ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร นอกจากนี้อาจจะมีเกณฑ์อื่นๆที่สามารถนำมาใช้พิจารณาได้อีกครับ (นอกจากราคา ซึ่งสำหรับผมมาเป็นอย่างแรก) เช่น คุณภาพ ความทนทานของคลีท หรือ แม้กระทั้งความสามารถในการปรับแต่ง cleatทั้งสองข้างให้สูงไม่เท่ากันโดยการใช้ Wedge
เนื่องจากได้กล่าวถึงเรื่อง Wedge เลยขออธิบายเพิ่มตบท้ายว่า สำหรับท่านที่ขายาวไม่เท่ากัน นอกจากวิธีแก้โดยการใช้ ขาจานสองข้างที่ยาวไม่เท่ากันแล้ว ท่านสามารถเสริม ‘wedge’ หรือ ‘ตัวเสริมพื้นคลีท’ เข้าไปยัง cleat ของขาด้านที่สั้นกว่าก็ได้ครับ
--Human Knowledge Belongs to the World--
- นักปั่นน่องเล็ก
- ขาประจำ
- โพสต์: 885
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2008, 20:15
- team: ถ้ำประทุน
- Bike: Scott Scale 700 [MTB] BMC slr01 [Road Bike]
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ใช้ look อยูครับ ชอบครับเข้าง่ายออกง่าย แต่ปัญหาหลักๆที่เจอก็จะเป็นอันนี้
2. Double sided / ใส่ได้ทั้งสองด้าน: บันได clipless ส่วนใหญ่ใส่ได้ด้านเดียวครับ ดังนั้นเวลาจะใส่ (เช่น หลังจากติดไฟแดง) หลายๆท่านต้องก้มไปมองว่าด้านที่ใช้ล็อคมันหงายขึ้นหารองเท้าหรือยัง แถมยังใส่ได้ช้าอีกด้วย เงยหน้าขึ้นมามองอีกที กลุ่มปั่นออกไปไกลแล้ว ต้องมาปั่นไล่ เหนื่อยอีก
คือมันใส่ได้ด้านเดียว ต้องมาหา ก้มลงมามอง บางครั้งก็เสียวเหมือนกันเวลาออกตัวจากไฟแดง กลัวรถอื่นมาชนจากที่เรามัวแต่ก้มหาคลีตอยู่
2. Double sided / ใส่ได้ทั้งสองด้าน: บันได clipless ส่วนใหญ่ใส่ได้ด้านเดียวครับ ดังนั้นเวลาจะใส่ (เช่น หลังจากติดไฟแดง) หลายๆท่านต้องก้มไปมองว่าด้านที่ใช้ล็อคมันหงายขึ้นหารองเท้าหรือยัง แถมยังใส่ได้ช้าอีกด้วย เงยหน้าขึ้นมามองอีกที กลุ่มปั่นออกไปไกลแล้ว ต้องมาปั่นไล่ เหนื่อยอีก
คือมันใส่ได้ด้านเดียว ต้องมาหา ก้มลงมามอง บางครั้งก็เสียวเหมือนกันเวลาออกตัวจากไฟแดง กลัวรถอื่นมาชนจากที่เรามัวแต่ก้มหาคลีตอยู่
สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องไปปั่นเอาเอง
- breeze
- ขาประจำ
- โพสต์: 1872
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2011, 16:14
- Tel: 0849407000
- team: ยังไม่มีสังกัด แต่อยู่แถวพระราม 5 บางกรวย ครับ
- Bike: Dahon Archer P18 , Anchor CX900
-
Cycling B®y
- ขาประจำ
- โพสต์: 19808
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:41
- team: RAWAI Criterium Team. Phuket.
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
มีขายเป็นเข่งเลยครับ..เยอะแยะ..หาดูในห้องซื้อขาย หรือร้านค้าออนไลน์...breeze เขียน:แล้วมันมีขายในไทยไหมอะ
speedplay
ราคา...ก็แล้วแต่ชอบ..ตัวหนัก หรือ ตัวเบา..
▄▀▄▀ รายงายสด ผลการแข่ง พร้อมวีดีโอ การแข่งจักรยานโปรทัวร์ https://www.facebook.com/groups/183810108467489/ ▄▀▄▀
__________________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________________
- น้องหนึ่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 10662
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 04:07
- Tel: 0891441866
- ตำแหน่ง: http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
- ติดต่อ:
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
สินค้าทุกอย่าง ถ้ามียี่ห้อไหนดีที่สุดในโลก ดีแบบที่ไม่มีข้อเสีย ดีแบบที่ยี่ห้ออื่นสู้ไม่ได้
ยี่ห้ออื่นเจ๊งหมดแล้วครับ
ยี่ห้ออื่นเจ๊งหมดแล้วครับ
ร้านจักรยานฝีมือดี มาดึกๆได้
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
- Sam Gamgee
- ขาประจำ
- โพสต์: 2249
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 20:40
- team: TBA
- Bike: Infinito(50) w/ Edge 500, Force G/S Compact, 3T's C/P, D/A C50 Whl & Trance X3(S), XT DC, Thomson's C/P, Fox Float RL, X-Max SLR Whl & Standard Mu P8 & Strida Mini w/ 16" Whl
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
เงื่อนไขของบทความมีมั้ยครับว่าต้องใช้กับรองเท้าแบบน๊อต 4 ตัวสำหรับบันไดสปีดเพลย์? 
กีฬาอื่นเพื่อสันทนาการ แต่ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ
- Team-CSC
- ขาประจำ
- โพสต์: 834
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 10:56
- team: จักรยานตราจรเข้
- Bike: จักรยานตราจรเข้
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ไม่ได้มีบอกไว้ครับว่าต้องใช้กับรองเท้าแบบ 4 รูSam Gamgee เขียน:เงื่อนไขของบทความมีมั้ยครับว่าต้องใช้กับรองเท้าแบบน๊อต 4 ตัวสำหรับบันไดสปีดเพลย์?
โดยทัศนะส่วนตัวของผม ข้อเสียของ speedplay ก็ยังพอจำแนกออกมาได้ครับ:
1. ถึงแม้ speedplay จะเคลมว่าสามรถผลิต pedal ได้เบาเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ แต่ในทางกลับกัน น้ำหนักที่เคยอยู่ที่ตัวบันได กลับกลายไปอยู่ที่ คลีท แทน ดังนั้น แม้ว่า คลีทของ speedplay จะมีความยืดหยุ่นในการปรับตั้งสูง ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
2. speedplay เลือกที่จะใช้น็อตแบบ สี่แฉก แทนที่จะเป็น หกเหลี่ยม หรือ ดาว อันนี้ส่วนตัวผมรู้สึกว่าขันให้มันแน่นยาก และ เสี่ยงต่อการทำหัวน๊อตเจ๊งจริงๆ ส่วนตัวชอบแบบ 'ดาว' หรือ torque key
3. คลีท speedplay มันกินพื้นรองเท้าครับ เคยที่ใช้รองเท้าสำหรับ speedplay (แบบมีน๊อต 4 ตัว) คงรู้ดีว่ามันทำให้พื้นรองเท้าสึกได้ง่ายๆ วิธีแก้ก็คือต้องไปซื้อ shim มารองไว้ สิ่งที่ตามมาก็คือการเพิ่ม stack height นั่นเอง
4. คลีทของ speedplay หนา และ โคตรลื่น เมื่อเอามาเดินบนพื้น เช่น เวลาจอดกินเข้า หรือเข้าห้องน้ำ (มืออาชีพคงไม่ค่อยมีปัญหาจุดนี้ แต่นักปั่นเพื่อสุขภาพทั้งหลายโดนแน่นอน) ดังนั้น ถ้าอยากเดินให้สะดวกหน่อยต้องไปหาตัวครอบมาใช้ครับ ข้อนี้ผมไม่ได้ว่าบอก คลีทที่หนาของ speedplay ทำให้ stack height มากกว่ายี่ห้ออื่นะครับ เพราะเวลาใส่เข้าไปแล้ว คลีทมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบันไดไปเลยทีเดียว (คนที่เคยใช้คงจินตนาการได้ไม่ยาก เพราะตัวแป้นบันไดกลมๆกับคลีทมันสวมกลายเป็นชิ้นเดียวกันไปเลย)
ตอนนี้คิดได้ประมาณนี้ครับ รอท่านอื่นๆมาให้ความรู้เพิ่มอีกครับผม
--Human Knowledge Belongs to the World--
- ยุ่น
- ขาประจำ
- โพสต์: 275
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.ย. 2011, 13:08
- Tel: 0816736852
- team: Dream Team Sansai Chiangmai
- Bike: รถการ์ตูน
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
น่าสน แต่มันแพงไปนะ
อยากชิว ปั่นเช้า ตี5 หน้าโลตัสสันทราย ล้อหมุน 5.15
อยากแรง ปั่นเย็น 17.30 หน้าบ้านเสือโต โรลลิ่ง
อยากแรง ปั่นเย็น 17.30 หน้าบ้านเสือโต โรลลิ่ง
- โต้งหลังอนามัย
- ขาประจำ
- โพสต์: 3542
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 11:35
- Tel: 0848507344
- team: นาคาไบท์ ภูเก็ต
- Bike: อยากได้ s3 เรด ซิป
- ตำแหน่ง: ภูเก็ตครับ
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ผมเริ่มขี่หมอบก็ใช้สปีดเพลย์เลยคับ ไม่ใช่รู้ว่ามันดี ไม่ดี ยังไงน่ะ เพื่อนในกลุ่มขายต่อมาให้อีกทีก็เลยเอาคับ...(แล้วเห็นโปรฯใช้เยอะ)
ทีนี้พอได้ใช้ ใช้ไปซักปีกว่าๆ และตอนนี้กำลังลองใช้ของ ชิมาโน (105) อยู่ พอจะแยกออกได้ประมาณนี้ (ไม่ได้ลอกข้างบนน่ะ
)
ชอบ : สปีดเพลย์มากว่า ผมว่าการที่มันใส่ได้สองด้าน มันง่ายกว่าไม่ต้องกระโดกบันไดแล้วยังต้องเสียบหัวก่อนอีก แต่ถ้าสปีดเพลย์ วาง แล้วกด แป๊ะได้เลย
สปีดเพลย์มันขยับเท้าซ้ายขวาได้เยอะดีน่ะ เวลาปั่นไกลๆ ช่วยได้เยอะเลย เบาดีคับ แต่ถ้าบันได+คลีตรวมกันแล้วก็ไม่ได้เบากว่าซักเท่าไหร่
...ทีนี้ ข้อด้อยบ้าง อย่างแรกผมว่าแพงน่ะ ขนาดตัวล่างๆแล้วราคายังสูงเอาเรื่องเลย (แกนโครโมฯ) ตัวคลีตที่ติดรองเท้ามันสูง และ ลื่นมากๆ เดินต้องระวังอยางมากเลยคับ ไม่ค่อยทนถ้า เทียบกับ ชิมาโน (ตัวคลีตที่รองเท้าน่ะ)แล้วถ้าเดินบ่อยๆ ไอ้แผ่นอลูฯมันก็จะสึกทีนี้ขันน๊อตออกโครตจะยากเลยคับ กินพื้นรองเท้าพอสมควรเลย ถนัดซ้ายก็กินซ้ายมาก ถ้าขวาก็ขวามาก ตอนใส่ง่ายดีคับแต่ตอนถอดถ้าจับจังหวะไม่ดี มันไม่ยอมหลุดน่ะ มันทำท่าหลวมๆแต่ไม่ยอมหลุดถ้าบิดไม่ได้ช่วง...
กว่าจะชินโชว์ไปหลายที
...ประมาณนี่คับ ตอนนี้คลีตใต้รองเท้าของผม(สปีดเพลย์) บาน หลวม หมดแล้ว คงใช้ 105 ไปอีกซักพัก ก็คงกลับไปใช้ สปีดเพลย์เหมือนเดิมคับ ส่วนยี่ห้ออี่นคงไม่อยากลองแล้วล่ะ เสียดายเงินคับ เอาแค่สองยี่ห้อก็พอแระ...
อ๋อ...ลืม เรื่องน๊อตยึด แบบ4แฉก ขันยากคับ ไม่เข้าใจทำไมไม่ทำเป็น 6 เหลี่ยมมาให้ ขันง่ายกว่าเยอะ เหมือนที่ท่านข้างบนบอกเลยคับ
ผมไม่ได้ลอกน่ะ...

ทีนี้พอได้ใช้ ใช้ไปซักปีกว่าๆ และตอนนี้กำลังลองใช้ของ ชิมาโน (105) อยู่ พอจะแยกออกได้ประมาณนี้ (ไม่ได้ลอกข้างบนน่ะ
ชอบ : สปีดเพลย์มากว่า ผมว่าการที่มันใส่ได้สองด้าน มันง่ายกว่าไม่ต้องกระโดกบันไดแล้วยังต้องเสียบหัวก่อนอีก แต่ถ้าสปีดเพลย์ วาง แล้วกด แป๊ะได้เลย
สปีดเพลย์มันขยับเท้าซ้ายขวาได้เยอะดีน่ะ เวลาปั่นไกลๆ ช่วยได้เยอะเลย เบาดีคับ แต่ถ้าบันได+คลีตรวมกันแล้วก็ไม่ได้เบากว่าซักเท่าไหร่
...ทีนี้ ข้อด้อยบ้าง อย่างแรกผมว่าแพงน่ะ ขนาดตัวล่างๆแล้วราคายังสูงเอาเรื่องเลย (แกนโครโมฯ) ตัวคลีตที่ติดรองเท้ามันสูง และ ลื่นมากๆ เดินต้องระวังอยางมากเลยคับ ไม่ค่อยทนถ้า เทียบกับ ชิมาโน (ตัวคลีตที่รองเท้าน่ะ)แล้วถ้าเดินบ่อยๆ ไอ้แผ่นอลูฯมันก็จะสึกทีนี้ขันน๊อตออกโครตจะยากเลยคับ กินพื้นรองเท้าพอสมควรเลย ถนัดซ้ายก็กินซ้ายมาก ถ้าขวาก็ขวามาก ตอนใส่ง่ายดีคับแต่ตอนถอดถ้าจับจังหวะไม่ดี มันไม่ยอมหลุดน่ะ มันทำท่าหลวมๆแต่ไม่ยอมหลุดถ้าบิดไม่ได้ช่วง...
...ประมาณนี่คับ ตอนนี้คลีตใต้รองเท้าของผม(สปีดเพลย์) บาน หลวม หมดแล้ว คงใช้ 105 ไปอีกซักพัก ก็คงกลับไปใช้ สปีดเพลย์เหมือนเดิมคับ ส่วนยี่ห้ออี่นคงไม่อยากลองแล้วล่ะ เสียดายเงินคับ เอาแค่สองยี่ห้อก็พอแระ...
อ๋อ...ลืม เรื่องน๊อตยึด แบบ4แฉก ขันยากคับ ไม่เข้าใจทำไมไม่ทำเป็น 6 เหลี่ยมมาให้ ขันง่ายกว่าเยอะ เหมือนที่ท่านข้างบนบอกเลยคับ
ผมไม่ได้ลอกน่ะ...
ภูมิใจเถอะทูนหัว มีผัวขี่จักรยาน 555
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ผมเป็นพวกปรับตัวเข้าหาอุปกรณ์นะครับ นานๆทีถึงจะปรับอุปกรณ์เข้ามาหาตัว
ผมว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตาม มันจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากหลายๆเงื่อนไข ของที่ออกแบบมาดูเหมือนจะดีที่สุด แต่อาจจะเป็นของที่คนใช้ไม่มากก็ได้ ผิดกับของตลาดที่ออกแบบมาแบบเอาใจตลาดและผ่านการคิดกลั่นกรองจากเงื่อนไขต่างๆ เช่น
1. ตลาดของรองเท้า cleat ก็จะต้องมองรองเท้าที่ขายกันในตลาดเป็นหลัก ถ้าทำcleatในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของพื้นรองเท้า ก็จะทำให้ตลาดแคบลง การแปลงพื้นรองเท้าอาจจะทำไม่ได้กับรองเท้าบางรุ่น และผู้ใช้บางคนก็อาจจะเสียดายรองเท้าจนทำให้ไม่สนใจCleatระบบนั้น
2. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ SpeedPlay ทำได้มากกว่าใครนั้น อาจจะไม่ได้มีสาระสำคัญเลยก็ได้ เพราะการปรับแต่งCleatนั้น เมื่อปรับแต่งจนลงตัวแล้ว ก็แทบที่จะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันอีก คือ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องปรับแต่งกันบ่อยๆทุกๆวันของการปั่น ดังนั้นการออกแบบตำแหน่งยึดcleatกับพื้นรองเท้า จึงออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขึ้นบน ลงล่าง ออกนอก เข้าใน หรือเอียงtoe-in toe-out ได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ขนาดของcleatที่ดูเหมือนเล็กก็ทดแทนด้วยการเลือกใช้รองเท้าที่พื้นแข็งทำให้การถ่ายทอดแรงเสมือนไปด้วยกันทั้งแผ่นได้เช่นกัน , คนบางคนอาจจะได้ประโยชน์จากSpeedPlay แต่คนส่วนใหญ่สามารถเลือกที่จะปรับแต่งจนcleatของตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ แล้วก็จบเลย
3. ความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เพราะยกตัวอย่างง่ายๆ แป้นพิมพ์ดีดภาษาไทย แบบ ปัตตโชติ กับ เกษมณี ที่ตามทฤษฎีแล้ว แป้นแบบปัตตโชติควรจะเข้าถึงสระ วรรณยุกต์ที่ใช้บ่อยๆได้ง่ายกว่าแบบเกษมณี ซึ่งก็ควรทำให้เพิ่มความเร็วในการพิมพ์ดีดให้เร็วขึ้น แต่ผลจากการพิสูจน์ด้วยการนำสุดยอดฝีมือมาชนกัน ผลคือไม่มีใครแพ้ชนะ มันเร็วพอๆกัน เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร มีการเรียนรู้และปรับตัว จนเกิดความชำนาญ
บันไดของเสือหมอบส่วนใหญ่มีด้านเดียว เพราะส่วนใหญ่ของชีวิตจะอยู่บนบันได ผิดกับเสือภูเขาหรือ cyclocross ที่ต้องลงจากรถเพื่อแบกรถ จูงรถ ดังนั้นบันไดที่ใส่ได้ 2 หน้าจึงมีประโยชน์คนละกรณีกัน บันไดเสือหมอบมีหน้าเดียว เพราะจะได้ลดน้ำหนักในส่วนของชุด cleat retaining system เช่น สปริง ขาคานต่างๆให้น้อยชิ้นลง
จริงๆแล้ว บันไดของ Shimano ทุกรุ่น หลังจากที่ใช้งานจนจุดหมุนคล่องตัวดีแล้ว เวลาที่ปล่อยให้มันอยู่นิ่งๆ ส่วนท้ายของมันก็จะห้อยตัวเอาส่วนท้ายสุดลงล่างในลักษณะกึ่งๆหงายหลัง
ถ้ามาดูบันไดทุกๆอันที่ผมใช้ จะสังเกตได้เลยว่า ฝั่งตรงข้ามด้านที่ใส่cleat แทบจะไม่มีร่องรอยจากการเหยียบผิดเลย มันเรียนรู้ง่ายๆ ด้วยการปล่อยมันไว้ แล้วเสียบเท้าไปด้านหน้าพร้อมๆกับจิกปลายเท้าลงพร้อมกับเหยียบลงไป บันไดมันก็จะเปิดด้านใส่cleat ให้เราเอง ออกแรงกดลงไปอีกนิด ก็จะเข้าที่ บางทีผมยังรู้สึกเลยว่า บันไดเสือภูเขาแบบ 2 หน้า บางทียังหาทางเสียบcleatเข้าไปในช่องของมันได้ช้ากว่าของเสือหมอบด้วยซ้ำไป ผมออกไฟแดงโดยไม่จำเป็นต้องมองบันไดด้วยซ้ำไป
4. User-freindly
และถึงแม้ว่าชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่บนบันได แต่ผู้ปั่นก็จะต้องเดินบ้าง การออกแบบcleat ให้มีลักษณะที่เป็น walker- friendly จึงมีความจำเป็นเช่นกัน
ตัวผมเอง อยู่ในหอพักชั้น 3 ต้องแบกจักรยานเดินขึ้นลงบันได จนชิน ถ้าCleatออกแบบมาให้เดินลำบาก ผมเองจะเสี่ยงต่อการตกบันไดมากขึ้น ( ถอดรองเท้าเดินก็ได้ แต่การปรับความตึงของสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างต้องพิถีพิถัน ต้องนั่งปรับ นั่งขยับ ยืนขยับเท้า มันก็ใช้เวลานะ ลงมาจากบันได เราก็อยากจะปั่นเลย
) สมัยก่อนผมเคยใช้บันได SPD-R ซึ่งเป็น cleatเหล็ก เป็นระบบเก่า ( อยากจะให้หลุดบางทีก็ไม่หลุด แต่ไม่อยากให้หลุดบางทีก็ดันหลุดซะ ) ไม่ต้องพูดถึง ขาเขียวมาแล้ว เพราะลื่นมาก จนบางครั้งต้องยอมเดินเท้าเปล่าลงมาจากห้องพัก ส่วน Look รุ่นcleatหัวเกี๊ยะ นั่น ทนใช้ได้พักหนึ่ง ปรับตัวยังไงก็ไม่ได้ โดยเฉพาะลื่นจนแทบจะตกบันไดเอาไม่แพ้ SPD-R , โชคดีที่Shimano ทำระบบ SPD-SL ซึ่งดูแล้วถูกใจกว่าเดิม เดินง่ายขึ้น ปรับแต่งตำแหน่งcleatบนรองเท้าได้สะดวกในทุกๆdirection และที่สำคัญคือ Cleatมันเบามากด้วย
ถ้าผมใช้ SpeedPlay สงสัยผมต้องเดินเท้าเปล่าลงมาจากห้องพักแน่นอน ฮ่า ฮ่า
แลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ
ผมว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตาม มันจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากหลายๆเงื่อนไข ของที่ออกแบบมาดูเหมือนจะดีที่สุด แต่อาจจะเป็นของที่คนใช้ไม่มากก็ได้ ผิดกับของตลาดที่ออกแบบมาแบบเอาใจตลาดและผ่านการคิดกลั่นกรองจากเงื่อนไขต่างๆ เช่น
1. ตลาดของรองเท้า cleat ก็จะต้องมองรองเท้าที่ขายกันในตลาดเป็นหลัก ถ้าทำcleatในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของพื้นรองเท้า ก็จะทำให้ตลาดแคบลง การแปลงพื้นรองเท้าอาจจะทำไม่ได้กับรองเท้าบางรุ่น และผู้ใช้บางคนก็อาจจะเสียดายรองเท้าจนทำให้ไม่สนใจCleatระบบนั้น
2. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ SpeedPlay ทำได้มากกว่าใครนั้น อาจจะไม่ได้มีสาระสำคัญเลยก็ได้ เพราะการปรับแต่งCleatนั้น เมื่อปรับแต่งจนลงตัวแล้ว ก็แทบที่จะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันอีก คือ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องปรับแต่งกันบ่อยๆทุกๆวันของการปั่น ดังนั้นการออกแบบตำแหน่งยึดcleatกับพื้นรองเท้า จึงออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขึ้นบน ลงล่าง ออกนอก เข้าใน หรือเอียงtoe-in toe-out ได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ขนาดของcleatที่ดูเหมือนเล็กก็ทดแทนด้วยการเลือกใช้รองเท้าที่พื้นแข็งทำให้การถ่ายทอดแรงเสมือนไปด้วยกันทั้งแผ่นได้เช่นกัน , คนบางคนอาจจะได้ประโยชน์จากSpeedPlay แต่คนส่วนใหญ่สามารถเลือกที่จะปรับแต่งจนcleatของตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ แล้วก็จบเลย
3. ความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เพราะยกตัวอย่างง่ายๆ แป้นพิมพ์ดีดภาษาไทย แบบ ปัตตโชติ กับ เกษมณี ที่ตามทฤษฎีแล้ว แป้นแบบปัตตโชติควรจะเข้าถึงสระ วรรณยุกต์ที่ใช้บ่อยๆได้ง่ายกว่าแบบเกษมณี ซึ่งก็ควรทำให้เพิ่มความเร็วในการพิมพ์ดีดให้เร็วขึ้น แต่ผลจากการพิสูจน์ด้วยการนำสุดยอดฝีมือมาชนกัน ผลคือไม่มีใครแพ้ชนะ มันเร็วพอๆกัน เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร มีการเรียนรู้และปรับตัว จนเกิดความชำนาญ
บันไดของเสือหมอบส่วนใหญ่มีด้านเดียว เพราะส่วนใหญ่ของชีวิตจะอยู่บนบันได ผิดกับเสือภูเขาหรือ cyclocross ที่ต้องลงจากรถเพื่อแบกรถ จูงรถ ดังนั้นบันไดที่ใส่ได้ 2 หน้าจึงมีประโยชน์คนละกรณีกัน บันไดเสือหมอบมีหน้าเดียว เพราะจะได้ลดน้ำหนักในส่วนของชุด cleat retaining system เช่น สปริง ขาคานต่างๆให้น้อยชิ้นลง
จริงๆแล้ว บันไดของ Shimano ทุกรุ่น หลังจากที่ใช้งานจนจุดหมุนคล่องตัวดีแล้ว เวลาที่ปล่อยให้มันอยู่นิ่งๆ ส่วนท้ายของมันก็จะห้อยตัวเอาส่วนท้ายสุดลงล่างในลักษณะกึ่งๆหงายหลัง
ถ้ามาดูบันไดทุกๆอันที่ผมใช้ จะสังเกตได้เลยว่า ฝั่งตรงข้ามด้านที่ใส่cleat แทบจะไม่มีร่องรอยจากการเหยียบผิดเลย มันเรียนรู้ง่ายๆ ด้วยการปล่อยมันไว้ แล้วเสียบเท้าไปด้านหน้าพร้อมๆกับจิกปลายเท้าลงพร้อมกับเหยียบลงไป บันไดมันก็จะเปิดด้านใส่cleat ให้เราเอง ออกแรงกดลงไปอีกนิด ก็จะเข้าที่ บางทีผมยังรู้สึกเลยว่า บันไดเสือภูเขาแบบ 2 หน้า บางทียังหาทางเสียบcleatเข้าไปในช่องของมันได้ช้ากว่าของเสือหมอบด้วยซ้ำไป ผมออกไฟแดงโดยไม่จำเป็นต้องมองบันไดด้วยซ้ำไป
4. User-freindly
และถึงแม้ว่าชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่บนบันได แต่ผู้ปั่นก็จะต้องเดินบ้าง การออกแบบcleat ให้มีลักษณะที่เป็น walker- friendly จึงมีความจำเป็นเช่นกัน
ตัวผมเอง อยู่ในหอพักชั้น 3 ต้องแบกจักรยานเดินขึ้นลงบันได จนชิน ถ้าCleatออกแบบมาให้เดินลำบาก ผมเองจะเสี่ยงต่อการตกบันไดมากขึ้น ( ถอดรองเท้าเดินก็ได้ แต่การปรับความตึงของสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างต้องพิถีพิถัน ต้องนั่งปรับ นั่งขยับ ยืนขยับเท้า มันก็ใช้เวลานะ ลงมาจากบันได เราก็อยากจะปั่นเลย
ถ้าผมใช้ SpeedPlay สงสัยผมต้องเดินเท้าเปล่าลงมาจากห้องพักแน่นอน ฮ่า ฮ่า
แลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
Supa
- ขาประจำ
- โพสต์: 683
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ส.ค. 2008, 16:06
- team: จักรยานตาก
- Bike: Wheeler road / GIANT NRS MTB
- ติดต่อ:
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
lucifer เขียน:ผมเป็นพวกปรับตัวเข้าหาอุปกรณ์นะครับ นานๆทีถึงจะปรับอุปกรณ์เข้ามาหาตัว
ผมว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตาม มันจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากหลายๆเงื่อนไข ของที่ออกแบบมาดูเหมือนจะดีที่สุด แต่อาจจะเป็นของที่คนใช้ไม่มากก็ได้ ผิดกับของตลาดที่ออกแบบมาแบบเอาใจตลาดและผ่านการคิดกลั่นกรองจากเงื่อนไขต่างๆ เช่น
1. ตลาดของรองเท้า cleat ก็จะต้องมองรองเท้าที่ขายกันในตลาดเป็นหลัก ถ้าทำcleatในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของพื้นรองเท้า ก็จะทำให้ตลาดแคบลง การแปลงพื้นรองเท้าอาจจะทำไม่ได้กับรองเท้าบางรุ่น และผู้ใช้บางคนก็อาจจะเสียดายรองเท้าจนทำให้ไม่สนใจCleatระบบนั้น
2. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง อันที่จริงแล้ว สิ่งที่ SpeedPlay ทำได้มากกว่าใครนั้น อาจจะไม่ได้มีสาระสำคัญเลยก็ได้ เพราะการปรับแต่งCleatนั้น เมื่อปรับแต่งจนลงตัวแล้ว ก็แทบที่จะไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันอีก คือ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องปรับแต่งกันบ่อยๆทุกๆวันของการปั่น ดังนั้นการออกแบบตำแหน่งยึดcleatกับพื้นรองเท้า จึงออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขึ้นบน ลงล่าง ออกนอก เข้าใน หรือเอียงtoe-in toe-out ได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ขนาดของcleatที่ดูเหมือนเล็กก็ทดแทนด้วยการเลือกใช้รองเท้าที่พื้นแข็งทำให้การถ่ายทอดแรงเสมือนไปด้วยกันทั้งแผ่นได้เช่นกัน , คนบางคนอาจจะได้ประโยชน์จากSpeedPlay แต่คนส่วนใหญ่สามารถเลือกที่จะปรับแต่งจนcleatของตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ แล้วก็จบเลย
3. ความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้ว เพราะยกตัวอย่างง่ายๆ แป้นพิมพ์ดีดภาษาไทย แบบ ปัตตโชติ กับ เกษมณี ที่ตามทฤษฎีแล้ว แป้นแบบปัตตโชติควรจะเข้าถึงสระ วรรณยุกต์ที่ใช้บ่อยๆได้ง่ายกว่าแบบเกษมณี ซึ่งก็ควรทำให้เพิ่มความเร็วในการพิมพ์ดีดให้เร็วขึ้น แต่ผลจากการพิสูจน์ด้วยการนำสุดยอดฝีมือมาชนกัน ผลคือไม่มีใครแพ้ชนะ มันเร็วพอๆกัน เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร มีการเรียนรู้และปรับตัว จนเกิดความชำนาญ
บันไดของเสือหมอบส่วนใหญ่มีด้านเดียว เพราะส่วนใหญ่ของชีวิตจะอยู่บนบันได ผิดกับเสือภูเขาหรือ cyclocross ที่ต้องลงจากรถเพื่อแบกรถ จูงรถ ดังนั้นบันไดที่ใส่ได้ 2 หน้าจึงมีประโยชน์คนละกรณีกัน บันไดเสือหมอบมีหน้าเดียว เพราะจะได้ลดน้ำหนักในส่วนของชุด cleat retaining system เช่น สปริง ขาคานต่างๆให้น้อยชิ้นลง
จริงๆแล้ว บันไดของ Shimano ทุกรุ่น หลังจากที่ใช้งานจนจุดหมุนคล่องตัวดีแล้ว เวลาที่ปล่อยให้มันอยู่นิ่งๆ ส่วนท้ายของมันก็จะห้อยตัวเอาส่วนท้ายสุดลงล่างในลักษณะกึ่งๆหงายหลัง
ถ้ามาดูบันไดทุกๆอันที่ผมใช้ จะสังเกตได้เลยว่า ฝั่งตรงข้ามด้านที่ใส่cleat แทบจะไม่มีร่องรอยจากการเหยียบผิดเลย มันเรียนรู้ง่ายๆ ด้วยการปล่อยมันไว้ แล้วเสียบเท้าไปด้านหน้าพร้อมๆกับจิกปลายเท้าลงพร้อมกับเหยียบลงไป บันไดมันก็จะเปิดด้านใส่cleat ให้เราเอง ออกแรงกดลงไปอีกนิด ก็จะเข้าที่ บางทีผมยังรู้สึกเลยว่า บันไดเสือภูเขาแบบ 2 หน้า บางทียังหาทางเสียบcleatเข้าไปในช่องของมันได้ช้ากว่าของเสือหมอบด้วยซ้ำไป ผมออกไฟแดงโดยไม่จำเป็นต้องมองบันไดด้วยซ้ำไป
4. User-freindly
และถึงแม้ว่าชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่บนบันได แต่ผู้ปั่นก็จะต้องเดินบ้าง การออกแบบcleat ให้มีลักษณะที่เป็น walker- friendly จึงมีความจำเป็นเช่นกัน
ตัวผมเอง อยู่ในหอพักชั้น 3 ต้องแบกจักรยานเดินขึ้นลงบันได จนชิน ถ้าCleatออกแบบมาให้เดินลำบาก ผมเองจะเสี่ยงต่อการตกบันไดมากขึ้น ( ถอดรองเท้าเดินก็ได้ แต่การปรับความตึงของสายรัดรองเท้าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างต้องพิถีพิถัน ต้องนั่งปรับ นั่งขยับ ยืนขยับเท้า มันก็ใช้เวลานะ ลงมาจากบันได เราก็อยากจะปั่นเลย) สมัยก่อนผมเคยใช้บันได SPD-R ซึ่งเป็น cleatเหล็ก เป็นระบบเก่า ( อยากจะให้หลุดบางทีก็ไม่หลุด แต่ไม่อยากให้หลุดบางทีก็ดันหลุดซะ ) ไม่ต้องพูดถึง ขาเขียวมาแล้ว เพราะลื่นมาก จนบางครั้งต้องยอมเดินเท้าเปล่าลงมาจากห้องพัก ส่วน Look รุ่นcleatหัวเกี๊ยะ นั่น ทนใช้ได้พักหนึ่ง ปรับตัวยังไงก็ไม่ได้ โดยเฉพาะลื่นจนแทบจะตกบันไดเอาไม่แพ้ SPD-R , โชคดีที่Shimano ทำระบบ SPD-SL ซึ่งดูแล้วถูกใจกว่าเดิม เดินง่ายขึ้น ปรับแต่งตำแหน่งcleatบนรองเท้าได้สะดวกในทุกๆdirection และที่สำคัญคือ Cleatมันเบามากด้วย
ถ้าผมใช้ SpeedPlay สงสัยผมต้องเดินเท้าเปล่าลงมาจากห้องพักแน่นอน ฮ่า ฮ่า
แลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ
โดยเฉพาะข้อ 3 ผมว่าคลีทด้านเดียวมันก็ใส่ไม่ยากมากครับ ถ้าเราใช้บ่อยๆ จนปรับตัวตามมันได้ ลักษณะการวางท่าของบันได ก็เป็นประมาณตามที่ ป๋าลู บอกเลยครับ
ส่วนข้อ 4 อันนี้บอกไม่ได้มากเพราะเคยใช้แต่ของ Shimano แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเดินยากเท่าไหร่เลย แต่ตอนลงจากที่พัก (ชั้น 3) ผมถอดรองเท้าแล้วแบกจักรยาน ลงมาใส่ข้างล่างครับ เพราะกลัวจะพื้นคาร์บอนจะเป็นรอยครับ
-
737
- ขาประจำ
- โพสต์: 892
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:29
- Tel: -
- team: KMITL
- Bike: Fisher, M1, Giant 760, Neo-Cot, Ground Control, GT, Pana Grand canyon, SoloistUltra,Miyata
- ติดต่อ:
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
ชอบชิมาโนตรงความทนกับลื่น แต่ไม่ทราบว่าถ้าเป็น speed play ถ้าเทียบกันแล้วนี่เบากว่า แล้วความลื่นนี่ดีกว่าชิมาโน และลูกปืนคลอนง่ายกว่าในระยะยาวหรือไม่ครับ(เคยใช้แต่ตัว frog ของ MTB)
- phongsiri
- ขาประจำ
- โพสต์: 5777
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.พ. 2009, 11:25
- Tel: -
- team: Nong Khai Cycling Club
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
เคบใช้อย่3อันคือ shimano105 time rxr carbon และ speedplay แกน สแตนเลส time สำหรับผมตัดออกไปอันแรกเลยครับเดินง่ายจริงแต่คลีทหักง่ายมากๆ หักทีนึงซื้อใหม่คู่นึงแม้จะสลับขวาซ้ายกันได้เลยแต่คู่ละ500นี่ไม่ไหวครับไม่ถึงปีไปแล้ว2คู่ อาจเพราะตัวหนักและต้องเดินลงบันได2ชั้น ทุกครั้งที่ปั่น เลยเลิกคบ
ต่่อมาshimano ใช้ได้แปปเดียวก็ต้องจากกันเพราะแถวบ้านเวลาออกทริปกันทางมันมักมีโคลนมีดินต่างจังหวัดก็เป็นอย่างนี้พอโคลนติดชีวิตก็เศร้าถามว่า105ดีไหมก็ดีครับชอบแต่เรื่องโคลนเข้าใจว่าคลทหมอบมันไม่ได้ออกแบบให้เจอโคลนแต่ผมต้องเจอ
สุดท้ายมาถึง speedplay จริงครับอย่างที่ คุณlucifer พูดว่ามันไม่จำเป็นแต่ผมมองว่าเหมือนได้ของแถมกับบันไดที่มี2หน้า จริงว่าหน้าเดียวก็พอแต่จะมี2ก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะ พวกสปริงอะไรนั่นมันอยู่ที่คลีท ส่วนเรื่องปรับนี่ ผมชอบตรง Float ของมันที่ตั่งง่ายมากๆแค่ขันน็อตด้านข้างแล้วลองล็อคดูโดยไม่ต้องไปขันน็อตที่จยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งคลีท เช่นวันนี้ผมปั่นหมอบผมก็ตั้ง float ปกติ แต่วันนี้ปั่น TT อยากให้ Float มันล็อคตาย0องศาขยับเท่าไม่ได้เลยผมก็ตั้งได้โดยไม่ต้องขยับคลีทเลยเพราะตำแหน่งที่ตั้งfloat กับตั่งคลีทแยกกันอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าตั้งคลีทให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วจบจริงครับ เพราะการตั้ง Float หามุมที่เหมาะและชอบกับการปั่นแต่ละรูปแบบ มันตั้งแยกทีกัน สมมุติเล่นซึ่งจริงก็ไม่จำเป็นมากมาย ถ้าคุณชอบปั่น TT แบบคลีทล็อคตายเท้าขยับไม่ได้เพื่อความมันส์ต้องเปลี่ยนคลีทเหลืองเป็นคลีทแดง(shimano) แต่speddplayขันน็อตหน่อยก็ขยับไม่ได้แล้วคลายหน่อยก็อยู่ที่เดิมได้เพราะจะมี การทำ จุดๆ ไว้บนคลีทเพื่อง่ายต่อการจำตำแหน่งว่าปกติเราขยับ Float ไว้ที่เท่าไหร่ และต่อมา2ปัญหาของผมเรื่องคลีทหักและติดโคลน ผมใช้ฝาครอบคลีทครับเดินลงบันได้ก็ใส่เดินลงไปซึ่งมันไม่ลื่นเลยใครเคยใส่จะรู้ได้เลยว่าเรื่องการลื่นนั้นน้อยลงมากเดินสะดวกกว่าคลีท shimano ด้วยซ้ำเพราะยางที่ใช้ทำนั่นไม่ลื่นเลยและแข็งแรงมาก เรื่องคลีทพังยังไม่เจอครับเพราะถ้าต้องเดินก็ใส่ตัวครอบตลอดจะลงบันไดหรือแม้เวลาออกทริปไปน้ำตกต้องเจอโคลน ก็ใส่ฝาครอบไว้ครัเดินไปไหนมาไหนได้หมด ก่อนจะกลับก็เคาะๆคลีทแล้วเอาฝาครอบใส่กระเป๋าแล้วก็ปั่น เวลาจะไปปั่นก็ใส่ฝาครอบเดินแบกรถลงบันได้แล้วก่อนปั่นก็ดึงฝาครอบเก็บใส่กระเป๋าใช้เวลาไม่ถึง10วินาที ดังนั้นคลีทผมเลยอยู่รอดปลอดภัยมาตลอด สำหรับผมแล้ว speedplay มันเข้ากับผมได้ดีกว่ายี่ห้ออื่นแล้วครับ และนอกจากนั้น บันได้ speedplay น่าจะเป็นบันไดยี่ห้อเดียวที่ไม่ทำให้รองเท้าแตะผมพังเวลาปั่นหมอบไปซื้อกับข้าว แม้ว่ารองเท้าแตะผมจะเป็นนันยางราคา90บาท แต่บันได time กับ shimano จิกมันจนพรุ่น แต่กับ speedplay กลมๆเรียบๆ ใส่ปั่นได้ครับอาจจะเล็กไปหน่ยที่เหยียบน้อยเมื่อใส่กัยรองเท้าแตะแต่มันก็นะประหยัดค่าน้ำมันกับค่ารองเท้าขาดแล้วรับได้ครับ ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจครับว่าเค้าไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับรองเท้าแตะ ผมเลยมองว่ามันเป็นการได้ของแถมเพราะโดยการใช้งานปกติของมันผมว่ามันไม่ต่าง แต่ speedplay มันแถมบันได2หน้า การปรับ float ที่ไม่ทำให้ต้องตำแหน่งคลีทใหม่ มีฝาครอบ(ซื้อเพิ่ม)ให้เดินได้ง่ายและเหยียบดินโคลนที่ไม่ใช่โคลนเละๆได้โดยไม่มีอะไรเปื้อนคลีทแค่เปื้อนตัวครอบอีกทั้งยังเป็นมิตรกับรองเท้าแตะผมซึ่งๆจริงเห็นในเว็บเค้ามีฝาครอบบันไดขายด้วยให้เอามาครอบบันไดเพื่อให้กลาบเป็นเหมือนบันได้แบบไม่คลิปเลสใช้ปั่นเล่นก็ได้แต่ในไทยไม่เห็นมีใครเอามาขาย แต่เท่านี้ก็ ok แล้วครับปัญหาที่เจอก็มีแค่ตอนแรกๆที่ใส่ยากเพราะไม่คุ้นกับมีเสียงก๊อกแก๊กเวลาสปริ้นแต่เสียงหายไปแล้วเพราะได้รับความช่วยเหลือจากพี่เก๋ Domi ว่าให้ลองเอาจารบีใส่ดู ต่อมาก็เงียบครับ
สรุปว่า มันเป็นอะไรที่ผมถูกใจมากๆเลยครับไอ้ speedplay เนี้ยะ
ต่่อมาshimano ใช้ได้แปปเดียวก็ต้องจากกันเพราะแถวบ้านเวลาออกทริปกันทางมันมักมีโคลนมีดินต่างจังหวัดก็เป็นอย่างนี้พอโคลนติดชีวิตก็เศร้าถามว่า105ดีไหมก็ดีครับชอบแต่เรื่องโคลนเข้าใจว่าคลทหมอบมันไม่ได้ออกแบบให้เจอโคลนแต่ผมต้องเจอ
สุดท้ายมาถึง speedplay จริงครับอย่างที่ คุณlucifer พูดว่ามันไม่จำเป็นแต่ผมมองว่าเหมือนได้ของแถมกับบันไดที่มี2หน้า จริงว่าหน้าเดียวก็พอแต่จะมี2ก็ไม่เห็นเป็นไรเพราะ พวกสปริงอะไรนั่นมันอยู่ที่คลีท ส่วนเรื่องปรับนี่ ผมชอบตรง Float ของมันที่ตั่งง่ายมากๆแค่ขันน็อตด้านข้างแล้วลองล็อคดูโดยไม่ต้องไปขันน็อตที่จยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งคลีท เช่นวันนี้ผมปั่นหมอบผมก็ตั้ง float ปกติ แต่วันนี้ปั่น TT อยากให้ Float มันล็อคตาย0องศาขยับเท่าไม่ได้เลยผมก็ตั้งได้โดยไม่ต้องขยับคลีทเลยเพราะตำแหน่งที่ตั้งfloat กับตั่งคลีทแยกกันอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าตั้งคลีทให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วจบจริงครับ เพราะการตั้ง Float หามุมที่เหมาะและชอบกับการปั่นแต่ละรูปแบบ มันตั้งแยกทีกัน สมมุติเล่นซึ่งจริงก็ไม่จำเป็นมากมาย ถ้าคุณชอบปั่น TT แบบคลีทล็อคตายเท้าขยับไม่ได้เพื่อความมันส์ต้องเปลี่ยนคลีทเหลืองเป็นคลีทแดง(shimano) แต่speddplayขันน็อตหน่อยก็ขยับไม่ได้แล้วคลายหน่อยก็อยู่ที่เดิมได้เพราะจะมี การทำ จุดๆ ไว้บนคลีทเพื่อง่ายต่อการจำตำแหน่งว่าปกติเราขยับ Float ไว้ที่เท่าไหร่ และต่อมา2ปัญหาของผมเรื่องคลีทหักและติดโคลน ผมใช้ฝาครอบคลีทครับเดินลงบันได้ก็ใส่เดินลงไปซึ่งมันไม่ลื่นเลยใครเคยใส่จะรู้ได้เลยว่าเรื่องการลื่นนั้นน้อยลงมากเดินสะดวกกว่าคลีท shimano ด้วยซ้ำเพราะยางที่ใช้ทำนั่นไม่ลื่นเลยและแข็งแรงมาก เรื่องคลีทพังยังไม่เจอครับเพราะถ้าต้องเดินก็ใส่ตัวครอบตลอดจะลงบันไดหรือแม้เวลาออกทริปไปน้ำตกต้องเจอโคลน ก็ใส่ฝาครอบไว้ครัเดินไปไหนมาไหนได้หมด ก่อนจะกลับก็เคาะๆคลีทแล้วเอาฝาครอบใส่กระเป๋าแล้วก็ปั่น เวลาจะไปปั่นก็ใส่ฝาครอบเดินแบกรถลงบันได้แล้วก่อนปั่นก็ดึงฝาครอบเก็บใส่กระเป๋าใช้เวลาไม่ถึง10วินาที ดังนั้นคลีทผมเลยอยู่รอดปลอดภัยมาตลอด สำหรับผมแล้ว speedplay มันเข้ากับผมได้ดีกว่ายี่ห้ออื่นแล้วครับ และนอกจากนั้น บันได้ speedplay น่าจะเป็นบันไดยี่ห้อเดียวที่ไม่ทำให้รองเท้าแตะผมพังเวลาปั่นหมอบไปซื้อกับข้าว แม้ว่ารองเท้าแตะผมจะเป็นนันยางราคา90บาท แต่บันได time กับ shimano จิกมันจนพรุ่น แต่กับ speedplay กลมๆเรียบๆ ใส่ปั่นได้ครับอาจจะเล็กไปหน่ยที่เหยียบน้อยเมื่อใส่กัยรองเท้าแตะแต่มันก็นะประหยัดค่าน้ำมันกับค่ารองเท้าขาดแล้วรับได้ครับ ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจครับว่าเค้าไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับรองเท้าแตะ ผมเลยมองว่ามันเป็นการได้ของแถมเพราะโดยการใช้งานปกติของมันผมว่ามันไม่ต่าง แต่ speedplay มันแถมบันได2หน้า การปรับ float ที่ไม่ทำให้ต้องตำแหน่งคลีทใหม่ มีฝาครอบ(ซื้อเพิ่ม)ให้เดินได้ง่ายและเหยียบดินโคลนที่ไม่ใช่โคลนเละๆได้โดยไม่มีอะไรเปื้อนคลีทแค่เปื้อนตัวครอบอีกทั้งยังเป็นมิตรกับรองเท้าแตะผมซึ่งๆจริงเห็นในเว็บเค้ามีฝาครอบบันไดขายด้วยให้เอามาครอบบันไดเพื่อให้กลาบเป็นเหมือนบันได้แบบไม่คลิปเลสใช้ปั่นเล่นก็ได้แต่ในไทยไม่เห็นมีใครเอามาขาย แต่เท่านี้ก็ ok แล้วครับปัญหาที่เจอก็มีแค่ตอนแรกๆที่ใส่ยากเพราะไม่คุ้นกับมีเสียงก๊อกแก๊กเวลาสปริ้นแต่เสียงหายไปแล้วเพราะได้รับความช่วยเหลือจากพี่เก๋ Domi ว่าให้ลองเอาจารบีใส่ดู ต่อมาก็เงียบครับ
สรุปว่า มันเป็นอะไรที่ผมถูกใจมากๆเลยครับไอ้ speedplay เนี้ยะ
ชีวิตที่ผ่านมานั้นมันคุ้มค่าจริงหรือ และตอนนี้ได้ทำอะไรเพื่อจะก้าวต่อไปแล้วหรือยัง
If not now. When? Let's get start.
คิดมากเกินไป ก็ออกทะเลไปเรื่อยๆ
If not now. When? Let's get start.
คิดมากเกินไป ก็ออกทะเลไปเรื่อยๆ
- phongsiri
- ขาประจำ
- โพสต์: 5777
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.พ. 2009, 11:25
- Tel: -
- team: Nong Khai Cycling Club
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
แถมอีกหน่อยเรื่องความทนทานผมว่ามันอาจไม่ทนเท่าพวก shimano หรือยี่ห้ออื่นแต่ถ้ามันเกิดพังก็น่าจะพังแค่คลีทเพราะตัวระบบล็อกสปริงอะไรอยู่ที่คลีท พังมาก็เปลี่ยนแต่คลีทได้1000บาทมั้งครับโดยประมาณโดยไม่ต้องซื้อใหม่ทั้งบันได้ที่น่าจะเกิน1000 แต่คิดว่าถ้าใส่ฝาครอบไว้ ใช้งานปกติทั่วไปไม่น่าจะพังง่าย และการดูแลรักษาจัดว่าง่ายครับเพราะสามารถ หยอดน้ำมันเพื่อลดความฝืดได้โดยการขันน็อตเปิดฝาแล้วก็หยอดแล้วก็ปิด
ชีวิตที่ผ่านมานั้นมันคุ้มค่าจริงหรือ และตอนนี้ได้ทำอะไรเพื่อจะก้าวต่อไปแล้วหรือยัง
If not now. When? Let's get start.
คิดมากเกินไป ก็ออกทะเลไปเรื่อยๆ
If not now. When? Let's get start.
คิดมากเกินไป ก็ออกทะเลไปเรื่อยๆ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ลองมาถกกันเรื่องการเลือกบันได/ลูกถีบ (Pedal) แบบ Clipless กันดีกว่าครับ
สงสัย คุณข้าวจะไปเจอ Shimano SPD-R ตัวที่มีcleatเป็นเหล็กสีดำแน่ๆเลย cleatรุ่นนั้นนี่ถ้าเจอโคลนเข้าไปนี่ ผมว่ามีฝันร้ายทีเดียวเลยหละครับ ( ขนาดไม่เจอโคลน ผมเองเคยปลดไม่ออกแล้วต้องปล่อยล้มแถวๆลานจอดรถแบบอายๆมาแล้วเหมือนกัน ) เพราะถ้าเป็น SPD-SL ตัวที่ใช้กันมาตั้งแต่ๆราวๆปี 2007 มั๊ง ตัวนัั้นปรับปรุงระบบcleatใหม่ แล้วตัวบันไดเองก็มีที่ให้โคลนหลุดออกมาได้เช่นกันครับ ตัวนี้ไม่กลัวโคลนอย่างแน่นอน
ดีครับ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน
ดีครับ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน