ทิวากร เขียน:
ขอติดตามและเข้ามาชมเส้นทางสายเก่า สองสามปีก่อนไปกับป๋าเสี่ยวภูธร เจอฝนทุกวันครับตอนที่ปั่นในลาวเห็นภาพแล้วยังคิดถึงไม่เสื่อมคลายครับ
ขอบคุณมากครับ ที่ติดตามรายงานการปั่นของ พวก
ผีบ้า บ่พอปัวครับ ท่านคนหนึ่งในหลายๆคนที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีมาก จากที่พวกเรารวมตัวปั่นเพื่อสุขภาพ จากนั้นพอเราได้ข้อมูลจากท่าน เพื่อนๆในเว็ป จากการปั่นเพื่อสุขภาพ กลับกลายเป็นว่า ไปปั่นในเส้นทางที่เราอยากจะไปกันครับ ขอบคุณจากใจจริงครับท่าน
หลังจากผ่านภูผาม่านลงมาแวะพัก กินเฝ้อที่บ้านนาหิน ข้างๆด่านตรวจของทหารลาว ทุกคนเหนื่อยและหิว หากเพื่อนๆจะไปเส้นทางนี้ ถึงบ้านนาหินควรเตรียมเสบียงให้พร้อม หลังจากนี้ไปหมู่บ้านไม่มี ต้องปั่นขึ้นภูไฮ ผ่านเขื่อนน้ำเทิน มองเห็นสนามกอล์ฟเขื่อนน้ำเทิน ป๋าคิดบ่น รู้งี้แบกถุงกอล์ฟมา ออกรอบที่สนามภูเขาก้อคงจะได้ แต่ เบอร์ดี้ แถมด้วย แค็ดดี้ตัวขาวๆ
วิวสะพานเขื่อนน้ำเทิน มองลงไปข้างล่างสายน้ำ แม่น้ำที่เป็นแม่น้ำจริงๆ ไม่มีขยะปราศจากมลภาวะที่ มนุษย์ที่เรียกตัวเองเจริญแล้ว ทำกับแม่น้ำแถวบ้านเรา น้ำใสมองเห็นละลอกน้ำพริ้วเป็นคลื่นเมื่อต้องลม สายน้ำค่อยไหลลงสู่น้ำโขง เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล สเหมือนหนึ่งชีวิตของคนๆหนึ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อชัยชนะ หลังจากปั่นมาได้สักพัก มองไปข้างหน้ายอดเขาสูงตะหง่านอยู่ข้างหน้า นี่น่ะหรือ ภูไฮ.ตามที่สอบถามข้อมูลจากร้านเฝ้อที่บ้านนาหิน เราใช้เวลานานพอๆกับภูผาม่าน ถนนลาดยางก็จริงหากแต่ละคนไม่พูดไม่จา ก้มหน้ามองดิน ซอยรอบขาลดเกียร์ให้อยู่จานหนึ่ง ดันขึ้นเพื่อเอาชนะภูไฮ จากตรงนี้ไป ป๋๊าสอ.หมดแรงเฝ้อ เบาะที่คิดว่าดีที่สุด แพงก็แพง เจ็บตุดมักมาก เบาะยี่ห้อดัง แถมเบา เอาไม่อยู่ เจ็บตูดโว้ย เอาว่ะต้องลงจูงก่อนจะถึงยอดภูไฮ ตามรายทางจะเห็นร่องรอยดินภูเขาสไลค์ลงมาทับขอบถนนเป็นระยะ มองข้างล่างเป็นหุบเหวลึกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเสียดแทงแย่งแสงอาทิตย์เพื่อให้ใบต้องแสงเพื่อการสันดาป
อีก 36 km ช่วงก่อนถึงหลักซาว บ้านหนองกอก ปั่นต้านลมหนาวที่พัดสอบเข้ามาต้องใช้แรงกดคลิปบรรได มือต้องคอยจับแฮนด์บังคับรถไม่ให้โยกไปตามแรงลม ช่วงนี้ก้มหน้าปั่นอย่างไม่ได้มีกะจิตกะใจอันใดเลย แนวภูผาหินถอดเป็นแนวยาวจนถึงหลักซาว พวกเราปั่นเข้าหลักซาวถึงเวลา 15.30น ระยะทางจาก ทางแยกเวียงคำถึงหลักซาว 107 km
]พวกเราเข้าพักที่โรงแรมสุริยา ค่าห้องไม่รวมค่าน้อง 270 บาท
ตื่นเช้าตรู่ออกมาเดินดูวิถีชีวิตชาวลาว จะเห็นหมอกปกคลุมหนาแน่นกลั่นตัวเป็นละอองเล็กๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่หมอกปกคลุมไปทั้งเมือง บรรยากาศหน้าตลาดเช้าหลักซาว ใกล้ๆโรงแรม สุริยา
8.30 หมอกยิ่งลงมาหนาทึบ ไฟฉายติดรถมีเพียงแค่หนึ่งของ ป๋าสมคิด ยังเดินทางไปไม่ได้ ต้องเชฟตนเองและเพื่อนให้ปลอดภัย
เมื่อเดินหน้าไม่ได้ ต้องเตรียมท้องให้อิ่ม แวะกินข้าวผัด ที่ร้านคนเวียตตรงข้ามตลาดเช้าหลักซาว กินไม่หมดให้เข้าใส่กล่องโฟมพกไปด้วย ถึงด่านน้ำพราวเห็นหมาหลายตัววิ่งเล่นอยู่ เทให้สุนัขกินแทน พวกมันมาดมๆแล้วก็วิ่งหนีไป หากเพื่อนๆไป ขอเถอะมองหาร้านขายอาหารฝั่งเดียวกับโรงแรมจะดีกว่า ของผมจานใหญ่ 300 บาท แพงเอาเรื่อง แต่รสชาดหมาวิ่งมาดมๆ หมาไม่แดก มีแต่พวก ผีบ้า บ่พอปัวกิน
ถ่ายรูปกับสาวสวยชาวเวียตเจ้าของโรงแรมสุริยา ท่านให้ลูกน้องดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีที่เก็บรถจักรยานให้โดยเฉพาะ ขอขอบคุณอีกหลายๆครั้งครับผม
อดีตสาวงามชาวเวียตนาม เจ้าของโรงแรม พาพวกเราไปแลกเงินดอง ตกลงท่านฟาดค่าหัวคิวไปหลายหมื่นดอง 5555555 ไม่ว่ากันเสียงป๋าสอ.บอก ค้าขายต้องกำไร ค้าขาดทุน มีแต่เจ้ง กับเจ๋า แม่นบ่
ออกจากหลักซาวก็เกือบ 9โมงปั่นไปชายแดน ผ่านคัวเพน โฟนเฮง เจอเด็กๆชาวลาว ทักทายสบายดีไปตลอดทาง ดีหน่อยไม่ค่อยมีภูเขา ห่างหลักซาวออกไป หมู่บ้านเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ สักพักเริ่มมีภูเขาให้ดันเล่นๆ เท่านั้นยังไม่พอ เจอลมพัดสอบเขามาตามช่องเขา ต่างคนก็ต่างซอยขาไป ไม่มีเวลาจอดแวะถ่ายรูปกันเสียเลย จะเห็นแม่น้ำอยู่ด้านซ้ายมือขนานไปกับเส้นทาง มองเห็นโกดังเก็บสินค้าตามข้างทาง แสดงให้เห็นว่าใกล้ด่านน้ำพราวเข้ามาทุกขณะ
ถึงแล้วด่านน้ำพราว ชายแดนลาว เวียตนาม หลังจากแจ้งความประสงค์จะออกจากลาว เสียงเจ้าหน้าที่บอกว่า จ้ำพาสปอรต์ ต้องจ่ายค่าจ้ำ คนละ 40 บาท อะไรกันเนี้ย เข้าก็เสีย ออกต้องจ่ายด้วยเหรอ เสียงเสี่ยอ๋าบ่นให้ฟัง เพื่อนๆลองสังเกตุใบหน้าเสี่ยอ๋าดูก็จะรู้ว่า อารมณ์บ่จอย หลังจากเจ้าหน้าที่ จ้ำพาสปอร์ตเสร็จ
ไม่พูดพร่างทำเพลงคว้าจักรยานได้ปั่นขึ้นเขาไปด่านเวียตนาม อดีตนักรบภูขี้เถ้าผู้ที่มีใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้มตลอด ตะโกนถาม เฮียอ๋ารีบไปไหน ป๋าผมมีนัดกับสาวเวียตจะรีบไปเด๋วไม่ทันเวลานัด
หลักจากกรอกเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่า จ่ายเงินเรียบร้อย ถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่ด่านเวียตนาม เกาแจว< CAU TREO>
หลังจากออกจากด่าน เกาแจว ธรรมชาติก็ให้รางวัล พวกผีบ้า จากที่ผ่านมาขึ้นตลอด ตอนนี้ก็ดาวน์ลงมาอย่างเดียวลัดเลาะไปตามเส้นทางอันคดเคี่ยว จากภูเขาตรงบริเวณสันปันน้ำแหงนขึ้นมองปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ แม้แสงแห่งด้วยอาทิตย์ก็ยังไม่ทะลุผ่านได้ ต้นไม้ตามรายทางมีแต่ต้นใหญ่ๆขึ้นอยู่หนาแน่นปกคลุมตลอดเส้นทางที่ผ่านลงมาระยะทาง 24 km มือทั้งสองกำแฮนด์ใช้นิ้วค่อยแตะเบรคหน้า หลังให้สัมพันธ์กับความเร็วที่ขึ้นมากกว่า 80 km ต่อชั่วโมง พุ่งดิ่งลงมาจากเขา สวนกับรถ มินิแวนซึ่งเป็นรถโดยสารเสียงเครื่องยนต์รถมินิแวนดังสนั่นลั่นป่า เร่งเครื่องเพื่อให้เครื่องยนต์เอาชนะกฎแห่งธรรมชาติ หลากหลายด้วยรถ suv โตโยต้าแลนด์ครุยเซอร์ จะเป็นที่นิยมมาก พอๆกับรถจากแดนโสม เกาหลี พอถึงทางราบ จะสังเกตุเห็นแม่น้ำอยู่ด้านซ้ายมือ มองเห็นแม่น้ำที่สะอาดมีน้ำไหลเชี่ยวแรงตลอด หมู่บ้านเริ่มพบเห็นเป็นระยะมากขึ้น
บ้านสวยๆของชาวเวียต ในชนบท pho chau
ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบ จักรยานเป็นพาหนะที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในชนบทและในเมืองใหญ่ชึ่งจะพบเห็นได้ทั่วๆไปตามรายทาง
นักเรียนชาวเวียตปั่นจักรยานกลับไปกินข้าวที่บ้านตีคู่พุดคุยหยอกล้อกันมาตามรายทาง บางคนตะโกนทักทายพวกเราว่า ฮัลโลๆๆๆๆ พบเห็นได้ตามเส้นทางที่ผ่านๆมา
บ้านเก่าในชนบทตามเส้นทาง AH15 หรือ QL8 พอเข้ามาดินแดนชาวเวียตผมค่อนข้างงงกับภาษา ทั้งพูดเวียตไม่ได้เลย ป้ายมีเพียงภาษาเวียตนาม ก็อ่านไม่ค่อยได้ทั้งให้เข้าใจยังยากไม่ว่าในเมืองใหญ่ๆหรือชนบทก็ตาม หากเวียตนามจะขายการท่องเที่ยวโดยชูเป็นจุดขาย คงยากหากไม่ปรับปรุงเรื่องป้ายภาษาที่สอง เช่น ภาษาอังกฤษ
ร้านตัดผมแถบชนบทในเวียตนาม
แวะถามเส้นทางไปเรื่อยๆ สาวน้อยคนด้านขวามือ พูดไทยได้นิดหน่อย แกบอกเคยทำงานแถว จรัญสนิทวงค์
ส่วนเจ้าตัวเล็กเป็นลูกแก ไม่รู้มีเลือดไทยผสมอยู่ด้วยหรือไม่ ไม่กล้าถาม
ปั่นผ่านมาหลายเมืองจำชื่อไม่ได้ เหตุที่จำไม่ได้เพราะอ่านไม่ออก เลี้ยวซ้ายไปเมือง Ha trinh หากจำไม่ผิดครับ สภาพแต่ละคนเหมือนหมาตกน้ำ เปียกปอน ขี้วัวตามข้างทางโดนน้ำฝนไหลไปตามถนน ยางรถดีดน้ำขี้วัวเข้าปาก รสชาดบอกไม่ถูก ที่แน่ๆ เค็มกว่าขี้เพลี้ย ร้านลาบยโส แน่นอน ฝ่ายป๋าสมคิด นักรบผู้มากด้วยรอยยิ้มให้ความเห็นเกี่ยวกับรสชาดขี้เพลี้ยว่า หากเอาน้ำขี้วัวต้มให้สุก ใส่ในลาบซึ่งเป็นต้นตำรับเมืองอุบลแล้วไซร์ อย่าว่าแต่ ลาบเมืองยโสเลย ที่อื่นๆใดในโลกล้วนแล้วแต่จะแพ้ ลาบเมืองอุบล 555555 อันนีต้องเชื่อโดยไม่ต้องพิสูจน์ 16.30 แวะกิน เฝ้อ ที่เมือง Ha trinh
เจ้าของร้านพร้อมลูกชาย ขอถ่ายรูปหน้าป้ายร้าน กินเสร็จพวกเราเหลือระยะทางที่จะไปอีกประมาณ 50 km หมอกฝนก็ไม่หยุดซ่ะที ทั้งเหนื่อย และหนาวสุดๆเลยคุยกันว่าจะพักที่นี่ เช้าค่อยเดินทาง อีกทั้งหมอกคือตัวปัญหาใหญ่ระยะที่มองเห็นไม่เกิน 5m อันตรายเกินไป ตกลงพักที่นี่ เลยให้เจ้าหนุ่มนำทางด้วยมอเตอร์ไซค์นำมาพาพวกผีบ้า ไปหาโรงแรม เจอ โรงแรม ชื่อเป็นไทย แต่ไหงเป็นของชาวเวียตนาม
บรรยากาศหน้าร้านอาหารจะเห็นชาวเวียตนามสวมเสื้อกันฝน กางร่ม ปั่นจักรยานไปตามถนน
หน้าโรงแรม Thai hotel ค่าห้อง 35 us 3 เตียง ไม่มีอาหารเช้า มีที่จอดจักรยานดดยมียามเฝ้า ห้องสะอาดระดับโรงแรมจิ้งหรีดประตูน้ำ ดีแต่มีลิฟท์ ชั้นล่าง มีบริการ massage เด๋วจะเล่าในตอนต่อไป
เช้าตรู่ออกเดินเล่นดูชาวเวียตนามตามถนนเส้นเมนหลัก เจอร้านขายข้าวเกรียบปากหม้อ ทำให้กินกันเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน รสชาดดีมากๆนับตั้งแต่เดินทางเข้าเวียตนาม ยกมาตั้งเป็นหมดจาน ต้องให้แม่ค้าทำเพิ่มตลอด พูดคุยหยอกล้อกับแม่ค้าได้ตลอด ต้องยกเครดิตให้ เสี่ยอ๋า ผู้เชี่ยวชาญภาษาเวียตนาม ทั้งที่เป็นลูกคนจีน
เสียงเสี่ยอ๋า บอกกับ แม่ค้าว่าเอามาอีก วางเป็นหมด ชุดแล้วชุดเล่า ขณะกำลังโซ้ย spring roll เสี่ยอ๋าบอกแม่ค้า แอมแดบล้ำ แม่ค้าหัวเราะชอบใจ สรุปแล้วจ่ายน้อยกว่าปกติ
ดูอาการแม่ค้าชาวเวียตเขิน หลังจาก เสี่ยอ๋า พูดคำว่า แอมแดบล้ำ ไม่รู้แปลว่าอิหย้ง ข่อยฟังไม่ออก มุขนี้ใครจะเอาไปใช้ไม่สงวนลิทขสิทธ์ครับ