shamankings เขียน:ชอบท่าน lucifer ตอบคำถามครับ เป็นหลักการและเป็นแนวทางการฝึกสำหรับมือใหม่อย่างผมไปด้วย
อยากรบกวนถามเพิ่มเติมครับ ในการเล่นเวทเทรนนิ่ง ถ้าเราอยากจะเน้นความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อขา มีท่าทางในการเล่นอย่างไรครับ ใช้อุปกรณ์แบบไหน ที่บ้านมีดัมเบลและบาร์เบล ครับ
เวทเทรนนิ่งสามารถใช้เครื่องมือง่ายๆ เช่น บาร์เบลได้ครับ
ท่าพื้นฐานหลักๆที่ผมเคยเล่นคือ
1. Squat
http://en.wikipedia.org/wiki/Squat_(exercise) การเล่นsquatนั้น มีข้อแม้ตรงที่ว่าในจังหวะที่ย่อตัวลง ไม่ควรที่จะงอเข่าเกินกว่า 90 องศานะครับ เพราะมีโอกาสเพิ่มการบาดเจ็บของเข่าได้ ( พวกเล่นเพาะกายเขาต้องการกล้ามเนื้อในส่วนเหนือเข่าให้ใหญ่ด้วย ซึ่งอันที่จริงมันก็เสียงกับการบาดเจ็บของข้อเข่ามากทีเดียว ) การเล่นท่าSquat นี้จะต้องระวังเรื่องหลังให้ดี เวลาย่อตัวลง ห้ามงอหลังเด็ดขาดนะครับ ยิ่งใช้น้ำหนักมาก ยิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหลังได้ มันจึงมีข้อจำกัดในการเล่นพอสมควร
แนะนำให้ใช้น้ำหนักน้อยๆครับ เท่าที่ผมเคยยกมา ใช้น้ำหนักรวมๆเท่ากับน้ำหนักตัวของเราจะปลอดภัย ร่วมกับใช้เข็มขัดรัดเอวด้านหลังเอาไว้ เป็นการเตือนให้ไม่งองุ้มเอว ( ส่วนตัวเคยถูก instructor เล่นบทโหดให้ยกเกือบๆ 100 กก. โชคดีทีี่บ้าจี้ตามอยู่ไม่กี่ครั้ง สงสารหมอนรองกระดูกสันหลัง แต่ตอนนั้นยังอายุน้อยกว่าตอนนี้เยอะ )
ปัจจุบันผมเลิกเล่นแล้ว เพราะใช้ machine ปลอดภัยกว่า ( อายุมากขึ้น ก็ไม่อยากเสี่ยงครับ ) โดยมาเล่นท่า leg press แทน , ถ้าต้องการแยกย่อยเสริมกล้ามเนื้อหน้าขา ก็จะใช้ leg extention , ถ้าต้องการแยกย่อยเสริมกล้ามเนื้อด้านหลังขา ก็จะใช้ leg curl
ประโยชน์สำหรับท่า Squat คือ เป็นรวมรสสำราญ เล่นท่าเดียว ได้กล้ามเนื้อต้นขา หลังขา ก้นย้อย หลังตอนล่าง
2. Lunge ดูที่
http://www.exrx.net/WeightExercises/Qua ... Lunge.html
เริ่มที่น้ำหนักน้อยๆนะครับ อาจจะใช้dumbellตามตัวอย่าง หรือ จะแบกบาร์เบลไว้บนบ่าก็ได้ครับ ประโยชน์คล้ายๆกันกับ squat แต่ได้กล้ามเนื้อก้นย้อยแบบถึงใจ (ช่วงเล่นใหม่ๆ นั่งยองๆมีน้ำตารินเชียวแหละ

)
ต้องไม่ลืมว่าการเล่นเวทเทรนนิ่งด้วยดัมเบล หรือ บาร์เบลก็ดี ซึ่งเขาจะเรียกรวมๆกันว่า free weight เป็นการเล่นที่มีโอกาสบาดเจ็บสูงมาก เพราะไม่มีอะไรเป็นตัวช่วยเลย ถ้าเล่นผิดท่า โดยเฉพาะน้ำหนักมากๆ ยิ่งมีโอกาสบาดเจ็บได้ง่าย แต่ข้อดีคือ "ถูกที่สุด" ดังนั้นเวลาเล่นคนเดียว ก็ควรใช้น้ำหนักน้อยๆ แต่เล่นบ่อยครั้ง
( การฝึกมี 2 แบบ
1. ใช้น้ำหนักน้อย แต่จำนวนครั้งมาก เอาน้ำหนักคูณจำนวนครั้ง แล้วคิดดูง่ายๆครับว่าจะเพิ่มการฝึกยังไง น้ำหนักน้อยแต่จำนวนครั้งมาก จะใกล้เคียงกับการปั่นจักรยาน และลดโอกาสการบาดเจ็บได้ครับ
2. ไล่น้ำหนักจากน้อยไปมาก โดยลดจำนวนครั้งลง ยึดหลักเอาน้ำหนักคูณจำนวนครั้ง แล้วเกลี่ยให้ได้ค่าพอๆกัน วิธีนี้เขาจะใช้กับพวกเพาะกาย เพราะจะได้กล้ามเนื้อที่ใหญ่
ทั้ง 2 แบบ ต้องวอร์มอัพ ยืดเส้นยืดกล้ามเนื้อก่อนเสมอๆนะครับ
ข้อควรจำที่จะเน้นอีกครั้งคือ มีโอกาสบาดเจ็บได้ , เล่นน้ำหนักน้อยๆ แต่เพิ่มจำนวนครั้งจะปลอดภัยกว่า ได้ผลในเรื่องความแข็งแรง+อดทนได้ดี , อย่าหักโหม อย่าเล่นน้ำหนักมากเกินไป
ข้อเสียของพวกกล้ามโตก็คือ เสียความยืดหยุ่น เสียความคล่องตัว
พวกกล้ามใหญ่ เดินกางแขนเหมือนปูนั้น ถ้าเอาหมากฝรั่งไปแปะไว้ตรงกระดูกสันหลังระดับสะบัก ท่าทางจะเอื้อมไปเอาออกไม่ได้หรอก ติดกล้ามตัวเอง ฮ่า ฮ่า
เวทเทรนนิ่งใช้เล่นเพื่อเสริมความแข็งแรงนะครับ
และต้องไม่ลืมหลักการสำคัญคือ
1. ต้องสร้าง aerobic capacity ต้องสร้างตลอดเวลา หยุดไม่ได้นะครับ ตัวนี้คือพื้นฐานสำคัญที่สุดในการจะขึ้นไปเล่นขั้นต่อไป ( ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องสร้างเสริม aerobic capacityไปตลอดอยู่ดี เหมือนกับสิ่งปลูกสร้าง จะขึ้นสูงได้มั่นคง รากฐานยิ่งต้องแข็งแรง ถ้าเพิ่มความสูงก็ต้องเพิ่มรากฐาน , เพิ่มความสูงโดยไม่เพิ่มรากฐานก็ไม่มั่นคง ล้มเอาง่ายๆ )
2. ต้องสร้าง anaerobic threshold เพราะจากรากฐานของaerobic capacity ที่ดี จะทำให้การฝึกเพื่อสร้าง anaerobic threshold เป็นไปได้อย่างดีขึ้น ผลของการฝึกจะทำให้กล้ามเนื้อมีความสามารถในการกำจัดกรดlactic ที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงที่เข้าสู่ anaerobic stage ได้ดีครับ
3. ต้องสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นเรื่องที่ไม่ต้องรีบร้อน ปกติลำพังจากการฝึก 2 แบบข้างต้น กล้ามเนื้อก็จะพัฒนาความแข็งแรง และความอดทน ( โดยระบบหัวใจและหลอดเลือด และการหายใจ จะมีประสิทธิภาพและความอดทนเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ) การฝึกด้วยเกียร์หนักหรืออัดแบบเป็นบ้าเป็นหลัง อาจจะเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ แต่อาจจะไม่ใช่หนทางที่ก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างปลอดภัยนะครับ การเสริมด้วยเวทเทรนนิ่งจึงเป็นทางลัด ทำให้ปั่นขึ้นเขาได้ง่ายขึ้น กระชากเร่งได้ดีขึ้น ร่วมกับการบริหารร่างกายส่วนบนก็จะส่งผลให้บังคับควบคุมรถได้ดีขึ้นเช่นกัน
แย่อย่างเดียวคือ มันไม่ใช่เงินทอง ต้องฝึกตลอดเวลานะครับ เพราะมันสะสมไว้ได้ไม่นาน อย่างaerobic capacity นี่ ตามตำราบอกเลยว่า ถ้าหยุดการฝึกแบบสิ้นเชิง คือ กินๆนอนๆ ไม่ฝึกเลย มันจะลดลง 50%ทุกๆ 2 สัปดาห์
นั่นก็แปลว่าที่ผมหยุดไป 4 ปี (หลังจากที่ปั่นมา8ปี) ทุกอย่างก็จะกลับมาที่ 0 เหมือนคนที่หัดปั่นทุกอย่าง
ครับ แนะนำได้ ก็จะแนะนำให้นะครับ
ผมเองไม่ได้ปั่นอึด ปั่นแรงแบบหลายๆคนนะครับ อายุก็เริ่มมาก เวลาซ้อมก็ไม่มาก หยุดไปนาน เพิ่งกลับมาเริ่มใหม่เมื่อเดือนเมษายนนี่เอง แถมฝนยังตกไม่เลิก อาศัยว่าทุกวันนี้ยังมีกะใจปั่นเทรนเนอร์ได้สัปดาห์ละ 3-4 เย็น ก็เลยยังพอสร้าง aerobic capacityขึ้นมาได้เรื่อยๆ
ลองดูนะครับ