ล่างนี้ค่ะ
เอเดรียน นิยอนชูติ นักปั่นผู้รอดตาย
..ในเดือนเมษายนของแต่ละปี เป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์สำหรับ “เอเดรียน นิยอนชูติ” เพราะเดือนนี้มันทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาอันโหดร้ายในประเทศบ้านเกิด รวันดา จากเหตุสังหารหมู่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สะท้านโลก ที่เริ่มตั้งแต่ 6 เมษายน ปี ค.ศ. 1994 กินเวลายาวนานร่วมร้อยกว่าวัน จนทำให้มีผู้ล้มตายกองเป็นภูเขามากถึง 800,000 ราย
..และในบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย มีพี่น้องและคนในครอบครัวของ นิยอนชูติ รวมอยู่ในนั้น 6 ชีวิต
..ในตอนนั้น นิยอนชูติ มีอายุ 7 ขวบ และพ่อแม่ของเขา หลบหนีการไล่ล่าเอาชีวิตของฝ่ายตรงข้ามซ่อนตัวในพุ่มไม้ของเพื่อนบ้านและรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ แต่พี่น้องของเขาไม่โชคดีเช่นนั้น
..จนถึงวันนี้ นิยอนชูติ วัย 24 ปี ยังหลงเหลือแผลเป็นที่ขาซ้ายแสดงหลักฐานความโหดร้ายของเพื่อนร่วมชาติที่ไล่ฆ่ากันตายเพียงเพราะเป็นคนละเผ่าพันธุ์
..แต่ที่เจ็บปวดกว่าคือแผลในใจที่เขาไม่มีวันลืมชั่วชีวิต
..อย่างไรก็ตาม นิยอนชูติ เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังความมุ่งมั่น
..เขาเริ่มต้นขี่จักรยานและผ่านรอบคัดเลือก เป็นตัวแทนของ รวันดา ในการแข่งขัน โอลิมปิก ลอนดอน เกมส์ 2012 นับเป็นนักปั่นจักรยานคนแรกของชาติที่ได้แข่งในโอลิมปิก นับแต่ที่ บาร์เซโลนา เมื่อ 19 ปีที่แล้ว
..นิยอนชูติ ไม่ได้คาดหวังถึงเหรียญรางวัลจากประเภทจักรยานเสือภูเขาที่ลงแข่ง เพราะเพียงได้มีส่วนร่วมกับโอลิมปิก ก็ถือเป็นความสำเร็จ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยาน
.. “ผมขี่จักรยานเพื่อลืมมัน (โศกนาฏกรรม)”
..นิยอนชูติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการขี่จักรยาน “สำหรับจักรยานแล้ว ผมต้องตั้งสมาธิตลอดเวลา มันไม่ง่ายเลย มันยังเป็นอาชีพของผมที่ต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมด มันช่วยให้ผมลืมปัญหา ในกรณีของผมปัญหาคือการสังหารหมู่และช่วยให้ผมไม่นึกถึงเรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น”
.. “ผมจำได้ว่าแม่วิ่งมาหา บอกว่าพวกนั้นกำลังมา แต่กระทั่งตอนนี้มันก็ยากที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น คนพวกนั้นมาที่บ้าน ที่โรงเรียน และฆ่าครอบครัวของผม ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาต้องทำอย่างนั้น ผมเสียทั้งครอบครัว พี่น้อง คุณย่า แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่ผมทำได้ ผมต้องมีชีวิตรอด ผมขอบคุณพระเจ้าและพยายามเชื่อว่า ชีวิตคนเราอะไรก็เกิดขึ้นได้”
.. “ทุกคนในประเทศรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเราหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง คุณไม่มีทางลืมมันแต่เราต้องพยายามมองแง่บวก แต่บางครั้งผมก็รู้สึกแย่เหมือนกัน ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในแต่ละปีของผมคือเมษายนเมื่อผมนึกถึงการฆ่าล้างหมู่ครั้งนั้น”
..แต่สำหรับเดือนกันยายนเป็นช่วงเวลาสดใสที่สุดสำหรับเขา ปี ค.ศ. 2006 เดือนดังกล่าว พร สวรรค์การขี่จักรยานของเขาถูกค้นพบโดย จ็อค โบเยอร์ ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้แข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เมื่อ ปี ค.ศ. 1981
..ตอนนี้ โบเยอร์ กำลังทำหน้าที่โค้ชทีมรวันดา และเขารู้ว่า นิยอน ชูติ มีความสามารถมากพอ “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเห็นเขา ผมรู้ว่าเขามีศักยภาพ มีพรสวรรค์ที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา การเข้าร่วม โอลิมปิก เป็นความสำเร็จที่อัศจรรย์ โอกาสคว้าเหรียญของเขามีน้อยเพราะประสบการณ์ไม่มากพอ แต่เขามีสิ่งที่พระเจ้าให้มา”
..ขณะที่ นิยอนชูติ ตั้งเป้าหมายว่าเขาจะทำให้ดีที่สุดในลอนดอน อีก 1 ปีข้างหน้า “เมื่อผมขี่จักรยานครั้งแรก ผมไม่คิดว่าโอลิมปิกจะเป็นไปได้ จนมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่ผมคิดว่าผมอยากไปโอลิมปิก ผมไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่พระเจ้าอวยพร ผมกำลังจะไปที่นั่น”
...แต่ชีวิตของ นิยอนชูติ ไม่ได้มีแค่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รบกวนจิตใจ ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2009 ระหว่างเขาใช้ชีวิตและฝึกซ้อมที่แอฟริกาใต้หลังเซ็นสัญญากับทีมเอ็มทีเอ็น เขาได้รับโทรศัพท์จากแม่ว่าพ่อกำลังป่วย และ 2 วันต่อมา พ่อก็เสียชีวิตโดยยังไม่ได้รับการวินิจฉัย และอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา นิยอนชูติ เจ็บปวดอีกครั้ง ระหว่างแข่งขันจักรยานรายการหนึ่ง เขาและ ก็อดฟรีย์ ซึ่งเป็นทั้งญาติและเพื่อนสนิท กำลังไล่ตามผู้นำ ก่อนมาเกิดอุบัติเหตุ นิยอนชูติ ล้มลง เจ็บไม่หนัก แต่สำหรับ ก็อดฟรีย์ ถูกรถฝ่ายจัดตามชนซ้ำ
.. “มันไม่ใช่การล้มที่น่ากลัว ผมไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล แต่เขาเสียชีวิตแล้ว ก็อดฟรีย์ เป็นคนสนุกสนาน ผมคิดถึงพ่อและเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนนึกได้ว่าพวกเขาไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว มันไม่มีอะไรที่ผมจะทำให้ครอบครัว พ่อ และ ก็อดฟรีย์ กลับมา ผมรู้สึกแทบบ้า แต่จักรยานช่วยให้ผมกลับมาได้”
.. “ผมรู้สึกมีความสุขที่มีชีวิต แต่บางครั้งผมก็สงสัยว่าทำไมผมยังมีชีวิตอยู่ในเมื่อผมทำอะไรไม่ได้เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้การขี่จักรยานเป็นสิ่งที่ง่ายในวันยากลำบาก หากผมชน หากผมเหนื่อย ผมก็จะเดินหน้าต่อไปอย่างง่ายดาย แต่บางทีแม้คุณเอาชนะ แต่คุณยังรู้สึกเศร้า เพราะคุณต้องการแบ่งปันความสุขกับพี่น้อง พ่อ และ ก็อดฟรีย์ แต่คุณไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามผมจะไม่เลิกขี่จักรยาน ผมรักมันมาก”
..นิยอนชูติ ยังไม่เคยไปอังกฤษมาก่อน แต่เคยแข่งขันกับ แลนด์ อาร์มสตรอง มาแล้ว ในรายการ ทัวร์ ออฟ ไอร์แลนด์ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และในปีหน้าเขาจะได้เบียดไหล่ต่อไหล่แข่งขันกับบรรดานักปั่นชื่อดังในโอลิมปิก
..ชัยชนะคงไม่ใช่เรื่องใหญ่
...เท่ากับสิ่งสำคัญที่สุดคือได้ทำสิ่งที่เขารักมันนั่นเอง.
** โดย เชาวลิต พฤกษ์วังขาว
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554