หน้า 1 จากทั้งหมด 10

สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 09:42
โดย M&M
สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น

"พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"


รูปภาพ


.........................................โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย
มีทัวริ่งมิได้ซิ่งเหมือนอย่างเคย...........ต้องละเลยรถใหญ่ไว้ไกลตา...


“อาทิตย์นี้เราขับรถไปเมืองแกลงกันนะ

เราต้องเขียนบทความเกี่ยวกับนิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่” จู่ๆ แม่โปเต้ก็ชวนขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ไม่...” หนุ่มนักปั่นปฏิเสธเสียงหนักแน่น จนภรรยาที่เคารพหันขวับมาทำตาเขียวใส่
หนุ่มนักปั่นจึงรีบพูดต่อให้จบประโยคว่า “...ไม่ขับรถไป แต่ปั่นไปได้มั้ยจ๊ะ...แหะๆๆ”
“เอาสิ ไม่ได้ออกทริปกันมาตั้งนานแล้ว งั้นเราเอา Curve ไปนะ” แม่โปเต้พูดพลางทำตาเป็นประกาย
“โอ้ววว :o ...ไม่ไหวมั้งจ๊ะ” เอารถพับน้อยล้อ 16 นิ้วเกียร์ดุมสามสปีดไปแกลง แค่คิดก็สยองแล้วครับ
“ทำไมล่ะ ทีสุนทรภู่ยังเดินไปได้เลย” แม่โปเต้ยืนกรานเสียงแข็ง :mrgreen:

เจอมุกนี้เข้า หนุ่มนักปั่นจึงได้แต่ก้มหน้ารับคำตามประสาสามีที่ดีครับ
แต่ขอปรับแผนแม่โปเต้นิดหน่อย จากขับรถไป-กลับในหนึ่งวัน
เป็นปั่น 2 เฟส คือ
เฟสที่ 1 กทม.- นาจอมเทียน (2 วัน/4-5 มิ.ย.) นั่งรถกลับมาขายของก่อน
แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยไปต่อเฟสที่ 2 นาจอมเทียน-แกลง (2 วัน /10-11 มิ.ย.)
“ไม่มีปัญหา” แม่โปเต้อนุมัติทันที
“อย่าลืมเปลี่ยนอานเป็น Brooks ให้ด้วยนะจ๊ะ”
เสียงตะโกนสั่งดังมาจากห้องครัว.... 8-)

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 09:47
โดย M&M
เช้าวันออกเดินทาง..

นาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ ส่งเสียงดังขึ้นตอนตีห้า
เกือบจะ พร้อมๆ กับเสียงเม็ดฝนที่หล่นกระทบหลังคาร้าน
ทั้งๆ ที่เพิ่งนอนไปตอนตีสอง หนุ่มนักปั่นก็จำต้องแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาอาบน้ำ
แปรงฟันเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีครับ
เพราะที่จริงเวลาจะปั่นทางไกลร่างกายต้องพร้อม
พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากๆ และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่ด้วยความที่จะปิดร้านหนีเที่ยว เลยต้องรีบเคลียร์งานซ่อมที่ค้างให้เสร็จ

ฝนที่ตกลงมาทำให้ออกเดินทางออกจากบ้านช้ากว่ากำหนดการไป ครึ่งชั่วโมง
แม่โปเต้จึงมีเวลาอำลาลูกๆ ทั้ง 9 จนหนำใจ
พอฝนหยุดเราก็ปั่นจักรยานจากบ้านไปวินเรือหางยาวข้างๆ สำนักงานเขตบางกอกน้อย
เมื่อไปถึง พี่ชำนาญ คนเรือที่แม่โปเต้หาไว้ก็จอดเรือลำเก่งรออยู่แล้ว

“ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันครับ” พี่ชำนาญรีบออกตัว
ระหว่างที่หนุ่มนักปั่นและแขกรับเชิญ
คือคุณกฤช เหลือลมัย บรรณาธิการนักปั่นจากนิตยสารเมืองโบราณ
ช่วยกันยกรถพับ 3 คันที่แบกของจนเพียบแปล้ลงไปวางในเรือ
แม่โปเต้ก็แว้บหายไปเดินตลาดบ้านบุเพื่อหาเสบียง
ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับ “ขนมกล้วย” และ “ข้าวเหนียวสังขยา” หน้าตาดีเชียวครับ
รสชาติไม่หวานเกินไปถูกใจหนุ่มนักปั่นมาก
แม่โปเต้ออกอาการอาลัยอาวรณ์หมี่ผัดและข้าวแกงเล็กน้อย แต่ก็ตัดใจก้าวลงเรือและออกเดินทาง

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 09:48
โดย M&M
...

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 09:51
โดย M&M
วังหลัง-วัดแจ้ง-สามปลื้ม-สำเพ็ง-ดาวคะนอง-วัดดอกไม้-บางผึ้ง-ปากลัด-บางระเจ้า-พระประแดง

หนุ่มนักปั่นได้เคยได้ยินชื่อ “นิราศเมืองแกลง”
มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมศึกษาอยู่ที่บ้านนอก
แต่ขอสารภาพตามตรงว่าไม่เคยได้อ่านบทประพันธ์ให้จบทั้งเรื่องเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เพิ่งมาได้ฟังแม่โปเต้เลกเชอร์ก็คราวนี้แหละครับ

ตามบันทึกในนิราศฯ สุนทรภู่เดินทางจากวังหลังไปจนถึงบางปลาสร้อย (แถวเมืองชลบุรีในปัจจุบัน)
โดยใช้เรือเป็นพาหนะ เราจึงเลือกนั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา
เพื่อให้ได้บรรยากาศการเดินทางแบบเดียวกัน

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 09:56
โดย M&M
เรือหางยาวลำน้อยของพี่ชำนาญพาผู้ร่วมเดินทางทั้ง 3 คน (ที่นั่งเหลือเพียบ)
แล่นตามคลองบางกอกน้อย ผ่านวังหลัง ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ข้างๆ สถานีรถไฟธนบุรีเดิม
เพื่อไปยังจุดหมายทางเรือของวันนี้คือปากคลองสำโรง

จากปากคลองบางกอกน้อย เรือแล่นผ่านสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในนิราศ
เช่น วัดแจ้ง สามปลื้ม สำเพ็ง ดาวคะนอง วัดดอกไม้ บางพึ่ง(บางผึ้ง)
หลายที่มองจากมุมในแม่น้ำขึ้นไปไม่เห็นแล้ว
เพราะสองร้อยปีผ่านไป ก็ย่อมมีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ขึ้นมาบดบังไว้เป็นธรรมดา
โดยเฉพาะที่ไม่มีแน่ๆ ในสมัยนั้น คือ ภาพคอนโดมิเนียมหรูริมน้ำ
ที่แข่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และภาพเรือสินค้าขนาดมหึมาที่มีให้เห็นอยู่ตลอดทาง

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:01
โดย M&M
...

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:03
โดย M&M
พี่ชำนาญเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนนี้สามารถแล่นเรือผ่านคลองลัดหลวงแถวๆ บางพึ่งไปโผล่ที่พระประแดงได้เลย
ไม่ต้องแล่นเรืออ้อมตามลำน้ำผ่านท่าเรือคลองเตย และบางกระเจ้า
แต่ปัจจุบันคลองหลายๆแห่ง ที่เคยลัดไปมาหาสู่กันได้ถูกกั้นไว้ด้วยประตูกั้นน้ำ
ทำให้เรือแล่นผ่านไปไม่ได้ วิถีชีวิตของคนริมคลองบางส่วนที่เคยสัญจรไปมาทางเรือจึงหายไป
“ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง.....” :lol:

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:12
โดย M&M
...

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:13
โดย M&M
...

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:16
โดย M&M
ปากช่องคลองสำโรง-ด่านทางกลางคลอง-ทับนาง-บางพลี

ในนิราศบอกว่าสุนทรภู่นั่งเรือแจว ใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมงตั้งแต่ยามสองไปจนหัวรุ่ง
เพื่อเดินทางจากวังหลังไปถึงคลองสำโรง
แต่เรานั่งเรือติดเครื่อง แม้จะจอดถ่ายรูปบ้างเจอฝนบ้างแต่ก็ยังทำความเร็วได้ดี
ไม่นานนักก็ถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ คือปากคลองสำโรง

ตามที่นิราศบันทึกไว้ ท่านสุนทรภู่ต้องรอจนเช้าน้ำขึ้น
จึงจะล่องเรือเข้ามาในคลองสำโรงได้
ระดับน้ำในคลองสำโรงปัจจุบันไม่ได้ถูกควบคุมด้วยพระจันทร์
แต่ถูกควบคุมด้วยประตูกั้นน้ำตลอดแนวคลอง

“เรือพอจะเข้าไปได้นะครับ จะเข้าไปไหม” พี่ชำนาญถาม
จากแผนเดิมที่วางไว้คือ ขึ้นเรือที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆ กับปากคลองสำโรงแล้วปั่นต่อ
พอเห็นท่าว่าน่าสนุกที่จะได้ล่องเรือในคลองสำโรงสักครั้งในชีวิต
เราสามคนก็ใจง่ายพยักหน้าตอบตกลงกันแทบจะพร้อมๆ กัน
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะไปขึ้นฝั่งตรงไหนได้
“น่าจะมีที่ให้ขึ้นได้สักที่ซิน่า” หนุ่มนักปั่นพูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย :mrgreen:

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:21
โดย M&M
น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแถวๆ คลองเตย นั้นดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
แต่น้ำในคลองสำโรงนับว่าเน่าสนิท
ผู้ที่มักจะตกเป็นจำเลยในความเน่าเสียของน้ำ
มักจะหนีไม่พ้นโรงงานอุตสาหกรรมตลอดสองฝั่งคลอง
แต่ก็อย่าลืมว่าเราๆ ท่านๆ ก็เป็นผู้บริโภคสินค้าอุตสาหกรรมที่โรงงานเหล่านี้ผลิต

คลองสำโรงช่วงต้นๆ นี้ ค่อนข้างคดเคี้ยว แถมวันนี้กระแสน้ำยังแรงผิดสังเกต
พอเลยวัดมหาวงษ์ไปหน่อยหนึ่ง พี่ชำนาญซึ่งเป็นคนขับเรือจึงเสนอให้หันหัวเรือกลับ
เพราะเกรงว่าหากมีเรือวิ่งสวนมาเจอกันตามช่วงโค้งน้ำ
อาจจะห้ามเรือไม่ทันและชนกันได้
หนุ่มนักปั่นหันไปดูจักรยานและสัมภาระที่แบกมาก็รู้สึกว่าถ้าต้องลงน้ำคงไม่สนุกแน่ จึงตกลงตามนั้น
พี่ชำนาญคงเห็นพวกเราหน้าจ๋อยๆ เลยปลอบใจว่า
“ไหนๆ ก็เข้ามาถึงนี่แล้ว เดี๋ยวถ้าพอมีที่ขึ้นฝั่งได้ ก็จะพาขึ้นแถวนี้แล้วกัน
ไปต้องย้อนกลับไปถึงปากคลองหรอก”

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:22
โดย M&M
...

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:23
โดย M&M
“ขึ้นตรงนี้แล้วกันครับ”
พี่ชำนาญตะโกนบอก หลังจากพยายามหาท่าให้เราขึ้นอยู่พักใหญ่ (แต่ไม่เจอ)
นักเดินทางทั้งสามคนแหงนมองขึ้นไปบนตลิ่งจนคอตั้งบ่า
จินตนาการไม่ออกว่าจะปีนขึ้นบนฝั่งซึ่งสูงขึ้นไปจากหัวเราประมาณ 2 เมตรได้ยังไง
ด้วยความที่ตอนนี้น้ำลงพอดี เรือจึงอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง ขนาดมือเอื้อมก็ยังไม่ถึง
นี่ยังไม่นับจักรยานอีกสามคันที่บรรทุกของมาหนักอึ้ง
ไหนจะต้องฉุดช้าง เอ๊ย! ฉุดแม่โปเต้ที่มีจุดอ่อนเรื่องการปีนป่ายอีก งานเข้าแล้วล่ะคราวนี้ :mrgreen:

“เหยียบโครงหลังคาเรือแล้วปีนขึ้นไปคนหนึ่งก่อนครับ เดี๋ยวผมเอาเชือกมัดจักรยานแล้วโยนเชือกขึ้นไปให้ดึงขึ้น”
ฟังดูทุลักทุเลไม่น้อยเลยครับ ทีแรกก็คิดว่าจะลำบากไปไหม ทำไม่ไม่ไปหาที่ขึ้นง่ายๆ
แต่คิดมาคิดไป การต้องปีนป่ายขึ้นหรือลง การผูกโยงของขึ้นฝั่งหรือหย่อนของลงเรือ
ก็น่าจะเป็นวิถีปกติของชีวิตคนเรือ ที่บางครั้งก็ไม่ได้มีท่าเทียบเรือให้เสมอไป
เรื่องบางเรื่องจะดีไม่ดี เหมาะไม่เหมาะก็ขึ้นว่าอยู่กับว่าจะมองจากมุมของใคร
ว่าแล้วก็ปีนสิครับ!!! :lol:

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:26
โดย M&M
จากวัดมหาวงศ์เราสามคนปั่นลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยแถบสำโรงใต้
พยายามเลียบแนวคลองสำโรงไปให้ได้มากที่สุด
เราปั่นผ่านชุมชน หมู่บ้านสลับกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม
ไปทะลุสุขุมวิทแถวๆ เข้าถนนคลองด่านสำโรง
ตอนที่แวะเข้าไปชมบรรยากาศและเก็บภาพที่ท่าน้ำวัดคลองด่านสำโรง
เห็นได้ชัดว่าน้ำในคลองสำโรงช่วงนี้ระดับน้ำก็สูงปริ่มตลิ่งและสภาพเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พูดถึงคลองสำโรงนี่สมัยก่อนคงเป็นเส้นทางคมนาคม
จากบางกอกไปยังหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกที่สำคัญมากนะครับ
แต่เดี๋ยวนี้เรามีถนนสุขุมวิท ถนนบางนา-ตราด และมอเตอร์เวย์
ประกอบกับมีประตูน้ำกันอยู่เป็นระยะๆ การล่องเรือจากเจ้าพระยาไปตามคลองสำโรง
จนถึงแม่น้ำบางปะกงจึงกลายเป็นอดีตไป
(ใครเป็นคนริมคลองสำโรงช่วยมาแบ่งปันเรื่องราวชีวิตริมน้ำสมัยก่อนให้ฟังบ้างได้มั้ยครับ ;) )

Re: สาวนักเปิบกับหนุ่มนักปั่น "พับเพียบไปฮิ (ตามรอยนิราศเมืองแกลง)"

โพสต์: 29 มิ.ย. 2011, 10:29
โดย M&M
เราตั้งหน้าตั้งตาปั่นหนีฝนกันจนบ่ายๆ ฝนก็เริ่มลงเม็ด
พอดีกับที่ท้องเริ่มร้องเตือนว่า “หิวแล้ว”
มองซ้ายมองขวาเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือข้างทาง
พอมีที่ให้จอดจักรยานหลบฝนได้จึงเข้าไปจอด
แม่โปเต้จัดหนัก(ตามเคย)ด้วยเล็กแห้งกับเหลาตก
ส่วนหนุ่มนักปั่นล่อเล็กแห้งใส่ถั่วงอกดิบและโหระพาไปสองชาม
อิ่ม อร่อย ถูก ครบคุณสมบัติร้านข้างทางในฝัน :lol:
เผลอแป๊บเดียว แม่โปเต้เดินไปซื้อผลไม้มาให้ล้างปาก
แถมผูกถุงมะม่วงกับกะปิไว้กับ Brooks ด้วย T_T
บอกว่าจะเอาไปกินระหว่างทาง เชื่อเค้าเลยครับ :mrgreen: