[ลูบๆคลำๆ] ไฟหน้าใช้แล้วจบ : NiteRider MiNewt 250 Cordless กับ Busch & Muller Lumotec IQ Fly(P.2 กับ Cyo 60 N+)
โพสต์: 28 มิ.ย. 2011, 22:57
หลังจากลองไฟหน้ามาแล้วหลายต่อหลายตัว หมดเงินไปก็เยอะ ในตอนนี้ถ้าถามผมให้เลือกไฟหน้าที่ใช้แล้วจบเลย ไม่ต้องไปหานี่ไหนอีกนั้นมีสองตัวครับ
แบบชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี MiNewt.250 Cordless

ถ้าใช้ในการเดินทางตอนกลางคืนไม่เกินสามชม.และมีที่ชาร์จไฟ นอกจากรุ่นที่แพงกว่านี้ไม่มีอันไหนสู้ได้แน่นอนครับในหมวดไฟจักรยาน(ไม่ใช่ไฟฉายติดแท่นจับไฟกับจักรยานนะครับ)

(ความสว่างไกล้เคียงภาพจากเว็ปไซต์ NR ที่เอามาลงนั่นแหละครับ ไม่แค่ไกล แต่กว้างด้วย)
โครงสร้างมิดชิด แข็งแรงมากๆ ขาจับติดและถอดง่ายและมั่นคงดี มีสายสำหรับคาดกับหมวกมาด้วย ลำแสงสว่างมาก รัศมีกว้างมาก วิ่งด้วยความเร็วสูงก็ยังมั่นใจได้เต็มที่ว่าเห็นสภาพแวดล้อมชัดเจนแน่ๆ
ข้อเสียคือกินแบตสุดๆ และปล่อยความร้อนด้วย อีกทั้งชาร์จไฟนานกว่าที่คุยไว้บนกล่อง แต่อาจจะเป็นเพราะไฟบ้านเราแรงไม่เท่าของเค้าก็ได้(ราวสี่ปลายๆถึงห้ากว่าชม. แต่ชาร์จครั้งแรกหกชม.ครึ่ง)
แบบใช้ไฟจากดุมปั่นไฟ Busch & Muller Lumotec IQ Fly



เป็นการออกแบบที่ซับซ้อนและชาญฉลาดสุดๆ ประมาณว่าคิดได้ไงเนี่ย
ข้อดีคือไม่มีถ่านให้ต้องใช้ ไม่ต้องชาร์จ ที่ต้องทำก็แค่ปั่นจักรยานเท่านั้นเองก็จะได้ความสว่างที่ 40 lux ทันที(และไม่ใช่สว่างไปที่จุดเดียว แต่กระจายตัวอย่างเหมาะสมมากๆเลย)

เค้าออกแบบให้หลอด led ฉายเข้าใส่แผ่นสะท้อนแสงก่อนสะท้อนผ่านเลนส์กลับมาที่พื้นถนน และให้ส่วนที่สว่างที่สุดอยู่ด้านบนเพื่อที่่ใช้ประโยชน์จากแสงสว่างทั้งหมดได้(ผมถึงบอกว่าแสงมันกระจายออกได้ดีมาก)

และการสะท้อนแบบนี้เลยเกิดข้อดีอีกอย่าง คือมันไม่เข้าตารถที่สวนมาจนรบกวนการขับขี่ครับ ในรูปบนผมถ่ายภาพโดยหันตรงๆเข้าหาไฟเลย(ถ้าไม่สะท้อนแบบนี้แสงก็จะทิ่มตรงๆเข้าตาเหมือนที่เราด่าพวกรถที่ดันเปิดไฟซีนอนในเมืองนั่นแหละ)

เทียบระบบ IQ ของ B&M กับระบบไฟแบบเดิม


รูปแบบการกระจายแสงของรุ่น IQ Fly(ซึ่งยังไม่ใช่ตัวท๊อปของเค้านะครับ)
แสงสว่างจากการออกตัวนั้น เริ่มแรกจะเป็นไฟกระพริบ เหมือนๆกับเวลาเราเปิดคอมฯนั่นแหละครับ เพราะพลังงานพึ่งเข้าวงจรไฟเลยไม่สว่างเท่าไหร่ แต่แค่ไม่กี่วินาทีก็จะสว่างนิ่งทันที อีกอย่างที่เด็ดคือไม่ต้องใช้ความเร็วสูงเพื่อสร้างความสว่างสูงสุด แค่ความเร็วที่ราว 10-15km/h ก็ได้ความสว่างสูงสุดแล้ว ซึ่งมีประโยชน์แน่ๆถ้าคุณกำลังขึ้นเขาอยู่(วันนี้ผมพึ่งหายไข้เลยออกไปวิ่งเบาๆเลยได้ผลทดสอบมาพอดี)
ยังครับยังไม่หมด ตอนจอดนั้นเจ้าไฟหน้าของ B&M จะไม่ดับทันที และก็ไม่ดับในไม่กี่วินาทีด้วย แต่จะค่อยๆลดแสงลงทีละนิดๆ กว่าจะดับก็โน่น เป็นนาทีเลยครับกว่าจะดับสนิท เพราะฉะนั้นตอนจอดก็ไม่ต้องกลัวว่ารถหรือใครที่ไหนจะมองไม่เห็นเรา แต่ยังมีเวลาอีกพอสมควรกว่าไฟจะดับสนิท
ข้อเสียก็คงเป็นเรื่องเดิมๆที่คุยกันมาเกี่ยวกับดุมปั่นไฟ อย่างหนักบ้าง มี drag บ้าง แต่ถ้าถามผม พอได้ลองใช้เองแล้วมันเฉยๆมากเลยครับ อาจจะรู้สึกต่างแค่วันแรก แต่จากนั้นก็ลืมไปเลยครับ(แต่ถ้าเงินถึง เค้ายังมีดุมปั่นไฟโคตรเบาให้เลือกด้วยนะครับ)
ความสว่างเทียบกันทั้งสองตัวครับ

(ภาพขวาสั่นเพราะถ่ายมือเดียว ก็มันใช้ดุมปั่นไฟนี่นา)
อย่างที่เห็นว่า NR 250 จะให้ความสว่างไกล้เคียงกับรูปที่เค้าเปิดไฟโชว์โฆษณาในเว็ปไซต์มากๆ อาจจะมีฝนสะท้อนแสงออกไปหน่อยเลยเห็นรูปแบบไฟไม่หมด แต่ก็น่าจะพอดูออกนะครับ(แต่เป็นขณะที่ผมยกขาตั้งจักรยานอยู่ แสงเลยทิ่มลงพื้นไปหน่อย ที่จริงควรสาดแสงไปข้างหน้า 8-10 เมตรจะเห็นชัดกว่า)
ส่วนทางขวา B&M นั้นจะสว่างน้อยกว่าตัวแรกหน่อย(แต่ไม่ต้องใช้ถ่าน) ส่วนแบบไฟที่เห็นเป็นการปรับของผมเองให้สาดออกไปเท่าที่จะไกลได้ ให้ลงพื้นและให้ส่วนที่เหลือไปไกลๆ เพื่อที่รถจะได้เห็นผมเวลาขี่จักรยาน (การทำแบบนี้ยังดีอีกอย่า่งคือตอนเปลี่ยนเส้นทางที่ขี่ หรือการเข้าและออกซอย เพราะรถจะเห็นไฟหน้าเราก่อนที่จะเห็นเรา ถือเป็นการแจ้งให้รู้ถึงการมาของเราครับ และถ้าต้องเน้นมองพื้นเวลาลุยพื้นที่แย่มากๆก็สามารถปรับหัวให้กดลงมองพื้นได้ง่ายๆครับ)
สุดท้ายนี้สำหรับผมความสว่างของไฟหน้าเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่สว่างมากๆถึงจะดี หากแต่ต้องเป็นความสว่างที่เหมาะสม มากพอที่จะแผ้วถางความมืด แต่ไม่สร้างความรบกวนให้ผู้อื่น มีการกระจายแสงที่กว้างพอจะให้ผมมีทางเลือกไลน์ในการขี่เมื่อฉุกเฉิน สามารถเปิดได้นานเท่าที่ผมเห็นว่าเหมาะกับรถที่ใช้
และผลของการใช้ไฟที่ดีคือความปลอดภัย ความมั่นใจในการขับขี่ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นครับ การลงทุนเพื่อความปลอดภัยนั้นผมไม่คิดว่าแพงเกินไปแน่นอน เพราะเรานั้นมีชีวิตเดียว
แบบชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี MiNewt.250 Cordless

ถ้าใช้ในการเดินทางตอนกลางคืนไม่เกินสามชม.และมีที่ชาร์จไฟ นอกจากรุ่นที่แพงกว่านี้ไม่มีอันไหนสู้ได้แน่นอนครับในหมวดไฟจักรยาน(ไม่ใช่ไฟฉายติดแท่นจับไฟกับจักรยานนะครับ)

(ความสว่างไกล้เคียงภาพจากเว็ปไซต์ NR ที่เอามาลงนั่นแหละครับ ไม่แค่ไกล แต่กว้างด้วย)
โครงสร้างมิดชิด แข็งแรงมากๆ ขาจับติดและถอดง่ายและมั่นคงดี มีสายสำหรับคาดกับหมวกมาด้วย ลำแสงสว่างมาก รัศมีกว้างมาก วิ่งด้วยความเร็วสูงก็ยังมั่นใจได้เต็มที่ว่าเห็นสภาพแวดล้อมชัดเจนแน่ๆ
ข้อเสียคือกินแบตสุดๆ และปล่อยความร้อนด้วย อีกทั้งชาร์จไฟนานกว่าที่คุยไว้บนกล่อง แต่อาจจะเป็นเพราะไฟบ้านเราแรงไม่เท่าของเค้าก็ได้(ราวสี่ปลายๆถึงห้ากว่าชม. แต่ชาร์จครั้งแรกหกชม.ครึ่ง)
แบบใช้ไฟจากดุมปั่นไฟ Busch & Muller Lumotec IQ Fly
เป็นการออกแบบที่ซับซ้อนและชาญฉลาดสุดๆ ประมาณว่าคิดได้ไงเนี่ย
ข้อดีคือไม่มีถ่านให้ต้องใช้ ไม่ต้องชาร์จ ที่ต้องทำก็แค่ปั่นจักรยานเท่านั้นเองก็จะได้ความสว่างที่ 40 lux ทันที(และไม่ใช่สว่างไปที่จุดเดียว แต่กระจายตัวอย่างเหมาะสมมากๆเลย)

เค้าออกแบบให้หลอด led ฉายเข้าใส่แผ่นสะท้อนแสงก่อนสะท้อนผ่านเลนส์กลับมาที่พื้นถนน และให้ส่วนที่สว่างที่สุดอยู่ด้านบนเพื่อที่่ใช้ประโยชน์จากแสงสว่างทั้งหมดได้(ผมถึงบอกว่าแสงมันกระจายออกได้ดีมาก)
และการสะท้อนแบบนี้เลยเกิดข้อดีอีกอย่าง คือมันไม่เข้าตารถที่สวนมาจนรบกวนการขับขี่ครับ ในรูปบนผมถ่ายภาพโดยหันตรงๆเข้าหาไฟเลย(ถ้าไม่สะท้อนแบบนี้แสงก็จะทิ่มตรงๆเข้าตาเหมือนที่เราด่าพวกรถที่ดันเปิดไฟซีนอนในเมืองนั่นแหละ)

เทียบระบบ IQ ของ B&M กับระบบไฟแบบเดิม


รูปแบบการกระจายแสงของรุ่น IQ Fly(ซึ่งยังไม่ใช่ตัวท๊อปของเค้านะครับ)
แสงสว่างจากการออกตัวนั้น เริ่มแรกจะเป็นไฟกระพริบ เหมือนๆกับเวลาเราเปิดคอมฯนั่นแหละครับ เพราะพลังงานพึ่งเข้าวงจรไฟเลยไม่สว่างเท่าไหร่ แต่แค่ไม่กี่วินาทีก็จะสว่างนิ่งทันที อีกอย่างที่เด็ดคือไม่ต้องใช้ความเร็วสูงเพื่อสร้างความสว่างสูงสุด แค่ความเร็วที่ราว 10-15km/h ก็ได้ความสว่างสูงสุดแล้ว ซึ่งมีประโยชน์แน่ๆถ้าคุณกำลังขึ้นเขาอยู่(วันนี้ผมพึ่งหายไข้เลยออกไปวิ่งเบาๆเลยได้ผลทดสอบมาพอดี)
ยังครับยังไม่หมด ตอนจอดนั้นเจ้าไฟหน้าของ B&M จะไม่ดับทันที และก็ไม่ดับในไม่กี่วินาทีด้วย แต่จะค่อยๆลดแสงลงทีละนิดๆ กว่าจะดับก็โน่น เป็นนาทีเลยครับกว่าจะดับสนิท เพราะฉะนั้นตอนจอดก็ไม่ต้องกลัวว่ารถหรือใครที่ไหนจะมองไม่เห็นเรา แต่ยังมีเวลาอีกพอสมควรกว่าไฟจะดับสนิท
ข้อเสียก็คงเป็นเรื่องเดิมๆที่คุยกันมาเกี่ยวกับดุมปั่นไฟ อย่างหนักบ้าง มี drag บ้าง แต่ถ้าถามผม พอได้ลองใช้เองแล้วมันเฉยๆมากเลยครับ อาจจะรู้สึกต่างแค่วันแรก แต่จากนั้นก็ลืมไปเลยครับ(แต่ถ้าเงินถึง เค้ายังมีดุมปั่นไฟโคตรเบาให้เลือกด้วยนะครับ)
ความสว่างเทียบกันทั้งสองตัวครับ

(ภาพขวาสั่นเพราะถ่ายมือเดียว ก็มันใช้ดุมปั่นไฟนี่นา)
อย่างที่เห็นว่า NR 250 จะให้ความสว่างไกล้เคียงกับรูปที่เค้าเปิดไฟโชว์โฆษณาในเว็ปไซต์มากๆ อาจจะมีฝนสะท้อนแสงออกไปหน่อยเลยเห็นรูปแบบไฟไม่หมด แต่ก็น่าจะพอดูออกนะครับ(แต่เป็นขณะที่ผมยกขาตั้งจักรยานอยู่ แสงเลยทิ่มลงพื้นไปหน่อย ที่จริงควรสาดแสงไปข้างหน้า 8-10 เมตรจะเห็นชัดกว่า)
ส่วนทางขวา B&M นั้นจะสว่างน้อยกว่าตัวแรกหน่อย(แต่ไม่ต้องใช้ถ่าน) ส่วนแบบไฟที่เห็นเป็นการปรับของผมเองให้สาดออกไปเท่าที่จะไกลได้ ให้ลงพื้นและให้ส่วนที่เหลือไปไกลๆ เพื่อที่รถจะได้เห็นผมเวลาขี่จักรยาน (การทำแบบนี้ยังดีอีกอย่า่งคือตอนเปลี่ยนเส้นทางที่ขี่ หรือการเข้าและออกซอย เพราะรถจะเห็นไฟหน้าเราก่อนที่จะเห็นเรา ถือเป็นการแจ้งให้รู้ถึงการมาของเราครับ และถ้าต้องเน้นมองพื้นเวลาลุยพื้นที่แย่มากๆก็สามารถปรับหัวให้กดลงมองพื้นได้ง่ายๆครับ)
สุดท้ายนี้สำหรับผมความสว่างของไฟหน้าเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่สว่างมากๆถึงจะดี หากแต่ต้องเป็นความสว่างที่เหมาะสม มากพอที่จะแผ้วถางความมืด แต่ไม่สร้างความรบกวนให้ผู้อื่น มีการกระจายแสงที่กว้างพอจะให้ผมมีทางเลือกไลน์ในการขี่เมื่อฉุกเฉิน สามารถเปิดได้นานเท่าที่ผมเห็นว่าเหมาะกับรถที่ใช้
และผลของการใช้ไฟที่ดีคือความปลอดภัย ความมั่นใจในการขับขี่ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นครับ การลงทุนเพื่อความปลอดภัยนั้นผมไม่คิดว่าแพงเกินไปแน่นอน เพราะเรานั้นมีชีวิตเดียว

