http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=53&t=322520
ผมก็ได้แรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นจากหลายๆท่าน ที่เข้ามาให้กำลังใจ และ อ.จารึกก็ได้ชักชวนให้ปั่นไปเที่ยวลาว-หลวงพระบาง ในเดือนมิถุนายน 54 อีก
หลังจากทบทวนจิตใจและประเมินความสามารถของตนเองอยู่นาน ก็ยังไม่ตกลงใจ
1.กำลังใจเต็มร้อย... ถึงไหนถึงกัน ถ้าหัวใจบัลลูนยังทำงานปกติ
2.กำลังกายยังแย่อยู่... เพราะขายังอ่อนแม้จะผ่านเขาใหญ่มาครั้งหนึ่งแล้ว ความสามารถในการปั่น ความเร็วก็ยังอยู่ที่ไม่เกิน 20 กม/ชม. ซึ่งเรียกว่าปั่นด๊อกแด๊ก
แต่จำได้ว่าสิ่งหนึ่งที่ อ.จารึก แนะนำว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการปั่นท่องเที่ยวคือ ปั่นตามกำลังของเรา แข่งกับตัวเองเท่านั้นห้ามแข่งกับเวลาเด็ดขาด ...
กระทู้ที่ทำให้อยากลองปั่นขึ้นมาคือ กระทู้ของ อ.โลตัส ซึ่งแนะนำให้ซ้อมที่เขาเขียว และเขาใหญ่อีก
เมื่อตัดสินใจว่าจะต้องลองปั่นขึ้นเขาเขียวดู ตามสไตล์การปั่นด๊อกแด๊ก ตามกำลังที่เรามีอยู่ จึงนัด อ.จารึก ให้วางแผนการซ้อมให้
อ.จารึก ก็ดีใจหายรีบจัดให้ทันที...โดยบอกว่าครั้งนี้เป็นการไปซ้อม ควรจะมีสัก 4-5 วัน ปั่นขึ้นปั่นลงวันละเที่ยว สองเที่ยว ก็พอแล้ว
ดังนั้น..จึงตกลงเดินทางโดยรถยนต์เพื่อประหยัดเวลา..ส่วนแผนการต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์เฉพาะหน้า
กลับมาก็จะมีเวลาพักสัก 2-3 วัน เพื่อดูแลตรวจสภาพรถให้พร้อม...สำหรับการปั่นไปลาว ในวันที่ 1 มิย.54
เดินทางวันแรก
ต้องซ่อมตลอด...ยังกล้วว่า ถ้าไปเกเรบนเขาใหญ่ คงได้นอนกินข้าวกับลิงหรือช้างแน่เพราะหาช่างซ่อมยากเหลือเกิน
ร้านข้าวหน้าเป็ดเจ้าเก่า..ที่พี่เสือไฝ..เคยพามาแวะทานเมื่อทริปที่แล้ว จากนั้นแวะเข้าตลาดสด จัดเตรียมเสบียงอาหารมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่...
สำหรับผมและ อ.จารึกเข้าฟรีเนื่องจากเป็นพวก สว. อันนี้เห็นด้วยครับ เพราะ สว.ไม่มีรายได้อย่างอื่นนอกจากเบี้ยคนชราเดือนละ500.- บาทเพียงอย่างเดียว
กลายเป็นคุณตู่ ตากล้องจำเป็นประจำทีม สว...ปั่นขึ้นเขาอยู่ด้วยอารมณ์สบาย ๆ
ผมได้จอดรถจะให้ขึ้นไปด้วยกัน....คุณตู่ปฏิเสธบอกว่ากำลังวอร์ม ให้ล่วงหน้าไปก่อน....
พวกเราจึงขับรถต่อ....เข้าสถานที่กางเต้นท์ลำตะคอง....จัดเตรียมสถานที่และอาหารการกินให้พร้อม


บริเวณที่กางเต้นท์ลำตะคองในวันทำงานปกติ...บรรยากาศเงียบสงบมากแทบจะไม่มีผู้คนเลย...แต่ร้านอาหารก็ยังเปิดให้บริการ
การใช้ห้องอาบน้ำ ห้องสุขาสะดวกสบายไม่ต้องรอคิว จึงอยากแนะนำให้ผู้ที่ต้องการพักผ่อน หาเวลาว่างหรือลาพักร้อนมาในวันธรรมดาจะดีที่สุด
ในวันนั้นพวกเราที่เพิ่งเดินทางมาถึง..จึงปั่นวอร์มๆ แถวสนามกอล์ฟ บนยอดเขาใหญ่นั่นเอง...ที่เหลือคือการกิน ๆ ๆ
แผนการซ้อมปั่น
จากการที่คุณตู่ปั่นขึ้นปั่นลงเขาใหญ่มาทุกด้านแล้ว....ทั้งปากช่องและปราจีน...ทำให้แผนเดิมที่จะปั่นลงด้านปราจีนก่อน...แล้วปั่นลงด้านปากช่อง...แล้วจึงขึ้นเขาเขียว....
ปรับเป็นวางแผนการปั่นขึ้นเขาเขียวเลยในวันรุ่งขึ้น เพราะทั้งคณะก็ยังไม่มีใครเคยปั่นขึ้นเขาเขียวกันเลย และพวกเราก็ยังสดๆ กันอยู่
( ใช้คำว่าระงมเพราะมันดังเซ็งแซ่ทุกทิศทุกทาง ) อากาศในยามรุ่งสางก็เย็นสบาย มีดนตรีธรรมชาติขับกล่อมด้วย ยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นไหน ๆ
ใครที่ยังไม่เคยมาพักผ่อนแอบอิงธรรมชาติน่าจะมาลอง จิตใจสดชื่นเบิกบาน กำไรชีวิตจริง ๆ ครับ...
แต่ทว่า.... ดนตรีธรรมชาติเหล่านี้ก็บรรเลงจบลงทันทีเมื่ออาทิตย์ยามเช้าส่องแสงขึ้นมา
เขาเขียว...เดี๋ยวเดียวก็ถึง
ประมาณ 9 โมงเช้า นักปั่นทั้ง 4 คน คือ อ.จารึก อ.วิทยา คุณตู่ และผม เริ่มปั่นออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่เขาเขียว
ผมยังคงใช้จักรยาน Trek 3900 Disc ของเดิม ๆ ยางขนาด 2” โดยไม่ได้ไปเพิ่มเติมอะไร
ในช่วงแรกเป็นการปั่นวอร์มร่างกาย...มีขึ้นเนินลงเนินสลับกัน...จนมาถึงทางแยกขึ้นเขาเขียวซึ่งป้ายบอกระยะทางไว้อีก 12 กม.
พวกเราหยุดนัดแนะกันเล็กน้อย...โดยจะให้ผมปั่นนำหน้าก่อน อ.จารึก และ อ.วิทยาตามหลัง ส่วนคุณตู่จะเป็นอิสระขึ้น ๆ ลง ๆ
เพราะต้องทำหน้าที่ช่างภาพ ถ่ายภาพในมุมมองต่าง ๆ ไปตลอดทาง

นักปั่นทั้งอาจารย์ ลูกศิษย์ ซึ่งเป็นนักเรียนเขาเขียวรุ่นเดียวกัน (24 พค.54) เริ่มออกปั่น.....
ผมปั่นด๊อกแด๊ก...นำหน้าตามสไตล์....คิดว่าวันนี้จะสอบผ่านเขาเขียวไหมหนอ...เพราะใคร ๆ ก็ว่าโหดนัก
แต่ใจยังชื้นอยู่ว่าเราผ่านเขาใหญ่มาได้แล้วไม่น่าสอบตก เหนื่อยก็หยุด หายเหนี่อยก็ปั่นต่อ
เราปั่นสบาย ๆ สไตล์ทัวริ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร.... แข่งกับตัวเองเท่านั้น.... จะใช้เวลามากน้อยเท่าใดก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง
ด้วยความที่ไม่เครียดกับการปั่นในครั้งนี้...ผมจึงไม่เหนื่อยมาก

สภาพถนนเช้าวันนี้....ค่อนข้างเปียกจากฝนตกพรำ ๆ และน้ำค้างเมื่อคืน....สองข้างทางมีต้นไม้สูงใหญ่...ครึ้มร่มรื่นเป็นส่วนใหญ่...
เราพบมูลช้างยังสด ๆ และกิ่งไม้ กิ่งไผ่ ข้างทางถูกหักราบ คงจะเพราะช้างลงมากินใบไผ่... ภาวนาขออย่าได้เจอกันเลย
ถ้ากำลังปั่นขึ้นเนินคงกลับรถหนีลงได้...แต่ถ้าปั่นลงเนินมาเจอยังคิดว่าหันจักรยานกลับปั่นขึ้นเนินหนีจะเร็วกว่าช้างวิ่งไล่หรือเปล่า...น่าคิดครับ

ได้มีการหยุดพักระหว่างทาง...อ.จารึก..บ่นว่าหิว...ต้องขอเติมเสบียงข้าวเหนียวเนื้อก่อน จากนั้นก็เริ่มปั่นต่อ...
ผมปั่นนำหน้า ทิ้งห่างทั้งสามคนพอสมควร เพราะทั้งสามคนปั่นไปคุยไปแบบสบาย ๆ ไม่รีบร้อน
มาถึง..ศาลเจ้าพ่อเขาเขียว...พวกเราก็หยุดมนัสการท่าน และอธิษฐานขอให้รอดปลอดภัยทั้งขาขึ้นและขาลง
เพราะก่อนหน้านี้มีนักปั่นกลุ่มใหญ่...มาปั่นที่เขาใหญ่และมีอุบัติเหตุช่วงลงเนิน 3 คน... อาการหนักพอควร
พวกเราก็ได้เตือนกันว่า...อย่าคะนองและประมาทเด็ดขาด...
การปั่นในช่วงต่อจากศาลเจ้าพ่อเขาเขียวค่อนข้างเหนื่อยเพราะเนินเริ่มชันมากขึ้น และถนนที่ลาดยาง..ก็ร่อนหลายช่วง
หินทำถนนร่อนขึ้นมาทั้งเม็ดเล็กเม็ดใหญ่...ทำให้ผมต้องระวังมากเพราะอาจจะลื่นล้มได้ง่าย ๆ

ก่อนถึงศาลเจ้าพระยาโกษาเทพประสิทธิ์ราว 1 กม. ถนนชำรุดผิวหน้าร่อนหลุดเกือบเต็มพื้นผิวถนนเป็นระยะทางราว 10 เมตร
ช่วงนี้ปั่นขึ้นเนินชันมาเรื่อย มาถึงจุดนี้ก็เหนื่อยเอาเรื่องและยังต้องมาระวังเม็ดหินที่หลุดร่อนอีก
สายตาพยายามมองทางที่มีเม็ดหินน้อยที่สุด แต่แทบจะไม่มีที่เรียบเลย จึงตัดสินใจปั่นลงไปบนถนนที่เต็มไปด้วยหินทั้งนั้น
เกือบไป
ได้เรื่องซิครับ...แล้วผมก็ลื่นไถลจนได้...จังหวะที่ต้องออกแรงกดบันไดและดึงแฮนด์นั้น
หน้ารถซึ่งปกติก็ส่ายอยู่แล้วก็ส่ายไปด้านข้าง....พอหันแฮนด์กลับ...รถก็ไถลลื่นออกด้านขวาจะล้มครับ
จังหวะนั้นจะเอาก้นลงจากอานก็ไม่ทัน...เท้าขวายังคาอยู่ที่บันได...จึงได้แต่เอาเท้าซ้ายเหยียดยัน...ไว้
โชคดีที่ยังไม่ล้ม...ความตกใจบวกกับความเหนื่อย...จึงยืนอยู่ท่านั้นสักอึดใจ...ตั้งสติ...
แล้วจึงต้องลงจูงให้ผ่านถนนเสียช่วงนั้น...เพราะจะขึ้นปั่นต่อคงไม่ได้แน่...พอพ้นออกมาจึงถือโอกาสหยุดพักและรออีก 3 คน ที่ยังปั่นมาไม่ถึง
เพื่อบอกให้ระวังช่วงนี้ให้ดี ซึ่งทั้ง 3 คนก็เป็นนักปั่นที่มีประสบการณ์ลายครามอยู่แล้ว จึงผ่านพ้นได้ด้วยดี
ปั่นต่อมาอีกสักพัก...ก็ถึง..ศาลเจ้าพระยาโกษาเทพประสิทธิ์....ถนนช่วงหน้าศาลฯ นี้เป็นทางชันหักศอกเลยครับ
ได้หยุดมนัสการท่าน....ปั่นต่อมาอีกสักพักก็ถึง...ผาเดียวดาย...
มีคนงานกำลังทำทางลงไปจุดชมวิวเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว
คุณตู่หยุดรถจะลงไปเที่ยว...แต่พวกเราตกลงว่าปั่นขึ้นไปก่อนเพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงยอดเขาเขียวแล้วไว้ค่อยชมวิวตอนขาลงดีกว่า.....
ถนนก่อนถึงยอดเขาเขียวชันมาก....แต่ความที่ผมเริ่มชินกับการปั่นขึ้นเขาซึ่งไม่มีคำว่าไม่เหนื่อย จึงรู้สึกเฉย ๆ
และก้มหน้าก้มตาปั่นไปจนถึงจุดสูงสุดที่ขึ้นได้ ...เพราะต่อไปเป็นเขตของทหารอากาศ.....ซึ่งห้ามเข้าแล้ว
แต่ก็ยังมีจุดชมวิวซึ่งเรียกว่า ...ผาตรอมใจ ให้นักท่องเที่ยวไปชมวิวทิวทัศน์ได้



ถือว่านักเรียนเขาเขียวรุ่น 24 พค.54 ทั้งสี่สอบผ่านแล้วครึ่งทาง
หยุดพัก 4 ช่วง...
แต่นั่นแหละขึ้นเขาสูงชันมาก็ต้องลงเขาชันกลับด้วย...อันตรายตอนลงมีมากทีเดียวผิวถนนก็ไม่ดี...ลงเร็วมากพลาดพลั้งพิการหรือตายได้เลยครับ
คุณตู่ยังอุดหนุนมาม่าคัพ ที่ซุ้มขายของทหารอากาศ... ผมซื้อน้ำส้มทาน 2 ขวด แต่ยังไม่ได้ทานข้าวเหนียวเนื้อเพราะยังไม่หิว
ได้คุยกับนายทหารอากาศที่ประจำที่นั่น ซึ่งแนะนำให้แวะเที่ยวโซนธนรัชต์ ซึ่งเป็นของอดีตจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์
แต่ปัจจุบันเป็นของกรมป่าไม้ใช้เป็นบ้านพักให้เช่า


ระหว่างนั้นท้องฟ้ามืดครึ้ม...ลมพัดแรงหอบเอาเมฆฝนมา....พวกเราทำใจว่าขาปั่นลงเปียกแน่
ได้จอดรถ และลงไปเที่ยวที่จุดชมวิว สวยมากครับ บรรยายไม่ถูก...ดูภาพเอาก็แล้วกัน สภาพยังเป็นธรรมชาติมากทีเดียว
เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่มาก....คงเนื่องจากเขาสูงชัน...และทางลงชมวิวลำบาก แต่เมื่อสะพานลงชมวิวสร้างเสร็จเมื่อไร
คงจะไม่เหลือสภาพเดิม ๆ ให้เห็นแล้วครับ






ในช่วงปั่นลง....ผมต้องระวังความเร็วมาก...แม้ฝนจะขาดเม็ดแล้ว แต่จากสภาพถนนช่วงที่พื้นผิวไม่ค่อยดี ทำให้
ต้องคอยเบรกตลอดเวลา....ยอมรับว่ากลัวพลาดครับ...เกรงว่าถึงหัวใจบอลลูนไม่เป็นอะไร....แต่แขนขาหักต้องเข้าเฝือกหรือ
ดามคอแล้วคงอดปั่นจักรยานไปอีกนาน....ช่วงขาลงมีงูเขียวอยู่ข้างทางเลื้อยหยุดดูกลุ่มเรา..
สงสัย...เจ้าพ่อเขาเขียวส่งลูกน้องมาส่งพวกเราให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ...ขอบคุณครับ
ในที่สุดเวลาแห่งความอีดอัดก็ผ่านพ้นไป พวกเราลงมาเกือบถึงทางแยกด้านล่างแล้ว
ได้เลี้ยวซ้ายไปเที่ยวโซนธนรัชต์... ถนนลงเนินคดเคี้ยว....มีบ่อน้ำอยู่ด้านขวามือ....
แล้วก็ไต่ขึ้นเนินเข้าสู่เขตบ้านพัก....ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวแล้ว
ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาขอให้แวะเที่ยวชมเถอะครับไม่ผิดหวังแน่ ๆ...




ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปั่นที่ขายังอ่อน หรือปานกลางก็สามารถขึ้นเขาเขียวและเขาใหญ่ได้
ขอเพียงแต่ให้คุณมีความมุ่งมั่นที่จะขึ้นให้ได้เท่านั้น เหนื่อยเมื่อไรก็หยุดพักไม่ต้องเข็น
หายเหนี่อยก็ปั่นต่อไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเวลาทุกคนขึ้นเขาได้แน่ ๆ
ประสบการณ์การขึ้นเขาเขียว..เดี๋ยวเดียวก็ถึงของผมนี้ สรุปว่าขึ้นเขา...เหนื่อยกาย ลงเขา...เหนื่อยใจ
หมายความว่า...การปั่นขึ้นเขาต้องออกแรงมากพอควร ดังนั้นต้องเหนื่อยกายแน่นอน
แต่...การปั่นลงเขานั้นต้องระวังอันตรายจากอุบัติเหตุ ลงเร็วบังคับรถไม่ได้ จึงต้องมีความเครียด จึงเรียกว่าเหนื่อยใจครับ
หลังจากเข้าที่พักในเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ก็ตกลงว่าพอแล้วสำหรับการปั่นวันนี้
เราได้ปั่นไปเที่ยวไปและใช้เวลาไปค่อนข้างนาน
ผมได้ลองเปลี่ยนยางรถจาก 2” เป็น 1.5” เพราะนักทัวร์ริ่งหลาย ๆ ท่านไม่ใช้ยางกว้างขนาด 2” เลย
เปลี่ยนเสร็จผมลองไปปั่นขึ้นเนินลงเนินดู ก็เห็นความแตกต่างตรงที่หน้ารถจะไวกว่าเดิม
ส่วนความเร็วจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้นยังไม่เห็นชัด
คิดว่าเป็นการปั่นแบบท่องเที่ยว คือ ปั่นไปแล้วก็หยุดเที่ยวด้วย ทำให้ได้เห็นอะไรมากมาย
ได้ชมสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆเห็นวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนนั้นๆ
นักปั่นหลายๆท่านปั่นแบบจะเอาให้ถึงจุดหมายอย่างเดียว เอาระยะทางอย่างเดียว โดยเห็นแต่ถนน ๆ ๆ เท่านั้น
ไม่รู้เลยว่าที่เราปั่นผ่านไปมีอะไรดีให้ชมบ้าง
จึงอยากให้นักปั่นแบบทัวร์ริ่งหันมาเพิ่มการท่องเที่ยวให้มากกว่าการ..ปั่น ....ปั่น....ปั่น ครับ
ด่านปากช่อง
การซ้อมปั่นวันที่สองคือการปั่นลงไปทางด้านปากช่อง....และแวะไปทานสเต็คที่ร้านครัวเขาใหญ่...
ซึ่งได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนที่กรุงเทพว่า....มาที่ปากช่องแล้วต้องแวะชิมให้ได้... หลังจากทานข้าวต้มเป็นอาหารเช้าแล้ว
พวกเราก็เริ่มปั่นจากที่พักเมื่อเวลาประมาณ 9.30 น.



จากการที่ได้สอบผ่านเขาเขียวเมื่อวานทำให้ความกลัวภูเขาแทบไม่มีแล้วครับ
มีการปั่นขึ้นเขาชัน ก็มีลงเชาชันคู่กันไป ต้องมีการเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา หากอยากจะปั่นก็ไม่ต้องกลัวอะไร
เหนื่อยก็พักครับ
พวกเราแวะพักที่จุดชมวิว....มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มใหญ่มาชมวิวด้วย
ทุกคนเตรียมตัวไปลุยป่าดูสัตว์ที่หอดูสัตว์หนองผักชี....
เพราะต่างก็สวมถุงเท้ายาวปกปิดร่างกายมิดชิดคงจะกลัวทากโดดเกาะดูดเลือดเอาน่ะครับ



เราออกจากจุดชมวิวไม่นาน...ก็ลงมาถึงด่านปากช่องระยะทาง 27 กม. เราใช้เวลาไม่นานเลย
ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่ประจำด่านถึงร้านสเต็คครัวเขาใหญ่ ซึ่งทราบว่าปั่นไปอีกประมาณ 10 กม.ก็จะถึง



ช่วงนี้ค่อนข้างเป็นถนนค่อนข้างราบมีขึ้นเนิน ลงเนินเตี้ยๆ ยาวๆ การเปลี่ยนยางเป็นขนาด 1.5” นี้ได้เพิ่มความเร็วให้อีกประมาณ 1-2 กม/ชม.
เมื่อมาถึงครัวเขาใหญ่ เมนูเด็ดที่ทางร้านแนะนำคือ สเต็คแฮมซี่โครงแก่ ราคาคิดตามน้ำหนักที่ทอดแล้ว
พวกเราสั่งมาคนละจานตามด้วยสลัดผัก ขนมปังกระเทียม และไส้กรอกเยอรมันสูตรต้นตำรับแถมด้วยข้าวเปล่าอีกคนละ 1 จาน
ต้องยอมรับว่า...สเต็คของเขาอร่อยจริง ๆ ....หรือเป็นเพราะพวกเราหิวกันมากก็ไม่ทราบ




หลังจากทานอาหารอิ่ม เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนครับ...
เลยกะว่าจะไปหาที่งีบกันแถวศาลาพักหน้าศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตรงด่านทางเข้าอุทยาน
แต่พอปั่นมาได้เดี๋ยวเดียวท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง ลมพัดแรง สักพักฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา
พวกเราต้องรีบหลบเข้าที่ร้านอาหารข้างทาง
คุยกันได้สักพัก อ.จารึก บอกว่าลืมรองเท้าแตะไว้ที่ร้านอาหารต้องปั่นกลับไปเอา
แต่ของีบรอให้ฝนขาดเม็ดก่อน .....คุณตู่ตากล้องตลอดกาลได้อาสาปั่นไปเอาให้
เพราะไปกลับเพียง 10 กม. คาดว่าใช้เวลาไม่นานนัก
เมื่อคุณตู่ปั่นออกไปไม่ถึง 10 นาที ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก พวกเราเป็นห่วงคุณตู่มากคิดว่าคงเปียก และหนาว
ด้าน อ.จารึก ได้โอกาสงีบรออย่างสบายอารมณ์ ประมาณชั่วโมงเศษฝนเริ่มขาดเม็ด
คุณตู่จึงปั่นกลับมาสภาพที่เปียกปอนพร้อมรองเท้าแตะที่ประมาณค่าไม่ได้ของ อ.จารึก
คุณตู่บอกว่าฝนหนักมากต้องหลบฝนในร้านอาหารและสั่งกาแฟมากินแก้วนิดเดียวเจอไป 35 บาทเลย
เมื่อคุณตู่มาถึงพวกเราจึงได้ปั่นกลับในทันที...ครั้งนี้ได้เก็บสัมภาระทุกอย่างลงกระเป๋า รวมทั้งไมล์ velo 8 ด้วย
เพราะเกรงว่าจะ Error ขึ้น ได้แวะซื้อไก่ย่างอบขมิ้นไว้เป็นอาหารเย็น 1 ตัว และเลิกล้มความคิดที่จะนอนพักตรงศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่




คุณตู่แนะนำว่าให้เราปั่นไปพักตรงระยะ 6 กม.แรก....เพราะต่อไปจะเป็นจุดที่สูงชันที่สุด ผมปั่นนำเช่นเคย
แต่สักพักคุณตู่ก็ปั่นแซงไป อ.จารึก และ อ.วิทยา ปั่นปิดท้าย
การปั่นจักรยานหลังฝน อากาศสดชื่นเย็นสบาย ผมปั่นไปเรื่อย ๆ ตามกำลังที่มีอยู่ พยายามควบคุมรอบขาไม่ให้เหนื่อยมาก
ถนนด้านนี้ดูเหมือนจะแคบกว่าและชันกว่าทางด้านปราจีนฯ แต่สั้นกว่าเพราะระยะทางเพียง 27 กม.
ผมปั่นได้สักพัก....ก็หยุดพักขาตรงทางราบ.... เมื่อหายเหนื่อยก็ปั่นต่อ....
สักพัก อ.จารึก บ่นว่าปั่นแล้วโซ่ดังแก๊ก ๆ เลยจอดเช็คดูปรากฏว่ามีโซ่ข้อนึงง้างออกมาต้องจัดการอัดกลับเข้าไปใหม่
ระหว่างยืนรอ...มีฝูงลิงเกือบยี่สิบตัวลงมาดูพวกเรา...และป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น...ยังกลัวว่าถ้ามันมาล้อมพวกเราจะทำยังไงดี
แต่พวกมันก็ไม่เข้ามาใกล้มาก อ.จารึกซ่อมโซ่อยู่เป็นนาน อ.วิทยา จึงบอกว่าให้ผมล่วงหน้าไปก่อนก็ได้เดี๋ยวก็ปั่นไปทัน
ผมจึงปั่นต่อไปคนเดียว ทางเริ่มชันขึ้นมากปั่นไปก็ว่าขึ้นเนินมากแล้ว...เหนื่อยก็เหนื่อย....
แต่แหม....ยังดันมีป้ายปักไว้ให้รถรู้ว่าข้างหน้าขึ้นเขาอีก....แทบจะถอดใจหยุดปั่นเลย...
เมื่อปั่นเกือบจะถึงโค้งตรง 6 กม. ว่าจะหยุดพักก่อนเพราะเหนื่อยพอควร
แต่ตาเหลือบไปเห็นคุณตู่จอดรถเตรียมถ่ายรูปอยู่บนเนิน....ด้วยกลัวจะเสียฟอร์มเลยก้มหน้าก้มตาปั่น....
แถมปั่นซิกแซ็กเพื่อให้ขาได้พัก....




ผมปั่นเป็นงูเลื้อยได้สักพักก็มาถึงจุดที่คุณตู่ยืนถ่ายรูปอยู่...หมดแรงเลยครับต้องจอด และหยุดพักตรงนี้
คุณตู่บอกว่าผมน่าจะหยุดพักก่อนปั่นขึ้นเนินนี้เพราะเป็นเนินที่ชันที่สุด..
ให้นึกเจ็บใจตัวเองว่า....ถ้าไม่เห็นคุณตู่ยืนถ่ายรูปคงหยุดพักไปแล้วและก็คงไม่เหนื่อยอย่างนี้
นี่แหละประสบการณ์ครับ.....เห็นเนินชันถ้าเหนื่อยให้หยุดพักตั้งหลักก่อน...จำไว้...จำไว้
เมื่อ อ.จารึก และ อ.วิทยา ปั่นมาถึง..อ.วิทยา ได้หยุดพัก แต่ อ.จารึกขอปั่นต่อไปจะพักบนเนินข้างหน้า
สักครู่ผมก็ออกปั่นต่อ ไม่ถึงห้านาทีก็เห็น อ.จารึก พักอยู่ตรงป้ายใหญ่..ปฏิบัติการ4ม.ขอคืนพิ้นที่เขาใหญ่
ซึ่งคุณตู่บอกว่าเราผ่านช่วงที่โหดสุด ๆ มาแล้ว ต่อไปก็ปั่นสบาย ๆ ไม่หนักเท่าที่ผ่านมา...





พวกเราปั่นมาพักขาอีกครั้งตรงจุดชมวิว....จอดแวะถ่ายรูปแล้วก็ปั่นต่อ
คราวนี้คุณตู่นำ มี อ.จารึก และ อ.วิทยาตาม ปิดท้ายด้วยผมซึ่งบอกว่าให้ทั้งสามทดสอบพลังกันให้เต็มที่ไม่ต้องเป็นห่วงผม
เพราะจำทางกลับที่พักได้ และหลังจากหายเหนื่อยแล้ว หัวใจบอลลูนและร่างกายยังเป็นปกติดี




ทั้งสามคนเร่งปั่นหายวับไปกับตาเลยครับ... ผมก็ปั่นไปเรื่อย ๆ ขึ้นเนินบ้างลงเนินบ้างสลับกันไป จนมาถึงแอ่งกระทะยาวแอ่งสุดท้าย
ก่อนลงแอ่งกระทะผมจอดรถรวบรวมสมาธิก่อน.... เพราะกะว่าจะลงแบบค่อนข้างเร็ว
และยางที่เปลี่ยนหน้ากว้าง 1.5” ดอกยางก็ไม่ใหญ่เหมือนเสือภูเขา....ถนนก็ยังเปียกคงต้องใช้ความระมัดระวังมาก
เมื่อใจพร้อมกายพร้อม...ผมก็ปั่นให้รถไหลลงมาและปั่นส่งเล็กน้อย รถเริ่มเพิ่มความเร็วมากขึ้นตามลำดับ...
ลืมบอกไปครับช่วงปั่นขากลับขึ้นเขานี้ต้องถอดแว่นออกเพราะฝนและละอองดินกระเด็นติดแว่นตา ทำให้มองเห็นยาก
ความเร็วรถเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 30 กม./ชม. และยังคงเร็วต่อไป น้ำที่กระเด็นมาจากล้อหน้ากระเด็นขึ้นไป
เราวิ่งไปชนมีทั้งเศษดิน... เข้าตาทำให้ต้องหยีตาและเอียงหน้าหลบแฮนด์รถสั่นและเต้น
ผมพยายามประคองไว้คาดว่าความเร็วคงถึง 45-50 กม./ชม. แน่
เมื่อลงเนินก็มีขึ้นเนินอีก...จากนั้นก็เป็นทางราบมากขึ้นระหว่างทางมีป้ายเตือนให้ระวังงูเห่าข้ามถนน
และถัดไปอีกสักหน่อยก็มีให้ระวังช้าง ก่อนขึ้นโค้งสุดท้ายของทางแยกไปศูนย์อาหาร
เห็นมีรถกะบะจอดอยู่เกือบกลางถนนและมีมอเตอร์ไซด์จอดอยู่หลายค้น
ผมชะลอความเร็วลงคิดว่าคงเกิดอุบัติเหตุสักอย่างแน่ อ.วิทยา ก็จอดรถอยู่ในกลุ่มด้วย ......
ถามคนที่ยืนอยู่ก็ทราบว่าดูช้างกำลังกินใบไม้ที่ข้างทาง... พอได้ยินว่าช้างกินอาหารอยู่ผมก็เลยบอก อ.วิทยา ว่าไปกันเถอะ...
ผมไม่อยากดู...เสื้อผมสีส้มเดี๋ยวถูกโฉลกกับช้างมันไล่เอาจะยุ่งกันใหญ่.....
เราสองคนปั่นมาและแวะที่ศูนย์อาหารผมต้องเข้าไปล้างหน้าล้างตาเพราะเศษดินเข้าตาแสบไปหมด
ประสบการณ์นี้เลยเป็นบทเรียนว่าการปั่นหน้าฝนควรจะติดบังโคลนทั้งล้อหน้าและล้อหลังด้วย
อาหารเย็นและค่ำในวันนี้อร่อยมาก....รองจากสเต็คแฮมมื้อกลางวันนิดเดียว .....
เมนูมีไก่ย่างอบขมิ้น... แกงจืดรวมมิตร (ใส่ทุกอย่างที่มี)เนื้อทอด ที่ยังเหลือจากวันก่อน....
ตามด้วยถั่วแดงต้มน้ำตาล ที่ทำเอาแก๊สหุงต้มหมดไปสองกระป๋อง
ในวงอาหารมื้อเย็นพวกเราเม้าท์กันถึงประสบการณ์การปั่นที่ผ่านมา.... ซึ่งผมได้ลุยเขาใหญ่ทั้งหมดแล้ว
ทั้งด่านปราจีน ด่านปากช่อง และเขาเขียว.... แม้ขาจะยังไม่แข็งนักก็ตามแต่ก็คงจะพอทู่ซี้ปั่นไปลาวในสไตล์ด๊อกแด๊กได้
อ.จารึกได้ให้ยาหอมว่าผ่านได้ขนาดนี้แล้วลาวไม่มีปัญหาแน่....แล้วจะเป็นการฟื้นฟูสุขภาพของผม
ให้หัวใจแข็งแรงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายดีขึ้น...ปั่นทัวร์ริ่งสไตล์ สว. อ.จารึก.. เหนื่อยก็พักไม่มีอะไรต้องกลัว
ถึงว่าเคยมีคนพูดให้ได้ยินว่า ถ้ามีถนนถึงดวงจันทร์ อ.จารึก ก็ปั่นไปถึงได้ 555 ถ้าจะจริงครับ
คุณตู่ซึ่งมาซ้อมที่เขาใหญ่ก่อนหน้าเราอาทิตย์นึงบ่นว่าอยากกลับบ้าน เพราะมา 10 วันแล้ว
ต้องกลับบ้านไปทำงานสร้างความดีก่อนจะไปปั่นลาวอีกสัก 20 วัน โปรแกรมของพวกเราจึงเปลี่ยนเป็นพรุ่งนี้กลับ..
ลงจากเขาใหญ่มุ่งหน้าไปจันทบุรีแวะเยี่ยมหลานเนเน่ (หลานปู่จารึก) และกลับเข้ากรุงเทพในวันถัดไป..
สู่เมืองจันท์
เช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 พค.54 ฝนซึ่งตกหนักมาตั้งแต่เมื่อคืน...ก็ตกลงมาอย่างหนักอีกในตอนเช้า....กว่าจะหยุดตกก็เกือบ 10 โมงเช้า
เมื่อจัดแจงบรรจุสัมภาระเข้ารถตู้แล้ว...ก็เดินทางลงจากเขาใหญ่ด้านปราจีน แวะทานอาหารเที่ยงกันแถววงเวียนนเรศวร แล้วมุ่งหน้าสู่ จ.จันทบุรี ..
โดยผ่านเขาอีโต้ ประจันตคาม สระแก้ว วังน้ำเย็น เขาสอยดาว และจุดหมายคือ ต.มะขาม จ.จันทบุรี..........
แม้จะเดินทางโดยรถยนต์เราก็ไปแบบ สว. เพราะ...คนก็แก่รถก็เก่า....มันไม่รวนที่เขาใหญ่ก็บุญแล้ว ..
ก่อนมายังต้องเปลี่ยนหม้อน้ำใหม่เพราะความร้อนขึ้นสูงตลอด ...คณะของเรามาถึงจุดหมายในเวลา 4 โมงเย็น
ระหว่างทางพวกเราคิดถึงพี่อำนาจซึ่งอยู่ที่ระยอง อ.จารึก..จึงโทรไปหาพี่อำนาจ
พี่อำนาจ..ก็เลยอยากจะเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงเป็น...ข้าวขาหมูสูตรปรุงพิเศษครั้งแรกในชีวิต....หากเราไปวันพรุ่งนี้
พวกเราดีใจมากที่จะได้เจอกันเพราะไม่ได้พบกันตั้งแต่ทริปกรุงเทพ-บางคล้า-เขาใหญ่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
หลานเนเน่อายุ 5 ขวบอยู่กับคุณตาคุณยายซึ่งมีอาชีพทำสวนทุเรียน มังคุด ลองกอง
เราไปถึงคนงานกำลังแบกลังมังคุดและลองกองขึ้นรถไปขาย ซึ่งผู้ซื้อจัดหามา เราเลยได้ทานมังคุดและลองกองกันมากพอควร
ค่ำวันนั้นคุณยายหลานเนเน่ได้พาพวกเราไปเลี้ยงอาหารทะเลที่ท่าแฉลบกลับมาถึงก็สามทุ่มกว่าแล้ว
อ.จารึกได้พูดคุยกับหลานเนเน่จนดึก
พบพี่อำนาจ
รุ่งเช้าวันศุกร์ที่ 27 พค.54 พวกเราต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพราะหลานเนเน่ตื่นก่อนเตรียมจะไปโรงเรียน
หลานเนเน่น่ารักเข้ากับคนง่าย....แม้คุณยายจะบอกว่าเป็นคนหวงของมากแต่ก็ยังมีน้ำใจ...
ให้กระถางดอกไม้เล็ก ๆ แก่ผมพร้อมเงิน 20.-บาท ผมเลยต้องตอบแทนแกด้วยการหยอดกระปุกให้ไปหลายสตางค์....
เราออกจากจันทบุรีประมาณ 8 โมงเช้า มุ่งหน้าสู่ระยอง...
ระหว่างทางฝนตกมาหนักมากเกือบมองทางไม่เห็นได้แต่คลาน ๆ ไป.... นึกในใจขออย่าให้รถตู้เก่า ๆ คันนี้รวนเลย
เพราะมันกลัวน้ำเหลือเกิน เครื่องจะดับเอา...ผ่านไปเกือบชั่วโมงฝนก็ขาดเม็ด..ท้องฟ้าเริ่มมีแดด....จนถึงระยอง
ที่บ้านพี่อำนาจ...ได้เตรียมอาหารไว้ต้อนรับอยู่แล้ว...หลังจากพูดคุยกันสารพัดเรื่องอยู่ครู่ใหญ่
พี่อำนาจก็ให้พวกเราทานมื้อเที่ยงมีอาหารสารพัด...เมนูพิเศษคือ ขาหมูเห็ดหอม ทุกคนทานกันเต็มที่ อิ่มหมีพลีมันกันถ้วนหน้า...


จากนั้น...พี่อำนาจ อ.วิทยา และคุณตู่ ได้ออกไปซื้ออาหาร...ทั้งกุ้ง ปลา ปลาหมึก ....เพื่อทำ...บาบีคิว...กัน
ในช่วงบ่ายพี่อำนาจพาพวกเราไปที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า แวะดูโค้งประวัติศาสตร์ “โค้งอำนาจ” ซึ่งชันและหักศอก
ที่เรียกเช่นนี้เพราะพี่อำนาจซึ่งแหกโค้งจนไหปลาร้าหักครับ...







คุณตู่ประทับใจในอุทยานเขาแหลมหญ้ามาก.....ถึงกับบอกว่าหากมีโอกาสจะปั่นมานอนที่นี่
เพราะอยู่ริมทะเล....ทิวทัศน์สวยงาม ....สิ่งอำนายความสะดวกห้องน้ำห้องสุขา และร้านอาหารมีพร้อม
พวกเรานั่งทานของว่างและเดินชมทะเลอยู่นาน.... คุณตู่ก็หามุมถ่ายรูปสวย ๆ ไว้เป็นที่ระลึก
จนตะวันจะลับลงทะเลแล้ว... พวกเราจึงเดินทางกลับมาช่วยกันทำอาหารเย็น
บรรยากาศมื้อค่ำเต็มไปด้วยความสนุกสนานเป็นกันเอง....อาหารปิ้งย่างก็อร่อยเพราะสดมาก ๆ
พวกเราคุยกันอยู่จนดึกจึงแยกย้ายกันเข้านอน....ผมนอนหลับสนิทจนเช้าเพราะฟูกอ่อนนุ่ม ...แอร์เย็นฉ่ำ....
หลังจากไปนอนกลางดินกินกลางทรายเสียหลายวัน...
กลับบ้านแล้ว
เช้าวันเสาร์ที่ 28 พค. พี่อำนาจได้เตรียมข้าวต้มกุ้งให้พวกเราอีกมื้อ.... เสร็จแล้วพวกเราก็เตรียมเดินทางกลับ
ก่อนกลับพี่อำนาจยังเอาอุปกรณ์จักรยานที่เก็บสะสมไว้ให้ อ.วิทยา ไปดัดแปลงใช้งาน
ผมได้จานดิสเบรกมา 1 คู่ แต่ก็ไม่ได้ใช้งาน....กลับได้จานหน้า 3 จาน ยี่ห้อ shimano LX มาเปลี่ยนใช้ชั่วคราวสำหรับไปลาว
การซ้อมปั่นทริปเขาเขียว เขาใหญ่นี้แม้จะซ้อมได้เพียง 2 วัน นอกนั้นเป็นการท่องเที่ยวบันเทิงเสียส่วนใหญ่
แต่ก็ทำให้ผมได้สะสมประสบการณ์ในการปั่นขึ้นเขาเพิ่มขึ้น ....และคิดว่ามีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้วที่จะร่วมปั่นไปลาวกับทริป อ.จารึก
โดยจะออกเดินทางโดยรถทัวร์ที่ขนส่งตลาดหมอชิตในคืนวันที่ 6 มิย. 54 ไปลงที่ อ.ทุ่งช้าง สมทบกับทีม อ.จารึก ที่ปั่นมาจากอุตรดิตถ์
ใจจริงแล้วผมอยากจะเขียนทริปซ้อมปั่นเขาเขียว เขาใหญ่นี้ให้เสร็จเร็ว ๆก่อนไปลาว
แต่เวลาจัดเตรียมอุปกรณ์การเดินทางกระชั้นมากทำให้ล่าช้าออกไป
จุดประสงค์ของผม...อยากจะเชิญชวนนักปั่นทั้ง สว. หรือวัยหนุ่ม ที่คิดว่าตัวเองขาอ่อนมาปั่น
แบบทัวร์ริ่งกัน เชื่อเถอะครับว่าถ้าจิตใจมีความมุ่งมั่นแล้วปั่นทองเที่ยวได้แน่นอน จะถึงจุดหมายช้ากว่าคนอื่นก็ไม่เป็นไร
และสุดท้ายผมอยากจะให้ท่านมาร่วมปั่นกับทาง สว.เพื่อเก็บทุกดอยสอยทุกภูตามสโลแกนพี่เสือใฝ ที่ปั่นทัวร์ริ่งมาแล้ว 65 วัน ครับ
-ขอขอบคุณ...คุณตู่ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบครับ

-ขอขอบคุณพี่อำนาจที่เอื้อเฟื้ออาหารการกินและที่พักหลับนอนครับ
-ขอขอบคุณ อ.จารึก และ อ.วิทยา ที่เอาใจใส่ลูกศิษย์ขาอ่อนคนนี้เป็นอย่างดีครับ