ทำบอลลูนหัวใจมาแล้วยังสามารถปั่นจักรยานได้.....จริงหรือ
1.เมื่อโรครุมเร้า
จะได้มีแรงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจกันครับ
เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงในชีวิตของคนวัยเกษียณอย่างผม ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ...โปรดอดทนอ่านนะครับ...คิดว่าคงมีประโยชน์สำหรับบางท่าน...ไม่มากก็น้อย
ซึ่งก็มีความก้าวหน้าพอสมควร.... ชีวิตวัยหนุ่มก็ดำเนินไปตามวิถีทางของมนุษย์...
จนกระทั่งปี 2545 หรือเริ่มมีอายุ 50 ปี กว่าๆ...โรคร้ายก็เริ่มมาเยือน...
จากการที่เป็นคนช่างกินอาหารและกินแทบทุกอย่างตามใจปาก...โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่าง ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน
Cholesterol สูงในเส้นเลือดก็มาเยือนผมแล้ว คือ.....
Cholesterol สูงถึง 290 (ค่าปกติ 150-200) , Triglyceride อยู่ที่ 190 (ค่าปกติ 30-160) , HDL หรือไขมันตัวดี(ยิ่งสูงยิ่งดี) อยู่ที่ 26 (ค่าปกติ 25-75) และ LDL หรือไขมันตัวเลวอยู่ที่ 226 (ค่าปกติ 145-160)
หมอได้ตรวจเลือดและบอกให้ผมพยายามออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเผาผลาญไขมันที่มีอยู่....และควบคุมอาหารไม่ให้กินสุ่มสี่สุ่มห้าโดยยังไม่ให้กินยาอะไร
พร้อมทั้งนัดตรวจเลือดอีก 3 เดือนเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ........
การออกกำลังกายแรก ๆ มันก็สนุกดีหรอก...ได้เจอคนมากมายทั้งหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ มาออกกำลังกายกันมากเป็นร้อย ๆ คน
แต่พอจำเจสักพักก็เบื่อ จะไม่ให้เบื่อได้อย่างไรเล่า...เหนื่อยก็เหนื่อย...เมื่อยก็เมื่อยแถมยังต้องคุมอาหารอีกตามใจปากไม่ได้
อย่างไรก็ตามผมก็ทนออกกำลังกายจนครบ 3 เดือน....จึงไปพบคุณหมอเพื่อเจาะเลือดและตรวจดูไขมันต่าง ๆ อีกครั้ง
ผลการตรวจเลือดออกมาแล้วคือ Cholesterol 254 ,..... Triglyceride 147,..... HDL 51,..... LDL 174
ไขมันที่เลวทุกตัวมีค่าลดลง
จนถัดมาอีกปีเศษ คือในปี 2546 อาการเส้นเลือดหัวใจตีบก็เริ่มรุนแรงขึ้น.....คือ .....
เดินไปไหนเริ่มเจ็บที่ตรงกลางหน้าอก...แน่น...หายใจไม่ออก...เหนื่อยมาก...ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่สักพัก..
ผมได้รีบไปหาคุณหมออีกครั้ง...เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ...คุณหมอได้ตรวจเลือด ให้เดินสายพานและทำ Echo
คุณหมอได้ทำการสวนหลอดเลือดหัวใจ หรือเรียกว่าทำบอลลูน ให้ผม 2 เส้น
ใช้เวลาทำประมาณครึ่งชั่วโมง... แต่ต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลอีก 5 วัน... อันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก เพราะหลังทำบอลลูนเสร็จผมก็รู้สึกเป็นปกติ อยากจะกลับบ้านแต่คุณหมอบอกว่านี่เป็นการผ่าหัวใจนะ ไม่ใช่ปวดหัวตัวร้อนจะได้กลับบ้านไว ๆ ผมก็ไม่รู้จะเถียงคุณหมออย่างไร
......ผ่านการทำบอลลูนครั้งแรก...ทำให้ผมต้องระมัดระวังในการกินอาหารมากขึ้น...... พยายามออกกำลังกายบ่อย ๆ เท่าที่ทำได้
แต่ก็นั่นแหละครับ ชะตาชีวิตเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้......เจ้าไขมันในเส้นเลือดก็เล่นงานผมอีกจนได้ กล่าวคือ....
ในปี 2552 หลังจากทำบอลลูนครั้งแรกราว 7 ปี...ซึ่งเป็นช่วงอายุ 59 ปี...
ขณะที่ผมออกกำลังกายอยู่นั้น ก็เกิดอาการชาที่หัวไหล่ซ้าย..ลามไปทั้งแขน..จนถึงมือพร้อมกับ..แน่นหน้าอก..หายใจไม่ทัน.....จึงรีบนั่งลงนิ่ง ๆ ทำใจให้สงบ
เมื่อดีขึ้นจึงได้เริ่มออกกำลังกายต่อไป..
เมื่อเป็นปกติจึงกลับบ้านและไปพบคุณหมอในวันรุ่งขึ้น
คราวนี้ Cholesterol 248 ,... Triglyceride 495,... HDL 37,... LDL 135 ซึ่งจัดว่าสูงมาก
จึงถูกส่งไปเดินสายพาน และทำ Echo หัวใจอีก... ผลสรุปว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบอีก 2 จุด...ต้องทำบอลลูน2เส้น
การทำบอลลูนครั้งที่สองก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเช่นเดิม....
ขนาดออกกำลังกายและดูแลเรื่องอาหารพอสมควร เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ยังเส้นเลือดตีบได้
ชีวิตจะเป็นอะไรก็แล้วแต่กรรมเวรเถอะ.... อีกอย่างผมอุทิศร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่กับ รพ.จุฬา ไว้แล้ว......ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง
2.จุดประกายการปั่นจักรยาน
ปลายเดือนธันวาคม 2553 ผมก็เกษียณอายุจากการทำงานด้วยอายุ 60ปี....
ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน...เพื่อนรุ่นน้องในที่ทำงานซึ่งปั่นจักรยานอยู่ได้พูดถึง..กลุ่มคนเกษียณอายุที่หันมาปั่นจักรยานเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ...
ผมจึงเข้ามาดูใน Thai MTB เห็นกระทู้ชวนคนเกษียณปั่นจักรยาน 65 วันเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ...จึงได้ติดตามกิจกรรมของคนกลุ่มนี้
พร้อมกับนึกว่าคนอายุเลย 60 ไปแล้วยังปั่นจักรยานกัน 65 วัน...จะบ้าแล้วหรือ...มันจะฟื้นฟูสุขภาพได้จริงหรือ...ไม่ใช่ปั่นไปยังไม่ทันครบก็ตายเสียก่อน
จึงตัดสินใจว่าอายุ 60 กว่าแล้วจะออกกำลังหนัก ๆ ก็ไม่ได้...วิ่งจ้อกกิ้งก็เจ็บเข่า... ลองมาขี่จักรยานก็คงไม่เสียหายอะไร
อย่างแย่ ๆ ก็เอาไว้ขี่ไปซื้อกับข้าวในตลาดใกล้บ้าน...
ดังนั้นจึงไปซื้อจักรยานมาโดยเลือกยี่ห้อ Trek 3900 ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกที่สุด และมีของแถม เช่น หมวก ไมล์ ขาตั้ง
เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะขี่ได้นานแค่ไหน
อย่างไรก็ตามผมต้องขอขอบคุณเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ที่ทำให้ผมได้เริ่มสิ่งดี ๆ ในวัยเกษียณ
ชื่อเสียงเรียงนามคงไม่ต้องบอกกล่าว ถ้าเจ้าตัวเข้ามาอ่านคงทราบดี
วันแรกที่ได้จักรยานมา...ด้วยความเห่อจึงไปขี่แถวถนนข้างบ้านซึ่งมีรอบวงประมาณ 6 กม.....
เป็นถนนที่มีนักปั่นจักรยานปั่นกันอยู่หลายคน... ปั่นกันเร็วจี๋.. เห็นแล้วน่าเหนื่อยแทน....
ผมปั่นวันแรก (อยากจะเรียกว่าถีบจักรยาน เพราะผมถีบจริง ๆ ใช้เท้าซ้ายขวาถีบบันไดลงไม่มีการดึงขึ้น ซึ่งเรียกว่าปั่น แม้จนบัดนี้เพราะไม่ได้ใช้คลีท)
ผมปั่นไปหยุดไปแต่ก็ปั่นจนครบรอบ 6 กม.... ใช้เวลาประมาณเกือบครึ่ง ชม.... เหนื่อยมาก.... ปวดเมื่อยตัวแขนขาไหล่ไปหมด ....ความเร็วเฉลี่ย 16 กม/ชม
ได้ค้นกระทู้ต่าง ๆ... เจอวิธีการปั่นโดยให้ใช้รอบขาที่ 60 ถึง 90 รอบต่อนาทีเป็นหลัก
จึงได้พยายามฝึก โดยใช้เกียร์ที่เบา ๆ ซึ่งผมก็ทำได้ที่ 70 รอบต่อนาที โดยไม่เหนื่อยมากนัก.... พยายามฝึกอยู่เกือบเดือนจึงได้ค่อย ๆ เพิ่มเกียร์ให้หนักขึ้น
สำหรับกล้ามเนื้อขานั้นไม่ต้องพูดถึงครับเพราะมันปวดทุกวัน.... โดยคิดว่าถ้าขาแข็งแรงพอก็คงจะหายปวดไปเอง.....
ส่วนเรื่องปวดก้น..และมือชา...ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่นักปั่นทุกคนต้องเจอ
ยังกลัวว่าจะปวดเข่าเพราะเคยเข่าหลุดสมัยเล่นชักคะเย่อตอนหนุ่ม ๆ ขนาดเดินยังเสียวแปลบ ๆ แต่ปั่นจักรยานไม่รู้สึกเจ็บเลย...
ส่วนเรื่องปวดหลัง ไหล่ เอว ก็มีบ้างไม่มากนัก....
ผมพยายามเพิ่มระยะการปั่นจากเดิม 6 กม. เป็น 10 กม. 15 กม. 20 กม. จนสามารถปั่นได้ถึง 30 กม....
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งเศษ ๆ ซึ่งก็คิดว่าดีพอสมควรสำหรับคนในวัยขนาดนี้......
3.ทัวร์ริ่งครั้งแรกในชีวิต
ในวันที่ 12 เมษายน 54 ก็มีโทรศัพท์จากคุณพิงธรรม์ เจ้าของกระทู้ชวนคนเกษียณปั่นฟื้นฟูสุขภาพซึ่งต่อไปผมขอเรียกว่า อ.จารึก โทรมาคุยพร้อมชวนไปปั่นจักรยาน.........
โดยจะมีทริปปั่นแก้เฉาของกลุ่ม สว. (สูงวัย) ที่เคยปั่นร่วมกันมา 65 วัน....... โดยมีจุดหมายที่เขาใหญ่....
แล้วก็ไม่คิดว่าจะปั่นได้ตามทริปที่กำหนด ในวันที่ 18-22 เม.ย.54..... แต่ อ.จารึก ก็ดีใจหายให้หยิบยืมตะแกรงติดท้าย กระเป๋าเดินทาง...
พร้อมให้กำลังใจว่า ผมปั่นได้แน่.....ไม่ไหวอย่างไรก็เข็น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ตัวผมเองไม่มีความมั่นใจสักเปอร์เซ็นต์เดียวเลย... เพราะกลัวว่าหัวใจจะหยุดเต้นเอากลางทาง.....
แต่ด้วยความเกรงใจจึงรับปาก และบอกว่าถ้าผมปั่นไม่ไหวก็จะขอขึ้นรถยนต์กลับบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของนักปั่นคนอื่น...
วันที่ 13-17 เม.ย.54 เป็นวันที่ผมอึดอัดมาก..
แถมจักรยานก็ปั่นมาไม่ถึงพันกิโลเมตร เช็คอะไรก็ไม่เป็น...... คืนวันที่ 17 ก่อนเดินทางก็ตื่นเต้นมาก...... นอนหลับได้เพียง 2 ชม.เท่านั้น
4.ออกเดินทางวันแรก (18 เม.ย.54)
นัด อ.จารึก ที่บ้านเวลา 8.00 น. ผมไปถึงตั้งแต่ 6.40 น.....
ก็ประกอบล้อซึ่งถอดไปทั้ง 2 ล้อที่หน้าบ้าน อ.จารึก.... ด้วยเกรงใจว่ามาเร็วเกินไป...จึงไม่กดออดเรียก...
กว่าจะเสร็จก็เกือบ 8 โมงเช้าแล้ว... โธ่.. ก็มือใหม่กว่าจะประกอบล้อเข้าที่เล่นเอาเหงื่อท่วมตัวเลยครับ
สักพักก็มีนักปั่นอีก 2 ท่าน ปั่นมา อ.จารึก แนะนำว่า ชื่อ พี่วิทยา ซึ่งเป็นผู้สอนให้ อ.จารึก ปั่นจักรยาน (น่าจะเรียกว่าซือโจว ซึ่งแปลว่าอาจารย์ของอาจารย์ ตามศัพท์นิยายกำลังภายใน)
อีกคนหนึ่งชื่อเฮียเซ้ง ปั่นเอาเสบียงมาส่งแต่ไม่ได้ร่วมทริปไปด้วย....
ประมาณ 8.15 น. ก็เริ่มปั่นไปยังสนามกีฬาหัวหมากซึ่งเป็นจุดนัดพบ....
แวะกินข้าวแกงระหว่างทางก่อน... เมื่อไปถึงมีการแนะนำตัวตามระเบียบ...

เริ่มออกเดินทางเวลา 9.05 น. มีนักปั่นทั้งหมด 6 คน จุดหมายคือ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา...
เป็นครั้งแรกที่ผมปั่นออกถนนใหญ่...ที่มีการจราจรคับคั่งพอสมควร เพราะเป็นวันทำงาน... กลัวรถยนต์อยู่เหมือนกัน..แต่ก็พยายามปั่นตามนักปั่นรุ่นพี่
จนเข้าถนนสุวินทวงศ์ รถราเริ่มน้อยลง (แต่วิ่งเร็วขึ้น) และมีไหล่ทางให้ปั่นกว้างพอประมาณ....แดดร้อนมาก..
หัวขบวนวันนี้คือ พี่เสือยุ่ง ซึ่งปั่นจักรยานคันนิดเดียว ล้อ 16 นิ้ว แต่ปั่นนำตลอด
ด้วยเห็นว่ามีมือใหม่มาเลยชะลอความเร็วไว้ที่ 16-19 กม/ชม.... และตลอดทางอาจารย์ทุกท่านคือ พี่เสือยุ่ง พี่อำนาจ คุณตู่ อ.จารึก อ.วิทยา ได้แนะนำเทคนิคการปั่นให้ตลอดเวลา มีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ
ก่อนถึงฉะเชิงเทราประมาณ 10 กม. ท่านอดีตรอง ผวจ. ท่านรองสุขสันต์ (พี่เสือไฝ) ได้ปั่นจากบางคล้ามารอรับ.....

และปั่นนำทางไปที่สถานีรถไฟฯ เพื่อพบกับพี่โจ้ นักปั่นอีกคนที่รออยู่...
ช่วงที่พี่เสือไฝเป็นผู้นำปั่น ผมเหนื่อยแทบแย่ครับ....เพราะใช้ความเร็วประมาณ 23-25 กม/ชม. ทำให้ผมต้องหลุดขบวน เพราะปั่นไม่ไหวมันเหนื่อย
แต่ อ.จารึก กับ อ.วิทยา ก็ปั่นตามดูแลผมอยู่....
หลังจากถึงจุดพักแล้ว...พี่เสือไฝคงรู้ว่าผมเหนื่อยในช่วงต่อไปจึงปั่นช้าลง.....ทำให้ผมเข้าขบวนได้อย่างเดิม
กลุ่มนักปั่นถึงบ้านพี่เสือไฝที่ อ.บางคล้า เวลาประมาณ 16.05 น..... รวมระยะทางปั่น 81 กม.ใช้เวลาปั่น ประมาณ 4.20 ชม. ความเร็วเฉลี่ย 18.7 กม/ชม.
เป็นระยะทางสูงสุดที่ผมเคยปั่นมาเลยครับ....
ผมมีอาการปวดที่ขาคล้ายจะเป็นตะคริว พยายามนวดคลายเส้นจึงไม่ออกอาการแต่ก็เมื่อยไปทั้งตัวเลย หัวใจที่ทำบอลลูนมา 4 เส้นยังเป็นปกติดี
สักครู่มีนักปั่นอีก 2 ท่านตามมาสมทบคือ ลุงเนตร และพี่สุธน คืนนั้นพวกเรานอนค้างกันที่บ้านพี่เสือไฝ ซึ่งดีกว่าโรงแรม 5 ดาว ซุปเปอร์เดอลุกซ์เสียอีก
5.วันที่สอง มุ่งสู่ปราจีนบุรีเข้าที่พักอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ (19 เม.ย.54)
พวกเราตื่นนอนกันตั้งแต่ตีห้า... ทำธุระส่วนตัวจัดเตรียมจักรยาน... รองท้องด้วยกาแฟ ขนมปัง ...
เสร็จแล้วเราทั้ง 9 คน ก็เริ่มออกเดินทางในเวลา 7.10 น.....

การปั่นช่วงเช้าอากาศเย็นสบายไม่มีแดดถนนสองฝั่งก็มีต้นหางนกยูงออกดอกสีแดง เหลือง สะพรั่งสวยงาม ตลอดระยะทางราว 20 กม....
เมื่อถึงโครงการส่วนพระองค์....พี่เสือไฝ ได้อธิบายงานในโครงการต่าง ๆ ให้กับนักปั่นฟัง..



ประมาณเที่ยง พวกเราก็มาถึงตลาดปราจีนบุรี.... แวะทานอาหารเวียดนาม...
ส่วนพี่เสือไฝไปหาซื้อมันเทศและน้ำตาลเอาไว้ต้มกินตอนกลางคืน....



ช่วงที่จะปั่นไปยังจุดกางเต้นท์ที่อ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ ผ่านร้านแสงอรุณจักรยาน...พี่โจ้ได้หยุดให้ช่างตรวจดูรถเนื่องจากมีเสียงดังเวลาปั่น
พวกที่เหลือก็เดินดูอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเดินทางต่อ โดยมีพี่เหวียนจากปราจีนฯ ซึ่งมาดักพบปั่นนำทาง...
ทางเริ่มชันขึ้นๆ ในช่วงสุดท้ายก่อนเข้าอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้เป็นทางชันขึ้นเขายาวพอประมาณ
ผมได้ฝึกการใช้เกียร์ 1-1 ก็ครั้งนี้แหละครับ ความเร็วเพียง 5 กม/ชม.เท่านั้นเอง.....
ในวันนี้ปั่นได้ระยะทาง 73.66กม. ใช้เวลาปั่น 4.05 ชม. ความเร็วเฉลี่ย 18 กม/ชม. สภาพร่างกายของผมยังปกติดี ...
พวกเรากางเต้นท์กันบริเวณริมน้ำห้องอาหารปลายเขื่อน ได้พบกับ อ.นิพนธ์ที่อำนวยความสะดวกด้านสถานที่กางเต้นท์ และห้องอาบน้ำ....
นอกจากนี้ อ.นิพนธ์ยังเป็นผู้ฝีกสอนเยาวชนนักปั่นดาวรุ่งมุ่งทีมชาติด้วย
ได้รู้จักกับ อ.โก ซึ่งขับรถกระบะเอาจักรยานมาโชว์ 2 คัน...เอิ๊ก..เอิ๊ก

ตอนเย็นมีนักปั่น ปั่นมาจากอรัญประเทศมาสมทบอีก 2คน คือ พี่เสือตั๋ง อรัญฯ และพี่เสือฟันยาง

ใกล้ค่ำประธานชมรมจักรยานปราจีนบุรีและพวกได้นำอาหารและเครื่องดื่มมาบริการพวกเราด้วยทำให้อิ่มหมีพลีมันกันทุกคน
ตอนทานอาหารผมได้ศึกษาเทคนิคการปั่นขึ้นเขาและลงเขาจากพี่อำนาจและคุณตู่อยู่นานมาก ในใจยังนึกหวั่นว่าพรุ่งนี้เราจะปั่นขึ้นเขาใหญ่ไหวไหม
6.วันที่สาม-ขึ้นเขาใหญ่ (20 เม.ย.54)
พวกเราตื่นกันประมาณตีห้า จัดการธุระส่วนตัว เก็บเต้นท์และสัมภาระต่างๆ...เริ่มออกเดินทางเวลา 7.15 น.
ลุงเนตร และพี่สุธน ขอตัวกลับกรุงเทพเพราะมีธุระเร่งด่วน...
แต่มีพี่เสือตั๋ง อรัญ และพี่เสือฟันยางมาสมทบ.... คณะเราจึงมี 9 คน เหมือนเดิม
ปั่นมาสักพักก็มาถึงวงเวียนตลาดเช้านเรศวร.... มีนักปั่นปราจีนบุรีมาต้อนรับหลายสิบคน (ต้องขออภัย จำชื่อไม่ได้สักคนเลยแต่ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
มีอาหารและขนมให้พวกเราติดตัวไว้เป็นเสบียงด้วย.... เราทานอาหารเช้าและตุนเสบียงกันที่นี่
ผมทานโจ๊กใส่ไข่โดยไม่กลัวคลอเรสเตอรอล และข้าวต้มมัดอีก 2 มัด


เมื่อพร้อมแล้วทีมนักปั่นจากปราจีนฯ ก็ปั่นนำพวกเราขึ้นสู่ประตูเขาใหญ่ ( ก็ด่านเก็บเงินนั่นแหละแต่พวกเรา สว.(สูงวัย) ไม่เสียตังค์)ระยะทางอีก 10 กว่า กม.
มาถึงก็ถ่ายรูปร่วมกันที่ป้ายอุทยานแห่งชาติไว้เป็นที่ระลึก.... แล้วนักปั่นบางส่วนก็กลับไปทำงาน..... มีอยู่ 6 คนที่ปั่นขึ้นเขาไปกับพวกเราด้วย


9.10 น.เป็นเวลาที่เริ่มปั่นจากประตูเขาใหญ่มุ่งสู่ยอดเขา ระยะทางราว 32 กม......
บรรดานักปั่นต่างก็ก้มหน้าก้มตาปั่นตามสไตล์ถนัดของแต่ละคนตัวใครตัวมัน
จุดหมายแรกคือทางเข้าน้ำตกเหวนรก ระยะทางประมาณ 10 กม.มีจุดพักทางราบอยู่ที่ 5 กม.นิดนึง
ผมเริ่มสตาร์ทโดยยืนคร่อมท่อบน....ใช้เกียร์ 1-1 ออกแรงดันรถและกดลูกบันได....
อ.จารึกบอกให้ผมไปเริ่มออกตัวใหม่ที่หน้าด่านเพราะเป็นทางเรียบ ...
ผมกัดฟันใช้เกียร์ 1-2 ปรากฏว่ารถมีแรงวิ่งทรงตัวได้ จึงออกแรงปั่นต่อไปแล้วเปลี่ยนเกียร์มาเป็น 1-1
ความรู้สึกขณะปั่นเมื่อสายตามองไปยังเนินเขาชันข้างหน้า....มันเหมือนกับมีผีจากเหวนรก..แสยะยิ้ม..เตรียมสมน้ำหน้านักปั่นมือใหม่หัวใจบอลลูนอย่างผม
อย่างไรก็ตาม...ในสมองผมยังจดจำคำพูดของ พี่อำนาจ และคุณตู่ ได้ดี...เพราะท่องจนขึ้นใจว่า ต้องทนให้ผ่าน 20 นาทีแรกให้ได้ หลังจากนั้นก็ไม่หนักแล้ว รวมทั้งจำคำปลอบใจจาก อ.จารึก และ อ.วิทยา ว่าไม่ไหวก็เข็นไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย
เท้าสองข้างของผมออกแรงกดลูกบันใดทีละข้างๆ... มันช่างเหนื่อยแสนเหนื่อย... เหนื่อยจนหอบ.... พยายามผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติแต่ก็ทำไม่ได้
จิตใจทำสมาธิจดจ่ออยู่ที่ระยะทางแต่ละคืบหน้ารถ....โดยไม่คำนึงถึงความสูงชันเบื้องหน้า... ก็รถมันเคลื่อนไปได้ทีละคืบจริงๆครับ
“ต้องผ่าน 20 นาทีแรกให้ได้” ผมนึกถึงคำนี้ตลอดเวลาและตั้งใจว่า ถ้าหัวใจบอลลูนไม่มีอาการผิดปกติก็จะทนไปเรื่อยๆ
ความเร็วของรถอยู่ที่ประมาณ 4 กม/ชม. ทำให้หน้ารถด๊อกแด๊กตลอดเวลา
อ.วิทยา ได้เตือนให้ผมจับแฮนด์ ทรงตัวควบคุมรถให้ได้ จะไปช้าแค่ไหนก็ช่างมัน....
เสียงหอบหายใจของผมมันดังสนั่น ชนิดที่ใครปั่นอยู่ใกล้ๆก็ได้ยินชัดเจน.... ผมสังเกตเห็นนักปั่นจากปราจีนฯ ปั่นขึ้นปั่นลงมาดูอยู่หลายเที่ยว... น่าอิจฉาช่างแรงดีจริงๆ
ผ่านไปนานแสนนานเหมือนนานชั่วกัปชั่วกัลป์.. ผมไม่รู้ว่ากี่นาทีแล้ว... แต่เห็นนักปั่นกลุ่มหนึ่งพักอยู่ข้างทางจำได้แม่นคือพี่เสือไฝคนนึงละ
ที่ตรงนั้นเป็นทางราบยอดเนินแสดงว่าผมผ่าน 5 กม.แรกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ผมผ่าน 20 นาทีแรกมาได้และผ่านมาถึง 1 ชม.โดยหัวใจบอลลูนยังไม่หยุดเต้น มันเป็นอะไรที่น่าภาคภูมิใจจริงๆ
พักเติมพลังคลายความเหนื่อยแล้ว กลุ่มท้ายขบวน 4 คน คือพี่เสือตั๋ง ผม อ.จารึก และอ.วิทยา ก็ปั่นต่อ....
เป้าหมายถัดไปคือทางแยกเข้าเหวนรก ซึ่งมีร้านอาหารและที่พักผ่อน..
สถานการณ์ก็เป็นไปเช่นเดิมอีก...คือปั่นขึ้นเขาชัน ....เหนื่อยแสนเหนื่อย... เมื่อยแสนเมื่อย.. หายใจหอบตลอดเวลา...สมาธิจดจ่ออยู่กับ 1 คืบหน้ารถ
ในใจคิดถึงคำของพี่อำนาจและคุณตู่ที่บอกว่าพ้น 20 นาทีแรกก็ปั่นสบายแล้ว มันไม่เห็นสบายอย่างที่ว่าเลยเหนื่อยออกอย่างนี้..
แต่หลังจากมาทบทวนดูแล้วเขาสอนวิธีสร้างกำลังใจให้เราต่างหาก ขอบคุณนะครับ
นานเป็นชาติๆ..ก็มาถึงจุดพักเหวนรก ...นักปั่นทั้งหมดหยุดพักและรอกลุ่มสุดท้ายที่นี่ ....
ทีม สว.ต่างดีใจที่ผมผ่าน 10 กม.แรกแห่งความหฤโหดมาได้โดยที่บอลลูนสี่ลูกยังไม่ระเบิด...
ส่วนนักปั่นจากปราจีนฯได้มาเซ็ทรถให้ผมใหม่ เพราะท่าทางปั่นจักรยานของผมเหมือนปั่นไปซื้อกับข้าวมากกว่า จะทำให้ผมท่าทางเหมือนโปรให้ได้
สำหรับผมนั้นไม่ประสากับเรื่องรถนักมีรถปั่นก็ปรับตัวให้เข้ากับรถไม่เห็นจะยากอะไรเลย แต่เมื่อเซ็ทให้เหมือนโปร ผมก็ปรับตัวให้เหมือนโปรได้ จริงไหม
ทีมนักปั่นจากปราจีนฯได้ส่งพวกเราแค่เหวนรกนี้ ...มีการถ่ายรูปเช่นเคย แล้วก็ปั่นลงเขาไป ...

พวกเราออกปั่นต่อกับระยะทางที่เหลือ 20 กว่า กม. ....การปั่นเริ่มง่ายกว่าเดิมเพราะมีทางราบมากขึ้น อากาศที่ร้อนในตอนเช้าก็เริ่มเย็นลงเพราะครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้ปั่นสบาย และก็มีฝนตกเล็กน้อยก่อนหน้าที่พวกเราจะไปถึงยอดเขา .....
มาถึงเนินสุดท้ายที่อาจารย์ทั้งหลายเตือนให้ระวังความเร็วให้ดี
เพราะเป็นทางลงเขายาวและขึ้นเขายาวพอกัน.....มือใหม่ควรควบคุมความเร็วไว้ไม่เกิน 45 กม/ชม.... ส่วนมือเก่าอัดเต็มที่เลยเพื่อส่งขึ้นเนินได้ง่ายๆ
สำหรับผมนั้นเห็นว่าความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาใหญ่อยู่แค่เอื้อมและเป็นเนินสุดท้าย....สภาพร่างกายก็ยังพอไหวและหัวใจบอลลูนก็ยังปกติ...จึงตั้งใจจะอัดส่งเต็มที่
แต่พอลงมาเกือบถึงแอ่งกระทะสังเกตว่าถนนข้างหน้าเปียกอยู่...ในใจคิดว่าอาจจะเป็นมิราจหรือภาพสะท้อนให้เห็นเป็นน้ำก็ได้
แต่อีกอึดใจก็กลายเป็นน้ำจริงๆเพราะฝนตกก่อนหน้านี้..
ความที่กลัวจะเสียหลักลื่นไถลจากถนนเปียกและเป็นอันตรายจึงรีบเบรกล้อหลังแบบเบาๆ ความเร็วสูงสุดจึงได้ที่ 55.9 กม/ชม.
อีกทั้งยังต้องออกแรงปั่นขึ้นเนินอีกนานพอควรเล่นเอาเหนื่อยมากอีกหน


บนเนินคุณตู่คอยถ่ายรูปอยู่กับนักปั่นอีกคนซึ่งไม่รู้จัก ..
มารู้ตอนหลังคือเสือดอนโพธิ์ ซึ่งปั่นหมอบเดี่ยวมาจากนครนายกและเขียนเรื่องปั่นหมอบ.ไปเปรี้ยว.บนเขาใหญ่ ลงในบอร์ด mtb ...
เมื่อกลุ่มสุดท้ายมาครบแล้วก็ปั่นไปทานอาหารที่ห้องอาหารราวบ่ายสามโมง เป็นทางลงเนินสบายๆ แต่ผมกลับคิดว่าเดี๋ยวขากลับก็ต้องปั่นขึ้นมาอีก เหนื่อยอีกแล้วเรานึกว่าจะหมดแล้ว
พวกเราใช้เวลาอยู่เกือบชั่วโมงจัดการกับอาหารและตุนเสบียง...ฝนตกลงมาพรำๆ...
ที่ด้านข้างห้องอาหารมีต้นมะไฟกำลังออกผล มีกวางมากินลูกที่หล่นอยู่ใต้ต้น นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันหลายคน
หลังจากนั้นก็ทยอยกันปั่นกลับขึ้นไปที่ลำตะคองอันเป็นจุดกางเต้นท์ โดยใช้เส้นทางลัดผ่านสนามกอล์ฟ...
ช่วงขึ้นเนินได้เหนื่อยอีกรอบพลังงานที่เติมมาก็เกือบหมดเหมือนกัน...
ในช่วงปั่นผ่านสนามกอล์ฟ อ.จารึก กับ อ.วิทยา คงอยากจะปั่นเอามันบ้าง เลยปั่นทิ้งผมหายไปไม่เห็นหลัง...

ผมปั่นอยู่คนเดียวในสนามกอล์ฟเงียบสงบมาก อากาศหลังฝนเย็นสบาย
มีความสุขลึกๆในใจว่า ปั่นด๊อกแด๊กก็ พิชิตเขาใหญ่ได้โดยไม่ต้องเข็น หัวใจบอลลูนยังปกติ และร่างกายยังครบ 32
พ้นสนามกอล์ฟ อาจารย์ทั้งสองรออยู่ และปั่นนำเข้าที่กางเต้นท์ ...
ผมได้ยินเสียงผิดปกติที่รถ เสียงดังแซท..แซท จึงเรียก อ.วิทยาให้ช่วยดู ..
โธ่เอ๋ย...เป็นความชุ่ยของผมเองที่ผูกถุงก๊อปแก๊ปใส่เสบียงที่ตุนมาไม่ดี มันหลุดไปสีกับล้อหลังจึงมีเสียงดัง เลอะโคลนไปหมด
ยังดีที่ถุงอาหารข้างในยังไม่ฉีกขาด ไม่งั้นได้ปั่นกลับไปซื้อใหม่แน่...
เมื่อถึงจุดกางเต้นท์ต่างก็หามุมตามถนัด...ผมเลือกกางเต้นท์บนลานปูนข้างศาลานั่งพักเอาจักรยานจอดข้างเต้นท์ไว้ผูกเชือก
ยังกลัวฝนเพราะเต้นท์ไม่มีไฟล์ชีท...
วันนี้ ระยะทางจากอ่างเก็บน้ำเขาอีโต้ ถึงจุดกางเต้นท์ รวม 53.86 กม.ใช้เวลาปั่น 5.01.59 ชม.ความเร็วเฉลี่ย 10.6 กม/ชม.
ตอนกางเต้นท์ มีฝรั่ง 2 คน สนใจกลุ่มเราจึงเดินมาทักทายและคุยอยู่ครู่ใหญ่
นอกจากนี้ก็มี อ.แชล่ม จาก ม.ราชภัฏจอมบึง ราชบุรี กับคุณแอมป์ จากชมรมจักรยานเพื่อคุณภาพชีวิต มาคุยด้วย พี่เสือไฝ พ่อครัวมือเอกได้ทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลให้ทุกคนได้ชิมกันทั่วหน้า
7.วันที่สี่ อำลาเขาใหญ่-ส่งพี่เสือไฝกลับบางคล้า(21 เม.ย.54)
ประมาณตีห้าเศษๆ ผมได้ยินเสียงรถที่จอดข้างเต้นท์ล้ม... ออกไปดูจึงรู้ว่ากวางมาดึงข้าวเหนียวเนื้อที่ผูกไว้กับแฮนด์ไป
รถล้มกระจกส่องหลังหัก...แต่โชคดีที่ยังไม่ได้ถอดกระเป๋าสัมภาระที่ผูกติดกับตะแกรงออก...มันจึงกระทบพื้นก่อน มีเพียงขอบบันใดที่กระแทกพื้นถลอกนิดหน่อย
เช็คสอบสภาพรถแล้วยังใช้งานได้ดี.... ส่วนเจ้ากวางตัวดียืนกินข้าวเหนียวแบบทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเลย...โหสิ...โหสิ..กวางอิ่ม..คนอด..
พวกเราออกเดินทางกันเกือบแปดโมงเช้า แวะถ่ายรูปที่หน้าป้ายลำตะคองและเริ่มปั่นในเวลา8.00 น.เพราะมีเสียงเพลงชาติขึ้นพอดี ....

ปั่นออกมาสักพักก็ต้องขึ้นเนินชันยาวทีเดียว ผมใช้เกียร์ 1-1 และรู้สึกเหนื่อยมาก... เกือบจะทนไม่ไหว น่าจะเป็นเพราะร่างกายตอนเช้ายังไม่วอรม์...
เช็คดูหัวใจบอลลูนก็ยังปกติ มีเพียงอาการเหนื่อย เมื่อย ล้าเท่านั้น จึงพยายามอดทนปั่นจนพ้นเนิน และบอก อ.จารึกว่าขอพักก่อน
อ.จารึก ถามอาการด้วยความเป็นห่วง ซึ่งผมบอกว่าเหนื่อยธรรมดาหัวใจยังปกติดี
เมื่อหายเหนื่อยก็เริ่มปั่นต่อ....ชุดสุดท้ายมีเพียงผมกับ อ.จารึก เท่านั้น ส่วน อ.วิทยา แยกไปปั่นเอามันกับกลุ่มข้างหน้าด้วยเห็นว่าผมคงเอาตัวรอดได้แล้ว
ช่วงลงเขาเป็นช่วงที่ปั่นมีความสุขมาก อากาศเย็นสบาย แสงแดดยังไม่ร้อน มีขึ้นเนินไม่มากนัก....
ผมเรียนรู้การปั่นลงเนินเพื่อส่งขึ้นเนินต่อให้ง่ายๆ และฝึกเลี้ยวโค้งโดยใช้น้ำหนักตัว ยังทำได้ไม่ดีเลยครับ
ผ่านจุดน้ำตกเหวนรกมาได้ ...ไม่เห็นกลุ่มหน้าเลยปั่นต่อไปถึงหน้าด่านแต่ก็ไม่พบใคร... เมื่อโทรศัพท์สอบถามจึงรู้ว่ากลุ่มหน้ารอกันที่แยกเหวนรกนั่นเอง
เราดันปั่นเลยมาซะนี่ ลงเขาช่วงนี้ระยะทางราว 32 กม.ใช้เวลา 1.33 ชม.
ระหว่างรอกลุ่มหน้าผมเอาขนมเวเฟอร์ออกมากินกับ อ.จารึกเพราะกว่าจะได้กินมื้อเช้าบวกกลางวันเต็มที่ ก็จะเข้าไปกินในตลาดปราจีนบุรี ซึ่งยังต้องปั่นอีกไกล
ช่วงนี้พี่เสือตั๋ง อรัญฯ และพี่เสือฟันยาง ขอแยกตัวปั่นกลับอรัญประเทศโดยต้องปั่นไปอีก 180 กม.สุดยอดคนพันธุ์อึดเลย..
ระหว่างปั่นเข้าเมืองปราจีนบุรี... เห็นมีรถขนทหารและอาวุธหนักต่างๆวิ่งไปหลายสิบคัน นึกว่ามีปฏิวัติเสียอีก.... แต่ข่าวออกมาว่าเตรียมความพร้อม ..
เฮ้อ..การเมืองไทย...เราไม่ยุ่งมุ่งแต่ปั่น
หลังจากแวะกินข้าวหน้าเป็ดแล้วพวกเราก็มุ่งหน้ากลับบางคล้า ช่วงนี้ปั่นค่อนข้างฟรีสไตล์ แต่ อ.จารึกและ อ.วิทยายังปั่นปิดท้ายขบวนอยู่
มาถึงบางคล้าราวสี่โมงเย็น ใช้เวลาปั่น 5.50.39 ชม.กับระยะทาง 111.86 กม.ความเร็วเฉลี่ย 19.1 กม/ชม. ความเร็วสูงสุดตอนลงเขา 54.5 กม/ชม.
เมื่ออาบน้ำ ซักเสื้อผ้าแล้วพี่เสือไฝก็ขับรถพาไปกินอาหารที่ร้าน...ร่มไม้-สายธาร...หน้าพระสถูปเจดีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ริมแม่น้ำบางปะกง....
ซึ่งคุณตู่เรียกร้องอยากกินกุ้งเผามากพวกเราก็ไม่ขัดข้องเพราะอยากกินเหมือนกัน .....อิ..อิ
พี่เสือไฝ อดีต รองผู้ว่าฯ ได้เล่าความเป็นมาของพระสถูปฯให้ฟังอย่างละเอียดชนิดที่ว่า ถ้าสอบ กกต. ไม่ติด มายึดอาชีพไกด์ได้สบายเลย
ช่วงอาหารเย็น พี่เสือยุ่งที่แยกตัวไปตั้งแต่วันแรกได้มาร่วมด้วยพร้อมกับหิ้วข้าวเหนียวมะม่วงมาด้วยสองถุงใหญ่ๆ....


8. กลับบ้านเสียที...(22 เม.ย.54)
ในตอนเช้าพวกเราก็โอ้เอ้ไปตามเรื่อง....พี่อำนาจ เก็บสัมภาระเสร็จพร้อมออกเดินทางก่อนใคร.... อ.จารึก เสร็จเป็นคนสุดท้าย
มีบางคนไม่อยากกลับบ้าน ไม่รู้เพราะเหตุใด....

พวกเราร่ำลาพี่เสือไฝ เมื่อเวลา 9.15 น. ......โดยพี่โจ้แยกปั่นกลับเมืองชลบุรี แต่ดันลืมหมวกไว้ไม่รู้ว่าจะมาเอาคืนเมื่อไร...
พวกเราเหลือกันอยู่ 5 คน มี พี่อำนาจ คุณตู่ อ.จารึก อ.วิทยา และผมนู๋เล็ก ปั่นมาแวะทานข้าวเที่ยงที่ตลาดบ้านใหม่ ฉะเชิงเทรา ระหว่างทางคุณตู่ได้พยายามสอนการปั่นเร็ว ซึ่งผมก็ทำได้เดี๋ยวเดียวก็หมดแรงต้องหันมาปั่นด๊อกแด๊กตามเดิม ...


จุดสุดท้ายที่หยุดพักคือ ปั้ม ปตท.ก่อนเข้ามีนบุรีประมาณ 5 กม.... อากาศซึ่งขมุกขมัวตั้งแต่เช้าก็กลายเป็นแดดแรงกล้า ร้อนมากๆ เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
เมื่อออกปั่นต่อ คุณตู่ ปั่นนำเข้ามีนบุรี เลี้ยวขวามาทางถนนรามอินทรา และเลี้ยวซ้ายมุ่งไปถนนเกษตร-นวมินทร์ มีการปั่นขึ้นสะพานอีก เล่นเอาเหนื่อยไปเหมือนกัน
ทั้งหมดปั่นมาส่งผมที่บ้านเพราะกลัวว่ามือใหม่จะหลงทางหรือไม่ก็ถูกรถยนต์เอาไปกินเสียก่อน ถึงบ้านผมเวลา 16.30 น.ตรง
ระยะทางวันนี้ 76.75 กม.เวลาปั่น 3.55 ชม. ความเร็วเฉลี่ย 19.4 กม/ชม. ทั้งหมดแวะพักทานน้ำและออกเดินทางต่อในเวลา 17.00 น.
9. ส่งท้าย
เป็นอย่างไรบ้างครับ...ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้... นับว่ามีความอดทนเยี่ยมทีเดียว
ทริปนี้ระยะทางทั้งหมดกว่า 400 กม....เป็นทริปแรกของการปั่นจักรยาน ของผม และปั่นขึ้นเขาใหญ่เสียด้วย
ผมเชื่อว่า การออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยาน น่าจะดีต่อสุขภาพโดยรวมครับ
เพราะการปั่นที่หนักเอาเรื่องในทริปนี้ หัวใจบอลลูนก็ยังปกติดี... แต่ไม่ทราบว่าถ้าไปบอกคุณหมอจะโดนว่าเอาว่าไม่เจียมบอดี้หรือเปล่าก็ไม่รู้...ก็อย่าบอกซิครับ.
ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ที่ทำบอลลูน ทำบายพาส มาแล้ว ผู้ที่เป็นโรคอื่นๆ ผู้ที่เกษียณอายุ ผู้ที่สนใจในสุขภาพ
หันมาปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพกันเถอะครับ เริ่มต้นด้วยการปั่นเบาๆตามกำลังที่มีก่อน เหมือนกับตัวผมที่ได้ทดลองด้วยตัวเองมาแล้ว เพียงสองเดือนเศษๆ ก็ได้ร่วมกลุ่มท่องเที่ยว
ผมเชื่อว่าทุกท่านสามารถทำได้ถ้ามีความตั้งใจจริง ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบ.... สวัสดีครับ.
ประกาศขออภัย...หากข้อมูลหรือชื่อของบุคลในเรื่องนี้ผิดพลาดไปบ้าง ผมต้องขออภัยไว้ด้วย เพราะใช้เพียงความทรงจำและคำบอกเล่าเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้ผิดพลาดหรือลบหลู่เลยครับ
ขอขอบคุณ......คุณตู่ 87 ที่กรุณาให้ใช้ภาพถ่ายในการประกอบเรื่องราวครั้งนี้
ขอบคุณ........ พี่เสือตั๋ง อรัญ ที่ผมถือวิสาสะนำรูปมาประกอบเรื่องราวด้วย




