หน้า 1 จากทั้งหมด 4

'' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 14:02
โดย เนิ่ม ชมภูศรี
ฤา..สิบล้อ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป

อารมณ์หนึ่ง ของการขับรถยนต์คืออาการเสพติดความเร็ว อย่างไม่รู้สึกตัวของคนขับรถ
อุบัติเหตุ อาจเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน ด้วยการเสพความเร็วดังกล่าว ชีวิตของมนุษย์นี้นั้น ไม่เคยถูกฝึกให้ช้าลง ไม่เคยเดินด้วยความช้า มีแต่จะทำอย่างไรให้เร็ว ให้เร็ว ให้เร็วตลอดเวลา และไม่เคยประสงค์ที่จะพบกับการเสียเวลาทั้งที่เวลาในใจนั้น คือสิ่งที่ไม่เป็นจริง จนมีหลักเหตุผลให้กับตนเองหลังเกิดเหตุ นั้นคือประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่สูญเสีย มันมิใช่หลักของเหตุกับผล แต่เป็นความจริง

โชคดีอย่างยิ่งที่เด็กจักรยานกองบิน 46 ไม่เกิดการสูญเสีย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องที่เป็นสิ่งเตือนสติผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะเรานี้นั้น เมื่อใดที่ขับรถยนต์ เมื่อนั้นควรเริ่มตระหนักและใส่ใจอย่างยิ่งต่อทุก ๆ ชีวิตบนท้องถนน เรื่องจริงที่ทีมจักรยานประสพพบ เป็นเหตุเตือนใจเราท่านหลาย ๆ คนได้ ในการฝึกซ้อมจักรยานของตัวเราเอง การใช้ชีวิตบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยอารมณ์แห่งการติดเสพความเร็ว ของคนที่หลงความเร็ว และปฐมบทพื้นฐานของอุบัติเหตุ คืออาการติดความเร็วละเลยต่อความรับผิดชอบในชีวิตทรัพย์สิน ด้วยการขาดความใส่ใจและไร้การรู้สึกตัวเช่นนี้

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป

คนเมาแล้วขับก็ติดความเร็ว ไร้สติ ไร้สำนึกจิต

แต่คนดี ๆ ละ คนที่สมบูรณ์พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ยามขับรถยนต์ท่านเคยสัมผัสหรือไม่หรืออย่างไร อาการติดความเร็ว จนไม่สามารถชะลอความเร็วให้ช้าลง หรือขับให้ช้าลง หรือขับชะลอความเร็วเบาลงหน่อย เพราะมีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ที่สำคัญ สิ่งกีดขวางนั้นคือชีวิตของผู้ใช้เส้นทางร่วมกัน

ถ้าเราขับรถยนต์ด้วยความใส่ใจในอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับความรับผิดชอบ เราย่อมหยุดหรือเบาได้ โดยการหยุดหรือเบาของเรานั้น มิใช่เกิดจากการหยุดตามกฎจราจร...แต่หยุดด้วยความมีจิตสำนึกของตัวเราเอง โดยไร้แรงบีบบังคับจากระบบตัวบทกฎหมาย

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป


ฤาสิบล้อ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน

ภาพรถพ่วงสิบแปดล้อที่เร่งความเร็วบีบแตรไล่หลังรถกระบะที่ข้าพเจ้าขับคุมซ้อมเพื่อปิดท้ายขบวนเด็กจักรยานบนถนนสายพิษณุโลก วังทอง ในวันนั้น การฝึกซ้อมมีวัตถุประสงค์ว่าจะออกฝึกซ้อมเพื่อสร้างความอดทน ใช้ความเร็วไม่สูงมากนัก เส้นทางที่ทีมจักรยานปั่นไปนั้น ช่วงแรกจะเป็นทางสายคู่ขนาน รถยนต์วิ่งเลนเดียวแบบวันเวย์ตามกันไป พอถึงช่วงสี่แยกวังทอง ห่างจากเมืองพิษณุโลกประมาณ 20 ก.ม. จะเริ่มเป็นทางสายเดียว รถวิ่งสัญจรไปมามาก บริเวณเส้นทางเต็มไปด้วยรถยนต์วิ่งอย่างหนาแน่น การสัญจรในช่วงการฝึกซ้อมนั้นมีผู้ใช้ยวดยานพาหนะหลากหลาย และเป็นเส้นทางเลนเดียวตรงยาวขึ้นไปขึ้นภูเขายาวข้ามจังหวัดมุ่งไปสู่เมืองเพชรบูรณ์

การฝึกซ้อมจักรยานนั้น นักกีฬาปั่นกันเป็นขบวนแถวยาวเคลื่อนไปเป็นทีม ในวันที่ทำการฝึกซ้อมคือวันอาทิตย์ และเป็นการปั่นฝึกซ้อมออกทางไกลตามวงรอบการฝึกซ้อมความอดทน ความเร็วของทีมจะไม่สูงมากเท่าใด ปั่นผลัดกันนำไปเป็นกลุ่มเพื่อช่วยให้ระดับความเร็วมีความเร็วอย่างต่อเนื่อง* เด็กที่ปั่นฝึกซ้อมจักรยานมีรวมทั้งหมด 6 คนด้วยกัน เป็นเด็กที่เก็บตัวฝึกซ้อมร่วมกันในทีมจักรยานศูนย์ฝึกจักรยานกองบิน 46 มีหัวลากคือศักดิ์ กัลยา ณัฐพล บำรุงรักษ์ และมีน้องใหม่อย่างปรมัต สุคตินาถ เด็กชายปัน พี่ใหญ่ที่ควบคุมการฝึกซ้อมหรือกัปตันทีมคือเสือเบส ชัยยุทธ เบญจมาศ เสือเม่น นายภาสุ สุคตินาถ โดยในวันนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนขับรถกระบะปิดท้ายขบวน มีพี่โต้งจากชุมเสือบ้านคลองนั่งรถยนต์ตามไปดูการฝึกซ้อม และมีพี่หนุ่ย พลเมืองจิตอาสามาช่วยกันคุมทีมจักรยาน.....

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป




การฝึกซ้อมในวันนี้ โชคดีอย่างหนึ่งที่ทีมของเราใช้ความเร็วไม่สูงมากนัก เคลื่อนขบวนกันไปเป็นกลุ่มและทำการปั่นชิดขอบทางด้านซ้ายสุดไปตลอดเส้นทาง รถยนต์ที่ใช้คุมทีมจักรยานเป็นรถยนต์กระบะ ขับตามหลังเด็กทั้งหมดโดยมีระยะห่างจากกลุ่มประมาณ 10-15 เมตร การเคลื่อนที่ของทีมจักรยานจะเคลื่อนกันไปทั้งเด็กที่ปั่นจักรยานและรถกระบะปิดท้ายขบวน โดยทำการรักษาระดับและความเร็วในรูปของขบวนดังกล่าวตลอดเส้นทาง รถกระบะมีหน้าที่คอยรักษาดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับเด็ก มีเด็กชายนิวส์ อีกคนหนึ่งที่ยังมิได้กล่าวถึง คอยนั่งหลังกระบะรถยนต์ มีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือส่งน้ำอาหารเสริมให้กับนักกีฬา พี่เลี้ยงจะส่งอาหาร น้ำ ยามเมื่อมีนักจักรยานคนไหนลงมารับอาหารระหว่างการปั่นฝึกซ้อม เด็กชายนิวส์ จะคอยทำหน้าที่ส่งน้ำ อาหาร อยู่บนหลังกระบะรถทีมพี่เลี้ยงหรือรถกระบะที่ปิดท้ายขบวน

ขบวนเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางพิษณุโลก วังทอง จะขึ้นเขาช่วงบ้านวังดินสอ ห่างจากเมืองพิษณุโลกประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร เลยทางแยกสายวังทองไปได้สักระยะหนึ่ง กระผมเห็นรถสิบล้อพ่วงจากกระจกหลังบีบแตรไล่ให้ทีมและเด็กจักรยานหลบ ทั้งทั้งที่เราได้ชิดขอบทางด้านซ้ายสุดแล้ว เมื่อพิจารณาการขับรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วและลักษณะที่รถวิ่งจากการมองกระจกหลัง มีข้อสังเกตอันเป็นเรื่องผิดปกติของคนขับรถที่มีมารยาทโดยทั่วไป เพราะรถพ่วงสิบล้อไม่ยอมชะลอความเร็ว ยังคงบีบแตรไล่ให้รถหลีกทางให้จงได้ ทั้ง ๆ ที่เส้นทางดังกล่าวนั้น เป็นถนนสายเลนเดียว มีรถและผู้คนพลุกพล่าน การขับรถด้วยความเร็วที่สูงของโชเฟอร์ตีนผี และไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็วลงอันเนื่องด้วยความมีจิตสำนึกในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น ที่จะเป็นผลตามมาหรือไม่นั้น ตอนนี้เข้าใจได้อย่างคนที่เป็นปกติเช่นเราท่านเข้าใจกัน ว่า เขาไม่ยอมลดความเร็วลงแน่ ๆ

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป

กระผมยังคงขับรักษาระดับระยะห่างจากกลุ่มเด็กจักรยาน และเบี่ยงรถยนต์ลงชิดขอบทางแต่ยังคงรักษาระดับระยะห่างเรื่องความปลอดภัย มิติของการปิดท้ายขบวน ด้านข้างด้านขวาของรถยต์กระบะจะล้ำไปเลนทางด้านซ้ายสุด และมีเหลือช่องทางให้รถยนต์ขับผ่านไปได้ แต่ต้องขับปิดท้ายขบวนเด็กจักรยานโดยไม่เปิดช่องให้รถสิบล้อพ่วงคันดังกล่าวได้มีโอกาสเข้าใกล้กลุ่มจักรยาน กระนั้นก็ยังคงไม่เป็นที่พอใจของคนขับสิบล้ออย่างแน่นอน แน่ใจได้เลยว่า คนขับรถสิบล้อคันดังกล่าวเกิดจิตวิกลโกรธจัด ถ้าจะใช้ภาษาชาวบ้านอย่างเรา ๆ คือ ขอใช้คำว่า หมั่นไส้ เขาคงหมั่นไส้ทีมเด็กจักรยานทีมนี้ ที่ปั่นจักรยานแกะกะถนน เมื่อรถสิบล้อเคลื่อนผ่านแซงไปแล้ว เสียงแตรยังคงดังอย่างต่อเนื่องยาวไป ในขณะที่รถฝั่งตรงข้ามต่างก็หักหลบลงข้างทางกันเป็นพลันวัน

โชคดีที่ไม่มีคนเดินเท้าหรือมอเตอร์ไซค์วิ่งอยู่ข้างทางในช่วงที่รถฝั่งตรงข้ามหักหลบรถสิบล้อพ่วง ที่ขับแหวกฝ่าอันตรายอย่างไม่สนใจชีวิตใครเลย และเมื่อพ้นไปแล้ว ยังแถมอาการส่งท้ายให้กลุ่มจักรยานอีกหนึ่งอาการ คือเมื่อรถแม่ที่เป็นหัวพ่วงช่วงคนขับขับผ่านไป ยังมีรถลูกที่เป็นช่วงพ่วงลากจูง มั่นใจครับว่า ความหมั่นไส้ของคนที่อ้างว่าขับรถหนัก ย่อมอยากจะตอบแทนหรือแสดงอาการโต้ตอบเพื่อสอนหรือตักเตือนคนที่เขาไม่พอใจ มันเป็นเช่นนี้ ความจริงเป็นเช่นนี้ อ่านใจคนอ่านง่าย ไม่ยากหรอก สำหรับคนที่จิตไม่เป็นปกติเช่นนี้ โชเฟอร์ใช้ช่วงลูกตวัดเบี่ยงเข้าหารถกระบะและกลุ่มเด็กจักรยาน จากการที่เขาตวัดลูกพ่วงขับตบท้ายปาดหน้ากลุ่มเด็กจักรยาน ส่งผลให้เกิดผลขึ้นสมใจคนขับรถพ่วง ท้ายของรถพ่วงเกี่ยวเข้ากับกระจกด้านหน้าข้างกระบะเข้าอย่างจัง

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป



เสียงกระจกที่โดนท้ายรถพ่วงเกี่ยวดัง เพล้ง...


โชคดีประการหนึ่งในวันนั้น มีรถกระบะคอยป้องกันภัยปิดท้ายขบวนในการฝึกซ้อม เพื่อรักษาชีวิตอันเสี่ยงภัยบนท้องถนนให้กับเด็กจักรยาน

เมื่อตั้งสติได้ สายตาแลมองดูเด็กจักรยาน เห็นเจ้าเสือเบส ชัยยุทธ เบญจมาศ หักแฮนด์จักรยานของตนเองลงซ้ายสุด เป็นโชคดีของเด็กอย่างมาก ที่เขาปั่นชิดขอบทางด้านซ้ายและไม่มีอาการปั่นส่ายไปมาแบบคนหมดแรง ดีที่เป็นช่วงที่ปั่นกันด้วยความนิ่งและไม่ใช่ช่วงเปลี่ยนกันนำทีม มิเช่นนั้นรถพ่วงอาจจะเกี่ยวกับคนที่เปลี่ยนนำก็เป็นได้ สอบถามเด็กในภายหลังทราบว่าเขาเริ่มรู้ตัวว่าเสียงแตรจากรถสิบล้อนั้นมีความผิดปกติ เด็กชายจักรยานจับแฮนด์จักรยานมั่นไม่วอกแวก รักษาระยะการจี้ ปั่นชิดขอบทาง แต่กระนั้น รถพ่วงสิบล้อก็เฉียดเฉี่ยวผ่านพ้นไปเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งฟุตนิ้ว

หันมองกลุ่มจักรยาน เด็กทุกคนปลอดภัย แต่รถสิบล้อยังคงวิ่งห้อตะบันเร่งความเร็วลากพ่วงไปอย่างไม่สนใจแยแสใยดี ......

โชเฟอร์ตีนผี.....ได้ขับรถพ่วงพยายามเร่งความเร็วหนีไปอีก เมื่อข้าพเจ้าขับรถยนต์ตามเพื่อเรียกให้จอด เพราะต้องการจะคุยกับโชเฟอร์ว่าจะทำอย่างไรดีเรื่องที่ขับเกี่ยวกับรถกระ

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป



ไม่จอดครับ ไม่จอดก็ขับตามไป ไปทันที่บริเวณเขาวังดินสอ พยายามส่งไฟกระพริบ บีบแตรให้จอดรถลงมาคุยกัน พี่โต้งจากบ้านคลอง นั่งรถกระบะไปด้วยกัน ได้โบกมือให้รถพ่วงสิบล้อชะลอความเร็ว ชิดซ้ายลงข้างทาง รถจอดข้างทางประจวบเหมาะกับกลุ่มเด็กจักรยานตามมาทันพอดี จึงเห็นเหตุการณ์ด้วยกันทั้งหมด

ที่จริงขับไล่ไปนั้น เพื่อจะขอคุยกับเขาให้รับผิดชอบที่ทำกระจกรถเราแตก และจะขอขอบคุณเขาอย่างมาก ที่ยังปราณีไม่อัดท้ายเข้าหาขบวนเด็กจักรยานไปมากกว่านั้น นั่นหมายถึงชีวิตเด็กจะนอนเรียงรายอยู่กลางท้องถนน

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป


มาถึงตรงนี้ กระผมมีหน้าที่รักษาชีวิต คุณจะทำอย่างไร ถ้าเด็กนอนเรียงรายอยู่บนศาลาวัด คุณจะทำอย่างไร ถ้าเด็กเราเป็นเช่นนั้น คุณจะขับรถหนีผมไปเฉย ๆ เช่นนี้หรือ ...

คุณน่ามาดูสิ่งที่คุณทำไว้หน่อยไม่ดีหรือ ด้วยใจจริง ผมยังขอบคุณคุณที่มีความปราณี แค่สั่งสอนเราเพียงเล็กน้อย

แต่ผมอยากให้คุณดูร่องรอยของสิ่งที่คุณทำ ว่า วันนี้จากนี้ไป คุณอย่าได้ไปทำกับคนอื่นอีกเลย

โชเฟอร์ตีนผีเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเมื่อสักครู่ ยกมือท่วมหัวขอโทษเราทุกคน บอกว่ารถผมหนัก รถผมหนัก

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป


อ้าว ... ยังงี้มันก็เห็นแก่ตัวสิ ไม่เห็นชีวิตคนอื่นสำคัญหรือยังไง ถ้าเป็นลูกคุณบ้างละ เป็นรถญาติคุณบ้างละ ไม่เห็นหรือ เขาหลบข้างทางไปกันหมด

พี่หนุ่ย พ่อเด็กนักจักรยานาที่ปั่นมาด้วยกัน พรุ่งพล่านด้วยอารมณ์ที่ยอมรับไม่ได้กับการกระทำของโชเฟอร์ตีนผี

ไม่เห็นหรือ รถเขาพังนะ ไปดูซิ


อ๋อ..รถเป็นอะไรบ้างครับ พอดีรถผมมีประกัน เดี๋ยวผมโทรเรียกประกันมาเคลียให้ครับ
(คำพูดของโชเฟอร์รถพ่วงจบลง พร้อมกับความมึนงงของกระผม)

นี่คุณไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือ คุณชนแล้วบอกว่ารถผมมีประกัน แค่นี้เองหรือ แล้วมิติเรื่องของความรับผิดชอบ จิตสำนึกต่อชีวิตคนอื่นไปอยู่ตรงไหน

กระจกข้างรถผมพัง คุณมีตังค์ให้ผมไหม ไม่กี่ตังค์หรอก (พูดภาษาแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ตามอารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้น)

ผมไม่มีเงินติดตัวมาเลยครับ เดี๋ยวเสียหายอย่างไร ผมจะให้ประกันทำให้ครับ(โชเฟอร์กล่าว)

โอ้โห ง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ เอาละ ฉันไม่ต้องการเงินของคุณหรอก ไม่กี่บาทหรอก แต่นี้ถ้าคุณชนเด็กตาย แล้วคุณจะให้ประกันมาเคลียหรือ คุณพูดง่าย ๆ แค่นี้หรือ

ตกลงด้วยการกล่าวขอโทษของโชเฟอร์ และการมีสติเข้าครอบครองรู้สึกสำนึกผิด เป็นอันว่าข้าพเจ้าไม่ขอให้เขาชดใช้ค่ากระจกข้างรถยนต์ที่แตก ด้วยว่าไม่เป็นราคาจำนวนเงินที่มากนัก ชีวิตเด็กปลอดภัยนั้น เป็นบุญยิ่งแล้ว กล่าวขอบคุณเขาด้วยครับ ที่ไม่ขับหูดับตับไหม้ ชนดะไม่เลือกเหมือนกับที่พบเห็นคนเมาหรือคนบ้าเสพยาเสพติดคลั่งบ้าขับรถยนต์วิ่งชนคนตายก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างตามหน้าจอทีวีประจำวัน

มานั่งคุยกับพี่หนุ่ย พี่โต้ง คาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าไปว่า ถ้าหากสมมุติเขาชนเด็กเราทั้งกลุ่ม แน่นอนว่าต้องชนเราด้วย เพราะรถวิ่งด้วยความเร็วมาจากข้างหลัง สมมุติเราตาย แล้วคนขับรถที่ชนเราจะทำอย่างไร ท่านผู้อ่านเห็นความจริงกับคำตอบไหมว่าโชเฟอร์จะทำอย่างไร

เขาก็เดินข้ามถนนไป หายลับไปกับกลีบเมฆ

ชีวิตคนเราไม่ใช่เรื่องการประกันนะครับพี่น้อง ชีวิตคนที่พิการจากอ้ายบ้าคนหนึ่ง ชีวิตคนที่ทุพลภาพ ชีวิตพ่อที่มีลูกรอคอยอยู่ที่บ้าน ชีวิตลูกที่มีแม่คอยให้ความรักเฝ้าเลี้ยงถนอมอุ้มชู

ต้องมาพิการ เดินไม่ได้ เพราะความริยำจากการกระทำของอารมณ์ที่เป็นเพียงการสนองต่อการกระทำที่ไร้การรับผิดชอบ

อุบัติเหตุนั้น สิ่งที่เราไม่เคยพูดถึงกันเลยคือ ตัวบุคคล การเกิดจากความตั้งใจของคนขับก็มีมาก ตั้งใจอย่างไร ใช้รถใช้ถนนมาท่านเคยเห็นไหม บางคนขับรถเร็วมาก บางทีขับจะแซงทั้ง ๆ ที่แซงไม่ได้ บางคนเกิดอาการหมั่นไส้ ขับตบเข้าหาเพื่อให้ลงข้างทาง และเหตุที่เราพบในวันนี้นั้น คือเหตุอันเป็นเช่นนี้ ด้วยการขาดการยั้งคิดอย่างยิ่ง

คือความจริงข้อหนึ่งว่า อุบัติเหตุ มิใช่เกิดจากสิ่งอันใด แต่เกิดจากจิตอันติดความเร็วของมนุษย์ เกิดจากความเห็นแก่ตัวประการแรกสุดเลย ไม่คำนึงถึงชีวิตคน และเพื่อนร่วมทาง

เมื่อขับรถด้วยความเร็ว เขาไม่เคยคิดถึงชีวิตคนอื่น แม้แต่ชีวิตตนเองยังไม่เคยคิด ติดอารมณ์หนึ่งซึ่งเป็นความรวดเร็ว ประหนึ่งว่าขับช้าขวางทางอยู่ได้ เดี๋ยวพ่อปาดเข้าให้หรอก ....นี้คือความเป็นจริง ใช่หรือไม่


ท้ายที่สุด เราก็ได้แต่คุยกับโชเฟอร์ด้วยความเป็นจริง และขอบคุณเขาด้วยที่ยังปราณีเด็กจักรยาน ไม่ขับชนดะเรื่อยไป ไม่อย่างนั้น เราคงจบสิ้นชีวิตกันไปแล้ว และวอนขอว่าอย่าไปทำกับคนอื่นเช่นนี้อีก

เรื่องเล่านี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และเป็นหนึ่งในขวากหนามที่มิได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาย ชีวิตจักรยาน ไม่มีอะไรที่ได้มาด้วยความสบาย มีทั้งความเสี่ยงต่อยวดยานพาหะนะ เสี่ยงภัยบนท้องถนน ไหนจะต้องอดทนต่อการฝึกซ้อม แน่นอนว่าจะต้องมุ่งมั่นมีวินัยในตนเองอย่างสูงยิ่ง ชีวิตที่ก้าวย่างไปสู่ดวงดาวบนท้องฟ้าอันใสกระจ่างได้ จะต้องผ่านความยากลำบากชนิดที่บางครั้งต้องใช่ชีวิตตนเองทั้งชีวิต...............

เรื่องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อม จักรยานคือชีวิต วันนี้เรามีหน้าที่รักษาชีวิต และการรักษาชีวิตเด็กนั้น ต้องใช้ทั้งชีวิตเราด้วยเช่นกัน……………

ข้าพเจ้าหวังว่า จะมีสักคนหนึ่งหรือสองคน ที่มิเคยปั่นจักรยานหรือปั่นจักรยาน และที่ไม่ใช่นักจักรยานเข้ามานั่งอ่านบันทึกฉบับนี้ และขอฝากความปรารถนาด้วยจิตตั้งมั่นว่า ขอได้โปรดมีความเห็นใจในบุคคลที่ปั่นจักรยานอยู่ตามท้องถนน ยามเมื่อเข้าใกล้จักรยาน ได้โปรดอย่าขับรถเข้าไปใกล้เขาเลยครับ เพราะเป็นอันตรายอย่างมาก หากบังเอิญจักรยานล้มในจังหวะที่กำลังจะขับรถยนต์แซง จะชนเข้าทันทีหากไม่มีช่องว่างระหว่างการแซงที่เป็นมิติของระยะห่างที่ปลอดภัย

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป


..............................
เช่นนั้นแล้ว ทำไมถึงมาปั่นบนท้องถนนละ เพราะว่านักกีฬาต้องฝึกซ้อมบนท้องถนนร่วมกันครับ ไม่ว่าจะปั่นท่องเที่ยว ปั่นทางไกล ปั่นรวมกลุ่ม นักจักรยานต้องอาศัยถนนหนทางเป็นเรื่องการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายด้วยเช่นกัน แต่เส้นทางที่จักรยานใช้ คือช่องทางเท้าชิดขอบทางซ้ายสุด ขอพื้นที่และขอความมีเมตตาจิตต่อชีวิตทุกชีวิต ด้วยการขับรถยนต์อย่างมีจิตใจใสกระจ่างต่อความดี ความรับผิดชอบ ไม่ติดร่องรอยของความเร็ว ไม่ยึดติดความรวดเร็วที่มาครอบครองอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด


นำบทเรียนที่ว่าด้วยการเสี่ยงภัยบนท้องถนนมาเล่าเรื่องให้พี่น้องทุกท่านฟัง ว่าชีวิตคนปั่นจักรยาน มีความผูกพันที่มีคนรอคอยอยู่เช่นเดียวกับทุก ๆ ชีวิต

รูปภาพ
Thanks: ฝากรูป
ทุก ๆ ชีวิตจึงมีความหมายอันประเสริฐอย่างสูงสุดด้วยเช่นกัน ถ้าเราใช้ใจนำทาง .....ใช้ชีวิตอย่างมีจิตสำนึกรู้ ด้วยความใส่ใจของตัวเราเองขอรับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 14:38
โดย อ้วนค้าบ
ขอบคุณครับ :D :D

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 14:59
โดย น้องหนึ่ง
เป็นกำลังใจให้ครับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 15:03
โดย ชิน
เป็นกำลังใจให้ครับพี่เนิ่ม เซ็งแทนที่เจอเหตุการณ์แย่ๆครับ โชคดีแล้วครับที่เด็กๆไม่เป็นอะไรถือว่าฟาดเคราะห์นะครับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 15:03
โดย popsang
เป็นกระทู้ที่ดีมากๆเลยครับ ผมเองบ้านอยู่ที่พิษณุโลกครับ
แต่มาเรียนที่กทมอยากกลับไปปั่นที่บ้านจังครับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 15:07
โดย ต้นกล้า
บนเส้นทาง จะหวังอะไรมากก็ไม่ได้
ความเร็ว กับธุระกิจ เดินทางคู่กันไป
และมักขอความเห็นใจจากผู้ร่วมทาง
สิ่งแวดล้อมไม่ดี อันตรายก็มาก
ทุกอย่างกระทบถึงกันเสมอ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 15:28
โดย Disney
พี่ใจเย็นเนอะ :o

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 16:17
โดย auaero
โชคดีแล้วที่ไม่มีใครเป็นไร :D

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 16:31
โดย กายจำแลง
คำว่า รถผมมีประกัน ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกครั้งไปนะครับ

ประกันภัยจะรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

แต่ถ้าจงใจทำให้เกิดความเสียหาย ไม่เข้าข่ายอุบัติเหตุ ประกันไม่จ่ายครับ

แต่คดีนั้นจะกลายเป็นคดีอาญาทันที โดยมีความผิดในข้อหา ตั้งใจทำให้เสียทรัพย์

มีโทษทั้งปรับ และจำคุกครับ

เหตุการณ์แบบนี้ ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่าสิบแปดล้อตั้งใจตวัดลูกพ่วง

ก็ดำเนินคดีได้เลยครับ.... :P :P

สิบล้อต้องชดใช้ความเสียหายด้วยตัวเอง

จ่ายค่าปรับฐานขับรถโดยประมาท

และติดคุก ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 16:50
โดย jamespla
พึ่งไปอ่านกระทู้ เชียร์สิบล้อในพันทิปมาว่าสิบล้อที่ภาคเหนือ นิสัยดีที่สุด ไอ้นี่คงเป็นไส้ติ่งที่คนในพันทิปยังไม่เจอมั้ง :twisted:
ขอเป็นกำลังใจให้ จขกท ครับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 16:55
โดย rj45
อันตรายจริงๆ ขนาดเราระมัดระวังสุดๆแล้ว ดันมาเจอพวกนิสัยแย่ๆแบบนี้อีก :x
เป็นกำลังใจให้ครับ สู้!

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 17:13
โดย vt..
โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอันตราย ;)

ขับรถโดยไม่มีสติ น่ากลัวมากครับ

ขอบคุณที่นำเรื่องนี้มาเล่าเตือนสติกันครับ

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 17:36
โดย Legend
กายจำแลง เขียน:คำว่า รถผมมีประกัน ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกครั้งไปนะครับ

ประกันภัยจะรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

แต่ถ้าจงใจทำให้เกิดความเสียหาย ไม่เข้าข่ายอุบัติเหตุ ประกันไม่จ่ายครับ

แต่คดีนั้นจะกลายเป็นคดีอาญาทันที โดยมีความผิดในข้อหา ตั้งใจทำให้เสียทรัพย์

มีโทษทั้งปรับ และจำคุกครับ

เหตุการณ์แบบนี้ ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่าสิบแปดล้อตั้งใจตวัดลูกพ่วง

ก็ดำเนินคดีได้เลยครับ.... :P :P

สิบล้อต้องชดใช้ความเสียหายด้วยตัวเอง

จ่ายค่าปรับฐานขับรถโดยประมาท

และติดคุก ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ :P

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 19:53
โดย kuppaboy
ข้อมูล ดีๆ จาก http://www.trafficpolice.go.th

การขับรถอย่างปลอดภัย ขึ้นอยู่กับความรู้ 5 ประการ หรือหลัก 5 "ร"

1. รอบรู้เรื่อง "รถ"
นักขับที่ดีจะต้องรอบรู้เรื่องรถที่
ขับขี่เป็นอย่างดี หมั่นตรวจตรา
แก้ไขข้อ บกพร่องอยู่เสมอ โดย


เฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนออกเดินทางไกลควรจะได้ ตรวจอุปกรณ์เพื่อความ
ปลอดภัยที่สำคัญ ๆ

(1) เครื่องยนต์
(2) ห้ามล้อ
(3) ยาง
(4) นอตบังคับล้อ
(5) พวงมาลัย
(6) ที่ปัดน้ำฝน
(7) กระจกส่องหลัง
(8) ไฟ

2. รอบรู้เรื่องทาง
ทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกัน โดยสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเส้นทางไม่เคยไป ควรศึกษาจากแผนที่ คู่มือการท่องเที่ยว ถามผู้รู้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง,ตำรวจท้องที่ ฯลฯที่สำคัญ ที่สุดท่านจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายและเครื่องหมายจราจร

3. รอบรู้เรื่องวิธีขับรถ
การขับรถเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ขับรถเป็นอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้วิธีแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน และสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น โดยมิได้คาดคิด เนื่องจากขาดความชำนาญ เช่น เบรกจะทำอย่างไร

4. รอบรู้เรื่องกฎจราจร
กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติในแนวเดียวกัน เพื่อ ความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็ว

5. รอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ
มารยาทในการขับรถมีความสำคัญไม่น้อยในการใช้รถใช้ถนน นักขับขี่ ที่ดีควรแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อะลุ้มอล่วย เห็นใจ แนะนำและให้อภัย ต่อความผิดพลาดของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการแสดงมารยาทที่ไม่สมควร



มีอีกๆ

การขับขี่รถจักรยานยนต์สองล้ออย่างปลอดภัย

1. ทางใดที่ได้จัดทำไว้สำหรับจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับใน ทางนั้น

2. รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดไว้สำหรับ รถจักรยานผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี

(1) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร
(2) เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดีสามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
(3) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาว ไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้ แสงสว่างตรงไปข้างหลัง หรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทนซึ่งเมื่อถูก แสงไฟส่องให้มีแสงสะท้อน

3. ในเวลาต้องเปิดไฟ ผู้ขับขี่รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับจักรยาน ต้องจุดโคมไฟสีขาวหน้ารถ เพื่อให้ ผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าซึ่งขับขี่รถหรือเดินสวนมาสามารถมอง เห็นรถ

4. ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้อง ขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น

5. ในทางเดินรถไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ ผู้ขับขี่รถจักรยาน

(1) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
(2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ
(3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
(4) ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งปกติ
(5) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อบรรทุกคน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(6) บรรทุกหรือสิ่งของหีบห่อหรือของใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง การจับคันบังคับรถ อันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน

กฎหมาย ที่มีอยู่สำหรับ จักรยาน มัน น้อยนิด จริงๆ ไม่ได้ให้ความคุ้มครองจักรยานสักเท่าไหร่ เลย

Re: '' ฤา..สิบล้อ........ ต้องการจะบดขยี้ชีวิตเด็กจักรยาน ''

โพสต์: 18 เม.ย. 2011, 20:09
โดย เนิ่ม ชมภูศรี
กายจำแลง เขียน:คำว่า รถผมมีประกัน ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทุกครั้งไปนะครับ

ประกันภัยจะรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

แต่ถ้าจงใจทำให้เกิดความเสียหาย ไม่เข้าข่ายอุบัติเหตุ ประกันไม่จ่ายครับ

แต่คดีนั้นจะกลายเป็นคดีอาญาทันที โดยมีความผิดในข้อหา ตั้งใจทำให้เสียทรัพย์

มีโทษทั้งปรับ และจำคุกครับ

เหตุการณ์แบบนี้ ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่าสิบแปดล้อตั้งใจตวัดลูกพ่วง

ก็ดำเนินคดีได้เลยครับ.... :P :P

สิบล้อต้องชดใช้ความเสียหายด้วยตัวเอง

จ่ายค่าปรับฐานขับรถโดยประมาท

และติดคุก ถ้าศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก
ขอขอบพระคุณมากครับ ที่ให้ความรู้ในเรื่องการประกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดมิได้อยู่ที่ประกันครับ อยู่ที่สำนึกในชีวิตของผู้อื่น ของคนที่ขับรถ อันตรายอย่างมากครับ หากเกิดอุบัติเหตุ อันเกิดจากความไม่สนใจใยดีของชีวิต คิดเอาเถอะครับ รถใหญ่วิ่งมาอย่างไม่เบาบนถนน หมายถึงความไร้สำนึกจิตที่ดีนั่นเองครับ ขออนุญาตุตอบก่อนท่านอื่นรับ เพราะเป็นความรู้ที่ดีมากเรื่องการเกิดอุบัติเหตุครับ ขอบพระคุณมากครับ