บางอย่างก็เกิดตอนยังไม่รู้ความ บางอย่างจำได้ บางอย่างจำไม่ได้ บางอย่างน่าจดจำ บางอย่างอยากลืม
นี่ก็เป็นอีก “ครั้งแรก” ของหมาป่าครับ ...ทริปหนึ่งร้อยกิโลเมตรขึ้น
หยุดสงกรานต์สามวัน พุธที่ 13 ถึง ศุกร์ที่ 15 หมาป่าไม่ได้ขี่จักรยานเลย
ขี้เกียจไปเจอน้ำเปียกนอกบ้าน เจอแป้ง เจอถนนลื่น เจอคนเมา
กินข้าวกับบ้านพ่อแม่ตัวเอง สลับกับกินข้าวกับบ้านแม่ยาย ไปแจงกระดูกน้าสะใภ้ที่วัด ทำนองนี้ก็หมดไปสามวัน
ช่วงขับรถออกจากบ้านต้องคอยระวังมอเตอร์ไซค์แว๊นเต็มถนน
เด็กๆวัยรุ่นไทยเดี๋ยวนี้เล่นสงกรานต์กันเร้าใจมาก สาวๆบางคนนุ่งสั้นรัดรึงยืนเต้นอยู่กลางเลนซ้ายสุด
เต้นอยู่คนเดียวกับจังหวะเสียงเพลง มีเพื่อนคอยฉีดน้ำสายยางเลี้ยงให้เธอสนุกสนานกับสายน้ำและท่วงทำนองดนตรี
หลับตาพริ้มมมม...ท่าทางการเต้นการโยกการส่ายเนี่ยเหมือนคนบราซิลที่เต้นในงานมาดีกราส์ยังไงยังงั้นเลย
เพลินดีครับ โลกเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ ไม่มีใครหยุดโลกได้น่ะครับ
จังหวะปาดของคนขี่มอเตอร์ไซค์ช่วงสงกรานต์มักจะกระชั้นกว่าวันธรรมดา
ก็ภาวนาว่าอย่าเฉี่ยวชนกันเลย ขอให้สนุกๆกันเถิด
เย็นวันศุกร์หมาป่าหาอาหารที่มีแป้งเยอะหน่อยกินครับ เตรียมตัวไว้สำหรับทริปวันเสาร์ที่ 16 เม.ย. 54
ซื้อไก่เคเอฟซีมาสามชิ้น เป็นสะโพก 2 ชิ้น ปีก 1 ชิ้น ไก่กรอบสไปส์ซี่ และมันบดที่ใหญ่หนึ่งถ้วย
หมาป่ากินไม่เก่งครับ กินสะโพกกับมันบดหมด แล้วกินปีกต่อไม่ลง กะเก็บไว้กินต่อเช้าตอนเปิดทริป
ตุนหนมปังไส้กรอกราดครีมชีสใส่ตู้เย็นเพื่อติดไปกินเสริมอีกชิ้น แล้วเข้านอนตั้งแต่สามทุ่มกว่า
ตื่นเช้ามาหกโมงกว่าๆ กินกาแฟต่อด้วยไก่ชิ้นปีกที่เหลือ แล้วขี่ออกจากบ้านแถวสวนหลวง ร. 9 บนถนนเฉลิมพระเกียรติฯ
จะมุ่งหน้าหนองจอกครับ ทริปยอดนิยมของชาวจักรยานเขต กทม.
เป้าของหมาป่าง่ายๆ...ขอขี่ให้ถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตรในวันนี้ กลางแดดแผดเผาของกลางเดือนเมษายน
อากาศเป็นใจดังประสงค์ครับ แดดจ้า ฟ้าโปร่ง แว่นกันแดดห้ามขาดเด็ดขาด
หมาป่าทาซันบล๊อกเอาไว้ก่อน ชุดที่ใช้คือเสื้อยืดธรรมดาแขนสั้น กับกางเกงจักรยานที่มีฟองน้ำตรงตูดทรงคล้ายกางเกงชายหาด สะพายเป้หลังที่บรรจุอุปกรณ์จำเป็น กระเป๋าหน้าท้องที่บิดไปด้านหลัง กระเป๋าคาดอกใส่มือถือและกล้องถ่ายรูปเปิดพื้นที่ให้แดดเลียพอสมควรครับ หน้า คอ หลังคอ และขาช่วงต่ำกว่าเข่า
หมาป่าผ่านประตูใหญ่สวนหลวง มุ่งหน้าขึ้นทางประเวศ เลี้ยวขวาขึ้นไปทางลาดกระบังตามถนนอ่อนนุช
ระหว่างทางช่วงจากหน้าสวนไปถึงประเวศเจอเสือภูเขาท่านหนึ่งท่านขี่ตามหมาป่ามา
ทักทายกันตามประสานักปั่น ท่านจะไปทางเลียบมอเตอร์เวย์ ได้ทราบว่าท่านอายุห้าสิบเจ็ดห้าสิบแปดแล้ว
แต่สภาพร่างกายท่านยังฟิตอยู่มากเลยครับ ถึงแยกไฟแดงประเวศก็ร่ำลากันไป ถ้าท่านได้มาอ่านก็ทักทายกันอีกบ้างนะครับ
ถึงลาดกระบัง หมาป่าเลี้ยวซ้ายเข้าถนนฉลองกรุงที่ผ่ากลางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง เพื่อนเสือหลายท่านคงเป็นศิษย์เก่าที่นี่
กะจะแวะกินอาหารเช้าจริงๆที่นี่แหละครับ
ขี่ไปวนเล่นแถวสถานีรถไฟครับ

หมาป่าขี่เข้าบริเวณแคมปัส ตรงประตูของวิศวะกับสถาปัตย์
วันหยุดต่อเนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ช่วงเช้าอย่างนี้ ไม่มีคนเลยครับ
เห็นจักรยานจอดก็อดถ่ายรูปไม่ได้

หมาป่าจอดรถหน้าหอประชุมของคณะสถาปัตย์ครับ บางช่วงมีเครื่องบินที่กำลังแลนดิ้งบินผ่านมาใกล้เหนือหลังคาแต่ถ่ายไม่ทันครับ


นี้เป็นหนมปังไส้กรอกอาหารเช้าของจริง กว่าจะได้กินอีกทีคงที่หนองจอกแล้ว

กินเสร็จดื่มน้ำดื่มท่าก็ขี่มาดูแถวตึกวิศวะ

ตึกนี้ปัจจุบันเป็นหอประชุมของคณะวิศวะครับ ถามรปภ....ท่านบอกอย่างนั้น


หมาป่าเป็นเด็กอ่อนนุชครับ มีความหลังกับหอประชุมแห่งนี้เช่นกัน
สมัยก่อนโน้นกว่าสามสิบปีมาแล้ว ตึกหลังนี้ยังเป็นหอประชุมของสถาบันฯอยู่ (แบบเป็นของส่วนกลาง)
หมาป่ามี “ครั้งแรก” ที่นี่ เมื่อตอนสามสิบกว่าปีก่อนแหละครับ
.....หมาป่าชมการแสดงสดดนตรีคลาสสิคครั้งแรกที่นี่ครับ
สมัยนั้นตอนเรียนประถม เทคโนฯลาดกระบังจัดงานประจำปี ประมาณงานแฟร์ขายของบวกนิทรรศการทางวิชาการ
ลาดกระบังเนี่ยเหมือนสุดขอบโลกเลยนะครับ มีแต่ทุ่ง มีคณะที่จำได้ก็วิศวะ และคณะเกษตร
แม่หมาป่านึกไงไม่รู้พาหมาป่าขึ้นรถเมล์ขาวสายอ่อนนุชหัวตะเข้ 1013 มาเที่ยวงานประจำปีที่นี่
หมาป่าจำอะไรไม่ได้เลย แต่จำตึกได้ มันเป็นยามบ่ายที่มีแดดร้อนแรงมาก
แม่หมาป่าซื้อฝักบัวให้หมาป่าจากแม่ค้าในงาน แล้วพาหมาป่าเข้าไปรับแอร์ในตึก แอร์เย็นฉ่ำ
เขากำลังจะมีการแสดงดนตรีคลาสสิคครับ มานึกตอนนี้ก็งงเหมือนกันว่าทำไมงานแฟร์ของสถาบันเทคโนโลยีฯมีดนตรีคลาสสิค เท่าที่ทราบตอนนั้นไม่มีคณะที่สอนเกี่ยวกับดุริยางค์แน่นอน คงเป็นวงจากสถาบันอื่นที่เชิญมา
แม่พาหมาป่าเข้าไปนั่งฟังวงดนตรีเล่นกัน ไม่น่าจะเต็มวงแบบออเคสตร้าวงใหญ่ แต่น่าจะเป็นวงเครื่องสายมากกว่า
...เพราะมากครับสำหรับหูเด็กประถมที่โตแถวชานเมืองและเคยฟังแต่ละครวิทยุคณะเกศทิพย์ที่ยายเปิดฟัง
เสียงไวโอลินและเชลโล แอร์เย็นฉ่ำ เม็ดฝักบัวมันๆแกะจากฝัก ใช้ฟันหน้ากัดเอาเปลือกออกดังเก๊าะเบาๆ แล้วเอามือบิเป็นสองซีกแงะเม็ดในสีเขียวที่ขมทิ้งไปก่อน แดดจ้า ตึกอิฐสีแดง.....ความทรงจำของเด็กประถมคนหนึ่ง
รำลึกความหลังเสร็จ หมาป่าขี่ออกตามถนนฉลองกรุงครับ
มีสะพานข้ามคลอง และข้ามมอเตอร์เวย์ ข้ามถนนสุวินทวงศ์เป็นระยะๆ
ความเร็วช่วงเช้าก็ประมาณยี่สิบหกถึงยี่สิบแปดโดยเฉลี่ยครับ (ตอนเย็นขากลับนี่หนังคนละม้วนเลยล่ะครับ)
ใช้จาน 3 เฟือง 6 เป็นหลัก ขึ้นสะพานไม่ได้เลือกซอยเท้าลดเกียร์ แต่ใช้ลดรอบขาเอา รักษาแรงกดบันได และรักษาความเร็วการเต้นของหัวใจไม่ให้สวิงมากที่สุดครับ เนื่องจากศึกยังอีกยาว
จากถนนฉลองกรุงพอข้ามสุวินทวงศ์ก็เป็นถนนเชื่อมสัมพันธ์มุ่งหน้าเข้าหนองจอก
โลกเปลี่ยนไปเยอะครับ เมื่อก่อนโน้นขับรถมาจากอ่อนนุช ถนนที่พูดมาทั้งหมดล้วนเป็นเส้นเล็กๆลาดยางมะตอยวิ่งสวนกัน มีดอกไม้ประดับปลูกอยู่ข้างทางพวกดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย มีนาข้าว
แต่สมัยนี้ใหญ่บึ้มครับ คอนกรีตอย่างดี ไปสามเลน กลับสามเลน แม้จะมีนาข้าวอยู่บ้างแต่ก็มีบ้านคนเยอะขึ้นมาก
ถึงตัวเขตเมืองหนองจอกมองดูไมล์ก็ราวๆเกือบสี่สิบกิโลเมตรจากบ้านหมาป่า อยู่ในเขตกรุงเทพเหมือนกัน แต่ไกลกว่าไปตลาดคลองสวนฉะเชิงเทราอีกครับ
หมาป่าขี่วนในตัวเขตหนองจอกก่อนครับ วนผ่านหอนาฬิกา ขึ้นไปทางสามแยกที่เลี้ยวซ้ายแล้วมีถนนที่ตัดขึ้นขวาขึ้นไปวัดพืชอุดมทางลำลูกกาได้ เห็นป้ายเขียนบอกว่า 15 กม. แต่หมาป่ายังไม่ไปครับ ตีวนชมเมือง เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลียบวารี แล้ววนมาหอนาฬิกาอีกรอบ คราวนี้วนแล้วตีออกไปทางตลาดหนองจอกที่อยู่ติดคลองน่ะครับ
แวะนั่งเล่นริมน้ำตรงท่าเทียบเรือของตลาด

จุดที่นั่งพักกลิ่นตุ่ยๆครับเพราะใกล้ท่อระบายน้ำที่มาจากตลาดสด หันหลังไปเจอหลังคาที่พักร้อนข้างตลาดของสุขาภิบาลเก่า เขาใช้คำแปลกดีนะครับ สร้างหลังปีที่หมาป่าเกิดแค่ปีเดียว

หมาป่าขี่ออกจากตลาดแล้วชั่งใจว่าจะไปต่อทางไหนดีครับ
วันก่อนหน้านั้นเปิดดูแผนที่กับดูทริปเก่าๆ มักพูดกันถึงถนนเลียบคลองสิบสามเพื่อขึ้นไปที่วัดพืชอุดม ดูในแผนที่ก็ตรงไปตรงมาดีครับ แต่หมาป่าเลี้ยวผิดไปนิดนึง อยู่ดีๆก็ไปโผล่บนถนนผดุงพันธ์
ขี่ด๊อกแด๊กไปก็เห็นเป็นถนนยางมะตอยมีทุ่งด้านข้าง ชักไม่แน่ใจว่ามันจะไปโผล่ที่ไหน เลยเข้าไปถามร้านขายน้ำขายของชำข้างทาง
เป็นร้านของบังมุสลิมท่านหนึ่ง พี่บังคนหนองจอก คุยกันถามไถ่ได้ความว่าเส้นนี้เป็นเส้นสายตะวันออกจากหนองจอก มุ่งไปทางอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
ถามพี่บังว่าแล้วท้ายสุดเราจะไปออกวัดพืชอุดมได้ไหม พี่บังตอบ”ได้สิน้องแต่อ้อมนะ” มีทุ่งนาไปตลอดทางแหละ รถไม่เยอะ หมาป่าก็เอาสิครับ
อย่างที่บอกแหละครับว่าทริปนี้เราเอาระยะทางเป็นหลัก ไม่ได้เอาสถานที่ใดที่หนึ่งเป็นตัวตั้ง วัดพืชอุดมหมาป่าเคยไปมาเมื่อตอนเรียนมอหนึ่งแล้ว ไปถวายเทียนพรรษากับโรงเรียนที่วัดนี้ มาคราวนี้จะแวะก็ได้ไม่แวะก็ได้ ที่ถามบังเพราะเป็นชื่อเดียวที่คุ้นหูน่ะครับ ขี่ไปกลางทุ่งแบบนี้ท่าทางสนุก หลายปีก่อนโน้นมีโฆษณาทีวีเหล้ายี่ห้อแจคส์แดเนียล มีท่อนก๊อปปี้ที่หมาป่าชอบมาก เหล้ามันค่อยๆถูกบ่ม นุ่ม หอมในถังไม้โอ๊ก...เขาบอก “ที่รินช์เบิร์ก เราไม่รีบร้อน” หมาป่าบอกในใจตัวเอง “ที่หนองจอก เราก็ไม่รีบร้อนเหมือนกัน”
พี่ๆ เพื่อนๆที่ชำนาญเส้นทางแถวหนองจอก แถวปทุมฯคงพอนึกภาพนึกเส้นทางออก แต่เพื่อนๆที่ไม่เคยไปให้นึกอย่างนี้นะครับ
หนองจอกเป็นเขตที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพครับ ด้านเหนือมันจะติดกับปทุมฯตรงลำลูกกา ด้านตะวันออกติดกับบางน้ำเปรี้ยวของฉะเชิงเทรา เส้นที่หมาป่าขี่มาน่ะหมาป่ามาจากทิศใต้ที่มาจากลาดกระบัง พอไปถึงเทศบาลก็ให้นึกว่าตัวเทศบาลหนองจอกมันเหมือนเป็นไข่แดงอยู่กลางพื้นที่เขต มองขึ้นไปทางเหนือมันจะเป็นคลองสิบสามที่มีถนนเลียบคลองพุ่งตรงเข้ามาจากปทุมตรงใกล้วัดพืชอุดม ทางซ้ายมือของท่านจะเป็นคลองสิบสอง สิบเอ็ด สิบไล่ไปทางตะวันตก ทางขวามือของท่านก็จะเป็นคลองสิบสี่ สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด ไล่ไปเรื่อยทางตะวันออก
ถนนผดุงพันธ์ที่ว่าจะเป็นเส้นเชื่อมทางตะวันออกของเขต ไปเชื่อมกับอำเภอบางน้ำเปรี้ยวฉะเชิงเทรา ซึ่งจะมีสะพานข้ามคลองสิบสี่ สิบห้า สิบหกเป็นระยะ เหมือนเราขีดเส้นทางเป็นฐานของสี่เหลี่ยมผืนผ้าน่ะครับ หมาป่าจะขี่ทะลุเขตกรุงเทพไปตามฐานของสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีจุดตั้งต้นตรงเทศบาลหนองจอก ทะลุเข้าบางน้ำเปรี้ยวแล้วไปหักซ้ายขึ้นเหนือ ไปตามเส้นทางสาย 4016 ขึ้นไปตามเส้นแนวตั้งของสี่เหลี่ยม ต่อเข้า 6006 แล้วหักซ้ายอีกทีตรงแถวบ้านคลอง 16 มาเลาะขอบกรุงเทพกับปทุมฯ มีแวบเข้าเขตปทุมฯบ้างตรงเส้น 3312 แนวนี้ถือเป็นเส้นแนวยาวด้านบนของสี่เหลี่ยมสมมตินั่น จากนั้นก็จะตัดเข้าถนนเลียบคลอง 13 มาเป็นเส้นตั้งพุ่งเข้าสู่เทศบาลหนองจอกอีกครั้งให้ครบรอบ
ไอ้ที่เขียนเล่าข้างบนนั่นน่ะ มารู้ทีหลังกลับจากทริป ด้วยการเปิดแผนที่ดูนะครับ ตอนไปคือมั่วๆตามที่บังร้านน้ำเขาบอกมา และถามคนไปตามทาง ฮ่าฮ่าฮ่า
ตรงนี้เลยร้านน้ำบังมาไม่เท่าไหร่ นึกขึ้นได้ว่าควรถึงเวลาเติมซันบล๊อก ก็แวะพักตรงศาลาริมทางครับ
ซันบล๊อกหลอดนี้เขาใส่ผลิตภัณฑ์มาผิดหรือเปล่าไม่รู้นะครับ อาจเป็นซันแทนก็ได้ เพราะตอนค่ำหมาป่ากลับไปเจอเมียเมียบอกเธอเหมือนพวกโรฮิงญาอพยพที่ลอยเรือมาขึ้นแถวระนองนะ ผอม ดำ เกร็ง แต่ก็ช่วยในแง่ที่ผิวไม่แสบน่ะครับ

ถนนผดุงพันธ์วิ่งมาสุดเขตกรุงเทพมหานครตรงหลักเขตนี้แหละครับ ถนนที่ต่อเป็นของจังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว แนวเดียวกันไม่ต้องหักเลี้ยวซ้ายขวา ชื่อถนนเทศบาล 1 วิ่งผ่านทุ่งและผ่านคลองเป็นระยะๆเหมือนผดุงพันธ์แหละครับ บนเส้นทางนี้หมาป่าเจอนักจักรยานสองท่านขี่มาด้วยกัน ขี่สวนมาจากทางบางน้ำเปรี้ยวเข้าหนองจอกครับ

ทุ่งนาส่วนใหญ่เขียวขจีครับ

อันนี้เป็นเครื่องบวงสรวงที่เรียกทำขวัญข้าวหรือเปล่าไม่รู้นะครับ ตอนถ่ายไม่มีใครยืนให้ถาม

นานี้เริ่มเหลือง มีปลูกดอกไม้ข้างขนำด้วย อดใจไม่เอาจักรยานไปเทียบไม่ได้หรอกครับ




นานี้เตรียมดินไว้ปลูกรอบใหม่ น้ำท่ามีบริบูรณ์ทั้งปีครับ นี้คงเป็นท้องทุ่งที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศแล้วล่ะครับเพราะอยู่ในเขตชลประทานหลัก ขี่มาจะมีรถเกี่ยวข้าวเป็นระยะๆ ใช้เครื่องใช้รถนวดข้าวกันหมดครับ เรื่องจะมาลงแขกร้องเพลงเกี่ยวข้าวกันเนี่ยเป็นอดีตไปหมดแล้ว


ตรงนี้ลงจากสะพานข้ามคลองสิบหก ลงมาเจอแยกที่เลี้ยวซ้ายไปศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา สีเศษฟางบนพื้นมันตัดกับทุ่งเขียวดีนะครับ


นี่เป็นป้ายบอกทางไปศูนย์วิจัยข้าว ดีไซน์ย้อนยุคดี นึกถึงสมัยสุรพล สมบัติเจริญยังมีชีวิตอยู่ครับ

ขี่ออกมาจากทางแยกศูนย์วิจัยข้าวมีเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อยครับ
คงเป็นข้อเสียของการเลือกขี่คนเดียวของหมาป่าเดียวดาย
ตอนหมาป่าขี่ออกมาจากแยกนั้น มองกระจกหลังเห็นรถปิคอัพสีขาวค่อนข้างไปทางเก่าคันหนึ่งมาจอดชะลอตรงแยก
หมาป่าก็ขี่มาโดยไม่ได้คิดอะไร แต่สักพักพอมองทางกระจกหลังก็เห็นเขาขั่บตามหมาป่ามาแต่ไม่ยอมแซง
มันคงเป็นธรรมชาติของคนเดินทางคนเดียวบนถนนสายเปลี่ยวที่ไม่ค่อยมีรถผ่านที่จะระแวงรถที่มาชะลอๆใกล้ๆ
ยิ่งมาชะลอด้านหลังเนี่ยยิ่งเสียว
พอเขาไม่ยอมแซง แต่ขับตามมาห่างๆกันสักสามสิบเมตร อะดรีนาลีนหมาป่าเริ่มฉีดครับ
เร่งสปีดขึ้น กระเป๋าหน้าท้องที่บิดไปด้านหลังเพื่อไม่ให้กดทับน้องชายขณะเดินทางไกล หมาป่าต้องบิดกลับมาด้านหน้าทันที
ยิ่งหนักไปกว่านั้นคืออยู่ดีๆก็มีมอเตอร์ไซค์อีกคันขี่ขึ้นมาแซงหมาป่าแล้วไปขี่ชะลอหน้าหมาป่าอีกแน่ะ
ด้านหน้าเป็นมอเตอร์ไซค์ ด้านหลังเป็นปิคอัพ
มอเตอร์ไซค์ขี่ชะลอ คนขับใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขี่....เขาใส่เสื้อปล่อยชายครับเสื้อตัวโคร่งๆมองไม่ชัดว่ามีอะไรอยู่ใต้ชายเสื้อนอกจากซองมือถืออีกบ้าง
จังหวะที่เขาใช้โทรศัพท์เสร็จและเสียบมือถือเข้าซอง หมาป่าเร่งสปีดแซงขวาขึ้นทันทีครับ
กล้ามเนื้อเกร็งทุกส่วน ประสาทเปิดเต็มที่
อู๊ยคราวนี้ปิคอัพมาแซงขึ้นหน้าหมาป่าครับ แซงแล้วดันมาชะลอด้านหน้าหมาป่าอีกแล้ว
มันเหมือนเล่นไล่จับ คราวนี้ปิคอัพด้านหน้า มอเตอร์ไซค์ด้านหลัง เอาล่ะสิหมาป่าเดียวดาย
....คนไทยครับ นึกอะไรไม่ออกก็นึกถึงพระไว้ก่อน
หมาป่าเหลือบขวาเห็นซุ้มทางเข้าวัดครับ วัดไผ่ดำเจริญศุข มีวัดก็ต้องมีพระมีลูกศิษย์วัดบ้างล่ะ
หมาป่าหักขวาเลี้ยวเข้าตรงทางเข้าวัดทันทีครับ มองตอนท้ายสุดเห็นปิคอัพสีขาวจอดข้างถนนชิดซ้ายเลยทางเข้าวัดขึ้นไป
หมาป่าไม่สนใจแล้วครับ ขี่ตรงเข้าวัดเลย ตอนนั้นประมาณเที่ยง มอเตอร์ไซค์ไม่ได้เลี้ยวตามมา
ทางเข้าวัดไม่มีคนแต่พอเลี้ยวขวาหักมุมเห็นคนเยอะเลย เขามาเตรียมสรงน้ำพระกันหลังวันสงกรานต์ หมาป่าค่อยโล่งอก
ซื้อน้ำแม่ค้าที่มาเปิดแผงกิน ให้หายตื่นเต้น ถ่วงเวลาเข้าห้องน้ำห้องท่าให้สบายใจ
หยอดเงินทำบุญร่วมสร้างพระอุโบสถใหม่ไว้ด้วย
สักยี่สิบนาทีแล้วค่อยขี่ออกมาถนนใหม่ ดูซ้ายดูขวาให้ดีไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แล้วก็ขี่ต่อ
เหตุการณ์ระทึกใจที่เล่ามาเนี่ย หมาป่าอาจจะระแวงมากไปเอง แต่ก็ไม่นึกว่าตัวเองเป็นคนวิตกเกินเหตุนะครับ
ระวังไว้ก่อนน่าจะดี เพราะตลอดทางที่ผ่านมาหมาป่าแวะหยุดถ่ายรูปมาตลอดทาง คนที่ผ่านหมาป่าไปย่อมเดาได้ว่าหมาป่ามาคนเดียว เราไม่มีทางรู้ว่าใครที่ขับผ่านเราไปบ้าง แล้วการติดต่อกันสมัยนี้มันสะดวกจะตาย ใช้มือถือเรียกพรรคพวกมาแป๊ปเดียวก็มาจุดที่นัดหมายกันได้ ถ้าเขาจะมาร้ายน่ะนะครับ
ไปสักอีกกิโลกว่าๆก็ถึงทางแยกมีไฟแดง หมาป่าเลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางเส้น 4016
ทางยังผ่านทุ่งนาตลอดครับ บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นของพี่น้องมุสลิมเพราะแผงอาหารข้างทางมีแต่อาหารมุสลิม และมีสุเหร่าเป็นระยะๆ บางช่วงยังทำซ่อมทางต้องขี่ผ่านถนนกรวดสั่นกึกๆๆกันมาสักสองกิโลเห็นจะได้ ความวิตกหายไป ความสบายใจกลับมาครับ
หมาป่าเจอทางแยกอีกทีก็เลี้ยวซ้ายเข้า 6066 มุ่งขึ้นบ้านคลองสิบหกตามที่พี่บังร้านขายน้ำบอกพิกัดคร่าวๆมาครับ ถนนกว้างขึ้น มีไหล่ทาง
แดดร้อนจ้าเลยครับ เส้นนี้แหละครับที่หมาป่าขับผ่านมาเป็นเส้น 6066 ครับ

นี่เป็นซุ้มประตูก่อนเข้าเขตบ้านคลองสิบหก หมาป่ากะจะกินข้าวกลางวันแถวนี้ บ่ายโมงกว่าแล้วครับ

บ้านคลองสิบหกเป็นชุมชนใหญ่อยู่กลางทุ่ง มีร้านขายอุปกรณ์และเคมีการเกษตรเต็มไปหมด
หมาป่าแวะกินข้าวที่ร้าน ส.โภชนา เลยทางเข้าตลาดมาหน่อย

หมาป่าเลือกกินกะเตี๋ยวเป็ดครับ กินชามเดียว ไม่ค่อยหิวมาก กินโค้ก วันนี้กินน้ำทั้งวันครับ น้ำเปล่า น้ำเกลือแร่ โค้ก

กินเสร็จก็ขี่ย้อนขึ้นไปทางวงเวียน อ้อมไปหากาแฟสดกินเพราะเล็งร้านไว้ก่อนเข้าตลาด
พี่ขายกาแฟสดแกเปิดร้านเคมีเกษตรด้วยครับ อยู่ตรงตึกแถวด้านซ้ายตอนเลยซุ้มประตูมาหน่อย
คุยกันเพลินเพราะแกก็ขี่จักรยานเหมือนกัน พอบอกว่าขี่มาจากสวนหลวงร.9 แกก็ชื่นชมนะครับ บอกว่าแกไม่เคยขี่ไกลขนาดนี้
คุยกันเรื่องจักรยาน เรื่องการเพาะปลูกพืชต่างๆ การเลี้ยงกุ้ง จากแกก็บอกทางว่าให้ไปทางไหนทางไหนถึงจะไปคลองสิบสามได้
หมาป่าร่ำลาแล้วขี่กลับมาวนวงเวียน ขึ้นสะพานข้ามคลองหกวา หาทางตัดเข้าเส้น 3312 ที่เลียบระหว่างจังหวัดปทุมธานีและเขตหนองจอกกรุงเทพ
ทางกว้าง รถไม่ค่อยเยอะ แต่ร้อนนนนนนน สปีดเริ่มตกแล้วครับคงเป็นเพราะเพลียแดด บวกกับกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานมาตั้งแต่เช้า ทางเส้นนี้จะตัดผ่านคลองต่างๆคือคลองสิบหก คลองสิบห้า คลองสิบสี่เหมือนทางที่ขี่ไปทางถนนผดุงพันธ์ แต่มันขนานกันมีท้องทุ่งนาไพศาลคั่นกลาง มีคลองที่ว่าตัดผ่านทุ่งเป็นระยะๆ เส้นทางมันจะย้อนกับตอนช่วงเช้า
จากเส้น 3312 ในที่สุดหมาป่าก็มาถึงสะพานข้ามคลองสิบสามครับ ตรงนี้เลี้ยวซ้ายอีกทีก็จะเลียบคลองสิบสามลงใต้ไปสู่หนองจอก เป็นเขตของจังหวัดปทุมธานีตรงเขต อบต. พืชอุดม ขี่ข้ามสะพานไปก็จะไปวัดพืชอุดมได้ แต่หมาป่าไม่ไปแล้วครับวัดน่ะด้วยว่าเริ่มล้าแล้ว ตรงแยกหัวมุมสะพานมีเต็นท์ของหน่วยราชการที่ให้คนเดินทางช่วงสงกรานต์แวะพักกินน้ำกินท่าเย็นๆ พี่ๆหน่วยราชการเช่นสาธารณสุข มหาดไทย หรือตำรวจชุมชนก็นั่งกันอยู่ในเต๊นท์ชวนหมาป่ากินน้ำเย็นๆ กินเจลลี่ที่แช่ในถังน้ำแข็ง หมาป่าหยุดพักที่นี่แหละครับ พี่เขาคุยกันเรื่องคนผูกคอตายเมื่อตอนช่วงเช้า เราก็หูผึ่งนั่งฟัง มีท่าทางการผูกที่พิสดารพันลึก เฮ่ออออ

ถ่ายรูปตัวเองในเต๊นท์สักหน่อย อิอิ

พักเสร็จก็ร่ำลาพวกพี่ๆ ขี่ลงใต้ตรงถนนเลียบคลองสิบสาม ผ่านทุ่งนาอีกแล้วครับ


คลองสิบสามนี้มีถนนเลียบสองฝั่งคลองเลยครับ เลียบอย่างนี้ไปถึงหนองจอก ป้ายเขาบอกหนองจอกอีกสิบสามกิโล สังเกตว่าหากเราตัดออกขวาก็สามารถไปเชื่อมกับวัดพืชอุดมได้อีก แล้วจากวัดมันจะมีถนนอีกเส้นมุ่งเข้าหนองจอก เส้นที่หมาป่าผ่านไปตอนเช้าตอนที่ไปวนตรงหอนาฬิกาที่ตัวเขตหนองจอกรอบแรก
ถนนเลียบคลองนี้สภาพไม่ค่อยดีครับ หลุมบ่อเยอะ ตรงช่วงต้นที่ยังอยู่ในเขตอบต.พืชอุดมถนนดี แต่พอเข้าหลักเขตกรุงเทพปั๊ปถนนแย่ทันทีครับ คงเป็นเกี่ยวกับงบประมาณการดูแลที่มาจากคนละส่วนกัน อันนี้ต่างจังหวัดดีกว่าเมืองหลวงน่ะครับ ขี่จักรยานไม่ต้องหลบมาก เพราะล้อเราเล็กเลือกแนวทางเรียบได้ง่าย แต่ขับรถยนต์คงต้องเบี่ยงไปมา
ระหว่างเส้นเลียบคลองยังมีเด็กๆคอยดักสาดน้ำแบบควันหลงสงกรานต์อยู่ครับ ตักน้ำจากในคลองนั่นแหละ ในกรุงเทพเขาหยุดสาดกันแล้วเพราะเลยวันที่สิบห้ามาแล้ว แต่อันนี้ยังมีกลิ่นอายต่างจังหวัดอยู่เลยมีลูกติดพัน
หมาป่าต้องตะโกนบอกล่วงหน้าว่า “มีกล้องจ้ะ อย่าสาดน้านะจ๊ะ เดี๋ยวกล้องเปียก” เด็กๆก็น่ารักกันดีครับ ให้ผ่านทางแบบตัวแห้งไปได้
ขี่มาเรื่อยๆ มองไปข้างหน้า อ๋อยยยย เห็นสงกรานต์ใหญ่แหล่งสุดท้ายของกรุงเทพอยู่ข้างหน้า ตรงวัดแสนเกษมครับ งานนี้ท่าทางจะผ่านแบบตัวแห้งยาก เพราะปิคอัพจอดอยู่เป็นสิบๆคันเปิดเพลงกระหึ่ม คนเป็นร้อย เห็นประกายน้ำจากถังจากเกินร้อยเมตรเชียว

หมาป่าหยุดรถ เอากระเป๋าที่บรรจุของซึ่งไม่ควรเปียกน้ำใส่ถุงพลาสติกยัดใส่เป้หลังเตรียมตัวไว้ก่อนเพราะคาดว่าขี่ผ่านคงขอกันยากแล้ว นี่มันม๊อบสาดน้ำ บอกกันคงไม่ฟังแน่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
แต่อย่างที่บอกแหละครับว่ามันมีถนนเลียบคลองอยู่สองฝั่ง หมาป่าอยากผ่านไปแบบไม่โดนแป้งปะหน้าและขี้เกียจซักเป้ หมาป่าเลยขี่ย้อนกลับทางเดิมย้อนขึ้นไปหาสะพานข้ามคลองซึ่งมีเป็นระยะๆ เพื่อไปเข้าถนนอีกเส้นไม่ต้องผ่านม๊อบสงกรานต์หน้าวัดแสนเกษม ก็เจอสะพานแล้วตัดเข้าถนนอีกฝั่งได้ ถนนเส้นนี้เจอเสือภูเขาอีกคันขับสวนมา ก็ทักทายกันตามธรรมเนียมจักรยาน พี่เขาใส่หมวกแบบมีผ้าปิดหลังต้นคอ ถ้าจำหมาป่าได้และมาอ่านกระทู้นี้ทักทายกันหน่อยนะครับ
ขี่ย้อนขึ้นหนองจอก แวะเติมน้ำเติมคุ้กกี้เรียกแรงตรงร้านชำก่อนถึงหนองจอกสักสี่กิโลเมตรครับ ชื่อร้าน ลูกบอล เจ้าของร้านมีคุณน้าผู้ชายกับคุณน้าผู้หญิง คุยกันเพลิดเพลิน คุณน้าผู้ชายไว้หนวดยาวเฟื้อยแบบคนไทยโบราณ อายุเจ็ดสิบเท่าพ่อหมาป่าเลย (ไม่ได้ถ่ายรูปมา เกรงใจท่าน) สอบถามได้ความว่าเมื่อก่อนท่านทำงานอยู่หน่วยก่อสร้างของโรงพยาบาลหนองจอก เกษียณมาก็รับงานเป็นผู้รับเหมา ท่านเล่าให้ฟังว่าถนนเลียบคลองเนี่ยเป็นถนนของกรมชลประทานเจ้าของคลองสิบสาม สภาพเลยไม่ค่อยดีด้วยขาดแคลนงบประมาณและไม่ได้ยกให้กับ กทม. ถามว่าคุณน้าชอบดูบอลเหรอเห็นตั้งชื่อร้านลูกบอล และมีโปสเตอร์นักฟุตบอลติดอยู่หลายใบ ท่านบอกหลานชายชอบดูเลยมาตั้งชื่อร้านแบบนี้ เพื่อนๆนักจักรยานขี่ไปหนองจอกแวะร้านนี้คราวหน้าก็ดีนะครับ หมาป่าโฆษณาไว้เลยครับ
ร่ำลาคุณน้าผู้ชายผู้หญิง ขี่อีกไม่นานก็ถึงหนองจอกครับ ใกล้สี่โมงเย็นแล้ว
ร่างกายเริ่มล้ามากขึ้น หมาป่าแวะพักเพื่อเอาสัมภาระในเป้หลังที่แพ็คพลาสติกกันน้ำออกมาห้อยตามตัวเหมือนก่อนหน้านี้ตรงหอพักฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เห็นขาตัวเองซึ่งขี่ผ่านฝุ่นมาตลอดวัน เปียกเหงื่อและครีมซันบล๊อกมันเลยขึ้นคราบอย่างที่เห็นนี่แหละครับ

ช่วงสามสิบกว่ากิโลท้ายสุดกว่าจะถึงบ้านหมาป่าเนี่ยเหนื่อยล้ามากขึ้นแล้วครับ นับจากแยกตรง อบต. พืชอุดมหมาป่าเริ่มหยุดพักทุกๆสิบห้ากม.แทนที่จะเป็นทุกๆยี่สิบกม.แบบช่วงเช้า
พ้นเขตหนองจอกหมาป่าเปลี่ยนจากจาน 3 เฟือง 6 มาใช้ จาน 2 เฟือง 7 แทน ความหนักไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่หมาป่าเผื่อไว้ตอนขึ้นสะพานต่างๆก่อนถึงลาดกระบังครับ ช่วงใกล้จุดสูงสุดของสะพานที่อาจจะหมดแรงก่อนจะได้เปลี่ยนเฟืองหลังจากเฟือง 7 มาเป็นเฟือง 6 ได้ง่ายไม่เป็นภาระแก่โซ่เกินไป ไม่ต้องเปลี่ยนจากจาน 3 มาเป็นจาน 2 ที่เฟือง 6 เพราะกลัวโซ่มันจะขาดครับ ขาดยามเย็นตอนแรงตกนี่ไม่สนุกแน่
ความเร็วตอนนี้ไล่อยู่แถว 21-22 กม.ต่อชม. แล้วครับ เทียบกับ 26-28 กม.ต่อชม. ช่วงเช้า แดดและความล้าของกล้ามเนื้อเริ่มส่งผลหนักขึ้น
หมาป่าหยุดตรงข้ามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครตอนที่ กม. 95 และพักอีกทีตรงเลยแยกที่จะเลี้ยวไปเข้าร่มเกล้านิดหน่อยตรง กม. 110 จากนั้นก็มาหยุดที่ กม. 125 ตรงท้ายถนนเฉลิมพระเกียรติที่เลี้ยวจากประเวศมาแล้ว ตอนเลี้ยวเข้าซอยอ่อนนุชเนี่ยแดดแยงตาตลอดทางเลยครับ แดดช่วงห้าโมงกว่า
ช่วงหกกิโลเมตรสุดท้ายเนี่ย ขี่แล้วตัวลอยๆหลอนๆพิก๊ล สปีดเหลือสักยี่สิบเห็นจะได้ครับ เดี๋ยวสักพักก็จะถึงบ้านแล้ว
อาห์ no place like home นะครับ

หมาป่าปิดทริปที่ 131 กม.ครับ my first century ในที่สุด

ลงจากรถรู้สึกเดินกระย่องกระแย่งเหมือนคนหัดเดินหลังป่วยยาว นั่งยองๆแล้วลุกเนี่ยร้าวเชียว
หมาป่าเข้านอนตอนสามทุ่มกว่าครับ กินวิสกี้โซดาหนึ่งแก้วพอให้ชื่นใจ หลับลึกหลับสนิทลืมตาตื่นตอนประมาณตีห้าครึ่ง
พยายามเช็คสภาพร่างกายจากความรู้สึก ความล้าหายไปเกือบหมดครับ การนอนช่วยซ่อมแซมเรียกกำลังกลับ เชื่อว่าถ้าต้องขี่อีกระยะเท่าเดิมอีกวันหรือสองวันก็ยังน่าจะพอไหว
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ ทริปหน้าจะกลับมาสรุปให้ฟังอีกครับ