นิยายเรื่องสั้น ของจักรยานทัวริ่ง
โพสต์: 10 ก.พ. 2011, 13:19
จากโลกลับแลถึงเขาวงกต
โดย Rainbow
ผมก็เป็นเพียงเด็กซุกซนคนหนึ่ง ที่นึกคะนองตามประสาเด็ก อยากรู้อยากเห็นว่า ณ สุดปลายทุ่งของหมู่บ้านเรา
จะมีหน้าตาภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่เล่าว่า ที่โน่นมีนั่นมีนี่ และอะไรแปลกๆที่บ้านเราไม่มี
แต่ สิ่งที่ฟังมาก็เป็นเพียงแค่รู้เท่านั้น แต่ไม่ได้เห็นกับตา แน่ละต่อหน้าต่อตาสัญชาตญาณของความซุกซน
มีหรือจะพอเพียงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก เรามัน ทอม ซอว์เยอร์ ไม่ใช่เด็กหัวทึบเอาแต่นั่งฟังน้ำลายยืด
ความอยากเห็นมันมันมากท่วมท้นความอยากรู้ อยากไปให้มันเห็นกับตาตัวเองว่าที่รู้มานั้นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
โลกมีอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่เชื่อตามกันมา
ไม่ได้เก่งกาจมีความรู้พรานไพรหรือวิชาลูกเสือ จนกระทั่งแน่ใจว่าเอาตัวรอดได้ในทุกสิ่งที่อาจบังเกิด
จักรยานก็อาศัยขี่ไปไหนมาไหนบ่อยๆในหมู่บ้านเรานี้เอง หาได้เป็นมือโปรแต่อย่างใด
แต่เจ้าความอยากเห็นนี่ซิ มันรุมเร้าเทียวไล้เทียวตื้อเราอยู่ตลอดทุกลมหายใจทุกคราวที่เขม้นมองไปที่สุดปลายทุ่ง
ผู้ใหญ่ที่เล่าให้เราฟังถึงสิ่งต่างๆแดนไกลหาตระหนักไม่ว่า ความอยากรู้อยากเห็นของเรามันเตลิดไปไกลกว่า
ที่พวกเขาคิดว่าจะเกิดกับเด็กธรรมดาทั่วไป ไม่เพียงแต่ที่เราอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างในหมู่บ้านถัดไป
แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันไปไกลถึงกับอยากรู้ต่อไปอีกว่า ณ สุดปลายของหมู่บ้านข้างหน้านั้นต่อไปเรื่อยๆจะมีอะไรอีก
ขนาดนี้ที่ว่าแปลกแล้ว ไปต่อยังจะมีอะไรที่มหัศจรรย์ลึกล้ำเข้าไปอีก
จะเป็นไปได้หรือที่จะมีหนองน้ำที่กว้างใหญ่มากเสียจนกระทั่งมองไม่เห็นฝั่งขะโน้น !!
จะเป็นไปได้ไงที่นั่นจะมีอากาศเย็นกว่าที่เราเคยรู้สึกของฤดูหนาวใดๆ จนกระทั่งน้ำเป็นน้ำแข็ง และเราย่างเดินไปบนผิวน้ำได้ !!
ณ ดินแดนไกลโพ้นนั้นคนเราจะไปไหนมาไหนด้วยพรมวิเศษเหาะลอยได้ แต่เป็นพรมเหล็ก ก็เหล็กหนักปานนั้นจะลอยได้ไง
อีกทั้งยังบรรทุกเราไปด้วย คิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามันจะลอยไปได้ไง!!
อยากจะไปเห็นเองกับตาจะได้กลับมาบอกคนในหมู่บ้านเราว่า ผู้ใหญ่โกหก หรือไม่ก็ยืนยันว่า มันเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ว่านั้นจริงๆ
ไปให้ไกลจนทองกลายเป็นสิ่งไร้ค่า และกรวดทรายกลายเป็นดั่งเพชรนิลจินดา
แม้จะหวาดกลัวอยู่ครามครัน ว่า ณ ปลายสุดหมู่บ้านสุดท้ายของโลกที่ น้ำกับฟ้าจรดกัน หน้าตาตรงนั้นจะเป็นอย่างไร
เราจะตกไปจากขอบโลกหรือเปล่า ถ้ามันเป็นขอบริมโลกจริงๆ เราก็ยังอยากไปอยู่ดี ไปเพื่อที่จะชะโงกหัวลงไปดูว่าข้างล่างหน้าตาเป็นอย่างไร
เพราะถามใครก็ไม่มีใครเคยเห็นสักราย
ไม่ว่า ณ ตำแหน่งที่เรายืดคอออกไปดูจะเสี่ยงมากแค่ไหนก็ตามเราก็อยากไปเห็น เราไม่ได้อยากตาย เราไม่อยากตกลงไปแน่นอน
ยังอยากกลับมาที่หมู่บ้านตัวเองเสมอ
มีคนบอกเราว่า เราไม่มีทางจะไปถึงริมขอบหน้าผาโลกที่น้ำกับฟ้าจรดกันได้หรอกเพราะเราจะต้องตายเสียก่อนจากทะเลทรายกว้างใหญ่ก่อนที่จะถึงตรงนั้น
ทะเลทรายที่มีชื่อว่า “ตากลามากัน” ที่เป็นภาษาต่างด้าวแปลว่า “ที่ที่เข้าไปแล้ว ไม่ได้กลับออกมา”
โอ้....แค่ชื่อมันก็ยิ่งทวีความยั่วเย้าใจของเด็กน้อยทอม ซอว์เยอร์ ซะไม่มี แทนที่จะหวาดกลัวกลับยิ่งตื่นเต้นและอยาก “เข้าไป” ยิ่งนัก
เมื่อความอยากเห็นโลกมากเพียงพอสะสมจนถึงระดับหนึ่ง เราจึงเหน็บไม้ง่ามหนังสะติ๊กไว้ที่กระเป๋ากางเกง กับขนมกรอบ 3 – 4 ชิ้น
แล้วออกร่อนเร่ โดยไม่นำพาเสียงทัดทานของแม่ของน้าที่ห้ามปรามด้วยความเป็นห่วง ออกย่ำทุ่งไปด้วยใจระทึก
แอ่น..แอ้น......ตอนนี้เค้าไม่ใช่ทอม ซอว์เยอร์ ละนะตัวเอง เค้าเป็นมาร์โคโปโลตะหาก
พูดไปก็คิดนึกจินตภาพที่เมื่อถึงคราวกลับบ้านจากแดนไกล
เราจะมีหนวดเครายาวเป็นแบบ ทรีสตัน ลัดโลว์ พระเอกในหนัง “Legend of the Fall”
ควบม้ากลับมาพร้อมประสบการณ์หนาปึ้กกับหีบกำปั่นและเกวียนบรรทุกที่ข้างในมีงาช้างแมมมอร์ทและอัญมณีจุมาเป็นกะตั๊กฝากแม่ๆน้าๆ
ตัวเรานั่งอยู่กลางวงของเด็กๆน้องๆที่ยังไม่เคยออกผจญโลกกว้างแต่อยากรู้อยากเห็น
ว้าว.....เท่...ซะไม่มี
อนิจจา.........กว่าจะเดียงสาเรากลับเจออะไรๆเยอะเลย แบบว่ามากมายและหนักหนาซะจนเล่าไม่ถูก
ชีวิตจริงมันเข้มข้นกว่าจินตนาการที่ฉาบฉวย เมื่อหูตาเหลือกลานในยามที่ต้องตะเกียกตะกายเอาตัวให้รอดจากบ่อโคลนดูด
และพยายามเอาตัวให้พ้นภัยโจรในคราบตำรวจที่หมายทั้งทรัพย์สินและชีวิตอย่างไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้
จนบัดนี้ก็ยังงงอยู่ว่านี่รอดมาได้ไงเนี่ยะ...........งงครับ พูดไม่ออก
เพื่อหลีกเร้นอันตราย แต่สายเกินไปที่จะกลับบ้าน จำต้องเตลิดไป ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนเพราะอยากรู้อยากเห็นอีกแล้ว
แต่เป็นเพราะต้องเอาชีวิตรอดให้ไกลจากตรงนั้นออกไป พืชพรรณที่เกิดมาไม่เคยเห็นก็ปรากฏ หน้าตามนุษย์ผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไป
จมูกของคนต่างถิ่นที่ยาวขึ้น ผิวขาวเผือกทั้งเมือง ยิ่งนิสัยใจคอ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ภูเขาที่เคยระทึกเมื่อเพิ่งออกจากปลายหมู่บ้านมากลายเป็นแค่เนินดิน เมื่อต้องมาเจอภูเขาตัวจริงที่นอกจะใหญ่โตกว่าหลายเท่าแล้ว
มันยังตั้งอยู่บนเทือกของเทือกเขาที่ซ้อนทับพับไปพับมาจนสุดลูกหูลูกตา
ณ บัดนั้นเราจึงตระหนักความหมายของ Expedition ว่ามันแตกต่างจาก Traveling Trip แบบที่เคยๆมากนัก
ต่อหน้าต่อตา การเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน จำต้องระดมสรรพเชาวน์ปัญญาและความหลักแหลมพูดจาสื่อสารกับคนท้องถิ่นให้เข้าใจ
ทั้งๆที่เราต่างไม่รู้ไม่เข้าใจภาษาของกันและกันแม้แต่น้อย ภาษาใบ้ถูกดัดแปลงแล้วดัดแปลงอีก ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างว่ากันไป
ชีวิตจริงแบบเนื้อๆเริ่มคลี่คลายออกมา ที่ไม่เพียงแต่ความร้อนและความหนาวเย็นสุดขั้วอยากที่ไม่เคยพบเจอ
แต่เป็นความคิดถึงบ้านอย่างสาหัสแบบที่ไม่นึกว่าเราจะโหยหาบ้านช่องห้องหับที่เคยชินถึงขนาดนี้ได้
จนฉงนว่าเราจะมีชีวิตเหลืออยู่กลับไปกินข้าวแกงฝีมือแม่ตัวเองหรือไม่ ความปรารถนาในสิ่งพื้นๆธรรมดาสามัญทุกสิ่ง
กลายเป็นสิ่งพิเศษที่สุดยอดของความปรารถนาในตอนนั้น แม้แต่หลังคาบ้านของเราที่เคยคุ้มหัวให้พ้นจากน้ำค้าง
เก้าอี้ผ้าใบที่เคยนอนผึ่งนึกฝันหวานอยากเดินทาง และผ้าห่มผ้านวมทุกผืนที่ปกป้องความเยือกเย็นกลางดึก เราคิดถึงมันสุดขีด
เมื่อตอนอยู่บ้าน เราได้มองข้ามมันไปอย่างเบื่อหน่าย
อย่างฉับพลัน รู้ได้จากการส่องกระจกเงาวันหนึ่งว่า หัวเราหงอกขาวโพลนไปกว่าครึ่ง
แท้จริงเรามิใช่ ทอม ซอว์เยอร์ หรือมาร์โคโปโลใดๆ เป็นแค่ตาแก่คนหนึ่งที่หลงนึกว่าตัวเองยังมีพลังเรี่ยวแรงเหมือนที่เคยเป็นมา
ทั้งๆที่มันได้ผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว
โลกลับแลที่นึกว่าเป็นดินแดนปลายหมู่บ้านโลกกลับกลายเป็นเขาวงกตที่ซับซ้อนสูงชันของจิตใจภายในที่ขดวกไปวนมาในตัวตนเท่านั้นเอง
ตี่สี่ครึ่ง 22 สิงหาคม 2553 / หมู่บ้านในชนบทจีนแห่งหนึ่ง
โดย Rainbow
ผมก็เป็นเพียงเด็กซุกซนคนหนึ่ง ที่นึกคะนองตามประสาเด็ก อยากรู้อยากเห็นว่า ณ สุดปลายทุ่งของหมู่บ้านเรา
จะมีหน้าตาภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่เล่าว่า ที่โน่นมีนั่นมีนี่ และอะไรแปลกๆที่บ้านเราไม่มี
แต่ สิ่งที่ฟังมาก็เป็นเพียงแค่รู้เท่านั้น แต่ไม่ได้เห็นกับตา แน่ละต่อหน้าต่อตาสัญชาตญาณของความซุกซน
มีหรือจะพอเพียงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก เรามัน ทอม ซอว์เยอร์ ไม่ใช่เด็กหัวทึบเอาแต่นั่งฟังน้ำลายยืด
ความอยากเห็นมันมันมากท่วมท้นความอยากรู้ อยากไปให้มันเห็นกับตาตัวเองว่าที่รู้มานั้นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
โลกมีอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่เชื่อตามกันมา
ไม่ได้เก่งกาจมีความรู้พรานไพรหรือวิชาลูกเสือ จนกระทั่งแน่ใจว่าเอาตัวรอดได้ในทุกสิ่งที่อาจบังเกิด
จักรยานก็อาศัยขี่ไปไหนมาไหนบ่อยๆในหมู่บ้านเรานี้เอง หาได้เป็นมือโปรแต่อย่างใด
แต่เจ้าความอยากเห็นนี่ซิ มันรุมเร้าเทียวไล้เทียวตื้อเราอยู่ตลอดทุกลมหายใจทุกคราวที่เขม้นมองไปที่สุดปลายทุ่ง
ผู้ใหญ่ที่เล่าให้เราฟังถึงสิ่งต่างๆแดนไกลหาตระหนักไม่ว่า ความอยากรู้อยากเห็นของเรามันเตลิดไปไกลกว่า
ที่พวกเขาคิดว่าจะเกิดกับเด็กธรรมดาทั่วไป ไม่เพียงแต่ที่เราอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างในหมู่บ้านถัดไป
แต่ความอยากรู้อยากเห็นมันไปไกลถึงกับอยากรู้ต่อไปอีกว่า ณ สุดปลายของหมู่บ้านข้างหน้านั้นต่อไปเรื่อยๆจะมีอะไรอีก
ขนาดนี้ที่ว่าแปลกแล้ว ไปต่อยังจะมีอะไรที่มหัศจรรย์ลึกล้ำเข้าไปอีก
จะเป็นไปได้หรือที่จะมีหนองน้ำที่กว้างใหญ่มากเสียจนกระทั่งมองไม่เห็นฝั่งขะโน้น !!
จะเป็นไปได้ไงที่นั่นจะมีอากาศเย็นกว่าที่เราเคยรู้สึกของฤดูหนาวใดๆ จนกระทั่งน้ำเป็นน้ำแข็ง และเราย่างเดินไปบนผิวน้ำได้ !!
ณ ดินแดนไกลโพ้นนั้นคนเราจะไปไหนมาไหนด้วยพรมวิเศษเหาะลอยได้ แต่เป็นพรมเหล็ก ก็เหล็กหนักปานนั้นจะลอยได้ไง
อีกทั้งยังบรรทุกเราไปด้วย คิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามันจะลอยไปได้ไง!!
อยากจะไปเห็นเองกับตาจะได้กลับมาบอกคนในหมู่บ้านเราว่า ผู้ใหญ่โกหก หรือไม่ก็ยืนยันว่า มันเป็นอย่างที่ผู้ใหญ่ว่านั้นจริงๆ
ไปให้ไกลจนทองกลายเป็นสิ่งไร้ค่า และกรวดทรายกลายเป็นดั่งเพชรนิลจินดา
แม้จะหวาดกลัวอยู่ครามครัน ว่า ณ ปลายสุดหมู่บ้านสุดท้ายของโลกที่ น้ำกับฟ้าจรดกัน หน้าตาตรงนั้นจะเป็นอย่างไร
เราจะตกไปจากขอบโลกหรือเปล่า ถ้ามันเป็นขอบริมโลกจริงๆ เราก็ยังอยากไปอยู่ดี ไปเพื่อที่จะชะโงกหัวลงไปดูว่าข้างล่างหน้าตาเป็นอย่างไร
เพราะถามใครก็ไม่มีใครเคยเห็นสักราย
ไม่ว่า ณ ตำแหน่งที่เรายืดคอออกไปดูจะเสี่ยงมากแค่ไหนก็ตามเราก็อยากไปเห็น เราไม่ได้อยากตาย เราไม่อยากตกลงไปแน่นอน
ยังอยากกลับมาที่หมู่บ้านตัวเองเสมอ
มีคนบอกเราว่า เราไม่มีทางจะไปถึงริมขอบหน้าผาโลกที่น้ำกับฟ้าจรดกันได้หรอกเพราะเราจะต้องตายเสียก่อนจากทะเลทรายกว้างใหญ่ก่อนที่จะถึงตรงนั้น
ทะเลทรายที่มีชื่อว่า “ตากลามากัน” ที่เป็นภาษาต่างด้าวแปลว่า “ที่ที่เข้าไปแล้ว ไม่ได้กลับออกมา”
โอ้....แค่ชื่อมันก็ยิ่งทวีความยั่วเย้าใจของเด็กน้อยทอม ซอว์เยอร์ ซะไม่มี แทนที่จะหวาดกลัวกลับยิ่งตื่นเต้นและอยาก “เข้าไป” ยิ่งนัก
เมื่อความอยากเห็นโลกมากเพียงพอสะสมจนถึงระดับหนึ่ง เราจึงเหน็บไม้ง่ามหนังสะติ๊กไว้ที่กระเป๋ากางเกง กับขนมกรอบ 3 – 4 ชิ้น
แล้วออกร่อนเร่ โดยไม่นำพาเสียงทัดทานของแม่ของน้าที่ห้ามปรามด้วยความเป็นห่วง ออกย่ำทุ่งไปด้วยใจระทึก
แอ่น..แอ้น......ตอนนี้เค้าไม่ใช่ทอม ซอว์เยอร์ ละนะตัวเอง เค้าเป็นมาร์โคโปโลตะหาก
พูดไปก็คิดนึกจินตภาพที่เมื่อถึงคราวกลับบ้านจากแดนไกล
เราจะมีหนวดเครายาวเป็นแบบ ทรีสตัน ลัดโลว์ พระเอกในหนัง “Legend of the Fall”
ควบม้ากลับมาพร้อมประสบการณ์หนาปึ้กกับหีบกำปั่นและเกวียนบรรทุกที่ข้างในมีงาช้างแมมมอร์ทและอัญมณีจุมาเป็นกะตั๊กฝากแม่ๆน้าๆ
ตัวเรานั่งอยู่กลางวงของเด็กๆน้องๆที่ยังไม่เคยออกผจญโลกกว้างแต่อยากรู้อยากเห็น
ว้าว.....เท่...ซะไม่มี
อนิจจา.........กว่าจะเดียงสาเรากลับเจออะไรๆเยอะเลย แบบว่ามากมายและหนักหนาซะจนเล่าไม่ถูก
ชีวิตจริงมันเข้มข้นกว่าจินตนาการที่ฉาบฉวย เมื่อหูตาเหลือกลานในยามที่ต้องตะเกียกตะกายเอาตัวให้รอดจากบ่อโคลนดูด
และพยายามเอาตัวให้พ้นภัยโจรในคราบตำรวจที่หมายทั้งทรัพย์สินและชีวิตอย่างไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้
จนบัดนี้ก็ยังงงอยู่ว่านี่รอดมาได้ไงเนี่ยะ...........งงครับ พูดไม่ออก
เพื่อหลีกเร้นอันตราย แต่สายเกินไปที่จะกลับบ้าน จำต้องเตลิดไป ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนเพราะอยากรู้อยากเห็นอีกแล้ว
แต่เป็นเพราะต้องเอาชีวิตรอดให้ไกลจากตรงนั้นออกไป พืชพรรณที่เกิดมาไม่เคยเห็นก็ปรากฏ หน้าตามนุษย์ผู้คนก็เปลี่ยนแปลงไป
จมูกของคนต่างถิ่นที่ยาวขึ้น ผิวขาวเผือกทั้งเมือง ยิ่งนิสัยใจคอ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ภูเขาที่เคยระทึกเมื่อเพิ่งออกจากปลายหมู่บ้านมากลายเป็นแค่เนินดิน เมื่อต้องมาเจอภูเขาตัวจริงที่นอกจะใหญ่โตกว่าหลายเท่าแล้ว
มันยังตั้งอยู่บนเทือกของเทือกเขาที่ซ้อนทับพับไปพับมาจนสุดลูกหูลูกตา
ณ บัดนั้นเราจึงตระหนักความหมายของ Expedition ว่ามันแตกต่างจาก Traveling Trip แบบที่เคยๆมากนัก
ต่อหน้าต่อตา การเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน จำต้องระดมสรรพเชาวน์ปัญญาและความหลักแหลมพูดจาสื่อสารกับคนท้องถิ่นให้เข้าใจ
ทั้งๆที่เราต่างไม่รู้ไม่เข้าใจภาษาของกันและกันแม้แต่น้อย ภาษาใบ้ถูกดัดแปลงแล้วดัดแปลงอีก ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างว่ากันไป
ชีวิตจริงแบบเนื้อๆเริ่มคลี่คลายออกมา ที่ไม่เพียงแต่ความร้อนและความหนาวเย็นสุดขั้วอยากที่ไม่เคยพบเจอ
แต่เป็นความคิดถึงบ้านอย่างสาหัสแบบที่ไม่นึกว่าเราจะโหยหาบ้านช่องห้องหับที่เคยชินถึงขนาดนี้ได้
จนฉงนว่าเราจะมีชีวิตเหลืออยู่กลับไปกินข้าวแกงฝีมือแม่ตัวเองหรือไม่ ความปรารถนาในสิ่งพื้นๆธรรมดาสามัญทุกสิ่ง
กลายเป็นสิ่งพิเศษที่สุดยอดของความปรารถนาในตอนนั้น แม้แต่หลังคาบ้านของเราที่เคยคุ้มหัวให้พ้นจากน้ำค้าง
เก้าอี้ผ้าใบที่เคยนอนผึ่งนึกฝันหวานอยากเดินทาง และผ้าห่มผ้านวมทุกผืนที่ปกป้องความเยือกเย็นกลางดึก เราคิดถึงมันสุดขีด
เมื่อตอนอยู่บ้าน เราได้มองข้ามมันไปอย่างเบื่อหน่าย
อย่างฉับพลัน รู้ได้จากการส่องกระจกเงาวันหนึ่งว่า หัวเราหงอกขาวโพลนไปกว่าครึ่ง
แท้จริงเรามิใช่ ทอม ซอว์เยอร์ หรือมาร์โคโปโลใดๆ เป็นแค่ตาแก่คนหนึ่งที่หลงนึกว่าตัวเองยังมีพลังเรี่ยวแรงเหมือนที่เคยเป็นมา
ทั้งๆที่มันได้ผ่านพ้นตรงนั้นไปแล้ว
โลกลับแลที่นึกว่าเป็นดินแดนปลายหมู่บ้านโลกกลับกลายเป็นเขาวงกตที่ซับซ้อนสูงชันของจิตใจภายในที่ขดวกไปวนมาในตัวตนเท่านั้นเอง
ตี่สี่ครึ่ง 22 สิงหาคม 2553 / หมู่บ้านในชนบทจีนแห่งหนึ่ง