หน้า 1 จากทั้งหมด 1

Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 03 ก.ย. 2010, 22:18
โดย มาดมะขาม
พอดีตอนค้นหาข้อมูลไปเจอภาพนี้โดยบังเอิญ เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาแบ่งปันกันครับ

รูปภาพ

หวังว่าซักวันโลกทั้งใบจะมีคนใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น ใช้รถส่วนตัวให้น้อยลง เดินให้มากขึ้น ขี่จักรยานให้มากขึ้นครับ :D

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 03 ก.ย. 2010, 23:32
โดย bad_attitude
มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกต้องการความสบายครับ
เขาพร้อมจะจ่ายเพื่อให้สบายขึ้น และทำทุกอย่างเพื่อให้มีจ่าย

ต้องรอให้น้ำมันหมดโลกเขาถึงจะปรับตัว
เราก็ปั่นของเราไป เหมือนเดิม

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 04 ก.ย. 2010, 08:42
โดย skullman071
bad_attitude เขียน:มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกต้องการความสบายครับ
เขาพร้อมจะจ่ายเพื่อให้สบายขึ้น และทำทุกอย่างเพื่อให้มีจ่าย

ต้องรอให้น้ำมันหมดโลกเขาถึงจะปรับตัว
เราก็ปั่นของเราไป เหมือนเดิม
+1000000000000000000000

(ขอเสริมอีกนิดว่า "หรือไม่ก็รอให้ลูกหลานของพวกเขาทุรนทุราย ฆ่าฟันกันในโลกของมลพิษเพื่อแย่งอากาศและเอาเปรียบธรรมชาติกันจนสูญพันธุ์"
ด้วยอีกทางครับ)

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 06 ก.ย. 2010, 14:08
โดย thaveeca
สนับสนุนครับ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเร็วเกินไปจริงๆครับ ผมว่าไม่ต้องรอให้ถึงรุ่นลูกเราหรอกครับ ปีนี้ก็มีหลายๆเหตุการณ์ที่ส่งผลถึงเรื่องอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมาให้เห็นแล้ว ใครจะคิดละครับว่าประเทศอย่างปากีสถาน จะมีน้ำท่วมใหญ่ขนานนั้น ปากีสถานอยู่ในเขตที่ราบสูงนะครับ สูงกว่าประเทศไทยเยอะมาก น้ำยังท่วมขนานนี้เลย อุณหภูมิที่สูงขึ้นเร็วเกินไปทำให้เกิดภัยภิบัติใหญ่ๆและจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เราเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวนี่ครับ ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคิดว่ามันเป็นเรืองไกลตัวไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ดูอย่างเลนจักรยานสิครับ ปีนี้เริมมีเลนจักรยานมากขึ้นแล้ว แต่การบังคับใช้กฏหมายไม่มีเลย รถจอดเต็มเลย ( ดูถนนลาดหญ้าไปวงเวียนใหญ่ ) จริงๆแล้วถ้ามาช่วยกันคิดช่วยกันทำใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ เมืองใหญ่ๆที่เจริญแล้วไม่ต้องนับยุโรปก็ได้เอาแค่เมืองจีน เดียวนี้เขาทำถนนเล็กเลียบแม่น้ำเลยครับ ( ไม่ต้องเวนคืนที่ กว้างประมาณ 4 เมตรเอง ตีเส้นกลาง เสาปักไปในแม่น้ำเลยครับ ตีเส้นถนนเป็น 2 เลน ให้เป็นเลนจักรยาน ลองนึกดูเล่นๆนะครับ ทำแบบนี้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ถนนตก ไปจนถึงจังหวัดนนทฯเลย จะใช้งบประมาณเท่าไหร่กัน รัฐต้องเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการแล้วประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ พื้นที่ใต้ทางด่วนก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเวนคืน กทมไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ต้องเป็นต้นเรืองขอใช้พื้นที่ต่อการทางพิเศษ ใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ แต่ถ้าไม่มีการริเริ่มเรื่องดีๆแบบนี้ หวังว่าประชาชนทั่วไปจะจอดรถอยู่บ้านแล้วออกมาใช้จักรยานในการเดินทางฝ่ากับอันตรายของถนนทั่วไปผมว่ายากมากครับ

ทำไม่จักรยานถึงเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ดูประเทศแถบยุโรปเหนือสิครับ มีเพื่อนๆหลายคนบอกว่าเพราะมันไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย เขาถึงชอบใช้จักรยานกัน ความเป็นจริงแล้ว ประเทศแถบนั้นมันหนาวมากนะครับ หนาวขนาดไหนหรือครับ ผมว่าโหดกว่าเมืองร้อนแบบบ้านเรานะ บ้านเราร้อนก็แค่เหนื่อย เหงื่อออก แต่หนาวนี่ เจ็บเข้าไปถึงกระดูกเลยนะครับ ลองดูง่ายๆครับ หาน้ำแข็งก่อนขนาดลูกแอปเปิ้ลมาถือไว้ครับ ถือจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดโดยไม่เปลี่ยนมือดูสิครับ น้ำแข็งอุณหภูมิไม่ถึง 0 องศาหรอกครับ แต่อุณหภูมิของเค้าติดลบบ่อยๆไป ถ้าไม่มีโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐ คิดว่าประชาชนเค้าจะทำหรือครับ ไม่มีทาง ผมจำได้ว่าเดนมารค์เป็นประเทศหนึ่งที่มีคนใช้จักรยานมากกว่า 30 % ของประชากร และรัฐยังพยายามกระตุ้นให้ประชากรใช้จักรยานให้มากถึง 50 % รัฐเขาสร้างความสะดวกให้กับประชากรจักรยานก่อนครับ เช่นสร้างถนนสำหรับจักรยานมากขึ้น มีหลายๆถนนที่เลนจักรยานใหญ่กว่าเลนรถยนต์เสียอีก พอรัฐสร้างทางเลือกให้กับประชาชนแล้ว รัฐก็ขึ้นภาษีน้ำมันครับ ประชาชนที่นั่นเขาก็ชั่งน้ำหนักเองครับ การใช้รถยนต์ถึงเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมากกว่าใช้จักรยาน

มีอีกตัวอย่างคือประเทศสิงคโปร เกาะเล็กแบบนั้นถ้าไม่จัดระบบระเบียบ รถติดวินาศมากกว่ากรุงเทพฯเยอะ เขามีรถไฟใต้ดิน ถึงจะไม่ทั่วเกาะ เขาก็มี Taxi ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของเขา ถ้าประชาชนจะรักสบายหรือ ได้ครับ Civic ราคาประมาณ 1,400,000 บาท ไม่รวมภาษีอีกปีละประมาณ 200,000 บาท เข้าเมืองในช่วงเร่งด่วน เสียค่าผ่านทางครับ ออกจากเมืองไม่เสีย ที่จอดรถตามตึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 5 ดาว ไม่สามารถสแต็มป์บัตรจอดรถได้ครับ เสียค่าจอดเป็นรายชั่วโมง ประชาชนเค้าคิดได้ครับรัฐสร้างทางเลือก ( รัฐเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ) ประชาชนเป็นผู้เลือกครับ รักสบายก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเงาเลยครับ ผมมีเพือนชาวสิงคโปร์เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯฝรั่ง เค้าเล่าให้ฟังว่า วันธรรมดาเขาใช้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ Taxi เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว แต่เขาก็มีรถยนต์นะครับไว้ใช้ในวันหยุดหรือเดินทางท่องเที่ยว ครอบครัวเขาก็เข้าใจ ผมเคยถามเขาเล่นๆว่าทำไม่ไม่ใช้รถส่วนตัวไปโน้นไปนี่ เพราะสามารถเบิกบริษัทฯได้ เขาตอบว่าเขาไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นหรอก รถก็ต้องขับเอง ยังต้องคอยวนหาที่จอดอีก เสียเวลาทำไม แนวคิดไม่เหมือนคนไทยส่วนใหญ่นะครับ ต้องมีรถยนต์ รถยนต์เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ แต่เป็นหนี้บาน เมื่อไหร่คนไทยถึงจะมีค่านิยมที่ถูกต้องเสียทีนะ

หวังว่ารัฐจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ และเป็นผู้ริเริ่มและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ ผมคิดแนวบวกนะครับ หวังไปและชวนคนที่รู้จักมาขี่จักรยานให้มากขึ้น

ทวีชัย,

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 03 ต.ค. 2010, 09:44
โดย Te-Mu-Jin
thaveeca เขียน:สนับสนุนครับ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเร็วเกินไปจริงๆครับ ผมว่าไม่ต้องรอให้ถึงรุ่นลูกเราหรอกครับ ปีนี้ก็มีหลายๆเหตุการณ์ที่ส่งผลถึงเรื่องอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมาให้เห็นแล้ว ใครจะคิดละครับว่าประเทศอย่างปากีสถาน จะมีน้ำท่วมใหญ่ขนานนั้น ปากีสถานอยู่ในเขตที่ราบสูงนะครับ สูงกว่าประเทศไทยเยอะมาก น้ำยังท่วมขนานนี้เลย อุณหภูมิที่สูงขึ้นเร็วเกินไปทำให้เกิดภัยภิบัติใหญ่ๆและจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เราเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวนี่ครับ ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคิดว่ามันเป็นเรืองไกลตัวไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ดูอย่างเลนจักรยานสิครับ ปีนี้เริมมีเลนจักรยานมากขึ้นแล้ว แต่การบังคับใช้กฏหมายไม่มีเลย รถจอดเต็มเลย ( ดูถนนลาดหญ้าไปวงเวียนใหญ่ ) จริงๆแล้วถ้ามาช่วยกันคิดช่วยกันทำใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ เมืองใหญ่ๆที่เจริญแล้วไม่ต้องนับยุโรปก็ได้เอาแค่เมืองจีน เดียวนี้เขาทำถนนเล็กเลียบแม่น้ำเลยครับ ( ไม่ต้องเวนคืนที่ กว้างประมาณ 4 เมตรเอง ตีเส้นกลาง เสาปักไปในแม่น้ำเลยครับ ตีเส้นถนนเป็น 2 เลน ให้เป็นเลนจักรยาน ลองนึกดูเล่นๆนะครับ ทำแบบนี้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ถนนตก ไปจนถึงจังหวัดนนทฯเลย จะใช้งบประมาณเท่าไหร่กัน รัฐต้องเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการแล้วประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ พื้นที่ใต้ทางด่วนก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเวนคืน กทมไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ต้องเป็นต้นเรืองขอใช้พื้นที่ต่อการทางพิเศษ ใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ แต่ถ้าไม่มีการริเริ่มเรื่องดีๆแบบนี้ หวังว่าประชาชนทั่วไปจะจอดรถอยู่บ้านแล้วออกมาใช้จักรยานในการเดินทางฝ่ากับอันตรายของถนนทั่วไปผมว่ายากมากครับ

ทำไม่จักรยานถึงเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ดูประเทศแถบยุโรปเหนือสิครับ มีเพื่อนๆหลายคนบอกว่าเพราะมันไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย เขาถึงชอบใช้จักรยานกัน ความเป็นจริงแล้ว ประเทศแถบนั้นมันหนาวมากนะครับ หนาวขนาดไหนหรือครับ ผมว่าโหดกว่าเมืองร้อนแบบบ้านเรานะ บ้านเราร้อนก็แค่เหนื่อย เหงื่อออก แต่หนาวนี่ เจ็บเข้าไปถึงกระดูกเลยนะครับ ลองดูง่ายๆครับ หาน้ำแข็งก่อนขนาดลูกแอปเปิ้ลมาถือไว้ครับ ถือจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดโดยไม่เปลี่ยนมือดูสิครับ น้ำแข็งอุณหภูมิไม่ถึง 0 องศาหรอกครับ แต่อุณหภูมิของเค้าติดลบบ่อยๆไป ถ้าไม่มีโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐ คิดว่าประชาชนเค้าจะทำหรือครับ ไม่มีทาง ผมจำได้ว่าเดนมารค์เป็นประเทศหนึ่งที่มีคนใช้จักรยานมากกว่า 30 % ของประชากร และรัฐยังพยายามกระตุ้นให้ประชากรใช้จักรยานให้มากถึง 50 % รัฐเขาสร้างความสะดวกให้กับประชากรจักรยานก่อนครับ เช่นสร้างถนนสำหรับจักรยานมากขึ้น มีหลายๆถนนที่เลนจักรยานใหญ่กว่าเลนรถยนต์เสียอีก พอรัฐสร้างทางเลือกให้กับประชาชนแล้ว รัฐก็ขึ้นภาษีน้ำมันครับ ประชาชนที่นั่นเขาก็ชั่งน้ำหนักเองครับ การใช้รถยนต์ถึงเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมากกว่าใช้จักรยาน

มีอีกตัวอย่างคือประเทศสิงคโปร เกาะเล็กแบบนั้นถ้าไม่จัดระบบระเบียบ รถติดวินาศมากกว่ากรุงเทพฯเยอะ เขามีรถไฟใต้ดิน ถึงจะไม่ทั่วเกาะ เขาก็มี Taxi ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของเขา ถ้าประชาชนจะรักสบายหรือ ได้ครับ Civic ราคาประมาณ 1,400,000 บาท ไม่รวมภาษีอีกปีละประมาณ 200,000 บาท เข้าเมืองในช่วงเร่งด่วน เสียค่าผ่านทางครับ ออกจากเมืองไม่เสีย ที่จอดรถตามตึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 5 ดาว ไม่สามารถสแต็มป์บัตรจอดรถได้ครับ เสียค่าจอดเป็นรายชั่วโมง ประชาชนเค้าคิดได้ครับรัฐสร้างทางเลือก ( รัฐเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ) ประชาชนเป็นผู้เลือกครับ รักสบายก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเงาเลยครับ ผมมีเพือนชาวสิงคโปร์เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯฝรั่ง เค้าเล่าให้ฟังว่า วันธรรมดาเขาใช้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ Taxi เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว แต่เขาก็มีรถยนต์นะครับไว้ใช้ในวันหยุดหรือเดินทางท่องเที่ยว ครอบครัวเขาก็เข้าใจ ผมเคยถามเขาเล่นๆว่าทำไม่ไม่ใช้รถส่วนตัวไปโน้นไปนี่ เพราะสามารถเบิกบริษัทฯได้ เขาตอบว่าเขาไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นหรอก รถก็ต้องขับเอง ยังต้องคอยวนหาที่จอดอีก เสียเวลาทำไม แนวคิดไม่เหมือนคนไทยส่วนใหญ่นะครับ ต้องมีรถยนต์ รถยนต์เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ แต่เป็นหนี้บาน เมื่อไหร่คนไทยถึงจะมีค่านิยมที่ถูกต้องเสียทีนะ

หวังว่ารัฐจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ และเป็นผู้ริเริ่มและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ ผมคิดแนวบวกนะครับ หวังไปและชวนคนที่รู้จักมาขี่จักรยานให้มากขึ้น

ทวีชัย,
+100
เหมือนโยนหินลงน้ำ มีระลอกคลื่นให้เห็นบ้าง เดี๋ยวคลื่นก็หายไปกลับมาเหมือนเดิม

บ้านนี้เมืองนี้สงสัยจะมีปัญหากับการบังคับใช้กฏหมาย

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 03 ต.ค. 2010, 14:32
โดย inwkluaytod
เฝ้ารอกันต่อไป :)

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 05 ต.ค. 2010, 14:16
โดย G~
ผู้บริหารบ้านเรา คงทำได้แค่ Car free day ? ขืนไปทำแบบสิงคโปร์ตามท่านว่า..เดี๋ยวก็จะไปขัดผลประโยชน์ของใครต่อใครเขาเข้านะสิ เห็นเมื่อวันอาทิตย์ 26 กันยายน เวลาประมาณ 10 โมงเศษ จักรยานจากฝั่งกรุงเทพฯ ( ไม่รู้ว่ากลับจากงานคาที่เด่หรือเปล่า) ข้ามสะพานพุทธฯ มายังฝั่งธนบุรี โดนแท๊กซี่เบียดปาดเอา แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไร รถส่วนใหญ่วิ่งกันเร็วมาก รวมทั้งรถผมด้วยเพราะมันวิ่งตามๆ กัน พอรถติดไฟแดงที่สี่แยกบ้านแขก เห็นคนที่ขี่จักรยานนำรถไปจอดเทียบกับรถแท๊กซี่แล้วใช้มือทุบกระจกรถแท๊กซี่ด้านคนขับ แล้วตะโกนว๊ากใส่เข้าให้ แต่คนขับรถแท๊กซี่ (อายุ 50เศษๆ ได้) ก็ไม่ได้เปิดกระจกลงมา ได้แต่มองหน้าเฉยๆ พอสัญญาณไฟเขียว คนขี่จักรยานก็ขี่จากไปและเลี้ยวขวาไปทางถนนอิสรภาพ
เกือบไปแล้วไหมล่ะ! งานคาที่เด่ ?

Re: Foot Powered! เท้าพาฝัน

โพสต์: 25 ต.ค. 2010, 01:26
โดย TPoR
thaveeca เขียน:สนับสนุนครับ อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเร็วเกินไปจริงๆครับ ผมว่าไม่ต้องรอให้ถึงรุ่นลูกเราหรอกครับ ปีนี้ก็มีหลายๆเหตุการณ์ที่ส่งผลถึงเรื่องอุณหภูมิโลกสูงขึ้นมาให้เห็นแล้ว ใครจะคิดละครับว่าประเทศอย่างปากีสถาน จะมีน้ำท่วมใหญ่ขนานนั้น ปากีสถานอยู่ในเขตที่ราบสูงนะครับ สูงกว่าประเทศไทยเยอะมาก น้ำยังท่วมขนานนี้เลย อุณหภูมิที่สูงขึ้นเร็วเกินไปทำให้เกิดภัยภิบัติใหญ่ๆและจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เราเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวนี่ครับ ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคิดว่ามันเป็นเรืองไกลตัวไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ดูอย่างเลนจักรยานสิครับ ปีนี้เริมมีเลนจักรยานมากขึ้นแล้ว แต่การบังคับใช้กฏหมายไม่มีเลย รถจอดเต็มเลย ( ดูถนนลาดหญ้าไปวงเวียนใหญ่ ) จริงๆแล้วถ้ามาช่วยกันคิดช่วยกันทำใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ เมืองใหญ่ๆที่เจริญแล้วไม่ต้องนับยุโรปก็ได้เอาแค่เมืองจีน เดียวนี้เขาทำถนนเล็กเลียบแม่น้ำเลยครับ ( ไม่ต้องเวนคืนที่ กว้างประมาณ 4 เมตรเอง ตีเส้นกลาง เสาปักไปในแม่น้ำเลยครับ ตีเส้นถนนเป็น 2 เลน ให้เป็นเลนจักรยาน ลองนึกดูเล่นๆนะครับ ทำแบบนี้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ถนนตก ไปจนถึงจังหวัดนนทฯเลย จะใช้งบประมาณเท่าไหร่กัน รัฐต้องเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการแล้วประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ พื้นที่ใต้ทางด่วนก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเวนคืน กทมไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ต้องเป็นต้นเรืองขอใช้พื้นที่ต่อการทางพิเศษ ใช้งบประมาณไม่มากหรอกครับ แต่ถ้าไม่มีการริเริ่มเรื่องดีๆแบบนี้ หวังว่าประชาชนทั่วไปจะจอดรถอยู่บ้านแล้วออกมาใช้จักรยานในการเดินทางฝ่ากับอันตรายของถนนทั่วไปผมว่ายากมากครับ

ทำไม่จักรยานถึงเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ดูประเทศแถบยุโรปเหนือสิครับ มีเพื่อนๆหลายคนบอกว่าเพราะมันไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย เขาถึงชอบใช้จักรยานกัน ความเป็นจริงแล้ว ประเทศแถบนั้นมันหนาวมากนะครับ หนาวขนาดไหนหรือครับ ผมว่าโหดกว่าเมืองร้อนแบบบ้านเรานะ บ้านเราร้อนก็แค่เหนื่อย เหงื่อออก แต่หนาวนี่ เจ็บเข้าไปถึงกระดูกเลยนะครับ ลองดูง่ายๆครับ หาน้ำแข็งก่อนขนาดลูกแอปเปิ้ลมาถือไว้ครับ ถือจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดโดยไม่เปลี่ยนมือดูสิครับ น้ำแข็งอุณหภูมิไม่ถึง 0 องศาหรอกครับ แต่อุณหภูมิของเค้าติดลบบ่อยๆไป ถ้าไม่มีโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐ คิดว่าประชาชนเค้าจะทำหรือครับ ไม่มีทาง ผมจำได้ว่าเดนมารค์เป็นประเทศหนึ่งที่มีคนใช้จักรยานมากกว่า 30 % ของประชากร และรัฐยังพยายามกระตุ้นให้ประชากรใช้จักรยานให้มากถึง 50 % รัฐเขาสร้างความสะดวกให้กับประชากรจักรยานก่อนครับ เช่นสร้างถนนสำหรับจักรยานมากขึ้น มีหลายๆถนนที่เลนจักรยานใหญ่กว่าเลนรถยนต์เสียอีก พอรัฐสร้างทางเลือกให้กับประชาชนแล้ว รัฐก็ขึ้นภาษีน้ำมันครับ ประชาชนที่นั่นเขาก็ชั่งน้ำหนักเองครับ การใช้รถยนต์ถึงเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมากกว่าใช้จักรยาน

มีอีกตัวอย่างคือประเทศสิงคโปร เกาะเล็กแบบนั้นถ้าไม่จัดระบบระเบียบ รถติดวินาศมากกว่ากรุงเทพฯเยอะ เขามีรถไฟใต้ดิน ถึงจะไม่ทั่วเกาะ เขาก็มี Taxi ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพของเขา ถ้าประชาชนจะรักสบายหรือ ได้ครับ Civic ราคาประมาณ 1,400,000 บาท ไม่รวมภาษีอีกปีละประมาณ 200,000 บาท เข้าเมืองในช่วงเร่งด่วน เสียค่าผ่านทางครับ ออกจากเมืองไม่เสีย ที่จอดรถตามตึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม 5 ดาว ไม่สามารถสแต็มป์บัตรจอดรถได้ครับ เสียค่าจอดเป็นรายชั่วโมง ประชาชนเค้าคิดได้ครับรัฐสร้างทางเลือก ( รัฐเป็นผู้ริเริ่มโครงการ ) ประชาชนเป็นผู้เลือกครับ รักสบายก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นเงาเลยครับ ผมมีเพือนชาวสิงคโปร์เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯฝรั่ง เค้าเล่าให้ฟังว่า วันธรรมดาเขาใช้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ Taxi เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว แต่เขาก็มีรถยนต์นะครับไว้ใช้ในวันหยุดหรือเดินทางท่องเที่ยว ครอบครัวเขาก็เข้าใจ ผมเคยถามเขาเล่นๆว่าทำไม่ไม่ใช้รถส่วนตัวไปโน้นไปนี่ เพราะสามารถเบิกบริษัทฯได้ เขาตอบว่าเขาไม่ทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นหรอก รถก็ต้องขับเอง ยังต้องคอยวนหาที่จอดอีก เสียเวลาทำไม แนวคิดไม่เหมือนคนไทยส่วนใหญ่นะครับ ต้องมีรถยนต์ รถยนต์เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ แต่เป็นหนี้บาน เมื่อไหร่คนไทยถึงจะมีค่านิยมที่ถูกต้องเสียทีนะ

หวังว่ารัฐจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ และเป็นผู้ริเริ่มและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ ผมคิดแนวบวกนะครับ หวังไปและชวนคนที่รู้จักมาขี่จักรยานให้มากขึ้น

ทวีชัย,

สุดยอดครับพี่

:)