นุ้ยไปเที่ยวสวิสเมื่องประมาณ 3 เดือนที่แล้วค่ะ ไปอยู่ 3 เดือน ที่โน่นเขาปั่นจักรยานกันเป็นอาชีฟ
ไม่ว่าจะปั่นออกจากบ้านไปทำงาน ต่อรถไฟ และก็ต่อด้วยปั่นจักรยานเข้าที่ทำงานอีกที กรณีที่คุณอยู่นอกเมือง
รถไฟจะมีรูปว่า โบกี้ไหนที่ยกจักรยบานขึ้นได้ ซึ่งถามว่าทำไมคนสวิสถึงต้องปั่นจักรยานไปทำงาน เคยถามแล้ว
เขาบอกว่า เพราะที่ทางในสวิส เป็นเงินเป็นทอง ทุกที่ที่คุณจอดรถจะต้องหยอดเหรียญ ซึ่งต่อชั่วโมงก็เป็นเงินที่สูงอยู่และถ้าหากคุณจอดทั้งวันจนกระทั่งเลิกงาน คุณอาจจะหมดตัวได้ทีเดียวถถ้าต้องมาทำงานจันทร์ถึงศุกร์
เพราะฉะนั้นไม่แปลกเลยที่สวิส ผู้บริหาร พนักงานออฟิศ นักศึกษามหาลัย เด็กประถม มัธยม ก็ต้องมีจักรยาน
เข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะ อันนั้นแค่เกริ่นนำ
นุ้ยได้จักรยานฟรีมา 1 คันจากอาเขยค่ะ เขามีหลายคันเขาเห็นเราชอบ เขาเลยยกให้ 1 คัน
เราอยากเอากลับเมืองไทยมาก เพราะชอบจริงๆ ก็เลยได้โทรถามทางสายการบินแอร์อมิเรต
ซึ่งทางสายการบินก็แจ้งว่าให้เราเอาจักรยานโหลดใต้เครื่องได้ ถ้าน้ำหนักจักรยาน รวมกระเป๋าเสื้อผ้าของเราไม่เกินที่เขากำหนดไว้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอ่ะไรเลยแต่มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องถอดชิ้นส่วนแล้วแพ็คใส่กล่องให้เรียบร้อย
นุ้ยก็เลยเริ่มปฏิบัติการ ให้ร้านจักรยานเขาถอดให้ค่ะ ชื่อร้าน Fisher (ให้เครดิตเค้าหน่อย)
และก็ขอให้เขาใส่กล่องเก่าของจักรยานที่เขาขายในร้านด้วย เขาใจดีมากๆ ไม่คิดเงินซักบาท
เราก็ไปช่วยเขาถอดง่ายๆ ของที่ถอดง่ายๆ ชิ้นส่วนที่ถอดออกก็มีแฮนด์ ออก เบาะออก ล้อหลัง และล้อหน้า ไม่ถึง 20 นาทีเอง
จักรยานของนุ้ยเป็นยี่ห้อ Schor โลโก้เป็นรูปธงชาติสวิส สีแดงพื้นขาว ชุดเกียร์ จาน เบรค มือเบรค ดุมหน้า หลัง เป็น Shimano 600 สามสี ทั้งเซ็ตค่ะ (เผื่อมีคนสงสัยค่ะ)
ไปสนามบินที่สวิส เจ้าหน้าที่ก็ใจดี แต่เข้ม ปรากฏว่าน้ำหนักก็ยังเกินอยู่ดี เราเลยเอาออกทีละนิด แล้วชั่ง เอาออกแล้วชั่งอยู่ประมาณ 3-4 รอบ 5555 และแล้ว เพื่อแลกกับการเอาจักรยานมา นุ้ยต้องเอาเสื้อผ้าของใช้ต่างๆ ทิ้งไว้ให้ญาติที่โน่น เพื่อไม่ให้น้ำหนักเกินค่ะ และเราก็ผ่านมันมาได้ จากนั้นโหลดกระเป๋าตรงที่โหลด แล้วก็ต้องเข็นจักรยานไปอีกทีนึง ซึ่งเป็นที่โหลดของที่มีขนาดเกินที่กำหนดไว้ แต่เราก็ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรนะคะ แถมบอกให้เขา ติดสติ๊กเกอร์ห้ามโยน ของแตกง่ายไว้ด้วย เพื่อความระมัดระวัง ในเรื่องของเสียหายของเรา และเราก็ได้มันกลับมาตามที่เราต้องการ ขึ้นเครื่องสบายใจเฉิบ
พอมาถึงดอนเมือง เราก็รอกระเป๋าจากสายพาน แล้วก็เข็นรถเข็นไปติดต่อรับของที่เกินขนาด (จักรยานของเราเอง)โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย พอออกมาเจอศุลกากร เค้าก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาถามว่า น้องๆ กล่องอะไร (ใหญ่ สะดุดตาได้อีก)
เราก็ตอบไปว่า อ๋อพี่ กล่องจักรยาน พี่เค้าถามกลับมาอีกว่า จักรยานเก่า หรือซื้อมาใหม่ เราก็บอกว่า อ๋อ ของเก่าญาติให้มาค่ะ เขาก็ให้เราผ่านมาอย่างง่ายดาย (โห้ .............โล่งอก นึกว่าจะต้องจ่ายอะไรซะแร๊วววว)
พอเข็นมาถึงรถ โอ๊ะ แม่เจ้า ................. ทำไม ทำไม กระเป๋าของช้าน ล้อหายไปไหนข้างนึงเนี่ย ()นอกเรื่อง
แต่จักรยานไม่เป็นอะไรเลย นึกในใจว่า น่าจะขอสติ๊กเกอร์ ของแตกง่ายไว้ติดที่กระเป๋าด้วย ง่ะ เสียดาย
ไม่รู้ว่าเคลมได้ไหม๊ แต่ชั่วโมงนั้นเหนื่อยอ่ะ อยากกลับบ้านนอน อยากมาประกอบรถ แล้วลองขี่เต็มแก่
เลยปล่อย ๆ ไปค่ะ
ชื่นชมได้ไม่นาน 3 เดือน ตอนนี้ได้ขายไปซะแล้วค่ะ เพราะว่าไซส์ 54 ใหญ่มากกกกกก
เราสูงแค่ 160 เอง ตอนนี้ถอยมาใหม่ Specialized Langster ไซส์ 47 ขี่กำลังสนุกเลยค่ะ
มีใครปั่นแบบนี้อยู่บ้างคะ
แวะมาเล่ายาวจัง ขอโทษด้วยนะคะ อิอิอิ (หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่แวะมาอ่านกระทู้นี้บ้าง)
ขอจบ แต่ประการล่ะฉะนี้ค่ะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ





