ทำไมถึงเป็นแชมป์ 2
โพสต์: 28 มิ.ย. 2010, 21:08
• ต้องขยัน มีวินัย ....
อย่างเ่ช่นวันนี้โค้ชให้คอร์ดซ้อมมาขี่ ให้ฮาร์ทเลทขึ้นที่ G3 (ระดับหัวใจที่เต้นสูงสุด) สมมติว่า G3 ของเราอยู่ที่ 170 เป็นเวลา 40 นาที พัก 10 นาที 4 ครั้ง เมื่อเราออกไปขี่เราก็ต้องมีวินัยในการซ้อมโดยทำอาร์ทเลทให้ขึ้น 170 ให้ได้เป้นเวลา 40 นาที ไม่ว่าสภาพเส้นทางจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลายคนมักจะขี้โกงเมื่อปั่นลงเขาหัวใจจะลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเราจำเป็นต้องปั่นให้หัวใจขึ้นมา 170 ให้ได้ แต่บางคนมักจะฉวยโอกาสตรงนี้พักให้หายเหนื่อย ซึ่งโค้ชจะมองไม่ออกเพราะมันก็เหมือนปั่นอยู่ แต่หัวใจไม่ขึ้นเท่าไหร่ แต่จริงๆเราจำเป็นต้องปั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก เรียกว่าบางครั้งเกียร์ที่มีไม่พอเพราะความลาดชันของเนิน ปั่นขึ้นเขายังง่ายเสียกว่าที่จะทำให้หัวใจขึ้นสูงๆ ไม่ว่าเราจะขี่ซ้อมเองหรือถูกสั่งให้ขี่ เราก็ต้องทำตามนั้นให้ได้เสมอ
เพราะถ้าขี้เกียจ ต่อให้เก่งยังไงก็ไปไม่ถึงไหน เคยเห็นมาก็หลายคนที่เป็นมีพรสวรรค์แต่ขี้เกียจอ่ะ ซ้อมหนักหน่อยก็เป็นนู่นเป็นนี่ ปวดหัว ปวดท้อง ตะคริวกินบ้างล่ะ ( ก็เห็นยังขี่ได้อยู่เลย ) รวมๆแล้วไม่มีใจรักจริง ไม่มีความอดทน แถมยังขี้เกียจอีกต่างหาก มีก็คงอยากจะชนะอย่างเดียว
ประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับการมีวินัย
ก็คงจะมีเมื่อได้รับคอร์ดซ้อม 15 วันมาจากชาวเยอรมันเพื่อจะไปแข่ง Tour of thailand เป็นครั้งแรก ตอนนั้นคอร์ดที่ได้รับมาซ้อมเป็นแบบที่เราไม่เคยซ้อมมาก่อนเลย ใช้เกียร์และการเต้นของหัวใจเป็นหลักโดยใน 1 วันซ้อมถึง 2 เวลา เช้า ซ้อมประมาณ 3-4 ชม. บ่าย ซ้อมอีก 3-4 ชม.บางครั้งก็ 5 ชม. วันๆต้องมานั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะขี่ไปไหนดี เพราะขี่กันแต่ละทีข้ามจังหวัด เป็นอย่างนี้ 15 วัน เรียกว่าแทบรากเลือด เพราะโดนไป 3-4 วันแรกก็คานขึ้นเตียงลงเตียงแล้ว กลับมาจากการซ้อมช่วงเช้าก็ให้แม่บ้านเอาอาหารมาส่งในห้องนอนเลย กินเสร็จก็นอนเลย บางครั้งน้ำก็ไม่ได้อาบเพราะเหนื่อยจัด พอบ่ายนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นมาซ้อม ทั้งๆที่ลุกแทบไม่ไหวก็ต้องไป ฝืนขี่ไปได้สักพักก็จะเริ่มดีขึ้น เริ่มทำได้แต่ต้องทำตามคอร์ดอย่างเคร่งครัด ซึ่งจริงๆ เราไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ ใครจะมารู้ แต่ก็ทำจนสำเร็จซึ่งก็ทำให้ภูมิใจในตัวเองมาก
• ต้องขี่ในแทร็คดี (มีชัยไปกว่าครึ่ง)
mtb ไม่เหมือนรถถนนรถถถนนขี่ไปกันเป็นกลุ่มได้ถึงแรงน้อยกว่าก็พอเกาะเขาไปตลอดทางได้ แต่ mtb ไม่เหมือน mtb ต้องขี่ในแทร็คในป่าขึ้นเขาลงเขา มีอุปสรรค ซึ่งใช้การขี่เกาะกันไม่ได้ แรกๆ ปล่อยตัวจากเส้นอาจเกาะกันไปได้ แต่พอเริ่มเข้าแทร็คหรือมีอุปสรรคปุ๊ป กลุ่มจะแตก คนที่ขี่แทร็คดี + แรงดี ก็จะนำคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างเช่นตัวโอเล่ห์เองที่เก็บตัวในค่ายกับเพื่อนๆ เวลาขี่บนถนนก็ไม่ได้ขี่แรงกว่าใครเลย บางครั้งก็โดนแซงบ่อยไป แต่เมื่อซ้อมในแทร็คจะขี่ได้เปรียบคนอื่นเสมอ เพราะความที่เรามีความถนัดขี่ในแทร็ค
แล้วทำยังไงถึงจะขี่ในแทร็คดี ?
ก็ต้องซ้อมขี่ในแทร็คเยอะๆนะสิ ถ้าอยากขี่ในแทร็คดีมัวแต่ซ้อมขี่ทางเรียบ จะขี่ในแทร็คดีไ้ด้อย่างไร เพราะกว่าโอเล่จะขี่ในแทร็คเก่งก็ต้องซ้อมไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ต้องซ้อมมากๆ จากที่เคยขี่เก้ๆกังๆ ก็ขี่จนลื่นไหล ส่วนมากคนจะกลัวกับการขี่ในแทร็ค จริงๆแล้วการขี่ในแทร็คถ้าขี่เป็นแล้วจะมันส์มากเลย ลืมทางเรียบไปเลยหล่ะ ถามพวกขี่ ดาวน์ฮิลล์ดูได้ ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนขี่ทางเรียบด้วย อีกอย่างถ้าขี่ในแทร็คอย่าลืมขี่ตามคนที่ขี่เก่งๆ (สำคัญมาก) เพราะมันจะทำให้เราพัฒนาการขี่ และเห็นข้อดีข้อด้อย เกิดการเปรียบเทียบว่า ทำไมตรงนี้เขาไปได้ดี ไปได้เร็ว เราช้าตรงนี้เสมอ หรือหลุดตรงนี้ประจำเลย ขยันถามคนที่เก่งกว่าบ่อย ๆ และต้องรู้จักมีไหวพริบ สังเกตุ ว่าเขาขี่ยังไงบ้าง แล้วเราต้องทำอย่างไร ถึงจะขี่ได้แบบนั้น อย่าติดกับการขี่แบบเดิมๆ
ส่วนเรื่องพรสวรรค์คงไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าใครมีพรสวรรค์เรื่องใด ย่อมทำเรื่องนั้นได้ดีอยู่แล้ว ก็ได้เปรียบไป หลักๆก็คงมีประมาณนี้ ที่ทำให้โอเล่เป็นแชมป์
ครั้งหน้าจะมาบอกเทคนิคเวลาขี่แข่งว่าโอเล่ชอบทำอย่างไรและคิดอย่างไรบ้างค่ะ
อย่างเ่ช่นวันนี้โค้ชให้คอร์ดซ้อมมาขี่ ให้ฮาร์ทเลทขึ้นที่ G3 (ระดับหัวใจที่เต้นสูงสุด) สมมติว่า G3 ของเราอยู่ที่ 170 เป็นเวลา 40 นาที พัก 10 นาที 4 ครั้ง เมื่อเราออกไปขี่เราก็ต้องมีวินัยในการซ้อมโดยทำอาร์ทเลทให้ขึ้น 170 ให้ได้เป้นเวลา 40 นาที ไม่ว่าสภาพเส้นทางจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลายคนมักจะขี้โกงเมื่อปั่นลงเขาหัวใจจะลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเราจำเป็นต้องปั่นให้หัวใจขึ้นมา 170 ให้ได้ แต่บางคนมักจะฉวยโอกาสตรงนี้พักให้หายเหนื่อย ซึ่งโค้ชจะมองไม่ออกเพราะมันก็เหมือนปั่นอยู่ แต่หัวใจไม่ขึ้นเท่าไหร่ แต่จริงๆเราจำเป็นต้องปั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก เรียกว่าบางครั้งเกียร์ที่มีไม่พอเพราะความลาดชันของเนิน ปั่นขึ้นเขายังง่ายเสียกว่าที่จะทำให้หัวใจขึ้นสูงๆ ไม่ว่าเราจะขี่ซ้อมเองหรือถูกสั่งให้ขี่ เราก็ต้องทำตามนั้นให้ได้เสมอ
เพราะถ้าขี้เกียจ ต่อให้เก่งยังไงก็ไปไม่ถึงไหน เคยเห็นมาก็หลายคนที่เป็นมีพรสวรรค์แต่ขี้เกียจอ่ะ ซ้อมหนักหน่อยก็เป็นนู่นเป็นนี่ ปวดหัว ปวดท้อง ตะคริวกินบ้างล่ะ ( ก็เห็นยังขี่ได้อยู่เลย ) รวมๆแล้วไม่มีใจรักจริง ไม่มีความอดทน แถมยังขี้เกียจอีกต่างหาก มีก็คงอยากจะชนะอย่างเดียว
ประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับการมีวินัย
ก็คงจะมีเมื่อได้รับคอร์ดซ้อม 15 วันมาจากชาวเยอรมันเพื่อจะไปแข่ง Tour of thailand เป็นครั้งแรก ตอนนั้นคอร์ดที่ได้รับมาซ้อมเป็นแบบที่เราไม่เคยซ้อมมาก่อนเลย ใช้เกียร์และการเต้นของหัวใจเป็นหลักโดยใน 1 วันซ้อมถึง 2 เวลา เช้า ซ้อมประมาณ 3-4 ชม. บ่าย ซ้อมอีก 3-4 ชม.บางครั้งก็ 5 ชม. วันๆต้องมานั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะขี่ไปไหนดี เพราะขี่กันแต่ละทีข้ามจังหวัด เป็นอย่างนี้ 15 วัน เรียกว่าแทบรากเลือด เพราะโดนไป 3-4 วันแรกก็คานขึ้นเตียงลงเตียงแล้ว กลับมาจากการซ้อมช่วงเช้าก็ให้แม่บ้านเอาอาหารมาส่งในห้องนอนเลย กินเสร็จก็นอนเลย บางครั้งน้ำก็ไม่ได้อาบเพราะเหนื่อยจัด พอบ่ายนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นมาซ้อม ทั้งๆที่ลุกแทบไม่ไหวก็ต้องไป ฝืนขี่ไปได้สักพักก็จะเริ่มดีขึ้น เริ่มทำได้แต่ต้องทำตามคอร์ดอย่างเคร่งครัด ซึ่งจริงๆ เราไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ ใครจะมารู้ แต่ก็ทำจนสำเร็จซึ่งก็ทำให้ภูมิใจในตัวเองมาก
• ต้องขี่ในแทร็คดี (มีชัยไปกว่าครึ่ง)
mtb ไม่เหมือนรถถนนรถถถนนขี่ไปกันเป็นกลุ่มได้ถึงแรงน้อยกว่าก็พอเกาะเขาไปตลอดทางได้ แต่ mtb ไม่เหมือน mtb ต้องขี่ในแทร็คในป่าขึ้นเขาลงเขา มีอุปสรรค ซึ่งใช้การขี่เกาะกันไม่ได้ แรกๆ ปล่อยตัวจากเส้นอาจเกาะกันไปได้ แต่พอเริ่มเข้าแทร็คหรือมีอุปสรรคปุ๊ป กลุ่มจะแตก คนที่ขี่แทร็คดี + แรงดี ก็จะนำคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ยกตัวอย่างเช่นตัวโอเล่ห์เองที่เก็บตัวในค่ายกับเพื่อนๆ เวลาขี่บนถนนก็ไม่ได้ขี่แรงกว่าใครเลย บางครั้งก็โดนแซงบ่อยไป แต่เมื่อซ้อมในแทร็คจะขี่ได้เปรียบคนอื่นเสมอ เพราะความที่เรามีความถนัดขี่ในแทร็ค
แล้วทำยังไงถึงจะขี่ในแทร็คดี ?
ก็ต้องซ้อมขี่ในแทร็คเยอะๆนะสิ ถ้าอยากขี่ในแทร็คดีมัวแต่ซ้อมขี่ทางเรียบ จะขี่ในแทร็คดีไ้ด้อย่างไร เพราะกว่าโอเล่จะขี่ในแทร็คเก่งก็ต้องซ้อมไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ต้องซ้อมมากๆ จากที่เคยขี่เก้ๆกังๆ ก็ขี่จนลื่นไหล ส่วนมากคนจะกลัวกับการขี่ในแทร็ค จริงๆแล้วการขี่ในแทร็คถ้าขี่เป็นแล้วจะมันส์มากเลย ลืมทางเรียบไปเลยหล่ะ ถามพวกขี่ ดาวน์ฮิลล์ดูได้ ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนขี่ทางเรียบด้วย อีกอย่างถ้าขี่ในแทร็คอย่าลืมขี่ตามคนที่ขี่เก่งๆ (สำคัญมาก) เพราะมันจะทำให้เราพัฒนาการขี่ และเห็นข้อดีข้อด้อย เกิดการเปรียบเทียบว่า ทำไมตรงนี้เขาไปได้ดี ไปได้เร็ว เราช้าตรงนี้เสมอ หรือหลุดตรงนี้ประจำเลย ขยันถามคนที่เก่งกว่าบ่อย ๆ และต้องรู้จักมีไหวพริบ สังเกตุ ว่าเขาขี่ยังไงบ้าง แล้วเราต้องทำอย่างไร ถึงจะขี่ได้แบบนั้น อย่าติดกับการขี่แบบเดิมๆ
ส่วนเรื่องพรสวรรค์คงไม่ต้องพูดถึง เพราะถ้าใครมีพรสวรรค์เรื่องใด ย่อมทำเรื่องนั้นได้ดีอยู่แล้ว ก็ได้เปรียบไป หลักๆก็คงมีประมาณนี้ ที่ทำให้โอเล่เป็นแชมป์
ครั้งหน้าจะมาบอกเทคนิคเวลาขี่แข่งว่าโอเล่ชอบทำอย่างไรและคิดอย่างไรบ้างค่ะ
