ข่าวเด่น ! ข่าวดัง ! ....... จากสื่อสารมวลชน
โพสต์: 15 ส.ค. 2008, 05:33
รวบรวมข่าวสาร จากสื่อสาธารณะทั่วไป
ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศผู้โพสต์ช่วยแปลให้ด้วยครับ
ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศผู้โพสต์ช่วยแปลให้ด้วยครับ
อ้างอิง : มติชน วันที่ 05 สิงหาคม 2551 เวลา 22:18:38 น.
ก.วิทย์ เผยเตรียมปรับเวลาไทยใหม่ทั่วประเทศ ให้ตรงกับหลักสากล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ มีผลบังคับใช้ 23 ส.ค. สั่งผู้ประกอบการวิทยุ, ทีวี, ร้านเน็ต, มือถือ ฯลฯ ตั้งให้ตรงกัน ฝ่าฝืนมีโทษปรับถึง 5 แสนบาท
พล.อ.ต.เพียร โตท่าโรง ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า สถาบันมาตรวิทยาฯ จะปรับเปลี่ยนเวลาของประเทศไทยใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล ตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ พ.ศ.2550 ซึ่งจะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิด ควบคุมโดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ และกำหนดผู้ประกอบการ 4 ประเภท ต้องปฏิบัติตาม คือ
1. ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ให้บริการเอทีเอ็ม เป็นต้น
2. ผู้ให้บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาทิ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เจ้าของหอพัก โรงแรม หน่วยราชการ บริษัทต่างๆ เป็นต้น
3.ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ และ
4.ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ
ผู้ให้บริการทั้งหมดต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกระทรวงไอซีที มีโทษปรับ 1-5 แสนบาท สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องการตั้งเวลาให้เป็นมาตรฐาน ให้เทียบเวลาผ่านสถานีวิทยุเอฟเอ็ม
"การปรับเปลี่ยนเวลาใหม่ครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะทุกคนต้องการความแม่นยำ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล เรื่องของความมั่นคง เรื่องของสุขภาพ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ สัญญาณดาวเทียม และที่สำคัญงานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยแกะรอยของอาชญากรรม และสามารถใช้เป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำผิดได้ โดยมีเวลาเป็นเครื่องยืนยันการกระทำ" พล.อ.ต.เพียรกล่าว

อ้างอิง : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=45180
หนุ่มนักตกปลาสมัครเล่น ออกล่องทะเลสตูล พิชิตปลาหมอยักษ์ขนาด น้ำหนักจตัว 130 กก. ยาว1.80ม. ได้ถึง 2 ตัว ด้านใต้เกาะหลีเป๊ะ เอาเข้ากลับฝั่งชาวบ้านตกใจ บอกเป็นปลาหมอยักษืที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็น ทำลายสถิติที่ชาวบ้านเคยตกปลามา
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 ส.ค. นายนิรัญ กองสีสังข์ อายุ 32 ปี นักตกปลาสมัครเล่นจาก จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า กล่าวว่า ตนเช่าเหมาเรือศรีวัฒนา ซึ่งมีนายเจียน คำแป้น หรือไต๋หลี อายุ 46 ปี เป็นคนนำทางนำเรือออกจากฝั่งจากท่าเรือปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ตกปลาไปเรื่อยๆ และมีจุดหมายที่ปะการังนกแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งตกปลาที่มีหินและถ้ำใต้น้ำ ซึ่งปลาหมอทะเลยักษ์มักจะอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว และเป็นแหล่งที่นักตกปลามักจะมาพิชิตปลาหมอทะเลยักษ์บริเวณนี้
นายนิรัญ กล่าวต่อว่า จุดที่ตกปลาได้อยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะหลีเป๊ะ ห่างจากเกาะหลีเป๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ประมาณ 60ไมล์ทะเล หรือ 90 กม.และห่างจากฝั่งท่าเรือปากบาราประมาณ 200 กม. ขณะที่หย่อนเบ็ดลงไปปรากฏว่าเบ็ดขาดหมด ไต้ก๋งจึงให้เปลี่ยนตาเบ็ดและใช้เหยื่อปลาโอเป็นตัวล่อ และสามารถจับปลาหมอทะเลได้ถึง 2 ตัว และเมื่อนำกลับมาถึงท่าเรือ ปรากฏว่าชาวบ้านฮือฮากันมากเนื่องจากปลาหมอทะเลยักษ์ทั้ง 2 ตัวมีน้ำหนักตัวละประมาณ130 กก. ความยาว 1.80 เมตร ซึ่งถือเป็นตัวที่ใหญ่และน้ำหนักมากที่สุดที่เคยตกได้ เพราะก่อนหน้าที่ทุกปีจะมีการตกปลาหมอได้1-2 ตัวแต่น้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 100 ก.ก.ซึ่งถือว่าตัวนี้ทำลายสถิติกว่าทุกตัวที่ได้มา และตนจะนำปลาไป จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งถือว่าในการตกปลาครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดของตน
ข่าวนี้ถ้ามองอีกด้าน เหมือนเป็นการริดรอน สิทธิส่วนบุคคลนะครับ ผมว่าสมพิศ เขียน:อ้างอิง : http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews ... 0000096510
แรงดีขนาดดึงสองตัวนี้ขึ้นจากโขดมาได้ เค้าไม่เรียกสมัครเล่นแล้ว คงขายได้คุ้มค่าน้ำมันเรือแน่ ถ้าเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น คงทำซาซิมิขายได้หลักหมื่นแหงๆสมพิศ เขียน:
ทึ่ง! หนุ่มล่องทะเลสตูล ฟลุคตกปลาหมอยักษ์มหึมา
อ้างอิง : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=45180
หนุ่มนักตกปลาสมัครเล่น ออกล่องทะเลสตูล พิชิตปลาหมอยักษ์ขนาด น้ำหนักจตัว 130 กก. ยาว1.80ม. ได้ถึง 2 ตัว ด้านใต้เกาะหลีเป๊ะ เอาเข้ากลับฝั่งชาวบ้านตกใจ บอกเป็นปลาหมอยักษืที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็น ทำลายสถิติที่ชาวบ้านเคยตกปลามา
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 ส.ค. นายนิรัญ กองสีสังข์ อายุ 32 ปี นักตกปลาสมัครเล่นจาก จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า กล่าวว่า ตนเช่าเหมาเรือศรีวัฒนา ซึ่งมีนายเจียน คำแป้น หรือไต๋หลี อายุ 46 ปี เป็นคนนำทางนำเรือออกจากฝั่งจากท่าเรือปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ตกปลาไปเรื่อยๆ และมีจุดหมายที่ปะการังนกแก้ว ซึ่งเป็นแหล่งตกปลาที่มีหินและถ้ำใต้น้ำ ซึ่งปลาหมอทะเลยักษ์มักจะอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว และเป็นแหล่งที่นักตกปลามักจะมาพิชิตปลาหมอทะเลยักษ์บริเวณนี้
นายนิรัญ กล่าวต่อว่า จุดที่ตกปลาได้อยู่ทางด้านทิศใต้ของเกาะหลีเป๊ะ ห่างจากเกาะหลีเป๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ประมาณ 60ไมล์ทะเล หรือ 90 กม.และห่างจากฝั่งท่าเรือปากบาราประมาณ 200 กม. ขณะที่หย่อนเบ็ดลงไปปรากฏว่าเบ็ดขาดหมด ไต้ก๋งจึงให้เปลี่ยนตาเบ็ดและใช้เหยื่อปลาโอเป็นตัวล่อ และสามารถจับปลาหมอทะเลได้ถึง 2 ตัว และเมื่อนำกลับมาถึงท่าเรือ ปรากฏว่าชาวบ้านฮือฮากันมากเนื่องจากปลาหมอทะเลยักษ์ทั้ง 2 ตัวมีน้ำหนักตัวละประมาณ130 กก. ความยาว 1.80 เมตร ซึ่งถือเป็นตัวที่ใหญ่และน้ำหนักมากที่สุดที่เคยตกได้ เพราะก่อนหน้าที่ทุกปีจะมีการตกปลาหมอได้1-2 ตัวแต่น้ำหนักสูงสุดไม่เกิน 100 ก.ก.ซึ่งถือว่าตัวนี้ทำลายสถิติกว่าทุกตัวที่ได้มา และตนจะนำปลาไป จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งถือว่าในการตกปลาครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดของตน
ตั้งกระทู้ไว้ในห้องเสนานักปั่นครับ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=2&t=1219
นักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ ชุมนุมคัดค้านการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่บนพื้นที่โรงเรียน ด้าน “กษมา” ระบุ ผอ.ร.ร.โยธินชี้แจงเป็นระยะ และพรุ่งนี้จะชี้แจงอีกครั้ง ขณะที่รองประธานวุฒิสภายืนยัน นักเรียนจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อโรงเรียนย้ายไปที่ใหม่
วันนี้(15 ส.ค.) นักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ นัดรวมตัวกันชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา เพื่อคัดค้านการก่อสร้างรัฐสภาใหม่บนพื้นที่โรงเรียน นายปรัชญา มานพ 1 ในคณะกรรมการนักเรียน กล่าวว่า ต้องการให้โรงเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ถึงที่มาที่ไปของการนำพื้นที่โรงเรียนไปสร้างรัฐสภา เพราะไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์ นักเรียน และบุคลากรของโรงเรียน เสมือนเป็นการปกปิดข้อมูล รวมถึงสถานที่ใหม่ในการก่อสร้างโรงเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จุดนี้คือสิ่งที่นักเรียนต้องการทราบ
ด้านคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชี้แจงว่า ปัญหาเด็กประท้วงคัดค้านอาจมีมิติอื่นประกอบ เช่น เด็กในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาผู้อำนวยการโรงเรียนได้มีการชี้แจงเป็นระยะ ซึ่งพรุ่งนี้(16 ส.ค.) จะมีการชี้แจงอีกครั้ง โดยโรงเรียนจะไม่ย้ายจนกว่าจะสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เสร็จ
ขณะที่นายนิคม ไวรัชยพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เปิดเผยว่า ได้เตรียมพื้นที่บนถนนประชาราษฏร์ ใกล้วัดสร้อยทองไว้ก่อสร้างโรงเรียนโยธินบูรณะแห่งใหม่ ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี ใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท มั่นใจด้วยว่านักเรียนจะได้รับความสะดวกในการเดินทางยิ่งขึ้น ส่วนปัญหาความไม่เข้าใจของนักเรียน ต้องเป็นหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนที่จะชี้แจงให้เข้าใจทุกประเด็กที่สงสัย
อ้างอิง : ผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2551 14:40 น.http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx? ... 0000096458
แถลงการณ์นักเรียนโยธินฯ หนีครู ยื่นข้อเสนอ 8 ข้อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 15.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ จำนวน 34 คนได้เข้าพบนายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.พร้อมได้ยื่นแถลงการณ์ลูกโยธินเรื่องการคัดค้านการย้ายโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ฉบับที่ 1/2551 ดังนี้
1. ตามที่มีข่าวในวันที่ 15 สิงหาคมว่าตัวแทนนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ 20 คนเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในการย้ายโรงเรียนว่าจะต้องมีงบประมาณในการสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท ต้องจัดระบบการจราจรให้ดี จัดระบบชุมชนในบริเวณนั้นให้เหมาะสม ให้รื้อถอนปั๊มแก๊สในบริเวณข้างวัดสร้อยทองออก และเป็นผู้ร่วมตัดสินใจในการลงนาม MOU ด้วยนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวเป็นผลการประชุม MOU ของรัฐบาลไม่มีนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะและศิษย์เก่าคนใดเข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมดังกล่าว
2. การที่นักเรียน ผู้ปกครองและศิษย์เก่าไม่ได้รับการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการย้ายโรงเรียนเพื่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เป็นผลมาจากการปกปิดข้อมูลของผู้นำโรงเรียน อีกทั้งยังไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครองมีเพียงแต่การแจ้งให้รับทราบเมื่อตัดสินใจดำเนินการไปแล้ว
3. จากผลสรุปโครงการสำรวจเตรียมการก่อสร้างที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่ในปี 2543 โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่างบประมาณในการก่อสร้างมีมากถึง 10,028 ล้านบาท ประกอบกับปัจจุบันได้มีการปลูกสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนผู้อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณในการวางผัง ปลูกสร้างและขนย้ายสูงขึ้นตามลำดับ จากเหตุผลดังกล่าวกลุ่มลูกโยธินเห็นว่าการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในภาวะที่เศรษฐกิจบ้านเมืองตกต่ำจึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง
4. ตามที่มีข่าวออกมาว่าเหตุผลหนึ่งของการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นั้นคือรัฐบาลต้องการลดปัญหาการจราจรบริเวณที่ตั้งรัฐสภาเดิม ในกรณีนี้กลุ่มลูกโยธินเห็นว่าถนนบริเวณแยกเกียกกายนั้นคับแคบและมีปัญหาเรื่องการจราจรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงเป็นสถานที่ไม่เหมาะสมและไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาการจราจรได้
5. การที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายเรื่องการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ และไม่มีการชี้แจงข้อมูลของโครงการ และการดำเนินการต่อผู้ได้รับผลกระทบ และสาธารณชนอย่างละเอียดนั้น ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ
6. กลุ่มลูกโยธินเห็นว่าการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เป็นโครงการใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสมควรต้องใช้เวลาพิจารณาไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วน แต่รัฐบาลกลับเร่งดำเนินการเรื่องการเวนคืนที่ดินบริเวณเกียกกายเพื่อการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ภายในเวลาอันสั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุอันสมควรใดๆ ในการรีบเร่งสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นี้
7. ตามที่มีข่าวออกมาว่า รัฐบาลเห็นว่ารัฐสภาแห่งใหม่นี้จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ และถือเป็นการพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมกับสากลโลก กลุ่มลูกโยธินเห็นว่าสิ่งที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทยนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่คุณภาพบุคลากรมากกว่า ดังนั้น จึงเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และยังเป็นรากฐานซึ่งจะเติบโตขึ้นไปพัฒนาประเทศได้ในอนาคต หากรัฐบาลต้องการพัฒนาประเทศไทยให้ทัดเทียมกับสากลโลก กลุ่มลูกโยธินเห็นว่าควรจะทุ่มงบประมาณจำนวนนี้ เพื่อพัฒนาการศึกษาให้เด็กนักเรียนไทยมากกว่าการนำไปใช้เพื่อปลูกสร้างอาคารรัฐสภาเพื่อประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว
8. ตามที่ทางรัฐบาลได้ออกมาแจ้งให้ทราบว่า จะย้ายโรงเรียนโยธินฯ บริเวณเกียกกายไปยังบริเวณวัดสร้อยทอง โดยเดิมโรงเรียนโยธินฯ มีที่ดิน 8 ไร่ หากย้ายไปบริเวณวัดสร้อยทองจะได้ที่ดินกว้างขึ้นเป็น 16 ไร่ พร้อมค่าทำลาย ค่าวัสดุภัณฑ์ ค่าปลูกสร้างอาคาร ค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ รวมเป็นจำนวน 1,000 ล้านบาท และพร้อมจะทำตามข้อเรียกร้องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนใหม่ บริเวณวัดสร้อยทอง โดยทางรัฐบาลถือว่าเป็นการแก้ปัญหา เรื่องการข้ามขั้นตอน การทำประชาพิจารณ์ตามกฎหมายนั้น กลุ่มลูกโยธินฯ
เห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด การข้ามขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์และขาดการประชาสัมพันธ์ แจ้งข้อมูลรายละเอียด ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น สามารถแก้ได้โดยการหยุดการดำเนินการใดๆ ก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับการย้ายโรงเรียนโยธินฯ แล้วจึงให้ทำประชาพิจารณ์โดยสาธารณชนซึ่งรวมถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงด้วย สุดท้ายจึงพิจารณาผลการทำประชาพิจารณ์เพื่อสรุปแนวทางในการดำเนินการต่อไป
แกนนำ นร.โยธินบูรณะ กล่าวว่าพวกเรายังยืนยันคัดค้านการย้ายโรงเรียนและจะต่อสู้กันต่อ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อยื่นต่อศาลปกครอง และจะมีการรณรงค์ให้นักเรียนในโรงเรียนติดแถบผ้าสีชมพูที่ระบุว่า ลูกโยธินฯ เพื่อคัดค้านการย้ายโรงเรียนด้วย ส่วนวันพรุ่งนี้แม้โรงเรียนจะหยุดเรียนจะมีนักเรียนบางส่วนไปรอรับกลุ่มพันธมิตรที่โรงเรียนด้วย
นายพงศกร กล่าวภายหลังว่า ตนจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา และจะมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง และครู ซึ่งการที่เด็กเดินทางมาในวันนี้เพื่อต้องการแถลงจุดยืนให้ผู้ใหญ่ได้รับทราบถึงเหตุผลที่ไม่ต้องการให้ย้ายโรงเรียน โดยเด็กได้ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่จะขอใช้สิทธิ์ทางประชาธิปไตยต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
ก่อนหน้านี้แกนนำจากนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะ เปิดเผยว่า ในวันนี้(21สิงหาคม)เวลา 14.00 น.นักเรียนประมาณ 30 คนจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทบทวนการย้ายโรงเรียน แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาจะต้องเดินทางออกจากโรงเรียนเพื่อไปยื่นหนังสือกลับถูกอาจารย์ยับยั้งไม่ให้เดินทางออกนอกโรงเรียนในเวลาราชการ ดังนั้นจึงทำให้นักเรียนไม่สามารถเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการได้
อ้างอิง : มติชนออนไลน์ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 19:10:06 น.
http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... 1219322094


รายละเอียดเพิ่มเติม :
ชื่อ : บารัค โอบามา (ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ)
อายุ : 47 ปี
เกิด : 4 สิงหาคม 1961 ที่เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐฯ
การศึกษา : ปี 1983 สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโคลอมเบียในนิวยอร์ก
ปี 1991 สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด
ครอบครัว : สมรสกับ มิเชลล์ โรบินสัน มีลูกสาวคน 2 คน คือ มาเลีย แอนน์ และนาตาชา
ตำแหน่งอาชีพ : ปี 1992 - 1995 ทนายความและอาจารย์สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ปี 1996 - 2004 วุฒิสมาชิกของสภามลรัฐอิลลินอยส์ 3 สมัยซ้อน
ปี 2004 - จนถึงปัจจุบัน วุฒิสมาชิกของสภาสหรัฐฯ







ไฟโหมรับปีใหม่ “ซานติก้าผับ” ย่านเอกมัย เหตุเอฟเฟกต์พลุผิดคิวระเบิดแรงเกินไป สะเก็ดไฟลุกไหม้ติดฝ้าเพดานที่เป็นเชื้อเพลิง นักเที่ยวนับพันหนีตายอลหม่าน อีกกว่าครึ่งร้อยหนีออกไม่ทันไฟคลอกตายสยองต่อหน้านักผจญเพลิงที่พยายามช่วยเต็มที่
วันนี้ (1 ม.ค.) เมื่อเวลา 00.20 น. ร.ต.ท.สุทิน พงศ์คำพรรณ ร้อยเวร สน.ทองหล่อรับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ ตั้งอยู่เลขที่ 235/11ซอยเอกมัย 9-11 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น จากนั้นจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย ดีประเสริฐวิทย์ ผบก.น.5 พ.ต.อ.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผกก.สน.ทองหล่อ พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา ผกก.สส.น.5 และประสานเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย พร้อมรถดับเพลิงขนาดใหญ่ประมาณ 10 คัน หน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญู แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ
ที่เกิดเหตุภายในผับดังกล่าวเป็นอาคารเดี่ยวในพื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร ปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ยกระดับ 3 ชั้น เป็นชั้น 1 ชั้น 2 และชั้นใต้ดิน ภายในอาคารเกิดเพลิงโหมลุกไหม้อย่างหนักและสะเก็ดไฟยังตกลงมาสู่พื้นอย่างรวดเร็วทำให้นักเที่ยวถูกไฟลวกตามร่างกายจำนวนมาก นักเที่ยวที่อยู่ด้านในประมาณ 1,000 คน ต่างวิ่งหนีตายกันออกมาด้านนอกอย่างอลหม่าน แต่ยังมีบางส่วนไม่สามารถหนีเปลวเพลิงออกมาได้ ถูกไฟคลอกและขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่พยายามช่วยอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเพลิงที่โหมลุกไหม้อย่างหนัก ประกอบกับอาคารที่ถูกความร้อนอย่างหนักจนเกิดการทรุดตัว ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น จนผู้ที่ติดอยู่ด้านในที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ถูกไฟคลอกตายอยู่ด้านหน้าทางออกเป็นที่น่าอนาถอย่างมาก อีกทั้งแม้ประตูทางออกมีถึง 5 ประตู แต่เนื่องจากนักเที่ยวบางส่วนไม่ทราบและพยายามแย่งกันออกทางประตูด้านหน้าจึงทำให้เหยียบกันตายอยู่ด้านหน้าประตูทางออกอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ทราบว่ามีผู้บาดเจ็บที่หนีตายออกมาได้ก่อนซึ่งส่วนใหญ่จะถูกไฟลวกตามร่างการถูกส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ ในละแวกใกล้เคียงอีกจำนวนมาก
ส่วนด้านใน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่เนื่องจากอาคารดังกล่าวถูกความร้อนอย่างหนักจนเพดานเกิดการทรุดตัว เจ้าหน้าที่จึงต้องฉีดน้ำเลี้ยงเพื่อระบายควันและบายความร้อน ก่อนรอจนแน่ใจว่าอาคารจะไม่ทรุดตัวลงมาจึงเข้าดำเนินการตรวจสอบด้านใน และลำเลียงผู้เสียชีวิต ออกมาได้ทั้งสิ้น 53 ศพ และตรวจสอบนักท่องเที่ยวที่อาจตกค้างอยู่ภายใน ซึ่งการทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากเนื่องจากเกรงว่าอาคารจะทรุดตัวลงมาอีก
จากการสอบสวน นายสมชาย เฟรนดี้ อายุ 28 ปี นักเที่ยวที่มาฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ซานติก้าผับ กล่าวว่า ตนมาเที่ยวที่ซานติก้า ผับ ก่อนเกิดเหตุทางร้านมีการจัดพลุเอฟเฟค ไว้ที่บริเวณด้านหน้าเวทีเพื่อจุดฉลองหลังจากที่มีการเคานต์ดาวน์แล้ว โดยเมื่อเคาท์ดาวน์เสร็จทางร้านได้จุดพลุดังกล่าว แต่พลุเกิดระเบิดรุนแรงกว่าจนลุกลามไปติดยังฝ้าเพดานที่หุ้มด้วยฟองน้ำเก็บเสียงซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับจังหวะนั้นมีเสียงตะโกนว่าไฟไหม้ ผู้ที่มาเที่ยวจึงเกิดการแตกฮือพยายามยื้อแย่งกันออกมาภายนอก อีกทั้งนักเที่ยวที่อยู่บนชั้น 2 นั้นจะไม่มีทางออกต้องวิ่งแย่งกันลงมาด้านล่างเพื่อออกทางประตูทำให้เกิดเหตุสลดดังกล่าวขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.โชคชัย กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหาย และระบุตัวผู้กระทำผิดได้ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่เสียชีวิตเบื้องต้นได้รับรายงานว่า เกิดจากไฟคลอก สำลักควันและเหยียบกันเองขณะที่แย่งกันออกจากที่เกิดเหตุ ซึ่งส่วนนี้ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนกระจายออกไปสอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล และสอบปากคำพยานแวดล้อม หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะเรียกตัวมาแจ้งข้อหา และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนผู้เสียชีวิตนั้นประสานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ และมีการตั้งศูนย์รับแจ้งผู้สูญหายเพื่อประสานในการตรวจสอบผู้เสียชีวิต รวมถึงทรัพย์สิน โดยผู้ใดที่จะตรวจสอบว่าเพื่อน หรือญาติพี่น้อง อยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่สามารถแจ้งได้ที่ สน.ทองหล่อ
ต่อมาทราบว่ามีผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเสียชีวิตเพิ่มอีก 6 ราย ซึ่งรวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 59 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 212 คน
อ้างอิง : ผู้จัดการ Online โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 1 มกราคม 2552 05:32 น.
http://www.rssthai.com/reader.php?t=local&r=12956

