ไม่ยากคะขึ้นที่สถานีรังสิตได้เลย ถ้าเป็นรถพับก็ไม่ต้องเสียค่าระวางหิ้วขึ้นไปได้เลย รถเที่ยวแรก(เสาร์-อาทิตย์) ออกจากหัวลำโพง06.40น ถึงรัลสิตประมาณ07.20 ถึงอยุธยา 08.25น
ลองอ่านโปรแกรมคร่าวๆและสรุปทริปที่ก๊วนขาอ่อนไปเที่ยวกันมาได้ที่กระทู้ขาอ่อนลั๊นลา.....ชวนปั่นได้ตามลิ้งค์ด้านล่างคะ
อันนี้ก็อปปี้โปรแกรมและสรุปทริปมาให้ดูคร่าวๆคะ ไม่เข้าใจสงสัยโทรถามได้คะ ยินดีให้คำแนะนำคะ
"การเดินทางไปปั่นหาของกิน เอ๊ย ไปไหว้พระหลายวัดที่อยุธยากันตามคำขอของน้องปุ๊ก ไม่บอกว่าไหว้กี่วัดเพราะอาจจะไม่เป็นอย่างที่คาดไว้จ๊ะ
เดินทางโดยรถไฟ จากหัวลำโพงรถออก 6.40น เจอกันที่....แล้วแต่นัดหมายอีกที ขึ้นระหว่างทางได้หลายสถานีแล้วแต่สะดวก สามเสน บางซื่อ บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง รถไฟใช้เวลาเดินทาง2ชมครึ่งจากหัวลำโพง ....ควรเตรียมอาหารเช้าไปด้วย เดี๋ยวหิวระหว่างทาง
ค่าใช้จ่ายน่าจะอยู่ที่350-400บาทต่อคน(เผื่อแล้ว) ......ค่ารถไฟ 20.-บาท และค่าระวางจักรยาน 70.-บาท +20-บาท ค่าเชือก รวม110.-บาทต่อ1เที๋ยว ไป-กลับ 220.-บาท นะจ๊ะ ค่ากินๆๆๆๆ เดี๋ยวหาขันมาใส่อีกที คงได้ทานมือสาย1มื้อและมื้อบ่าย1มื้อ น่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่แพง ค่าน้ำและขนมจาก7/11ที่จะแวะเรื่อยๆ(เพราะร้อน)
เริ่มต้นและเตรียมพร้อมหลังลงจากรถไฟที่สถานีอยุธยา ถนน3053 ปั่นระยะทางประมาณ 2กิโลไปเลี้ยวขวาที่ถนนอยุธยา-บางปะอิน วิ่งขึ้นไปที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร ไหว้หลวงพ่อโตซำปอกง เจ้าแม่ทับทิม ไชซิงเอี๊ยะ ........(วัดที่1)
จากนั้นก็วิ่งย้อนกลับถนนเดิมอยุธยา-บางปะอิน ไปที่วัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อไหว้พระประทาน และสมเด็จพระนเรศวรกัน ถ่ายรูปมุมสำคัญที่ตั้งใจกันไว้ ...หน้าวัดมีก๋วยเตี๋ยวไก่ ใครหิวก็แวะทานกันได้ ไม่อร่อยเท่าไร ขนมใส่ไส้หน้าวัดอร่อยมาก(ร่มเขียว) (วัดที่2)
จากวัดใหญ่ก็จะเป็นการปั่นอย่างเมามันข้ามสะพานนเรศวร (ลงจากสะพานแล้วให้ทุกคนรอข้ามถนนพร้อมกันเพราะรถวิ่งเร็วมาก) จากนั้นวิ่งตรงระยะทางพอควรไปที่วิหารมงคลบพิตร
บนถนนโรจนะ ผ่านพิพิทธภัณฑ์เจ้าสามพระยา(ขวามือ) วิ่งไปสุดจะเจอถนนศรีสรรเพชร์ เลี้ยวขวา วิ่งตรงเข้าวงเวียนใจ เอ๊ยวงเวียนแยกตะแลงแกง วิ่งตรงขึ้นไปผ่านค้มขุนแผนด้านซ้ายมือ แวะก็ได้ ไปถ่ายรูปสวยงาม
แล้วไปต่อที่วิหารมงคลบพิตร และวัดพระศรีสรรเพชร์ เจดีย์3องค์ อยู่ใกล้กัน ถ่ายรูปตามสไตล์เราเรา ช๊อปปิ๊งที่ตลาดหลังวิหาร มีของอร่อยหลายอย่าง ใครใคร่ซื้อ ซื้อ ใครมีปัญญาแบก แบกจ๊ะ ข้าวเหนียวหมู โรตี สารพันของกิน (วัดที่3-4)
พักกันตามอัทธยาศัยแล้วก็เคลื่อนตัวอวบๆ ไปตามถนนเดิมหน้าวิหาร ผ่านวัดธรรมิการาม และตัดถนนอู่ทองข้ามสะพานไปที่วัดหน้าพระเมรุ พระประธานสวยงามทรงชุดรบ .....สวยมากกกกกกกกก (วัดที่5-6)
ออกจากวัดหน้าพระเมรุปั่นข้ามสะพานกลับมาเลี้ยวขวาเข้าถนนอู่ทองวิ่งตามถนนขึ้นไป หาอะไรเย็นๆดื่มแก้กระหายก่อนข้ามสะพานไปเลี้ยวซ้ายเพื่อไปวัดชัยวัฒนาราม ถ่ายรูปสวยงามตามสไตล์ใครจะไต่บันไดสูงชันก็เชิญเลยจ๊ะ ตามสบาย รอให้กำลังใจข้างล่างนะจ๊ะ (วัดที่7)
จากวัดชัยวัฒนารามที่เป็นวัดสุดท้ายเราก็จะปั่นข้ามสะพานกลับมาเลี้ยวขวาเข้าถนนอู่ทอง ด้านขวาจะมีก๋วยเตี๋ยวเรือหลายเจ้าที่เราแวะนั่งพักผ่อนกินๆๆๆๆ ให้หายเหนื่อยก่อนเดินทางต่อ ไปผ่านแหล่งโรตีสายไหม (ตรงข้ามโรงพยาบาล) ที่ใครยากซื้อก็แวะซื้อกันได้จ๊ะ ..........จอดหน้า7/11 ซื้อน้ำแข็งใส่กระติก
หลังจากนั้นเราก็จะปั่นกลับใช้ถนนอู่ทองผ่านวัดสุวรรณ (ถ้ามีเวลาก็แวะ) มาข้ามสะพานนเรศวร เลี้ยวซ้ายไปสถานีรถไฟเพื่อกลับกทมนะจ๊ะ ......คงจะเหนื่อย ร้อน เพลีย เป็นเหน็บ เจ็บตูดกันมากพอดีๆ กลับกันดีกว่า
มีเวลาแค่1วันมันไม่พอกับการเที่ยวให้ทั่ว วันหลังก็ค่อยมากันใหม่นะจ๊ะ เวลารถไฟจาก4โมงเย็นก็มีเรื่อยๆนะจ๊ะ แต่ก็คิดว่าขึ้นรถเที่ยว4.30น ดีที่สุด เพราะถึงกทมก็6.30 ไม่ค่ำเกินไป จะได้กลับบ้านพักผ่อนก่อนเริ่มต้นอาทิตย์กลับไปทำงานอันน่าเบื่ออีกนะจ๊ะ
ตารางการปั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจ้า คร่าวๆก็เท่านี้ ตารางการกินการแวะก็ดูเอาชมต่อชมนะจ๊ะ ขาอ่อนปั่นไป แวะไป กินไป สบายๆ ไม่ซีเรียสจ๊ะ"
-----------------------------------------------------------------------
อันนี้สรุปทริปที่ไปกันกลับมาแล้ว ไม่แตกต่างจากแผนแต่มีผิดพลาดเล็กน้อย ลองอ่านดูนะคะ สนุกดีคะ
สรุปทริป ขาอ่อนลั๊นลา ............ฝ่าฝูงม๊อปไปอยุธยา อาทิตย์ที่14เดือน3ปี2553
เนื่องด้วยการเมืองร้อนแรงมากกกกกกก บวกกับอากาศที่ร้อนระอุ เราชาวขาอ่อนก็เลยตัดสินใจว่าไปลั๊นลาและร้อนแรงบริหารแข้งกันแถวเมืองกรุงเก่า.........ของเราแต่ก่อน ....กันดีกว่า อยู่กรุงเทพเดี๋ยวไปชุมนุมกับเค้าหล่ะแย่เลย เอิ๊กๆๆๆ
เริ่มปั่นตอนตีห้าครึ่ง .............ด้วยการปั่นฝ่าฝูงม๊อบRED ARMYจากดินสอวิลล่า ข้ามแยกผ่านฟ้ามาหัวลำโพงของ3สาว2หนุ่ม มีท่านประธาน2ท่าน พี่กุ้ง น้องหนุ่ม และน้องตุ๊ก(ที่ลงทุนมาค้างบ้านท่านประธาน กลัวตื่นสาย) ........ได้ข่าวเล่าว่า น่าตื่นเต้นดี ม๊อบตื่นเช้ากันจังเลยเนอะ วันอาทิตย์วันพักผ่อนแท้ๆ .........เราซะอีกอยากนอนต่อ แต่นาฬิกามันปลุกเกรงใจมันเลยแหกขี้ตาตื่น เอิ๊กๆๆๆๆ .........ปั่นผ่านม๊อบ ......เป็นประสบการณ์...สุดขั้วของจริง แอบอิจฉา
ส่วนมนุษย์ไฟฟ้ามิได้ปั่นไปรับสุดที่รัก(ของคนอื่น) เนื่องด้วยคิดว่าน่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์มากกว่าด้วยการปั่นไปซื้อตั่วรถไฟ-ตัวระวางจักรยานให้เรียบร้อย พร้อมเพียง...........เพราะอยู่ใกล้หัวลำโพง ออกจากบ้านตีห้ายี่สิบ ปั่น5นาทีก็ถึง หลังจากซื้อตั๋วรถแล้วก็เดินเข้ามาด้านในเพื่อซื้อตั๋วระวางจักรยาน โดยมีน้องปุ๊กเดินตามมาติดๆเพราะเห็นไฟข้อเท้าของมนุษย์ไฟฟ้านั่นเอง พูดถึงน้องปุ๊กนิดหนึ่ง น้องปุ๊กเป็นเด็กดีและตรงเวลาเสมอ ไปไหนก็ไม่มีบ่น ปั่นจักรยานได้ดี แรงสม่ำเสมอ เป็นสาวใต้หัวใจสู้ น่าให้คำนิยม...........อย่างแรรรรรรงงงงงง (ขอบคุณคะพี่รี่ ..........ไม่เป็นไรน้องเอ๊ย)
จัดการซื้อตั๋วรถไฟตั๋วระวางเสร็จสรรพ(คนละ110.-บาท ตั๋ว20 ระวาง90) ก็กินขนมปังไส้กรอกอาหารเช้ากันน้ำตาลตกไปมินาน พลพรรคขาอ่อนที่ฝ่าฝูงม๊อบ ก็ปั่นมาถึงวัวลำพอง สถานีรถไฟเก่าแก่..........อย่างไรก็อย่างนั้น ในเวลา6โมงตรงตามที่นัดกันไว้ (เหมือนจะรู้ว่าNIGHTRIDERรอนานแล้วจะเครียดและน้ำตาลตกวูบบบบบบ...........วิงเวียน)
จากนั้นก็เตรียมตัวซื้อหาน้ำแข็งและของรับประทานกันซักพัก ก็เริ่มเข็นรถสุดเลิฟกันไปที่ตู้ระวาง ยกรถขึ้นรถไฟกันอย่างสนุกสนานเพราะเป็นการเดินทางโดยรถถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างร่วมกันพร้อมจักรยานเป็นครั้งแรกของขาอ่อนลั๊นลา โดยมีมนุษย์ไฟฟ้าผู้ชำนาญทาง(มากกกกก)พาหลงเองโดยไม่ต้องใช้แผนที่ .......จริงๆนะ ไม่เชื่อถามก๊วนขาอ่อนดู ดู๊ ดู หลังจากเอารถขึ้นกันเรียบร้อยก็ให้สังเกตุว่าวันนี้รถค่อนข้างเต็ม ก็เลยย้ายตัวและขาอ่อนอวบๆของเราทั้งผองไปหาที่นั่งกันท้ายขบวน ซึ่งมีที่นั่งมากมาย ............เดี๋ยวใกล้ถึงค่อยย้ายตัวและขาอวบๆกลับมาที่ตู้ระวาง เริ่มต้นทริปก็ขยับกันพรึบพรับๆๆแว้ววววว มันส์แน่ๆ วันนี้
ปู๊น ปู๊น .......รถไฟออกแว้ววววววจ๊า จริงเรอะ สับขาหลอกอะป่าว .........ตกกาใจ รถไฟตรงเวลา ..........เป็งไปหล่ายยังงายยยย อั๊วไม่เชื่อนะเนี่ย ..........เหอะๆๆๆๆ นานๆมาที ตรงวลามั่งก็ดีเนอะ อย่างน้อยก็เป็นการขึ้นรถไฟด้วยกันครั้งแรกของขาอ่อนลั๊นลาที่น่าประทับใจจังเลยหล่ะค๊า มนุษย์ไฟฟ้ามาอยุธยาก็บ่อยแต่ไม่เห็นรถไฟเคยตรงเวลาซะที
ฉึกๆฉักๆ กันไปพร้อมหมู-เนื้อ ข้าวเหนียว ที่ขายบนรถ......แพ๊งแพง แข็งยังกะหัวโจรอีกต่างหาก (ไม่กินกับเค้าหรอก แต่น้องหนุ่มยื่นให้ดู) น่ากลัวมากมาย ไม่รู้ตากแดดเดียวอยู่แถวข้างทางรถไฟอะป่าว ไม่อยากคิด คนขายขายเสร็จรีบวิ่งลงจากรถสงสัยกลัวเราเอาเงินคืน .....จริงๆแล้วรถเคลื่อนตัวพอดี อิอิ ..........เลิกกินผลไม้รถเข็นมาหลายปีดีดัก ก็เพราะขึ้นรถไฟเนี่ยแหละ .....รถไฟไปฉะเชิงเทรา สุดบรรยาย ใครเห็นรับรองเลิกกินเหมือนกัลลลล์ วันหลังจะพาไปดู ....บอกคำเดียว สุดยอด............ดดดดด
รถไฟไปอยุธยาใช้เวลาไม่นาน ประมาณ1ชม40นาที ก็มาถึงในเวลา8โมงครึ่งโดยประมาณ ..........หลังจากยกรถคู่ใจลงจากตู้ระวาง ก็จัดการแต่งตายให้รัดกุม ยังกะจะไปออกรบ ........จริงๆเราก็จะไปออกรบกับพระอาทิตย์นั่นเอง ดังนั้นถุงขา ถุงแขน ผ้าบัฟ หมวก แว่นตาและอื่นๆทีสามารถป้องกันเราจากแดดอันแรงกล้าได้ก็จัดมา .....อย่าให้ดำ (จะออกจากบ้านไปปั่นแต่ละทีเห็นอุปกรณ์ที่ต้องพกไปก็เหนื่อยมากมาย)
แต่งกายกันสักพักก็เริ่มการเดินทาง ........ออกตัวที่15กมต่อชั่วโมง ปั่นแบบชิวๆ มุดใต้สะพานนเรศวรวิ่งเรียบทางรถไฟมาซัก1กม เลี้ยวขวาเพื่อไป "วัดพนัญเชิง" จุดหมายคือห้อง "สุขาวดี" สะอาดสะอ้านนั้นเอง มัดรถรวมกันด้วยวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ ขาอ่อนลั๊นลา ที่ไม่เหมือนใครและคงไม่มีใครเหมือน โจรขโมยรถแค่เห็นก็เหนื่อยแล้ว เดี๋ยวคงได้ดูภาพกองรถและหมวกที่ถูกมัดรวมกันจากตากล้องสุดหล่อ ........จากนั้นก็กราบไหว้สักการะหลวงพ่อโตองค์งามที่แสนจะศักดิสิทธิ์ เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ไฉ่ซิงเอี๊ยะ และเทพเจ้าองค์อื่นๆ........(มีเรื่องเล่าให้ฟังกันตอนท้าย)
วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิงและพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี [1]
พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 14 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมดทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า หลวงพ่อซำปอกงคำว่า พแนงเชิง มีความหมายว่า นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง / วัดพระแนงเชิง หรือ / วัดพระเจ้าพแนงเชิง จึงหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก นั้นเอง หรืออาจสืบเนื่องมาจากตำนานเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก คือ เมื่อพระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตายนั้น พระนางคงนั่งขัดสมาธิ เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิมากว่านั่งพับเพียบจึงนำมาใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง ตามสาเหตุที่ทำให้พระนางถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น ถ้าเรียกนามวัดตามความหมายของคำว่า วัดพนัญเชิง ก็ย่อมหมายความถึงวัดที่มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต
ถ่ายรูปหมู เอ๊ยรูปหมู่กันสวยงาม นั่งพักที่ศาลาก็เหลือบไปเห็นโรงแรม "ริเวอร์วิวเพลส" ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำมีอาหารบุฟเฟ่แสนอร่อยราคาไม่แพง ก็เลยเอ่ยปากชวน พร้อมกดโทรศัพท์ไปถามราคาต่อหัว 170.-บาท(กินมาตั้งแต่110.-บาท) ............แต่เมื่อคำนวนปริมาณการรับประทานได้ไม่มาก กลัวจะจุกและอิ่มเกินไป เราก็เปลี่ยนใจว่ากินก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิมที่ตั้งใจไว้ดีกว่า บุฟเฟ่เนี่ยวันหลังจะต้องพามาทานให้ได้ เพราะถูกใจมนุษย์ไฟฟ้ามากมาย มาทานกับที่บ้านประจำเลย
เคลื่อนตัวกันแบบสบายสบาย ปั่นข้ามทางรถไฟมาซัก 500เมตรก็มาถึง "วัดใหญ่ชัยมงคล" กราบไหว้พระนเรศวร ฟังประวัติและบรรยายธรรม เอ๊ย...ประวัติศาสตร์จากท่านประธานที่รัก ความรู้สึกเหมือนมากะคุณครูเลย ...มีดุเล็กน้อยด้วยนะ เราแอบยิ้มกะน้องปุ๊ก เพราะน้องตุ๊กกำลังโดนคุณครูดุว่าจบจากโรงเรียนไหน ประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่รู้เรื่องเลย...... อิอิ ส่วนมานุดไฟฟ้าไม่ได้เรียนอะคะ หรือเรียนแล้วจำมะได้ก็ไม่รู้ ที่อังกิดเข้าก็ให้แต่วาดรูปนู๊ดตอนเรียน O เรียน A อะคะ วาดรูปนู๊ดอาทิตย์ละ5วัน จนตาเป็นกุ้งยิง ฟิ้ววววววว คุณครูมาม่าบลูดุดีจัง แต่ความรู้แน่นปึ๊กกกกกขอบอก มาเที่ยวกับมาม่าบลูรับรองได้ความรู้มากมาย .........ไม่ได้ ก็สอบตก นะจ๊ะ หนูๆ มีผลต่อการขึ้นเงินเดือนไหมหน๋อ
จากนั้นเราก็เดินข้ามมาที่พระอุโบสถและเคลื่อนตัวไปถ่ายรูปมุมโปรดปรานของมาม่าบลูที่รอบพระปรางด้านหลัง หลอกฟาหรั่งมาถ่ายรูปหมู่ให้ได้2รูป .......นานๆจะมีรูปหมู่ครบ7หน่วยซะที........ดีใจจัง จากนั้นหนุ่มสาวพลังงานเยอะก็ไต่กะไดไปชมกรุพระและสมบัติสมัยอยุธยากันด้านบนพระปรางค์ มาม่าบลูกับ ป่าป๊าหมีใหญ่ ก็นั่งคอยอยู่ข้างล่าง ปีนขึ้นปีนลงเดียวเข่าเสื่อมพอดี นั่งป้อนเนื้อที่เหลือมาจากบนรถไฟให้หมาน้อยอยู่ด้านล่างดีกว่า ..............สบายใจ สงสารหมาน้อยฟันหักไปยังไม่รู้
ประวัติ"วัดใหญ่ชัยมงคล"สมัยอยุธยา
ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อไร แต่คาดว่าประมาณ พ.ศ. 2443 เป็นที่พำนักของพระภิกษุคณะป่าแก้ว ซึ่งมี สมเด็จพระวันรัตน์เป็นประธานสงฆ์ จึงได้ชื่อว่า วัดเจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว
สันนิษฐานว่าเป็นที่กระทำการเสี่ยงเทียน ในคราวก่อนที่พระเฑียรราชาจะทรงปราบดาภิเษก ยึดอำนาจจากขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์
ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นที่พำนักของ สมเด็จพระวันรัตน์ ผู้เป็นพระเถระที่สมเด็จพระนเรศวรทรงให้ความเคารพ ในคราวที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะพระมหาอุปราชของหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกริ้วต่อบรรดาแม่ทัพนายกองที่ตามทัพไม่ทัน ทรงดำริจะลงพระราชอาญาประหารชีวิต แต่สมเด็จพระวันรัตน์ได้ทูลขอพระราชทานชีวิตของแม่ทัพนายกองเหล่านั้นไว้ โดยยกเอาพุทธประวัติตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องผจญมารอยู่โดยลำพัง เปรียบเสมือนกับสมเด็จพระนเรศวรที่ต้องทรงกระทำยุทธหัตถีโดยลำพัง และได้ทูลแนะนำให้ทรงสร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้นแทนการประหารชีวิต สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นด้วยและทรงให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น ชื่อว่าพระเจดีย์ชัยมงคลประมาณ พ.ศ. 2135 มีความสูง 1 เส้น 1 วา เป็นเจดีย์ ที่สูงที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามาจนทุกวันนี้
วัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าไท ต้องร้างลงเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2309 หงสาวดีได้ยกพลมาประชิดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาตรมรินทร์โปรดเกล้า ให้ยกทัพเรือออกจากพระนคร ไปตั้งอยู่ที่วัดป่าแก้ว แต่ทัพเรือสยามเสียทีข้าศึก พระยาเพชรบุรีถูกสังหาร กองทัพหงสาวดีบางส่วนได้ยึดเอาวัดป่าแก้ว หรือวัดเจ้าไท เป็นฐานปฏิบัติการ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 วัดแห่งนี้จึงได้ร้างลง
ยุคฟื้นฟู
หลังจากที่วัดใหญ่ หรือ วัดป่าแก้ว หรือ วัดเจ้าไท ได้ร้างลงกว่า 400 ปี ได้มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี กลุ่มหนึ่ง โดยการนำของพระฉลวย สุธมฺโมได้เข้ามาหักร้างถางพงที่รกเรื้อปกปิดอารามอันเก่าแก่แห่งนี้เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ 4 ปี ท่านต้องการออกจาริกอีกครั้งจึงได้ไปนิมนต์พระครูภาวนาพิริยคุณ เจ้าอาวาส วัดยม อำเภอบางบาล ให้มาดูแลวัดใหญ่ชัยมงคลต่อ
พระครูภาวนาพิริยคุณ (เปลื้อง วิสฏฺโฐ) ได้นำคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี หักร้างถางพง ฟื้นฟูวัดแห่งนี้จนได้รับการยกฐานะจากวัดร้างเป็นวัดราษฎร์ที่มีพระภิกษุจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2500 โดยได้ชื่อว่าวัดใหญ่ชัยมงคล ส่วนพระครูภาวนาพิริยคุณ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูภาวนารังสี
ยุคปัจจุบัน
หลังจากที่พระครูภาวนารังสีได้มรณภาพในปี พ.ศ. 2536 พระปลัดแก่น ปุญฺญสมฺปนฺโน หรือปัจจุบันเป็นพระครูพิสุทธิ์บุญสาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และได้ร่วมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และแม่ชี พัฒนาวัดใหญ่ชัยมงคล จนได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ,วัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่น, และสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแห่งที่ 3 ตามลำดับ
จากวัดใหญ่ก็เริ่มหิวกันมากมายตามที่คาดไว้ ...........ก็เคลื่อนตัวกันไปปักหมุดกันไม่ไกล ก๋วยเตี๋ยวไก่หน้าวัดใหญ่นั่นเอง ฟาดกันเข้าไปอิ่มหน่ำสำราญ ทั้งหมูสะเต๊ะ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น ต้มยำ ข้าวขาหมู สละ-ลูกตาลลอยแก้วที่ขาดไม่ได้ COCA COLA เย็นเจี๊ยบบบบบบ(ติดน้อัดลมกันทั้งก๊วน) น่าประทับใจ ซัดกันไปอิ่มตื้อเลย .......เริ่มขี้เกียจกันแล้ว แต่ก็ไปกันต่อได้จ๊ะ
พาปั่นย่อยอาหารข้ามสะพานนเรศวร......เมื่อยดี ใช้ได้ วิ่งตรงบนถนนโรจนะ มาสุดที่ถนนศรีสรรเพชร์เลี้ยวขวาผ่านแยกตะแลงแกง คุ้มขุนแผนเพื่อไปที่วิหารมงคลบพิตร เสียคนละ10บาทเข้าไปบริเวณวัดพระศรีสรรเพชร์ อากาศเริ่มแย่เพราะร้อนมากๆ โบราณสถานดูแห้งแล้งไม่สวยงามเท่าที่เคยเป็น มีแต่ฝุ่นดิน เราก็ถ่ายรูปกันพอเป็นพิธี ไว้ไปดูองค์จำลองกันที่เมืองโบราณดีกว่า ออกมาด้านนอกยืนรอสองสาวขาอ่อนที่ถ่ายรูปกันเอาเป็นเอาตาย (ไม่ร้อนหรือไง) .........คาดว่ากลับกรุงเทพ2สาวน่าจะมีรูปไม่ต่ำกว่า500รูป ที่รอไปนอนกองอยู่ในฮาร์ดไดร์ฟตามเคย ...........พี่รี่พูดไม่ผิดชัวร์ ระหว่างรอพี่ๆก็ฟาดไอติมโบราณกันคนละ1ท่อน ....มานุดไฟฟ้าอิ่มมากก็เลยทานไปครึ่งแบ่งให้หมาน้อยครึ่งหนึ่ง ชมภาพได้จ๊ะ
กราบไหว้พระประธาน "พระมงคลบพิตร" พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปใหญ่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์องค์เดียวในประเทศไทย ลงรักปิดทองมีแกนเป็นอิฐ ส่วนผิวนอกบุด้วยสำริด ทำเป็นท่อนๆมาเชื่อมกัน สูง ๑๒.๕๔ เมตร หน้าตักกว้าง ๔ วาเศษ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราวพ.ศ. ๒๐๘๑ เดิมประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญมาไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์
เดินเล่นตลาดข้างวิหารที่มีของขายไม่กี่อย่าง ซ้ำๆกันแต่มีหลายเจ้าจริงๆ มีเยอะไป ไม่รู้จะซื้อเจ้าไหน ก็เลยไม่ซื้อเลย ..........จบข่าว จริงๆแล้วคืออิ่มกันท้องปลิ้นกันยกก๊วนขาอ่อน ปั่นไปกินไปคงจะไม่สามารถรับอะไรได้อีก คงจะมีแต่น้ำที่ดื่มกันได้ดีเพราะมันร้อนเหลือหลาย แวะซื้อน้ำแข็งซื้อน้ำ พูดคุยกับแม่ค้าพอควรก็ออกเดินทางต่อ กับสองล้อคู่ใจ
ปั่นออกมาไดไม่นานก็มาถึงวัดธรรมิกราช ไม่รู้ทำไมแต่ชอบวัดนี้มากมาย เป็นโบราณสถานที่สวยงามดูอลังการดี มากี่ทีก็ต้องแวะเสมอ ชาวก๊วนขาอ่อนก็คงชอบเช่นกัน สองสาวไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ได้พระกันมาคนละองค์ ดีใจใหญ่
อ่านประวัติวัดธรรมิกราชได้ที่
http://th.wikipedia.org/wiki/วัดธรรมิกราช นะจ๊ะ
แวะชมประวัติศาสตร์สวยงามกันเต็มอิ่มแล้วก็เคลื่อนตัวเล็กน้อยวิ่งบนถนนอู่ทองข้ามสะพานข้ามคลองคูเมืองไปเลี้ยวซ้ายเข้า"วัดหน้าพระเมรุ" ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว (ริมแม่น้ำลพบุรีเก่า) เดิมชื่อว่า "วัดพระเมรุราชิการาม" เป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกพม่าทำลายในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เนื่องจากพม่าไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่นั่น จึงยังคงสภาพดีมาก
อ่านประวัติวัดหน้าพระเมรุเพิ่มเติมได้ที่
http://th.wikipedia.org/wiki/วัดหน้าพระเมรุ
ไหว้พระกันเสร็จก็มานั่งเมาท์ ยืนเมาท์(อยากจะนอนเมาท์ คิดถึงเสื่อ)พร้อมเพรียงกับเป๊ปซี่คนละถุงจัดมาโดยน้องหนุ่ม ตากล้องนิสัยดีและมีมุข "หมีใหญ่" มาให้ขำน้ำตาเล็ดกันตลอดเวลา ไม่รู้มีอะไรกับหมีนะเนี่ย พี่หล่ะสงสัยจริงๆเล๊ย คุยกันพักใหญ่ ......เพราะคงขี้เกียจออกไปปั่นตากแดดแล้ว มันร้อนมากๆ แต่มองนาฬิกาแล้วก็คิดว่าไปดีกว่า บ่ายโมงกว่าแล้ว ปั่นไปวัดไชยวัฒนารามกันอีกระยะทางพอควร แถมต้องข้ามสะพานสูงด้วย ........น้องๆพี่ๆจะด่าเราไหม๊หน๋อ แต่คงจะดีกว่าสะพานสูงอันแห้งแล้งที่หนอกจอกนะ
พอถึงวัดไชยวัฒนารามแล้วป๋าแล๊นซ มาม่าบลู สองหนุ่มและมนุษย์ไฟฟ้าก็นอนแผ่ เอ๊ยนั่งพักในศาลา ปล่อยให้สาวๆไปตากแดดหัวแดงถ่ายรูปไปสะสมในฮาร์ดไดร์ฟต่อ พี่นัทใจดีเลี้ยงไอติมเลี้ยงน้ำน้อง คลายร้อน ใจดี๊ ใจดี จริงๆ ......วันนี้ไม่ได้ยินเสียงพี่หมีใหญ่บ่นเจ็บตูด ทำให้ไกด์ผีอย่างเรารู้สึกสบายใจ ยิ้มได้ กลัวจะพาป๋ามาทรมาณ แต่ป๋ากับเราคอเดียวกัน เราปั่นชิวๆไม่เหนื่อยป๋าคงไม่เหนื่อยเหมือนกัน ..........แต่ที่เหมือนกันทุกคนก็คงเป็นร้อนนนนนนนนนนนนนจังโว๊ยยยยยยยยย น้ำหมดขวดอีกแล้ววววววว ปวดฉี่อะ ประมาณนั้น
....สาวๆจ๊ะถ่ายรูปเสร็จยัง ไปกันเถอะ เดี๋ยวต้องไปซื้อโรตีสายไหมกันก่อนไปสถานีรถไฟนะ .......พร้อมแล้วไปกันเต๊อะ สปิ๊นๆๆๆๆข้ามสะพาน เหนื่อยดี ทดสอบพลังต้นขา เลี้ยวขวากลับเข้าถนนอู่ทองวิ่งตรงไปแถวหน้าโรงพยาบาล "แหล่งโรตี" เจ้าไหนก็ดีซื้อไปเถอะ กินมาหลายเจ้าแล้วก็ไม่เห็นมันจะต่างกันเลย อ้วนเหมือนกัลลลล์ .......แวะจอดหน้า7/11 เข้าไปตากแอร์พร้อมตาเป็นประกาย "บิ๊กโคล่า" มีขายในเซเว่นแล้วอะ เสียดายเป็นขวดใหญ่ 1.5ลิตร 22.-บาท แต่ไม่เป็นไร จัดมาเดี๋ยวช่วยกันซด แป็บเดียวก็หมด บิ๊กโคล่าเนี่ยอร่อยกว่าโค๊กและเป๊ปซี่จริงๆ ไม่มีคาเฟอีนให้ตาค้างด้วย อร่อยจริงๆนะจะบอกให้ ซ่าส์สุดใจ
ยืนพักตากแอร์ ซดโคล่าหน้า7/11ให้พุงปลิ้นมีแต่แก๊สท้องระเบิดแล้ว ก็ซื้อโรตีของฝากกัน ........ซื้อไม่ซื้อเปล่าขอชิมด้วย1อัน เป็นโรตีร่วมสาบาน1อันแบ่งกัน6คน มาม่าบลูไม่ยอมทานสงสัยกลัวHB HC (Hepatitis B-C) .......หนูไม่เป็นนะพี่ หายแล้ว ............ล้อเล่นน่า จริงๆแล้วพี่นัทไม่ชอบของหวาน ชอบแต่คนกินหวานนนนนนน (ป๋ากินหวานมากกกกก) ฮิฮิ .......โรตีเนี่ยมนุษย์ไฟฟ้าไม่ซื้อ เพราะนานมาแล้วเคยซื้อด้วยความตื่นเต้น ซื้อแล้วห้อยเป้ไว้5ชุด แกว่งไปแกว่งมา ส่วนแป้งร้อนๆก็ยัดไว้ในเป้ หลังเกือบพอง ปั่นจักรยานไปทรมานที่สุด .....กลับมาถึงบ้านแล้วท่านแม่ถามซื้อมาทำไม มันหวานไม่มีใครกิน ซื้อมาที1ถุง3วันผ่านไปยังกินไม่หมด เรางี้รีบโทรหาเพื่อนเลย เฮ้ย อยู่บ้านป่าวเดี๋ยวเอาโรตีไปให้ ...ซื้อมาฝาก แฮะแฮะ เข็ดไปเลย
เรียบร้อยแล้วก็ไปกันเถอะเดี๋ยวไม่ทันรถไฟ ......แล้วเราก็ปั่นกันชิวๆบนถนนอู่ทองผ่านวัดสุวรรณดาราม ร้านอาหารแพกรุงเก่าเจ้าประจำ(แอบเหลือบมองเผื่อมีขนมใส่ไส้ของโปรด) มุดใต้สะพานเพื่อวกไปข้ามสะพานกลับมาไปสถานีกัน มาถึงสถานี3โมงครึ่ง ในใจนึกคงทันเที่ยว4โมง ไปซื้อตัวได้รถเที่ยว4โมง45 เพราะรถมันช้า ก็เลยนั่งนอน ยืนรอ อยากจะนอนรอด้วยความเซ็ง ระหว่างรอน้องตุ๊กพูดว่า ตุ๊กตาขวากระตุกคะพี่ ........เราก็ไม่เอะใจ สงสัยน้องนอนน้อย แล้วน้องก็ว่า กระตุกขวาด้วยนะพี่ เราก็ยังเฉยๆ เพราะยังไม่เห็นมีอะไรหรือใครมาแซวน้องตุ๊กให้วุ่นวายใจ เห็นน้องตุ๊กยิ้มทั้งวันถ่ายรูปเมามันส์ไม่มีอะไร
ซักพักเริ่มหิวแล้ว ก็เลยชวนพี่นัทกับป๋าไปหาข้าวกิน น้องๆเค้าไม่หิวก็นั่งเฝ้ารถไป
เดินข้ามไปหน้าสถานีกินข้าวผัดกับผัดซีอิ้วรสชาติดีเหลือเชื่อ ราคาไม่แพง ผัดซีอิ้วรสชาติถูกปากมากมาย พี่นัทบอกเพราะคนปรุงนะจ๊ะ ....เอาก็เอาพี่ปรุงน้องกินแบ่งกัน2ชาม3คน รักกันมากมาย
ถึงเวลารถออกเราก็เข็นรถไปรอกลางชานชาลาแดดเปรี๊ยงร้อนจริงๆ ทนไม่ไหวหนีมาหลบเพราะแว่วว่าอีกตั้ง20นาที ทิ้งรถนอนแอ๊งแม๊งเลยช่างมัน ร้อนโว๊ย พอรถมาเราก็เตรียมตัวขึ้น ...........อ้าวเวรกรรมหล่ะสิตู้ระวางเต็ม พนักงานก็จะรีบออกรถ เรา7คันไปไม่ได้ก็เลยไม่ไป มาด้วยกันไปด้วยกัน ........รถไฟไทย มาช้าแล้วก็ยังไม่ได้ไปอีกเอาเข็นรถยกรถกลับไปคิดต่อจะเอาไง นายสถานีก็อุตส่าห์บอกว่าเดี๋ยวมีอีกคันนะ มีตู้ระวาง2ตู้เหลือๆ ยังไงก็มาได้ .........พี่นัทเริ่มใจสู้และไม่แน่ใจ เผื่อว่ามาแล้วไม่ได้ไปอีกจะทำไง มีคิดแผนปั่นกลับและแผนแยกกันไป ........70โลนะพี่จ๋า ม่ายช่าย7โล หันมองดาร์ลิ้งมั่งป่าวอะ ป๋าหน้าเสียแว้วววววว เตรียมเจ็บตูด มานุดไฟฟ้ายังยิ้มได้เพราะคติปลอบใจที่ใช้เสมอคือ ยังไงวันนี้ก็ได้กลับ มันจะถึงกี่โมงยังไงก็ได้กลับ จะกลับวิธีไหนยังไงก็ได้กลับ จะเหนื่อยให้ตายก็ได้กลับแน่นอน ต้องมีกำลังใจ..........ใช้มาแล้วตอนไปบางประกง
ใจก็นึกไปถึงหลวงพ่อโตซำปอกงแล้วก็อธิษฐานในใจ ขอให้รถที่จะมาคันต่อไปทั้งว่างและไม่มีอุปสรรคด้วยเถิด ลูกช้างจะหอบก๊วนขาอ่อนกลับมาลุยเมืองเก่ากันอีก ........แล้วก็นั่งรอกันต่อไป เห็นสมาชิกก้มๆเงยเงยแกะๆเกาๆเอาหญ้าเจ้าชู้ออกมาจากยางสนุกสนาน ไม่มีอะไรทำก็สูบยาง สูบแตรลมกันไป ไหนๆรถจะมาช้าแล้วก็เลยปล่อยน้องๆไปทานข้าวดีกว่าเพราะกว่ารถจะมาก็ปาเข้าไป6โมงครึ่ง พี่ๆก็ทยอยไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเล็กน้อย ก่อนมานั่งคอย ค๊อย คอย
พอได้เวลาเราก็พารถไปจอดรอที่ชานชาลาใหม่ รอไปซักพักก็มีประกาศแว่วมาว่ารถจะช้าไปครึ่งชมมา1ทุ่มอีก ...เซ็งพะยะคะ มาถึงสถานีตั้งแต่3โมงครึ่งแล้วนะเนี่ย ก็ลุกๆนั่งๆยองๆกันไป ไม่มีเก้าอี้นี่นะ เริ่มเหมื่อยโค ตะ ระ เอารถTREK4400ของใครไม่รู้ไปซิ่งบนชานชาลาอันว่างเปล่าดีกว่า ปั่นไปแล้ววกกลับทำไมยางมันนุ่มจัง ถามพี่นัท "รถพี่นัททำไมยางมันเด้งดึ๋งขนาดนี้" แค่นั้นก็ได้คำตอบจากป๋า ยาวรั่วโว๊ย งานเข้าหล่ะสิ หญ้าเจ้าชู้บังอาจมาเจาะยางรถท่านประธาน ...........จะเปลี่ยนยางตอนนี้ก็คงไม่ทัน เดี๋ยวรถมา งั้นเดี๋ยวไปถึงหัวลำโพงค่อยเปลี่ยน มีอุปกรณมา ไม่ห่วงเท่าไร เปลี่ยนยางปะยางงานหมู ปะมา5รูยางในยังใช้อยู่เลย งานถนัดของมานุดไฟฟ้า
ระหว่างรอรถในความมืดก็เลยชวนก๊วนขาอ่อนช่วยกันอธิษฐานขอพรหลวงพ่อโตให้พวกเรา ได้กลับ และกลับได้อย่างปลอดภัยด้วยเถิด...สาธุ พนมมือขอหลวงพ่อพร้อมเพียงกัน
แล้วในที่สุดรถไฟก็มาเวลาทุ่มยี่สิบ ......หลวงพ่อช่วยแหงมๆ รถมาจากเด่นชัย ว่างสนิทขึ้นไปเตะบอลเล่นได้เลย ยกรถแสนรักกันด้วยความรวดเร็วและหาที่นั่งกันตู้สุดท้าย .....หมดแรง พักผ่อนกันหน่อยยืนมานานเมื่อยขาสุดๆ นั่งคุยกันไป น้องตุ๊กบอกว่า "ก็หนูบอกแล้วว่าตาขวากระตุก พี่ก็ไม่สน" เราก็เลยนึก เออจริงๆด้วย ทั้งตกรถ ทั้งยางรั่ว วันหลังต้องเชื่อเค้าแล้วเนี่ย ..............รถวิ่งไม่นานวิ่งเร็วเหมือนรถซิ่ง ซักประมาณแค่ชั่วโมง20นาทีเราก็มาถึงหัวลำโพงกัน
ด้วยความว่องไวเราก็จัดการเปลี่ยนยางในให้พี่นัทด้วยความรวดเร็ว กันบนชานชาลานั้นแหละ ประมาณ15นาที มือดำปิ๊ดปี๋ แต่เหมือนจะรู้ตัววันนี้พกไปทั้งหกเหลี่ยม ชุดปะ ที่งัด แถมสบู่ล้างมือด้วย เปลี่ยนยางเสร็จเราก็กำลังจะปั่นออกมา ก็ได้ยินเสียงน้องหนุ่มว่า"ยางหน้าผม" เอาแล้ว ใจนึกตามฝรั่งว่า ถ้ามีเหตุก็จะต้องเกิด3หน THIRD TIME LUCKY แล้วจะโชคดี ตามนั้นเลย ยางน้องรั่ว(ซึม จากโดนหญ้าเจ้าชู้เช่นกัน)ทั้งหน้าหลัง แต่น้องว่าไม่เป็นไร ปั่นไปสูบไปได้ .........ไอ้ตอนนั่งแกะนั่งแซะกันที่สถานีก็ไม่เอะใจว่าหญ้าเล็กๆมันจะแทงเข้าไปให้ยางซึมขนาดนี้ แหลมจริงๆ
ว่าแล้วก็ไม่ได้ปะไม่ได้เปลี่ยน รีบปั่นกันกลับมาที่ดินสอวิลล่า น้องตุ๊กน้องปุ๊กจะได้กลับบ้าน ..ขากลับมาก็ผ่านRED ARMY เต็มถนนไปหมด ก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วพี่นัทกับป๋าก็เข้าบ้าน ใจดีเอาน้ำซ่าๆมาให้น้องซดกันหน้าบ้าน หลังจากนั้นพี่กุ้งน้องหนุ่มก็ไปช่วยยืนรอส่งน้องปุ๊กกะน้องตุ๊กขึ้นแท๊กซี่ ส่วนข้าพเจ้าNIGHTRIDERหิวตาลายน้ำตาลตก ปั่นกลับมาบ้านเยาวราชคนเดียวว่าจะหาของกินระหว่างทาง ไม่เห็นมีอะไรขาย คิดว่าเข้าบ้านต้มมาม่าก็ได้ ถึงบ้านมือสั่นเปิดตู้เย็นเห็นพิซซ่าแสนอร่อย ดีใจที่สุด ฟาดไป3ชิ้น ก่อนหมดแรง
ขอขอบคุณขาอ่อนลั๊นลาทุกคนนะคะ ที่ทำให้วันลั๊นลาของเราเป็นวันอันน่าจดจำกันอีกวันหนึ่ง ที่รู้ๆคือเราต้องกลับไปนมัสการหลวงพ่อโตซำปอกงกันอีกหล่ะนะจ๊ะ หลีกเลี่ยงไม่ได้จ๊ะ.......... ท่านอุตส่าห์พาเรากลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ...........................14มีนา53 ขาอ่อนฝ่าRED ARMYไปเมืองกรุงเก่า
ขอได้รับความขอบคุณจากขาอ่อนลั๊นลามา ณ ที่นี้ด้วยคะ