ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

รายงาน/รูป "สรุปทริป" จากที่ได้ปั่นมา
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ขอขอบคุณทุกท่าน ที่กรุณาเปิดกระทู้นี้อ่านครับ

แต่ผมต้องขออนุญาตเรียนให้ทุกท่านทราบก่อน ว่ากระทู้นี้อาจมีบรรยากาศ
แตกต่างจากกระทู้ท่องเที่ยวอื่นๆ เนื่องจากเป็นบันทึกการเดินทาง เพื่อเก็บข้อมูล
ในเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามแห่งชาติเรา ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน
ดังนั้น ข้อมูลในกระทู้นี้ จึงประกอบด้วยความขมขื่น สลดหดหู่ การพลัดพราก
บาดเจ็บล้มตาย และความรื่นรมย์กับธรรมชาติ ปะปนกันไป

หลังจาก " ลาว ๒๐๐๙..ฯ "จบไปเมื่อปีที่แล้ว แต่โครงการตามล่าหาความจริง
สำหรับ " สงครามลับในลาว " ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลา
ผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม ผมก็ยังคงค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล เพื่อต่อภาพในอดีต
ให้เป็นเรื่องราวสมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้

" ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ " จึงเป็นบันทึกการเดินทางสำหรับปีนี้
ตามเส้นทางหมายเลข ๒๓ ปากเซ - ปากซอง ในภาคใต้ของลาว โดยเฉพาะแขวงจำปาสัก
ซึ่งรายละเอียดก็ยังคงเป็นเรื่องราวอันขมขื่นของแผ่นดินนี้ เมื่อต้องตกอยู่ท่ามกลางไฟสงคราม

รูปภาพ


๓๘ ปีที่ผ่านไป สภาพภูมิศาสตร์ยังคงเดิม แต่สภาพสังคมและวิถีชีวิตของคนลาว
เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ร่องรอยแห่งสงคราม อันเปรียบเสมือน
ความเจ็บปวดสูญเสียในครั้งนั้น แทบจะไม่ปรากฎให้เห็น และไม่อยู่ในความทรงจำ
ของคนลาวยุคใหม่อีก คงมีแต่การก้าวไปตามวัฏจักรของทุนนิยม ที่เริ่มหลั่งไหล
เข้ามาสู่วิถีชีวิตคนลาว ให้ผันผ่านสู่สภาพสังคม และวัฒนธรรมใหม่


การเดินทางครั้งนี้ แปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องด้วยเป็นระยะทางสั้น
และมีจุดแวะเก็บข้อมูลมากมาย ผมจึงเลือกใช้จักรยานเป็นพาหนะ เพราะต้องแวะ
เก็บรายละเอียดในแต่ละจุด ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมากนัก บันทึกนี้จึงเป็นบันทึก
ที่เขียนเพื่อเพื่อนชาวเสือ จะได้ใช้ข้อมูลและภาพถ่าย เพื่อประกอบการเดินทางต่อไป

ก่อนการเดินทางทุกครั้ง งานหนักคือจะต้องค้นคว้า เก็บรวบรวมข้อมูล ให้มากที่สุด
เท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้ผ่านพ้นจุดสำคัญโดยสูญเปล่า ผมได้แหล่งข้อมูลสำคัญ
ที่ทำให้ผมสามารถลงรายละเอียดแต่ละจุด แต่ละสมรภูมิ ได้อย่างแทบจะเห็นภาพการรบ
ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณ ท่านที่มีรายนามดังต่อไปนี้

๑. ท่านเสธ.ดำ อดีต Case Officer(CO)ของ CIA กรุณาให้ข้อมูลภาพรวม และแหล่งอ้างอิง
๒. "ครูหมี" กัปตันสฤษฎิ์พร ภิบาลกุล อดีตนักบิน Air Continental และ Air America
๓. FAG Racecar พี่โกมล อภิรัตตกุล
๔. FAG Ink Spot พี่พินิต ขุนกลาง
๕. FAG Spotlight พี่ปรีชา นิธิสุภา กลจักรสำคัญของสมาคมนักรบนิรนาม
๖. ท่าน " ภูเสน " พล.ต. เจริญ เตชะวนิช
๗. พี่ " เสือประสิทธิ์ " ส.อ.ประสิทธิ์ แก้วอินทร์ อดีต หน.ชุดยิง ร้อย ๑ พัน BC.613
๘. พี่ " เสือช่อ " ปุรเชษฐ(พิเชษฐ์) ดำนิล อดีต ทสพ. BC.613

สำหรับข้อมูลสภาพเส้นทางและสภาพอากาศ ผมต้องขอขอบคุณ
คุณ " อยากถีบจัง "(โยซูวา) สมาชิกเว็บ Thaimtb.com จากเสือเมืองอุบลฯ
ที่กรุณาให้ข้อมูล อันเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางครั้งนี้อย่างยิ่ง

อักษรย่อบางตัว ซึ่งหลายท่านอาจไม่คุ้น ผมก็ขอยกมาแสดงคร่าวๆก่อนนะครับ
หากท่านใดต้องการคำอธิบายขยายความ ก็ขอให้สอบถามได้ ผมยินดีเพิ่มเติมให้ครับ

ทสพ. - ทหารเสือพราน อาสาสมัครไทยในสงครามลาว
ทชล. - ทหารกองทัพแห่งชาติลาว(ทหารลาวฝ่ายขวา)
บก.ฉก.สน. - กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจส่วนหน้า
FAG - Forward Air Guide ผู้นำอากาศยานหน้า
FAC - Forward Air Controller ผู้ควบคุมอากาศยานหน้า
CO - Case Officer นายทหารควบคุมยุทธการ
SGU - Special Guerilla Unit หน่วยทหารกองโจร(หน่วยรบพิเศษ)
BC. - Commando Battalion กองพันทหารราบ
BA. - Artillery Battalion กองพันปืนใหญ่
น.รทก. - เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง

เสือทุ้ย ตะลุยลาวใต้

๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ๐๔.๔๕ น. รถทัวร์นครชัยแอร์ พาผมมาถึงสถานี บขส.อุบล
พร้อมสัมภาระสำคัญในห้องสัมภาระใต้ท้องรถ คือเจ้า " Taz "
จักรยาน Merida Matts 40 SUB ที่ถูกโมดิฟายเป็นรถ Semi-Touring
ใส่ตะแกรงท้าย และเปลี่ยนยางเป็นยางถนน 26 x 1.5 ซึ่งจะเป็นพาหนะของผม ตลอดทริปนี้

รูปภาพ


หลังจาก Unload แล้ว ผมจัดการประกอบเจ้า Taz เพื่อให้ขี่ไปไหนมาไหนได้ชั่วคราว
เนื่องจากระหว่างเดินทางต้องถอดล้อหน้าออก เพื่อให้เข้าช่องสัมภาระได้
แต่คงต้องถอดชิ้นส่วนอีกครั้ง เมื่อจะต้องต่อรถปากเซ

ค่าระวางรถจักรยาน จาก กทม. ถึงอุบล ๒๓๘ บาท
ค่าโดยสารของคนต่างหาก เป็นข้อมูลสำหรับชาวเสือนะครับ

ข้อมูลที่ผมได้จากหนังสือท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง บอกว่ามีรถอุบล-ปากเซ วันละ ๔ เที่ยว
เที่ยวเช้าเริ่ม ๐๗.๓๐ น. เป็นข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
(หนังสือเล่มนี้เคยทำผมมึนมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนทริปเวียดนาม ไม่ขอออกชื่อนะครับ)
เพราะว่ารถเที่ยวเช้าเจ็ดโมงครึ่ง จะมีเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น ส่วนช่วงปกติ
เที่ยวเช้าเริ่ม ๐๙.๓๐ น. นั่นหมายถึงผมต้องรอรถอีก ๔ ชั่วโมงครึ่ง
ระยะทางจากอุบลฯ ถึงช่องเม็ก ๗๙ กม. และจากช่องเม็กถึงปากเซ ๔๐ กม.
หากผมจะปั่นไปเอง คงจะถึงปากเซเอาบ่ายแก่ๆ ไม่มีทางขึ้นปากซองได้ทัน

หลังจากเซ็งแล้วเซ็งอีก ในที่สุดผมก็ได้โดยสาร " รถโดยสารระหว่างประเทศ "
ด้วยค่าโดยสารของผม ๒๐๐ บาท ของเจ้า Taz ๑๐๐ บาท ผ่านด่านช่องเม็ก
เข้าสู่ด่านวังเต่าของลาว เสียค่า " เหยียบแผ่นดิน " ขาเข้า ให้ ตม.ลาว ๒๐ บาท
(ส่วนขาออก เดี๋ยวมีเรื่องเล่าขำๆครับ)


เสียเวลาที่ด่านไปเกือบชั่วโมง เพราะบรรดาฝรั่งผิวขาวทั้งหลาย
มาทำวีซ่าเอาที่ด่าน แล้วปัญหาแต่ละรายก็มากเรื่อง เล่นเอาเซ็งกันทั้งคันรถ

ในที่สุด หลังจากหลับๆตื่นๆมาบนรถ ผมก็มาถึงปากเซเอาเกือบบ่ายโมงครึ่ง
อากาศร้อนอบอ้าว ผมรีบประกอบเจ้า Taz ทันที ดูเวลาแล้วน่าหนักใจเหมือนกัน

ที่ขนส่งหลักสองปากเซ เจ้า Taz พร้อมลุยไปกับผมแล้วครับ


รูปภาพ


ในแผนที่จะเห็นตัวเมืองปากเซ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำเซ ใหลลงสู่น้ำโขง มีถนนสาย ๑๓
เส้นทางที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของลาว พาดผ่านตัวเมือง ลงไปทางใต้ ไปสุดที่แดนเขมร


รูปภาพ
(ภาพของเว็บไซท์ท่องเที่ยวลาว)


รถประจำทางจากอุบลฯ จะข้ามสะพาน " มิตรภาพ ลาว - ญี่ปุ่น " เข้าเมืองทางด้านทิศใต้
แล้วตรงไปสุดถนน เลี้ยวขวาไปอีกนิด จะถึงท่ารถ " หลักสอง " หรือท่ารถเกรียงไกร

ในภาพแผนที่ จะเห็นที่ตั้งของสนามบินปากเซ(PKZ) อยู่ในที่ตั้งเดิมตั้งแต่สมัยสงคราม
รันเวย์ถูกลดลงเหลือเพียงรันเวย์เดียว แต่ปรับปรุงให้ยาวขึ้น ส่วน " ค่ายโพนสีไคย "
อันเป็นที่ตั้งของ บก.ผาสุก กองบัญชาการของลาวฝ่ายขวา อันมีนายพลสุดใจ เป็น ผบ.
และ บก.ฉก.ผาสุก ของกองกำลังฝ่ายไทย อันมี " นายแสน " พล.อ.จุไท แสงทวีป
เป็น ผบ. อยู่ตรงข้ามเยื้องสนามบิน แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว

ส่วนภาพนี้ หากครูหมีท่านเข้ามาอ่าน คงนึกถึงบรรยากาศตอนนั้นครับ
Final Approach ของ L-11 สนามบินปากเซ ในสมัยสงครามลาว

รูปภาพ

ภาพของใครผมจำไม่ได้แล้วครับ ต้องขออภัยด้วย แต่ขอยืมก่อน

ในภาพ มองสุดปลายรันเวย์ด้านทิศใต้ ข้ามโขง จะมองเห็น " ภูกองไก่ " (edited)
อยู่ด้านหน้า และ " ภูมะโลง "(Edited) อยู่ด้านหลังไกลๆ เมืองจำปาสักอยู่หลังภูมะโลงนี้ครับ
เรื่องเกี่ยวกับภูมะโลงนี้ ผมขอยกไปกล่าวถึง ในการเดินทางช่วงจำปาสักนะครับ
ระดับความสูงของเมืองปากเซ อยู่ที่ประมาณ ๓๒๐ ฟิต น.รทก.
(ข้อมูล Field Elevation สนามบินปากเซ)

ตามกำหนดการที่ผมวางไว้แต่แรก ผมน่าจะถึงปากเซก่อนสิบโมงเช้า
แต่ตอนนี้หลุดจากแผนไปเยอะมาก ทำเอาผมสองจิตสองใจ ว่าจะไปต่อ
หรือจะนอนปากเซคืนหนึ่งก่อน แต่ที่ปากเซนี่ร้อนตับแตก ในที่สุด ผมก็คิดว่า
ไปเลยดีกว่า อาจถึงค่ำๆหน่อยก็ยังดี สรุปว่าออกเดินทางเอาบ่ายสองครึ่ง

สภาพชานเมืองปากเซ กม. ๔ ครับ ภาพนี้มองย้อนเข้าตัวเมือง

รูปภาพ


ภาพนี้เป็นถนนขาออกจากตัวเมือง มองเห็น " ภูบาเจียง "(edited) อยู่ซ้ายมือ

รูปภาพ


บริเวณ กม.๘ สายเก่า ปัจจุบันเป็นสถานีขนส่งหลัก ๘

รูปภาพ



ตำนานเลือด แห่งสงครามในพื้นที่ลาวใต้ เท่าที่ผมเก็บข้อมูลย้อนหลัง
ได้เพียงเดือนมกราคม ๒๕๑๔ ขณะที่ ทสพ. BC.601 และ BC.602
เข้าตียึดบ้านห้วยทรายไว้ได้(บ้านห้วยทราย อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ของเมืองปากซอง ห่างจากปากซองไปตามถนน ประมาณ ๒๕ กม.)
ฝ่ายทหารเวียดนาม ทุ่มกำลังเข้าตีเอาคืน เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๑๔
แต่ฝ่ายเราต้านทานไว้ได้ และสามารถสังหารทหารเวียดนามได้ถึง ๑๓๑ ศพ
โดยข้าศึกไม่สามารถนำศพกลับไป ฝ่ายเราสูญเสียเพียงหนึ่งนาย ปรากฎตาม
หนังสือชมเชย ของจอมพลถนอม กิตติขจร ลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๔

ต่อมาข้าศึกมีการเพิ่มเติมกำลัง และเข้าตีอีกหลายครั้ง เหตุการณ์ช่วงนี้
ครูหมี ท่านได้เล่าไว้ในเรื่อง " งานที่สยองขวัญ "ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารแทงโก้
และในกระทู้ " สงครามลับในลาว " นั่นคือเหตุการณ์ช่วงเดียวกันครับ

เมื่อฝ่ายเราเห็นว่า ข้าศึกมีการเพิ่มเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่เรื่อยๆ
และกำลังฝ่ายเรา ยังไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ กองพัน ทสพ. BC.601
และ BC.602 จึงถอยร่นลงมาเพื่อปรับกำลัง ร่วมกับกองพันใหม่
ที่ถูกส่งเข้ามาเพิ่มเติม คือ กองพัน BC.613 ในเดือนมิถุนายน
และ BC.614 ในเดือนถัดมา เพื่อวางกำลังรักษาเมืองปากซอง เอาไว้ให้ได้

จากบันทึกของ " ชาลี คเชนทร์ " หรือ FAG " Space "
FAG ประจำกองพัน BC.613 ท่านได้บันทึกเหตุการณ์
ในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๔ ไว้ดังนี้


เหนือหลัก กม. ๘ ขึ้นไป ถือเป็นเขตอันตราย เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด
ผู้ใดจะผ่านเข้าออก ต้องได้รับอนุญาตจากสารวัตรทหาร ทชล.อย่างเคร่งครัด
เมื่อเดินทางออกไปไกลเท่าใด ดูเหมือนว่าพื้นที่เบื้องหน้าจะสูงขึ้นๆ
เนืองแน่นไปด้วยป่าไม้ เป็นเทือกสูงหนาทึบ เทือกเขาสองแห่งมีความสูงยาวที่สุด
ยอดที่มีความสูงระฟ้า ทางซ้ายมือคือ...ภูปะเจียง และด้านขวามือคือ....ภูโป่ง

จากชะง่อนหน้าผาสูงหลายแห่ง มองเห็นน้ำตกไหลเป็นทางยาว
ส่งคลื่นพลิ้วกระเซ็นเป็นละออง ระลอกแล้วระลอกเล่า กระทบสู่โขดหินเบื้องล่าง
ความเขียวชอุ่มตลอดเส้นทาง ผสานความงามธรรมชาติ นับว่าเป็นความร่มรื่น
วิจิตรตระการตา หาถิ่นใดเทียบได้ยาก กล่าวได้ว่า " ผืนแผ่นดินลาวนั้น
มีความอุดมสมบูรณ์ กลมกลืนด้วยธรรมชาติ และงดงามด้วยศิลปะวัฒนธรรม "

ตลอดเส้นทางจากหลัก กม.๘ เต็มไปด้วยหลุมเล็กบ่อใหญ่จำนวนมาก
ซึ่งเกิดจากการทิ้งระเบิดทางอากาศ และกระสุนปืนใหญ่ภาคพื้นดิน กองพันได้เข้าสู่ที่ตั้ง
หลักกิโลเมตรที่ ๒๑ ตามแผนยุทธการกำหนด


ตะวันบ่ายคล้อย อากาศร้อนอบอ้าว

ผมรู้สึกได้ถึงอาการตื้อของรถ อันเกิดจากความชันของเส้นทางที่เพิ่มขึ้น
แม้จะพยายามลุกจากอาน โหย่งตัวกดแป้นบันได เพื่อให้รถสปริ๊นท์ไปข้างหน้า
แต่พอปล่อยไหล รถก็จะเสียความเร็วลงอย่างรวดเร็ว นึกถึงคำเตือน
ของคุณโยซูวา ว่าทางมันหลอกตา ดูเหมือนทางราบ แต่ชัน

เลยบ่ายสี่โมงเย็นมาแล้ว ผมเพิ่งจะผ่าน กม.๑๔ มาไม่นาน
ดินแดนที่เคยเป็นสนามรบเลือดเดือด ทับถมด้วยชีวิตนักรบทั้งสองฝ่ายนับพันๆนาย
บาดแผลจากสงครามแทบไม่มีหลงเหลืออยู่ คงมีเพียงวิถีชีวิตเรียบง่ายของคนลาว

ย่านหัตถกรรมทำมีด ตีเหล็กโชว์กันสดๆ ข้างทาง ตีเสร็จก็ใส่ด้ามวางขายเลย

รูปภาพ


ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แถบนี้ ทำให้มันกลายเป็นแหล่งเกษตรกรรม
ส่งผลิตผลสู่สังคมเมือง โดยเฉพาะการผลิตกาแฟเลื่องชื่อของลาว

ภาพโรงงานผลิตกาแฟครับ

รูปภาพ


ที่ กม.๑๔ บ้านหนองมะอึกนี้ มีเรือนพักหลายแห่ง แต่ผมเห็นว่าอีกนานกว่าจะมืด
เลยคิดว่าไปต่อดีกว่า ข้างหน้าคงจะหาที่พักได้ไม่ยาก หรืออาจขึ้นถึงปากซองมืดหน่อย

ผมคิดผิดครับ

ห้าโมงเย็น ผมได้ระยะทางยังไม่ถึง ๒๐ กม.เลย แต่ไต่ระดับมาพันกว่าฟิตแล้ว
ที่หมายคือเมืองปากซองนั้น อยู่ที่ระดับ ๔,๒๐๐ ฟิต ยังเหลืออีกเยอะ
ผมใช้น้ำไปลิตรกว่า การพักผ่อนไม่พอ ทำให้ผมรู้สึกล้าเร็วกว่าปกติ
ตะวันก็คล้อยต่ำลงทุกที

การเดินทางแบบนี้ ผมจะเชื่อข้อมูลจาก Altimeter มากกว่า
Altimeter ที่เซ็ทมาถูกต้อง จะให้ค่าความสูงแม่นยำกว่า GPS

ผมถึงบริเวณ กม.๒๑ เมื่อแสงสุดท้ายของวันใกล้จะลับหายไป
จนไม่อาจถ่ายภาพได้อีก บริเวณ กม. ๒๑ นี้ ทหารเสือพรานไทยเรียกว่า
" บ้านหมาร้าย " (หรือบ้านหมาดุ ในภาษาไทย) ตามป้ายหน้าบ้านหลังหนึ่ง
ที่เจ้าของจำต้องทิ้งบ้านลี้ภัยสงคราม จุดนี้เป็นทางแยกสำคัญ ที่จะขึ้นเหนือ
ไปยังเมืองลาวงามได้ ปัจจุบันทางการลาว เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านนี้
เป็น " บ้านห้วยแฮ่ "(edited) หรือที่สมาชิกกลุ่มเสืออุบล เรียกทางแยกนี้ว่า
" แยกกล้วยหอม " เพราะมีกล้วยหอมและผลไม้สวนอื่นๆ ขายเต็มไปหมด

บริเวณแยกบ้านหมาร้ายนี้ เป็นสมรภูมิรบดุเดือดแห่งหนึ่งของ ทสพ.ไทย
กองพัน BC.613 เคยถูกเวียดกงล้อมอยู่ที่นี่หลายวัน สูญเสียจำนวนมาก
และเสบียงอาหารหมด น้ำก็หมด จนทหารต้องดื่มปัสสาวะตัวเอง และไม่สามารถ
ขอการสนับสนุนได้ ในที่สุดก็ต้องตีฝ่าออกไป และถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง
จนไม่อาจรวบรวมกำลังเพื่อตีโต้ตอบ จึงเป็นการร่นถอย รวดเดียวถึงที่มั่น กม.๘ เลย

ผมไม่มีโอกาสได้หยุดพักที่บ้านหมาร้ายนานนัก เพราะระยะทางยังเหลืออีกมาก
ขณะนั้นผมคิดว่า ผมคงไม่สามารถถึงปากซองในวันนี้แน่นอน แต่ทำอย่างไร
จึงจะให้ได้ระยะทางมากที่สุด ความเร็วเฉลี่ยที่ผมทำได้ ไม่ถึง ๑๐ กม./ชม

๑๙.๐๐ น. ทางเริ่มมืด ไม่มีไฟแสงสว่างข้างทาง แต่ยังคงมองเห็นแสงไฟ
จากบ้านเรือนเป็นระยะ นอกนั้นผมก็มีเพียงแสงจากไฟฉายหน้ารถ
ที่พอให้คลำทางไปได้

ห่างหมู่บ้านออกมา ความเงียบและความมืดดูจะยิ่งเพิ่มขึ้น บรรยากาศวังเวง
ผมทราบดีว่าผมกำลังเดินทางในความมืดเพียงลำพัง ท่ามกลางสุสานของนักรบนิรนาม
นับร้อยนับพัน ผมได้แต่อธิษฐานว่า ขอให้วิญญานวีรชนไทย ช่วยให้ผมถึงที่พัก
แห่งใดแห่งหนึ่งเสียที และหากท่านใดอยากกลับบ้าน ขอให้กลับไปกับผมในขากลับ
อีกสองวันข้างหน้าก็แล้วกัน ผมจะเขียนเรื่องย้อนอดีตวีรกรรมของพวกท่าน
คิดอย่างนี้แล้ว กลับมีกำลังใจปั่นต่อ

ระยะ ๔ - ๕ กม. จะผ่านหมู่บ้านสักแห่งหนึ่ง ผมไม่มีเวลาที่จะเช็คแผนที่
ว่าเป็นหมู่บ้านอะไร (ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนชื่อไปแล้ว) คงมองหาแต่หลักกิโลเมตร
ซึ่งมีบ้างไม่มีบ้าง แต่ไมล์ที่รถ ก็ยังบอกระยะทาง คืบหน้าไปเรื่อยๆ แม้จะเชื่องช้า

ถึง กม. ๒๘ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผมเข้าไปถามว่า พอมีที่พักให้ผมบ้างไหม ?
สาวน้อยที่ดูออกจะงงๆ กับการปรากฎตัวของผม บอกว่าแถวนี้ไม่มี " เฮือนพัก "
สำหรับคนต่างชาติ แต่หากจะพักจริงๆ ต้องไปถาม " นายบ้าน "(หรือผู้ใหญ่บ้าน)
ซึ่งอาจจะพอหาที่พักให้ได้ แต่บ้านของนายบ้าน อยู่ห่างจากถนนใหญ่
เข้าไปนับกิโลเมตร หากจะหาเฮือนพักเช่า ต้องเลยไปถึง " บ้านอีตู้ " ซึ่งอยู่ที่
กม. ๓๕ คืออีก ๗ กม. ผมเลยตัดสินใจไปต่อดีกว่า ขณะนั้นเกือบสองทุ่มแล้ว
และผมก็ล้าเต็มที ดูเหมือนรถจะหนักจนแทบปั่นไม่ไหว และกระเพาะผม
เริ่มเรียกร้องความสนใจ

กฎหมายลาวไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวกางเต๊นท์นอนในที่สาธารณะนะครับ
จะกางเต๊นท์ ก็ต้องในรีสอร์ท หรือพื้นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และหากไปพักที่ใด
เกินกว่า ๑ วัน เจ้าของที่พัก ต้องนำพาสปอร์ตของ " คนต่างซาด "นั้น
ไปแจ้งแก่ตำรวจแขวง ซึ่งจะแจ้งไปยัง " ห้องการเมือง " อีกที

ในความมืด รอบตัวผมมีแต่ความเงียบ ผมได้ยินเพียงเสียงยางบดไปบนถนน
เสียงฟรีของเฟืองหลัง และเสียงหายใจฟืดฟาดของผมเอง แมลงป่าที่บินสวนไฟ
เข้ามาชนหน้า เข้าปากในบางครั้ง ทางชันขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องเปลี่ยนเกียร์ช่วย
สลับกันไปตลอดทาง จนกระทั่งถึง กม.๓๕ เห็นป้ายทางเข้ารีสอร์ทบ้านอีตู้
ทางซ้ายมือ ซึ่งต้องปั่นขึ้นเนินลงเนิน เข้าไปอีกประมาณ ๑ กม.

ถึงรีสอร์ทเอาสามทุ่มกว่า เจ้าของซึ่งผมดูแล้วเป็นลูกครึ่งเวียดนาม แต่พูดไทยชัด
ออกมาบรรยายสรรพคุณของรีสอร์ท ว่าอยู่ติดกับห้วยอีตู้ วิวสวยมาก
แต่ตอนนั้นผมแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว เลยต้องรีบตัดบท รับราคา ๓๐๐ บาทไทย
ทั้งๆที่โหดพอสมควร ไม่มีทีวี ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีอาหารขาย

ผมรีบอาบน้ำเย็นเจี๊ยบ ช่วยให้สดชื่นขึ้นบ้าง มาม่าที่ติดตัวมา
ช่วยแก้ปัญหายามคับขันได้เป็นอย่างดี ฟาดซะสองห่อ หลับเป็นตาย
แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 12 มิ.ย. 2010, 10:18, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
พลาย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 976
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มิ.ย. 2009, 13:24
team: สุดแต่ขาจะพาไป
Bike: la,bf,af,amf6

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย พลาย »

:D :D :D มาต่อเร็วๆนะครับ :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
รูปประจำตัวสมาชิก
หางแฮ้ม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3626
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
Tel: 0890414478
team: Top Cycle
Bike: Merida

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย หางแฮ้ม »

เรื่องราวในอดีตของปากซ่องน่าสนใจมากครับ ผมไปหลายครั้งแล้วยังไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย ขอบคุณมาก รออ่านต่อครับ
ขออนุญาติแก้ชื่อหมู้บ้านตรงหลัก ๒๑ ชื่อบ้านห้วยแฮ่ (ห้วยแร่) ไม่ใช่ห้วยฮีครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
สุนทร สมภูมิ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3030
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ต.ค. 2009, 11:05
Tel: 0899290719
team: เสือธัญญะ
Bike: trek

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย สุนทร สมภูมิ »

นับว่าน่าสนใจมากครับ ผมเลื่อกมาเป็นทหาร แต่พอจบการศึกษา สงครามในลาวเลิกพอดี เลยไม่มีโอกาสไปรบในลาวครับ ตั้งใจว่าจะไปสักครั้งแต่ยังไม่มีโอกาส ไปอีกเมื่อไหร่ส่งข่าวบ้างนะครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
วุด ส้มบางมด..ครับ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1352
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 19:29
Tel: 081-4896586
team: บางมด
Bike: Fuji,สับถังเก่าๆ

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย วุด ส้มบางมด..ครับ »

น่าอ่านครับขอปักมุดไว้ก่อน :mrgreen:
ไม่มีครั้งสุดท้ายของการเริ่มต้น การพ่ายแพ้มันก็แค่ประสบการณ์
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ขอบคุณ คุณพลาย คุณหางแฮ้ม คุณสุนทร และคุณวุดฯ ที่แวะมาอ่านครับ

โดยเฉพาะคุณหางแฮ้ม ที่กรุณาแก้ไขชื่อให้ ถูกต้องตามข้อมูล
ของคุณหางแฮ้มแล้วครับ เพราะผมไปติดกับภาษาอังกฤษในแผนที่
Huayhea ซึ่งน่าจะผิด ทั้งๆที่ป้ายหมู่บ้านจริงๆ ก็เขียนว่า " ห้วยแฮ่ "

ขอบพระคุณครับ

ผมจะพยยามเดินเรื่องให้เร็วที่สุดครับ เพื่อท่านผู้อ่นจะได้ไม่ต้องคอยนาน
หากจะช้า ก็จะเกิดจากการ Upload ภาพ ซึ่งผมจะเร่งดำเนินการให้ครับ

ไปกันต่อเลยนะครับ

------------------------------------------------------------


รุ่งเช้าวันใหม่

ด้วยความเหนื่อยล้าจากคืนที่ผ่านมา ผมหลับรวดเดียว ๙ ชั่วโมง
ตื่นเอา ๗ โมงเช้า รีบอาบน้ำเตรียมอุปกรณ์ เช็คสภาพรถ แล้วออกเดินทางต่อ
แม้ว่าเสียงน้ำสาดซ่าของน้ำตกห้วยอีตู้ จะส่งเสียงเชิญชวนอยู่ไม่ไกล
แต่ทริปนี้ผมไม่ได้มาเที่ยวน้ำตก จึงต้องขอผ่านความเพลิดเพลินไปก่อน

ผมปั่นออกมาตามทางเดิม เมื่อ ๘ โมงเช้าพอดี ทางเข้าซึ่งเมื่อคืนมืดตึ๊ดตื๋อ
แต่พอได้แสงแดดอุ่นตอนเช้า ก็ดูสวยงามไปอีกแบบ

รูปภาพ

ออกสู่ถนนใหญ่ที่ " บ้านอีตู้ " หนึ่งในหมู่บ้านไม่กี่แห่งบนเส้นทางสายนี้
ที่ยังคงใช้ชื่อเดิม ผมเข้าใจว่าเป็นนโยบายของทางการลาว ที่ต้องการลืมอดีต
อันเจ็บปวดขมขื่น ปรากฎการณ์แบบนี้ ผมเคยพบในเวียดนาม
ที่นั่นเปลี่ยนชื่อเมือง เปลี่ยนชื่อแม่น้ำไปเลย หากใช้แผนที่เก่าจะงงทีเดียว

อากาศเย็นค่อยๆอ้อยอิ่งผ่านตัวผมตามจังหวะการปั่นขึ้นเนินอย่างช้าๆ
ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ช่วยให้ผมลืมสถานการณ์เมื่อวานไปได้มาก
ช่วงแรกๆยังทำเวลาได้ดี จนมาถึง " ห้วยผักกูด " มองเห็นสะพานข้ามห้วยอยู่ข้างหน้า


รูปภาพ


บ้านผักกูดก็เป็นอีกบ้านหนึ่ง ซึ่งยังใช้ชื่อเดิม บ้านนี้เมื่อกำลังฝ่ายเรา
เข้าตีชิงเมืองปากซองคืน บ้านผักกูดเป็นที่ตั้งของ บก.ฉก.ผาสุก ส่วนหน้า
และฐานปืนใหญ่ BA.636 " สายฟ้า " ที่ยิงสนับสนุนการเข้าตีเนินเกษตร


ถึง กม.๔๒ " บ้านห้วยมาน " จากจุดนี้ไปจนถึงเมืองปากซอง คือสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด
ของการรบในภาคใต้ของลาว

รูปภาพ


บ้านห้วยมานคือขอบหน้าพื้นที่การรบ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าตีเนินเกษตร
อันเป็นเนินสำคัญที่จะควบคุมเมืองปากซอง

เหลืออีก ๘ กม. เท่านั้น ผมก็จะถึงที่หมายของวันนี้แล้ว

ทางชันขึ้นเรื่อยๆ ช่วง กม. ๔๒ - ๔๓ นี้จัดว่าเป็นช่วงที่ชันที่สุด
ผมทั้งโยกทั้งขย่มเจ้า Taz ไต่เนินขึ้นไปอย่างเชื่องช้า บางครั้งเสือภูเขา
ก็กลายเป็นเสือภูเข็น(ขอยืมสำนวนคุณ " เสือรุ่งริ่ง " มาใช้หน่อยนะครับ)
อาการสดชื่นเมื่อเช้า ค่อยๆหายไปทีละน้อย แสงแดดเริ่มแรงกล้าขึ้น
แม้อากาศเริ่มเย็นลง ความเหน็ดเหนื่อยเริ่มมาเยือน พร้อมความรู้สึก
กังวลที่ทำความเร็วได้ช้า เนื่องจากต้องใช้เกียร์ต่ำเกือบตลอดเวลา

รูปภาพ

ถึง กม.๔๕ สภาพทางยังคงเป็นเนินยาวหลายกิโลเมตร ผมต้องหยุดพักบ่อย
เพราะกล้ามเนื้อขาเริ่มล้า นึกถึงคำเตือนของคุณ โยซูวา ซึ่งเคยพิชิตเส้นทางนี้
มาแล้ว ว่า " โหดพอสมควร "

รูปภาพ


สภาพสังคมที่นี่ เป็นสังคมเกษตรกรรม ดูเหมือนจะเรียบง่าย สบายๆ
ตามหมู่บ้านจะมีร้านกาแฟ พ่วงด้วยโต๊ะสนุ๊ค ซึ่งจะมีวัยรุ่นมาเฮกันทั้งวัน
ซึ่งไลฟ์สไตล์แบบนี้ ผมคิดว่าลาวได้รับมาจากเวียดนาม

รูปภาพ


ก็เหมือนสังคมทั่วไป เมื่อสงครามสงบลง ความทุกข์ยากผ่านพ้น
ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมแสวงหาความสนุกสบาย จนบางครั้งเกินเลย
กลายเป็นลัทธิบริโภคนิยม จนลืมมองย้อนอดีต

โดยเฉพาะอดีตที่เจ็บปวด ซึ่งต้องแลกด้วยชีวิตนับหมื่นนับแสน

รูปภาพ



คิดมากแรงหมด พักยาวแล้วลากกันต่อ ดีกว่า
พ้นโค้งสุดท้ายก็ถึงแล้วครับ " เนินเกษตร "

รูปภาพ


เนินเกษตรนี้ละครับ คือสมรภูมิที่ ทสพ.ไทยเรา สละชีวิตไว้ที่นี่มากที่สุด ในเขตลาวใต้
การสู้รบเพื่อชิงเนินเกษตร เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ดุเดือดเลือดพล่าน
และกินเวลาหลายวัน ด้วยภูมิประเทศซึ่งเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติ
เป็นแนวยาวนับกิโลเมตร ทำให้ทั้งฝ่ายเราและเวียดกง ต่างก็พยายามที่จะรักษาเนินเกษตรนี้
ไว้อย่างเหนียวแน่นที่สุด การเข้าตีชิงเนินแต่ละครั้ง ทั้งสองฝ่ายต้องสูญเสียกำลังพล
มากมายนับไม่ถ้วน ซากศพตายทับถมเกลื่อนกล่นไปทั่วบริเวณ

และในที่สุด ก่อน ๑๑ โมงเช้าเล็กน้อย


รูปภาพ


ผมทำได้แล้วครับ
แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 12 มิ.ย. 2010, 10:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือดอนโพธิ์
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5427
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:28
Tel: 081-8011920
team: ฅน....ครยก บ้านนา..ทีม
Bike: klein Specialized Roubaix sl2 trek2300 Giant tcr advanced sl isp
ตำแหน่ง: บ้านนา นครนายก

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือดอนโพธิ์ »

ติดตามด้วยความตื่นเต้นไปกับอดีตอันดุเดือด
ชีวิต......
ยังมีความสุขในแบบที่เราไม่เคยรู้จักอีกเยอะแยะ
รูปประจำตัวสมาชิก
โยชูวา
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1307
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ส.ค. 2009, 23:11
Tel: 0834169645
team: FREEDOM

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย โยชูวา »

ตามมาอ่านครับ
อยากถีบจัง เพื่อนๆ เขาบอกว่าชื่อมันเถื่อนไป ผมก็เลยเปลี่ยนชื่อใหม่ ตามใจเพื่อน ที่บ้านผมปั่นจักรยานเขาเรียกว่า ถีบจักรยานครับ คนอื่นเขาบอกว่าไม่สุภาพ เปลี่ยนก็เปลี่ยน
ช่วงที่ผมเดินผมไปเมื่อปีที่แล้ว ก่อนถึงปากซองพบหมู่บ้านแห่งหนึ่งกำลังทำบุญ กันอยู่ก็จอดรถทักทายชาวบ้าน ชาวบ้านเขาเล่าให้ฟังว่าที่นี่เป็น สมรภูมิเดือด มีคนตายเยอะครับ ผมก็สนใจเรื่องนี่เช่นกัน
ผมว่าเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ท้าทายใช้ได้ครับ ไม่ยาก ไม่ง่าย ใครชอบน้ำตกมีให้ดูตลอดเส้นทางครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
mtb.hilander
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1104
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2008, 21:15
Tel: 0893058544
team: THAI BIKE TOURING CLUB
Bike: trek 6500

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย mtb.hilander »

ผมเคยไปเที่ยวมาครั้งนึง เห็นน้ำตก ชนเผ่า ชาวบ้านเห็นแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจ เลยคิดว่าคงจะไม่กลับไปเที่ยวแล้ว

ที่บ้านเราน่าเที่ยวกว่าเยอะ เหตุเพราะไม่มีข้อมูลเลยคิดไปแบบนั้น

ได้ข้อมูลจากพี่แล้ว..อือ..................

นายวุด ส้มบางมด ไปกันไหมเพื่อน ...........เดี๋ยวชวนเป็ดน้อยอีกคน ตอนนี้นายเป็ด มี 550 D แล้วนะ

ขอบคุณพี่มากครับที่หาข้อมูลมาให้ น้ำใจที่พี่หามาฝากพวกเราช่างมีคุณค่ามาก และขอบคุณแหล่งข้อมูลทุกท่านด้วยใจครับ
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

สวัสดีครับ คุณเสือดอนโพธิ์ คุณโยซูวา และคุณ mtb.hilander

ตกลงคุณโยซูวา คือชื่อใหม่ของคุณ " อยากถีบจัง " ใช่ไหมครับ ?
ถ้าเช่นนั้น ผมก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงเลยนะครับ ข้อมูล
ที่ผมได้รับมา มีประโยชน์กับการเดินทางเป็นอย่างยิ่งครับ

สำหรับคุณ mtb.hilander เจตนาของผมที่เขียนเรื่องนี้ ก็เพื่อให้คนรุ่นหลัง
ได้รับทราบวีรกรรม ของวีรชนไทยหลายพันนาย ที่สละชีวิตยังนอกประเทศ
เพื่อปกป้องชาติเรา จากการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์นี่ละครับ
ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณ mtb.hilander ได้เห็นความสำคัญครับ

ก่อนไปกันต่อ ผมขอนำบันทึกของพี่ " เสือประสิทธิ์ "
ที่กล่าวถึง " ฐานเนินเกษตร " มาเล่าสู่กันหน่อยนะครับ


๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๔

วันนี้เครื่องบินเต็มฟ้าอีกวัน ที่ กม.๔๕(บ้านห้วยมาน) " อ้ายปากหมา "*
ชี้เป้าให้ที ๒๘ บินถล่มครั้งละ ๔ ลำเป็นเที่ยวที่ ๒ ตามด้วยเอฟ ๑๐๕ อีก ๔ ลำ
พร้อมปืนใหญ่ ๑๐๕ ของลาว ๔ กระบอก ของไทย ๔ กระบอก ถล่มเนินเกษตรอย่างหนัก
เพื่อให้กำลังฝ่ายเราเข้ายึดพื้นที่ พอสิ้นการโจมตีประมาณบ่ายโมง กำลังของเรา
เข้าตีพร้อมกันสองด้าน(เหนือและใต้) โดยเคลื่อที่ไปตามแนวซ้ายและขวาของถนน
แล้วเข้าตีพร้อมกัน พัน BC.613 เข้าตีทางด้านเหนือ ส่วนพัน BC.614
เข้าทางทิศใต้ ด้านขวาของถนน ข้าศึกต้านทานได้ไม่นาน ก็ถอนตัวหนีไป
ทางเมืองปากซอง ฝ่ายเราเข้ายึดเนินได้ทั้งหมดก่อนค่ำ พร้อมตั้งฐานติดตามไป
ทางเมืองปากซอง ปืนใหญ่ลาวที่ กม.๓๕(บ้านอีตู้) ได้รับคำสั่งให้ย้ายมาตั้ง
ที่เนินเกษตรในวันนี้.....

ฐานเนินเกษตร พัน BC.613 และ BC.614 คาดว่าจะอยู่ได้หลายอาทิตย์
แต่ก็มีคำสั่งให้เข้าตี และกวาดล้างเมืองปากซอง ออกแต่ละครั้งจะมีคนคอยนับศพว่ากี่ศพ
การเคลื่อนไหวของเราแต่ละครั้ง มันรู้เรา แต่เราไม่รู้มัน

-------------------------------
* " อ้ายปากหมา " คือ บ.ตรวจการณ์ Cessna O - 1A Birddog


รูปภาพ
(ภาพของ Jim Roper จาก Ravens.org)

-------------------------------



สิ่งแรกที่ผมต้องทำเมื่อถึงเมืองปากซอง ก็คือหาที่พักก่อน
ผมได้เกสท์เฮ้าส์สะดวกสบายพอสมควร มีแอร์และทีวี ในราคา ๓๐๐ บาท
เจ้าของเป็นคนเวียด อัธยาศัยดี และพูดไทยได้ชัดเจน
ผมเข้าที่พัก เก็บของแล้วรีบเปิดทีวีเช็คข่าวเมืองไทย เหตุการณ์ยังปกติ

บ่ายคล้อยพอให้แดดอ่อนลงสักนิด ก็ได้เวลาสำรวจเมืองปากซองกันแล้ว

ก่อนอื่นเช็คสัญญานโทรศัพท์ก่อน ผมเอาไปสองเครื่องสองเบอร์
ของค่ายใหญ่จากเมืองไทยทั้งคู่ เปิด Roaming เรียบร้อย แต่เมื่อถึงปากซอง
ทั้งสองเครื่องนิ่งสนิท ไม่รับเครือข่ายของเมืองนี้เลย จบข่าว

ข้อมูลที่ผมรวบรวมขึ้นมาจากความทรงจำ ของอดีตนักรบ ทสพ.ครั้งนั้น
ระบุสถานที่ต่างๆ ซึ่งเคยมีอยู่ในเมืองปากซอง ผมเริ่มจับไปทีละจุด ไล่ไปตามแผนที่
และภาพถ่ายดาวเทียม จาก "ภูเทวดา " ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ พัน BC.601
และ BC.619

รูปภาพ

ในภาพจะเห็นอนุสรณ์สถาน ของทหารลาว(ด้านซ้าย) และทหารเวียดนาม(ขวา)
อยู่ด้านหน้าทางทิศใต้ของภูเทวดา ปัจจุบันบริเวณยอดภูเทวดา เป็นโรงแรม
ระดับสามดาว ที่ดีที่สุดในบริเวณนี้

ภูเทวดา เป็นที่มั่นสำคัญของเมืองปากซอง ทางทิศตะวันออก
เช่นเดียวกับเนินเกษตร ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง เนินทั้งสองห่างกันประมาณ
สองกิโลเมตร โดยมีเมืองปากซองอยู่ตรงกลาง

อนุสรณ์สถานด้านหน้า คงจะบอกความสำคัญของสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งฝ่ายเรา และข้าศึก ได้สูญเสียกำลังพลที่นี่ เป็นจำนวนมาก

จากคำบอกเล่าของท่าน " ภูเสน " หลังจากที่ผมเรียนท่าน ก่อนเดินทางมาปากซองนี้
ว่าภูเทวดา กลายเป็นโรงแรมไปแล้ว ท่านกล่าวว่า
" ถ้าน้องไป...ก็บอกให้เจ้าของโรงแรม
เขาทำบุญให้พวกเราที่นั่นด้วยนะ ยังมีศพพวกเราฝังอยู่ที่เนินนั่น ๕๐ กว่าศพ
ยังไม่ได้เอากลับ เป็นทหารของพัน BC.619 ที่แตกเพราะข้าศึกใช้รถถัง
เข้าบดขยี้พวกเรา ผมฝังมากับมือ หลังจากเราไปตีเอาภูเทวดาคืน "


เดี๋ยวพรุ่งนี้ ผมจะพาเข้าไปสำรวจภูเทวดา กันอย่างละเอียดอีกครั้งครับ


สถานที่ถัดไป ก็คือ " วัดอาจารย์เด " วัดเก่าแก่ดั้งเดิมของเมืองปากซอง
ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาล ใกล้สี่แยก ซึ่งทหาร ทสพ.ไทย
เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของ " พลอยสีน้ำเงิน " ที่แขวนอยู่เหนือโบสถ์ ซึ่งไม่เสียหาย
จากการทิ้งระเบิด แต่ปัจจุบันไม่เหลือซากให้เห็นแม้แต่น้อย เล่ากันว่า
เมื่อทหารเวียดนามตีปากซองได้ มีทหารเวียดกลุ่มหนึ่งจะเอา RPG ยิงยอดโบสถ์
เพื่อเอาพลอยศักดิ์สิทธิ์นี้ พอเหนี่ยวไกก็เครื่องยิงแตก เจ็บ-ตายไปสามคน
ภายหลังบักแกวคงจะระเบิดวัดทิ้งทั้งวัด และสอยเอาพลอยไปแล้ว
เพราะที่ตั้งวัดกลายเป็นห้องแถวร้านค้าไปหมด ไม่เหลือสภาพเดิมอยู่เลย

" สุสานญวน " ซึ่งน่าจะเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญอีกแห่ง อยู่คนละฝั่งถนนกับโรงพยาบาล
ก็ไม่ปรากฎให้เห็นเลย แม้ผมจะถามคนเวียด ในเมืองปากซอง ก็ไม่มีใครรู้จัก
เรื่องเล่าจากพี่ "เสือประสิทธิ์ " บอกว่า " ฐานกองร้อยอยู่ใกล้กับสุสานนี้ เวลาที่
ปืนใหญ่หรือจรวดของข้าศึกมาลงที่สุสาน แรงระเบิดจะขุดพื้นดินกระจาย
หากเป็นบริเวณหลุมศพ โลงศพจะถูกขุดกระเด็นขึ้นมา อุจจาดตายิ่งนัก "


ส่วนภาพนี้คือ " ภูจำปี " และสะพานข้ามลำห้วยเหนือเมืองปากซอง ตรงนี้มีเรื่องเล่าครับ


รูปภาพ


ย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๕

ตามบันทึกของ Space ระบุว่า บก.ผาสุก ได้มีคำสั่งให้กองพัน ทสพ. ๔ กองพัน
คือ BC.601, BC.602, BC.613 และ BC.614 เตรียมการรุกขึ้นทางเหนือ
จากที่ตั้งรอบๆเมืองปากซอง

แต่จากคำบอกเล่าของท่าน " ภูเสน " บอกว่ากำลังของเรา ถอนตัวจาก " ภูหนองขิน "
มาวางกำลังอยู่รอบๆเมืองปากซอง เพื่อรักษาแนวเมืองปากซองไว้ และรอคำสั่ง
จากหน่วยเหนือ ขณะนั้น " หัวหน้านิโรธ " หน.ฉก.สน.
กำลังร่วมประชุมวางแผนกับหัวหน้าหน่วยระดับ ผบ.พัน รวมทั้ง " Lonestar "
จอห์น เคิร์น CO อเมริกัน อดีตทหารรบพิเศษกรีน แบเร่ต์ อยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในฐาน


" จุดนั้นเป็นฐานลอย อยู่เชิงภูจำปี " ท่านภูเสน เล่าให้ผมฟัง

จากบันทึกของ FAG " Space " ซึ่งอยู่บนเครื่องตรวจการณ์(Raven)เหนือฐาน
และกำลังทำเรดิโอคอนแทคท์ กับโลนสตาร์ สเปซแจ้งโลนสตาร์ว่า
ได้ยินเสียงจรวด ถูกยิงออกมาจากางเหนือของเมืองปากซอง


" สิ้นเสียงโต้ตอบจากจอห์น ทำให้ผมไม่สบายใจนัก คาดว่าข้าศึก
ต้องยิงซ้ำมาอีกแน่นอน เพราะคุ้นเคยกับวิธีการเช่นนี้มาก่อน
ในบัดดล....ตูม..เสียงดังหนักๆ ยิงออกจากจุดเดิมอีกหนึ่งนัด
คราวนี้มันแตกระเบิดเหนือต้นไม้ใหญ่ภายในฐาน มองเห็นทหาร
วิ่งหลบลงในบังเกอร์กันชุลมุน กลุ่มที่อยู่ใต้ต้นไม้ ร่างทรุดฮวบเกลื่อนพื้นที่ "


และอีกพักหนึ่ง ก็มีเรดิโอคอนแทคท์ มายังสเปซ ส่งข่าวว่า

" หัวหน้านิโรธถูกสะเก็ดแผ่นใหญ่ ตัดผ่าหน้าอกถึงลำคอ
เสียชีวิตในอ้อมกอดของ " ภูเสน " ไนฟ์(FAG)ถูกเต็มใบหน้า นัยน์ตาถลน
ออกมานอกเบ้า จอห์นสะเก็ดฝังที่หัวและลำตัวอีกหลายแห่ง บาดเจ็บหนัก
รวมทั้ง " ภูมั่น " และ "เกรียงไกร " ขอให้ส่ง ฮ. มารับด่วน "


ส่วนท่านภูเสน ได้เล่าให้เสือทุ้ยฟังว่า".... มันยิงมาโดนต้นไม้ใหญ่แล้วแตก
ตอนนั้นพี่ก็โดนด้วยที่แขน พี่คิดว่าแขนพี่ไปเสียแล้ว เห็นหัวหน้านิโรธนอนฟุบอยู่
พี่ไปพลิกตัวท่านขึ้นมา ก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว เลือดงี้เต็มไปหมด.... "


ภาพของ " หัวหน้านิโรธ " เมื่อครั้งยังมีชีวิต บนเนินซีบร้า ล่องแจ้ง

รูปภาพ

คนแรกจากซ้ายคือ " หัวหน้าเงินฉาย " พ.ต.จตุฤทธิ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
(ปัจจุบัน พล.อ. เกษียณราชการแล้ว)
คนที่สองจากซ้าย(กำลังเสยผม) " หัวหน้านิโรธ " พ.ต.สมศักดิ์ นนทวาทิตย์
คนที่สามจากซ้าย(ชุดพราง) " นายทน " พ.อ.ธนดิตถ์ สุทธิเทศ
(พล.ท. เกษียณราชการและถึงแก่กรรมแล้ว)

ภูจำปีในปัจจุบัน คงเป็นเพียงป่าโปร่งรกๆ ไม่มีชาวบ้านอยู่ ผมไม่ได้เข้าไปสำรวจ
เพราะไม่แน่ใจว่าเขาได้กู้กับระเบิดไปหมดหรือยัง กลัวเจอแบบตอนที่ไปเวียดนาม
ที่ลูก ค.สนิมเขรอะ ยังหล่นเกลื่อนพื้น ถ้าต้องปั่นจักรยานขาเดียว คงไม่สนุกหรอกครับ
เส้นทางที่ต่อจากภูจำปีนี้ หากขึ้นเหนือไปอีก ก็จะไปยังบ้านลาวงาม ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของฝ่ายเรา

ผมปั่นออกจากภูจำปีเกือบค่ำ มาแวะที่ตลาดเอาเมื่อแสงสุดท้ายเกือบหมดไปแล้ว

ภาพจากระยะไกลครับ ภูจำปีคือเนินขวามือของสะพาน

รูปภาพ



ภูจำปี มองจากถนนช่วงหลังโรงพยาบาล

รูปภาพ


ผมปั่นออกจากภูจำปีเกือบค่ำ มาแวะที่ตลาดเอาเมื่อแสงสุดท้ายเกือบหมดไปแล้ว

รูปภาพ


วิถีชีวิตยามเย็น ที่ตลาดปากซองครับ

รูปภาพ

ที่แม่ค้ากำลังย่าง ดูคล้ายข้าวเกรียบว่าวบ้านเรา ผมเห็นคิวยาว เลยไม่ได้ลองครับ


ในเมื่อโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ ก็ต้องหาร้านเน็ต สอบถามเด็กที่เรือนพัก ได้ความว่าทั้งเมืองปากซองนี้
มีร้านเน็ตเพียงร้านเดียว แถมเจ้าของไม่อยู่ เลยปิดร้านสองสามวัน เสือทุ้ยเซ็งเลย
แวะซื้อข้าวเหนียวมากินกับเนื้อทอดที่เตรียมมา ข้าวเหนียว ๒,๐๐๐ กีบ(๘ บาท)
ปริมาณเท่ากับสิบบาทบ้านเรา แต่คุณภาพสู้บ้านเราไม่ได้ สีกระดำกระด่าง ไม่น่ากิน
แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 25 เม.ย. 2010, 05:40, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
รูปประจำตัวสมาชิก
stealth
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 319
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 14:33
team: Velo Thailand ,Velo HuaHin , Huahin VTT club
Bike: สองล้อปั่น

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย stealth »

ขอบคุณสำหรับภาพ และคำบรรยาย

รอติดตามตอนต่อไปครับ...กำลังสนุก
รูปประจำตัวสมาชิก
mtb.hilander
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1104
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2008, 21:15
Tel: 0893058544
team: THAI BIKE TOURING CLUB
Bike: trek 6500

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย mtb.hilander »

อ่านจบทริปนี้แล้ว เห็นทีต้องบินเดี่ยวหนีเที่ยวลาวใต้ซะแล้ว....

อ่านจากสรุปทริปของพี่ ผมเข้าใจว่าพี่ต้องมีงานเขียนหนังสือแน่ ๆ ใช่ไหมพี่

พี่ ๆ เพื่อน ๆ เรียกผมว่า " เอี้ยง " ครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
หิ่งห้อยระยอดาว
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 421
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ส.ค. 2008, 17:39
Tel: 0804 9955 15
team: ไร้สังกัดและชมรมครับ มีเวลาก็ปั่นสร้างภาพไปเรื่อยๆ http://www.facebook.com/imlanna
Bike: DEL+BMW(ก๊อป)+รถพับ Hasa F1

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย หิ่งห้อยระยอดาว »

น่าสนุกครับเส้นนี้

อ่านไปได้ความรู้ด้วย

ติดตาม ๆๆ เพื่อ ตามรอย
ทริปปั่นทัวร์ริ่ง ลาว จีน เขมร พม่า บาหลี
http://board.trekkingthai.com/board/sho ... _id=265984

A_ant
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 106
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ม.ค. 2009, 14:48
Tel: 0xx9881xxx
Bike: จักรยาน

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย A_ant »

สุดยอดครับ น้าเสือทุ้ย ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากเลยครับ ไม่ทราบว่าครั้งที่ไปเวียดนามมีบทสรุปการเดินทางแบบนี้หรือเปล่าครับ หรือหาอ่านได้จากที่ไหนครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
ลุงแซม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 10296
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 22:13
team: ดอนเมือง รวมมิตร
Bike: KHS alite 4000

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย ลุงแซม »

ขอบพระคุณครับ เสือทุ้ย สำหรับเรื่องราวในอดีต เรื่องราวการปั่นในปัจจุบัน และภาพสวย ๆ
...เมื่อประมาณปี 49 ผมปั่นผ่านเส้นทางนี้ แล้วไปพักที่ไร่กาแฟอินทิรา ของ ดร.อานันท์ ใกล้กับไร่กาแฟดาวเรือง เลยปากซองไปทางน้ำตกเซกะตาม สัก 20 กม. น่าเสียดายไปเที่ยวนั้นไม่มีความรู้ด้านประวัติความเป็นมาของของเส้นทางที่ผ่าน รู้อย่างเดียวว่า เบยลาวเย็น ๆ มีขายตามริมทางทั่วไป ...แต่มีแผนที่จะปั่นไปอีกครั้ง ครับ
รูปภาพ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “สรุปทริป / รายงานการปั่น”