
วันนี้ โมโม่ สมาชิกในครอบครัวของเราได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันหวนคืนอีกแล้ว
วันพุธตอนเย็น พ่อพาโมโม่ ใส่หลังรถจักรยานไปออกกำลังกายตามปกติ หลังจากโมโม่ วิ่งเหนื่อยแล้ว พ่อก็อุ้มโม่ ใส่ตะกร้าหลังรถ เดินทางกลับบ้านเพื่อไปกินข้าวเย็นด้วยกัน
ระหว่างทาง มีหมาอัลเชียเชี่ยนวิ่งเข้ามาหา และกระโดดกัดโมโม่ พร้อมคาบลงไปฟัดต่อกลางถนน
แรงกระโจนของหมาทำให้จักรยานล้มลง เมื่อพ่อตั้งสติได้ ก็ขับรถพุ่งชนหมาอัลเชียเชี่ยนที่กำลังกัดโมโม่
เมื่ออัลเชียเชี่ยนวิ่งหนีไป พ่ออุ้มโม่โม่ใส่หลังรถ มุ่งไปที่คลินิกหมอโอ เลือดโมโม่ไหลเป็นทางจากทะเลสาบหนองเล็งทรายสู่ตัวเมืองแม่ใจ
ที่คลินิก พ่อพบว่าหมอไม่อยู่ จึงตัดสินใจเข้ามาที่บ้าน เท่าที่พ่อเช็คอาการดูเหมือนโม่จะใกล้ตายแล้ว
พ่อตัดสินใจโทรหาแม่ บอกว่าโม่โดนหมากัดตายแล้ว แต่ตอนนั้นก็ดูเหมือนจะมีปฎิกิริยาตอบสนองบางอย่างจากโมโม่
แม่จึงบอกให้เอาโมโม่ใส่รถยนต์ วิ่งมาหาหมอในตัวเมืองจังหวัดพะเยา ขณะเดียวกันผมโทรบอกหมอนก หมอประจำตัวโมโม่ให้เตรียมห้องฉุกเฉินเพื่อช่วยโมโม่ เมื่อรถมาถึง ผมก็กระโดดขึ้นรถ มองดูโมโม่ที่อยู่เบาะหลัง จับตัว จับขา ร้องเรียกโมโม่ ตาของโมโม่ยังใสอยู่ ร่างกายทางซีกขวาและท้องชุ่มไปด้วยเลือด
เมื่อสังเกตุดูเหงือก พบว่า สีซีดไปมาก ในใจตอนนั้นแม้เริ่มไม่หวังอะไรแล้ว แต่เมื่อถึงคลินิกก็อุ้มโมโม่ วิ่งลงไปหาหมอ สิ่งแรกที่หมอทำ คือ ใช้เครื่องตรวจชีพจรดูสัญญาณชีพ และเพียงเท่านั้น…หมอก็บอกเราว่าไม่ทันแล้ว
หมอบอกว่าโมโม่เสียเลือดมากเกินไป อีกทั้งแผลที่โดนกัดก็เป็นตำแหน่งเดียวกันกับปอด
เมื่อขอบคุณหมอเสร็จ อุ้มโมโม่ที่ยังตัวอุ่นๆ กลับออกมา เลือดโมโม่เริ่มไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
เสื้อเปื้อนเลือด กางเกงเปื้อนเลือด มือเปื้อนเลือด อุ้มโมโม่เดินออกมา แต่ก็ยังไม่อยากเชื่อว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่มันจะเกิดจริงๆอยากจะให้ตื่น ขึ้นมาแล้ว ให้เรื่องทั้งหมดเป็นแค่ฝัน แต่เมื่อถึงร้าน ก็ต้องทำใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
อุ้มโมโม่มาให้แม่ที่รอในร้านดูเป็นครั้งสุดท้าย แม่ร้องให้ไปพูดกับโมโม่ไป ลูบหัวมันบอกให้ไปดีเถอะ สักพักผมกับพ่อก็เดินไปหาที่ฝังโมโม่ ได้ทำเลเป็นใต้ต้นมะยม พลัดกันขุดกับพ่อสองคน
…และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะได้ทำเลยในชีวิต ได้แต่คิดว่าเรื่องทั้งหมดมันไม่น่าเกิดขึ้นเลย
หอมแก้มโมโม่คร้งสุดท้ายก่อนอุ้มลงหลุม หลังจากวันนี้คงไม่ได้อาบน้ำโมโม่ แปรงขนโมโม่ นอนหลับบนเตียงเดียวกัน ตื่นสายพร้อมๆกัน พาไปเดินเล่นที่กว๊านพะเยา ทุกเย็นเมื่อถึงเวลา 5 โมง โมโม่จะมองหน้าแล้วเห่าห้วนๆ พร้อมกระดิกหางเป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาต้องพามันไปเดินเล่นแล้ว และเมื่อเราลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวด้วย
ช่วงเวลานี้ก็ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่โมโม่ดีใจที่สุด แววตาที่เป็นประกาย กระโดดโลดเต้น กระดิกหาง …และวันนี้โมโม่ก็ได้ออกไปเดินเล่นตามเคย เพียงแต่ว่า ครั้งนี้โมโม่ไม่ได้กลับมากินข้าว ไม่ได้กลับมาอาบน้ำ ไม่ได้กลับมานอนดูทีวีด้วยกัน
ต่อไปนี้ ตอนเช้าจะไม่มีใครมาเคาะห้องเพื่อขอนอนด้วย จะไม่มีใครขูดประตูกลางดึกเพื่อจะออกไปฉี่ และ…เมื่อเรากลับมาจากการเดินทาง เราจะเปิดประตูบ้านออกมาแวะพบแต่ความว่างเปล่า
ไม่มีโมโม่ขนสีขาววิ่งกระดิกหางวิ่งพร้อมเห่าไปรอบๆบ้านด้วยความดีอกดีใจ ในตอนกลางคืน ภาพของโมโม่ที่อยู่ด้วยกันก็ผ่านเข้ามาในหัวตลอด
ว่ากันตามจริง
ในช่วง 9 เก้าปีที่ผ่านมา โมโม่ได้ทำหน้าที่คลายเหงาให้พ่อกับแม่ผม ได้ดีเสียกว่าลูกๆเสียอีก
ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ผมไปอยู่ต่างประเทศเสีย 5 ปี ในช่วงเวลานั้น ต้องขอบคุณโมโม่
โมโม่ ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ พ่อและแม่ผม ในขณะที่ลูกๆอย่างผมกลับ ออกไปทำงานเพื่อตัวเอง
เมื่อมาคิดดูแล้ว ลูกๆอย่างพวกเราเป็นหนี้บุญคุณโมโม่มากเหลือเกิน และเมื่อไม่มีโมโม่แล้ว ลูกๆอย่างเราคงต้องช่วยกันทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตใจพ่อกับแม่ ให้ความอบอุ่นทางจิตใจ อย่างที่โมโม่ได้ทำมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา
แม้ความตายจะไม่เปิดโอกาสให้เราได้กล่าวคำลา แก่โมโม่ ขอให้บทความนี้ได้เป็นบทความสรรเสริญ และอาลัยอย่างจริงใจ
http://phayaoforum.com/phayaorath/?p=688