โพสต์
โดย ลุงเนตร »
..นอกจากนั้นแล้ว ผมเขียนร่างแล้วพิมพ์เอกสารสำหรับบรรยายเรื่อง "ประโยชน์ของจักรยาน" และ "ปั่นจักรยานแล้วได้อะไร" ไว้สำหรับบรรยายกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมต้น ดังนี้.-
บทความกล่าวกับนักเรียนระดับ ม.๑ ขึ้นไป..
*****
สวัสดีครับ.. ท่านผู้อำนวยการฯ
ครู+อาจารย์ และ
นักเรียน โรงเรียน.........................................ทุกท่าน
ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองกับเพื่อน ๆ ผู้ร่วมดำเนินโครงการฯ อีก 8 ท่าน ก่อนนะครับ ผมชื่อนาย...................................อายุ........ปี ปั่นจักรยานมาแล้ว.........ปี บ้านอยู่ที่..............................กับเพื่อนชาวจักรยานอีก 8 คน อันมี.............
ได้ร่วมใจกันดำเนินการ “โครงการปั่นจักรยาน 73 จังหวัด 179 วัน 8,666 ก.ม. “ฉันรักประเทศไทย” ร่วมเป็น 1 ใน 63 ล้านดวงใจ รวมพลังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติฯ”
โดยเริ่มปั่นออกจาก กทม.เมื่อวันที่ 9 ก.ย.52 เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากการปั่นจักรยานมาบอกกับทุกท่านว่า “ประโยชน์ของจักรยานมีอะไรบ้าง” และ “ปั่นจักรยานแล้วได้อะไร” เพื่อเป็นความรู้ไว้ประกอบการพิจารณาเมื่อถึงเวลาจะซื้อหาพาหนะมาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ลึก ๆ ของความคิดของผม ต้องการมาบอกกับนักเรียนทุกคนที่อยู่ในวัยรุ่น เริ่มรบเร้าขอพ่อแม่ซื้อรถเครื่องให้ขี่มาโรงเรียนโดยตรง เพราะผมรู้สึกเป็นห่วงนักเรียนที่โดยสารรถสองแถวไปโรงเรียนบางคันนั่งกันอยู่บนหลังคา กับนักเรียนที่ขี่รถเครื่องไปโรงเรียน ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น มีประโยชน์อยู่น้อยนิด มีโทษแฝงอยู่ไม่น้อย กล่าวคือ รถเครื่อง มีประโยชน์เพียงใช้ขี่ไปไหนมาไหนได้รวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ผลเสียมีมากมาย เช่น ต้องเสียค่าทะเบียน, ต้องซื้อน้ำมัน, ต้องขี่ถูกต้องตามกฎจราจร ถ้าผิดโดนจับเสียเงินค่าปรับ, ความเร็วมากเท่าไร การเกิดอุบัติเหตุและอันตรายรุนแรงมากเท่านั้น และรถยนต์อื่น ๆ ก็เหมือนกัน ดีแต่เร็วกับสบาย เท่านั้น ซึ่งในความเร็วและสบายนั้น ใคร ๆ ต่างคิดว่าดี แต่ในความเร็วและสบายที่คิดว่าดีนั้น ยังแฝงอยู่ด้วยความไม่ดีอีกมากมาย เช่น รถติดเครียดเสียสุขภาพจิต นั่งขับหลังแข็งเสียสุขภาพกาย, มีค่าใช้จ่ายสูงเป็นค่าซื้อ, ค่าน้ำมัน, ค่าทะเบียน, ค่าประกันอุบัติเหตุรถยนต์, ค่าซ่อม และค่าปรับเมื่อขับผิดกฎจราจรแล้วถูกปรับ เป็นต้น
ทีนี้มาดูว่า “จักรยาน” ใช้ทำอะไรได้บ้าง.. ใช้เป็นพาหนะในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เช่น ขี่เร่ขายของ, ขี่เก็บของเก่าไปขาย, ขี่ไปตลาด, ขี่ไปโรงเรียน, ขี่ไปทำงาน, ขี่ส่งลูกไปโรงเรียน, ขี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล, ขี่ไปศูนย์การค้า, ขี่เพื่อการแข่งขัน, ขี่เพื่อออกกำลังกายแถมได้ท่องเที่ยว, ขี่เพื่อการท่องเที่ยวแถมได้ออกกำลังกายในขณะเดียวกันนั้นยังได้เยี่ยมญาติและเพื่อนอีกด้วย ขี่ไปได้ทุกแห่งหน ทุกสภาพถนน ทางที่คนเดินไปได้ จักรยานก็ขี่ไปได้ ไม่ใช้พื้นที่ถนนและพื้นที่จอดมาก
จักรยาน ราคาไม่แพง ไม่ต้องตีทะเบียน คนขี่จักรยาน ขี่อย่างไรก็ได้ตำรวจไม่จับ เทียบเท่าคนเดิน ไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำมัน ไม่มีเสียงดัง ไม่มีควันพิษ เป็นมิตรกับทุกคน ขี่ไปได้ในความเร็วที่พอดี ไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป ทำให้ไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุ และถ้าเกิดก็ไม่รุนแรง
ทีนี้มาดูว่า “ขี่จักรยานแล้วได้อะไรบ้าง” ดังต่อไปนี้.-
1. ได้ออกกำลังกาย ร่างกายสร้างภูมิทำลายและคุ้มกันโรค ทำให้โรค ที่เป็นอยู่หาย ไม่ต้องหา หมอกินยากับยังป้องกันไม่ให้เป็นโรค ร้ายต่าง ๆ ที่ปะปนมากับอาหารและอากาศที่เราทานและหายใจ
2. ได้สุขภาพกายและจิตดี..ไม่มีขาย.ทำให้เกิดกับตนได้ จากการขี่ รถจักรยาน
3. ได้รับความภูมิใจ..ที่ไม่มีขาย..ทำให้เกิดกับตนเองได้ เช่น เขาขับ รถยนต์ไป จ.เชียงใหม่ 8 ช.ม.ถึง.. เราขี่จักรยานไป 6 วัน ก็ถึง เหมือนกัน
4. ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้พาหนะที่มีเครื่องยนต์
5. ได้พบปะพูดคุย, เห็นการเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชาชนตามรายทางที่ผ่าน
6. ได้เอาชนะความเหนื่อยยากของตนเอง ด้วยความมานะพยายาม
7. ได้ความปลอดภัยมากกว่าใช้พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ เพราะรถจักรยานวิ่งช้ากว่าจึงปลอดภัย
8. ได้ทานอาหารสารพัดตามต้องการ เพราะร่างกายไม่มีโรคร้ายที่ จะต้องจำกัดอาหาร
9. ได้รับความสนุกจากการขี่จักรยานแข่งขันตามสนามแข่งในจังหวัดต่าง ๆ
10. ได้มีรถใช้ส่วนตัว เสมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ขี่ไปทำงาน หรือไปทำธุระต่าง ๆ ทุก แห่งหนได้สะดวกกว่า ไม่ว่าขณะเดินทางหรือจอด
11. ได้คุ้มครองชีวิตตนเองขณะที่ขี่รถจักรยานไปในที่ต่าง ๆ ไม่ต้อง ฝากชีวิตไว้กับคนขับรถขนส่งสาธารณะ
12. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนและเชิญชวนให้ประชาชนออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง รัฐฯจะได้ลดงบประมาณบัตรทอง รักษาทุกโรค
13. ได้สนองนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประหยัดพลังงาน น้ำมัน
14. ได้คำจำกัดความสุดวิเศษมาทำให้ตนเองมีความมานะและอดทนว่า “มีความสุขอยู่กับความเหนื่อยยากลำบากของตนเองขณะขี่ รถจักรยาน” คือ เมื่อขี่รถจักรยานไปนาน ๆ จนถึง ขนาดขี่ไปได้ทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตก..ฟ้าจะร้อง.ลมจะแรง..แดดจะออก..เหงื่อจะไหลท้องจะหิว..ได้บ่อย ๆ แล้วจะได้พบกับความเป็นจริงข้างต้นนั้น
15. ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดและผ่านไปช้า ๆ เช่น ลม..แดด ..ฝน..หมอก เมื่อปั่นจักรยานขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูงได้อาบหมอก กินเมฆ, ได้เห็นสรรพสิ่งสองข้างทางที่ผ่านไปอย่างช้า ๆ ชัดเจน, ได้ยินเสียงของสรรพสัตว์, ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ขณะขี่จักรยาน ในชนบทป่าเขาลำเนาไพร
16. ได้เป็นผู้รักษาสิ่งแวดล้อมในด้านควันและเสียงของเครื่องยนต์
17. ได้ท่องเที่ยวแบบประหยัด ได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย
18. ได้ภาพพจน์ที่ดีจากสายตาคนอื่น เช่น เป็นคนแข็งแรง, เป็น นักกีฬา, เป็นนักอนุรักษ์ ธรรมชาติ เป็นต้น
19. ได้มีพาหนะในการประกอบสัมมาอาชีพและเป็นเครื่องมือออก กำลังกายได้เป็นอย่างดี
20. ได้ออกกำลังกายในรูปแบบที่หัวเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักตัวจนทำ ให้เสื่อมสภาพเจ็บปวดแต่กลับทำให้หัวเข่าและกล้ามเนื้อทุกส่วน ของขาและแขนแข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะได้ออกกำลังตลอดเวลาที่ปั่นจักรยาน
21. ได้เข้าไปอยู่ใน “สังคมของคนจักรยาน” ซึ่งเป็นอีกสังคมหนึ่งที่มีแต่ชาวจักรยานเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าเป็นสังคมที่อบอุ่น ไม่ใช่ญาติก็เสมือนญาติ
จะเห็นได้ว่า ประโยชน์ของจักรยานนั้นมีอยู่มากมายดังได้กล่าวมาแล้ว ขอฝากไว้ให้นักเรียนที่กำลังรบเร้าพ่อแม่ให้ซื้อรถเครื่องขี่ไปโรงเรียน หันมาซื้อจักรยานแทน พ่อแม่จะได้รับความสบายใจ ที่ไม่ต้องเป็นห่วงลูก เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่ารถเครื่องนั้น เกิดอุบัติเหตุง่ายและรุ่นแรงถึงกับเสียชีวิตอยู่เนื่อง ๆ แล้วยังสบายใจที่ราคาจักรยานไม่แพง สามารถซื้อให้ลูกได้ด้วยเงินที่มีอยู่ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขาอื่น
ลุงขอฝากสิ่งดี ๆ ที่ได้จากจักรยานไว้เพียงเท่านี้ ด้วยความรักและผูกพันนักเรียนทุกคน ต้องการให้ได้พบและได้รับสิ่งดี ๆ จากจักรยานเหมือนลุง
การบรรยายเรื่อง “ประโยชน์ของจักรยาน" และ "ปั่นจักรยานแล้วได้อะไร" จบแต่เพียงเท่านี้ แต่ลุงมีอีกเรื่องหนึ่งที่นำมาฝาก ซึ่งจะขอเวลาอีกสักเล็กน้อยกล่าวดังต่อไป
ไหน ๆ วันนี้ก็มีโอกาสดี ได้มาพบกับนักเรียนทุกคนแล้ว ลุงมีของดีอีกเรื่องหนึ่งที่คิดขึ้นเอง เห็นว่า ดี มีประโยชน์ ขอบอกให้นักเรียนทุกคนทราบเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง..
มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า “ตัวเองเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร” เอาเถอะจะมีใครเคยคิดหรือไม่ก็ช่างเถิด ถามเกริ่นมาอย่างนั้นเอง สำหรับลุงคิดว่า..ในความเป็นจริง .. จริง ๆ แล้ว พ่อแม่ส่วนมากคงคิดเพียงว่า “มีลูกมาเพื่อสืบสกุล, ช่วยเหลือเมื่อยามแก่เฒ่า, อยากมีความสุขแบบพ่อ, แม่, ลูก เหมือนครอบครัวอื่นเขา”
เมื่อมีลูกแล้ว พ่อแม่ หรือ ปู่ย่า หรือ ตายาย หรือ จ้างเขาเลี้ยง ก็คือต้องเลี้ยงดูฟูมฟักตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ ตัวนิดเดียว น้ำหนักเพียง 2-3-4 ก.ก. จนเติบโตอายุ 2 ขวบครึ่ง หรือ 3 ขวบ จึงส่งเข้าโรงเรียนอนุบาล ให้ครูที่โรงเรียนเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน พ่อแม่ต้องทำงานหาเงินเป็นค่าครองชีพและจ่าย
ค่าเลี้ยงดูเล่าเรียนของลูก จนจบชั้น ป.7 อายุประมาณ 10 ขวบ ส่งให้เรียนต่อจนจบชั้น มศ.5 อายุประมาณ 15 ปี ส่งให้เรียนต่อมหาวิทยาลัย จนจบปริญญาตรี อายุประมาณ 20 ปี ไปสอบหางานทำเพื่อจะได้เงินเดือนมาเป็นค่าครอบชีพของตนเองและครอบครัวต่อไป ในช่วงอายุ 2 – 6 ขวบ เป็นวัยที่ยังไม่รู้เดียงสา ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้ได้รับอุบัติเหตุ ช่วงอายุ 12 – 17 ปี เป็นวัยอยากลอง พ่อแม่ต้องระวังหมั่นอบรมสั่งสอนให้รอดพ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีประดามี เช่น เกมส์, บุหรี่, สุรา, การพนัน, ยาบ้า, ที่มีอยู่ให้จงได้ และให้ทราบถึงความเป็นจริงของชีวิต ในช่วงของวัยเรียน ต้องเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ขยันหมั่นเพียร เล่าเรียนหนังสือ ให้มีความรู้มาก ๆ จนสามารถสอบแข่งขันเข้าทำงานได้ มีสัมมาคารวะ, มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ, ไม่ฝักใฝ่อบายมุข, ยึดมั่นและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาที่นับถือ ศึกษากฎหมายและไม่ทำผิด (ขอย้ำว่า จากอดีตถึงปัจจุบัน คนไทยส่วนมากไม่รู้กฎหมาย เพราะไม่มีในหลักสูตรการเรียนการสอน ในทุกระดับการศึกษา ยกเว้นระดับมหาวิทยาลัย ที่มีสอนอยู่คณะหนึ่งน่าจะเป็น “คณะนิติศาสตร์” สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนจบแล้วจะนำไปประกอบอาชีพเป็นทนายความ เป็นผู้พิพากษา ที่จริงแล้วคนไทยทุกคนเมื่อเรียนจบระดับมัธยม ควรต้องรู้กฎหมายเบื้องต้นของประเทศ เพื่อที่จะได้ระวังไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องได้รับโทษตามกฏหมาย จะทำให้เป็นเด็กดี
เป็นผู้ใหญ่ที่มีอนาคตดี ดำเนินชีวิตตนเองอย่างเป็นปกติสุข ไม่เบียดเบียนตนเอง, ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอันจะทำให้สังคมตลอดถึงประเทศชาติอยู่ด้วยความสงบและเจริญรุ่งเรืองเทียบเท่านานาอารยะประเทศ
นอกจากนั้นแล้ว ขณะที่มีชีวิตอยู่ บางคนอาจจะคิดไม่ถึงว่า แต่ละคนต่างต้องอยู่ตามธรรมชาติ คือ ความเป็นจริงซึ่งเป็นธรรมดาของคนที่ต้อง เกิด.. เจริญเติบโต ดูและรักษาตนเอง ให้ร่างกายดำรงอยู่อย่างปกติ ไม่มีโรคร้ายมาเบียดเบียนจนทำให้เสียชีวิตไปเร็วกว่าเวลาอันควร ด้วยการออกกำลังกายหรือเมื่อเจ็บป่วยก็ไปหาหมอ นอกจากนั้นแล้ว ทุกคนยังต้องระวังอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่จะทำให้ร่างกายบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปเร็วกว่าเวลาอันควรอีกด้วย เราได้ทราบว่ามีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอยู่เนื่อง ๆ แต่ไม่มากนัก, มีการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บอยู่เนื่อง ๆ แต่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการเกิดแล้ว การเสียชีวิตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของการเกิด เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงยังคงดำรงอยู่ในโลกนี้ได้มากมายมหาศาล และคงจะเป็นอยู่เช่นนี้สืบไป หากไม่เกิดการฆ่าล้างโลกด้วยภัยธรรมชาติหรือระเบิดปรมาณูที่เกิดจากความคิดประดิษฐ์ขึ้นของมนุษย์ด้วยกันเองเสียก่อนเท่านั้น.
ท้ายที่สุดนี้ ขอฝากประโยชน์ของจักรยานและปั่นจักรยานแล้วได้อะไร ไว้กับท่านผู้อำนวยการ..ครู..อาจารย์ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนของโรงเรียนทุกคนได้ทราบ เพื่อเป็นทางเลือกไว้ใช้ในการเดินทางมาโรงเรียนต่อไปด้วย.
ขอบคุณครับ......................................................................สวัสดี
แก้ไขล่าสุดโดย
ลุงเนตร เมื่อ 24 มี.ค. 2010, 14:34, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*